ประมวลเรื่องเทพยดา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทนำ

บทที่ ๑  เทพยาดาที่ปรากฏในคัมภีร์พุทธ

บทที่ ๒  ธรรมสร้างความสำเร็จ

บทนำ


 ในเทวปุตตสังยุตนี้ก็มีเนื้อความสืบต่อมาจากเทวตาสังยุตกล่าวถึงเทพบุตรและเทพธิดาทั้งหลายเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามปัญหาบ้างแสดงความคิดของตนเองในสำนักพระผู้มีพระภาคบ้างดังมีรายละเอียดที่นักศึกษาควรศึกษาดังต่อไปนี้

 เรื่องสิ่งที่ได้โดยยาก
 กามทเทพบุตรทูลว่า"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สมณธรรมทำได้ยากยิ่ง"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ชนทั้งหลายผู้ตั้งมั่นในศีลแห่งพระเสขะ มีตนตั้งมั่นแล้วย่อมกระทำสมณธรรมอันบุคคลทำได้โดยยากความยินดีย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึงความเป็นไม่มีเรือน"
 กามทเทพบุตรทูลว่า"ธรรมชาติที่ตั้งมั่นได้ยากนี้คือจิต"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ชนเหล่าใดยินดีแล้วในความสงบอินทรีย์ ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยากอริยทั้งหลายเหล่านั้นตัดข่ายแห่งมัจจุไปได้"
 กามทเทพบุตรทูลว่า"ทางที่ไปได้ยากคือทางที่ไม่เสมอ"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"อริยะทั้งหลายย่อมไปได้ในทางที่ไม่เสมอที่ไปได้ยากผู้มิใช่อริยะย่อมเป็นผู้บ่ายศีรษะลงเบื้องต่ำ ตกลงไปในทางอันไม่เสมอทางนั้นสม่ำเสมอสำหรับอริยทั้งหลายเพราะอริยะทั้งหลายเป็นผู้สม่ำเสมอในทางอันไม่สม่ำเสมอ" (สัง.๑๕/กามทสูตร/๒๓๒-๒๓๕/๕๙-๖๐)อรรถกถาธิบาย
 เทพบุตรองค์นี้เคยเป็นพระโยคาวจรข่มกิเลสทั้งหลายด้วยความพากเพียร เพราะเป็นผู้มีกิเลสหนากระทำสมณธรรมก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เพราะมีอุปนิสัยในปางก่อนน้อย กระทำกาละ (ตาย)แล้วไปบังเกิดในเทวโลก ไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยหวังจะทูลบอกว่าสมณธรรมทำได้ยาก คือ การกระทำสมณธรรมให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวตลอด ๑๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ปีบ้าง ชื่อว่ากระทำได้ยาก
 ภิกษุอยู่บนปราสาท ๗ ชั้นเมื่อถูกพระภิกษุผู้แก่กว่ามาบอกว่า เสนาสนะนี้ตกถึงผมย่อมถือเอาบาตรจีวรออกไปโดยดี เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าผู้เข้าถึงความไม่มีเรือนคือปราศจากเรือน
 พระอริยะเหล่าใดยินดีแล้วในความสงบแห่งอินทรีย์ทั้งกลางวันและกลางคืนพระอริยเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยากพระอริยะเหล่าใดมีจิตตั้งมั่นแล้ว พระอริยะเหล่านั้นทำความสันโดษในปัจจัย ๔ให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยะเหล่าใดสันโดษแล้วพระอริยะเหล่านั้นทำศีลให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยะเหล่าใดตั้งมั่นในศีลพระอริยะเหล่านั้น คือพระเสขะ ๗ ย่อมตัดข่ายคือกิเลสที่เรียกว่าข่ายมัจจุไป
 เทพบุตรทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระอริยะเหล่าใดยินดีในอินทรีย์อันสงบพระอริยะเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก พระอริยะเหล่าใดตั้งมั่นในศีลพระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายมัจจุไปได้ ก็บุคคลนี้จักไปได้อย่างไรทางนี้เป็นทางที่ไปได้ยาก เป็นทางที่ไม่เรียบมิใช่หรือ ? ในข้อนั้นอริยมรรคไม่เป็นทางที่ไปได้ยาก ไม่เป็นทางที่ไม่เรียบก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้นอันตรายเป็นอันมากย่อมมีแก่บุคคลนั้น เพราะปฏิปทาเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอย่างนั้น
 เรื่องเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตายนเทพบุตรผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิมาก่อนเข้ามาเฝ้าเราถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ภาษิตว่า "ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์มุนีไม่ละกามย่อมไม่เข้าถึงความที่จิตแน่วแน่ได้ ถ้าบุคคลจะพึงทำความเพียรพึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่นเพราะการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อนยิ่งเรี่ยรายโทษดุจธุลีความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลังก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้วประเสริฐกว่าหญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือนั่นเองฉันใดความเป็นสมณะอันบุคคลปฏิบัติย่อมฉุดเข้าไปเพื่อเกิดในนรกฉันนั้นกรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมองและพรหมจรรย์ที่น่ารังเกียจทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก" อภิวาท ทำประทักษิณเราแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง เธอทั้งหลายจงศึกษา เล่าเรียน ทรงจำตายนคาถาไว้ตายนคาถาประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์" (สัง.๑๕/ตายนสูตร/๒๓๘-๒๔๐/๖๐-๖๒)อรรถกถาธิบาย
 ตายนเทพบุตรผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิมาก่อน (ทิฐิ ๖๒ ชื่อว่าลัทธิ) ศาสดาผู้ก่อกำเนิดลัทธิเหล่านั้นชื่อว่าเจ้าลัทธิคือใคร ? คือ นันทะ มัจฉะ กิสะ สังกิจจะ และที่ชื่อว่าเดียรถีย์ทั้งหลายมีปูรณะเป็นต้นก็ตายนเทพบุตรนี้ก่อทิฐิขึ้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ได้อย่างไร ? เพราะเป็นกัมมวาทีได้ยินว่า ตายนเทพบุตรนี้ได้ให้อาหารในวันวันอุโบสถเป็นต้นเริ่มตั้งอาหารไว้สำหรับคนอนาถา ทำที่พัก ให้ขุดสระโบกขรณีทั้งหลายได้ทำความดีมากแม้อย่างอื่น เพราะผลวิบากแห่งความดีนั้น เขาจึงบังเกิดในสวรรค์แต่เขาไม่รู้ว่า พระศาสนาเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์เขามายังสำนักของพระตถาคตด้วยประสงค์จะกล่าวคาถาคำร้อยกรองประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะแก่พระศาสนา จึงกล่าวคำว่าจงตัดกระแสตัณหาเป็นต้น

  บทที่ ๑

  เทพยาดาที่ปรากฎในคัมภีร์พุทธ
  เรื่องราหูอมจันทร์ (จันทรคราส)
 จันทิมเทวบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้วระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวว่า"ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าขอความนอบน้อมจงมีแต่พระองค์ ๆ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวงข้าพระองค์ถึงเฉพาะแล้วซึ่งฐานะอันคับขันขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์เถิด"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภจันทิมเทวบุตรได้ตรัสกะอสุรินทราหูว่า"จันทิมเทวบุตรถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ว่าเป็นที่พึ่ง ราหูท่านจงปล่อยจันทิมเทวบุตรพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลก"
 อสุรินทราหูปล่อยจันทิมเทวบุตรแล้วมีรูปอันกระหืดกระหอบเข้าไปหาอสุรินทเวปจิตติถึงที่อยู่ เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพองได้อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อสุรินทเวปจิตติได้กล่าวว่า"ราหูทำไมท่านจึงกระหืดกระหอบปล่อยพระจันทร์เสีย ทำไมท่านจึงมีรูปสลดมายืนกลัวอยู่ ?"
 อสุรินทราหูกล่าวว่า"ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้าหากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยจันทิมเทวบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่ก็ไม่พึงได้รับความสุข" (สัง.๑๕/จันทิมสูตร/๒๔๑-๒๔๕/๖๒-๖๓)


  เรื่องสุริยคราส
 สุริยเทวบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้วระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวว่า"ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ฯลฯขอข้าพระองค์จงเป็นที่พึงแห่งข้าพระองค์"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"สุริยเทวบุตรถึงตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ว่าเป็นที่พึ่ง ราหูท่านจงปล่อยสุริยะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสงกระทำความสว่างในที่มืดมิด มีสัณฐานเป็นวงกลม มีเดชสูง ท่านอย่ากลืนกินสุริยะนั้นผู้เที่ยวไปในอากาศ ท่านจงปล่อยสุริยะผู้เป็นบุตรของเรา"
 อสุรินทราหูปล่อยสุริยเทวบุตรแล้วมีรูปอันกระหืดกระหอบเข้าไปหาอสุรินทเวปจิตติถึงที่อยู่ เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพองได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อสุรินทเวปจิตติได้กล่าวว่า"ราหูทำไมท่านจึงกระหืดกระหอบปล่อยพระจันทร์เสีย ทำไมท่านจึงมีรูปสลดมายืนกลัวอยู่ ?"
 อสุรินทราหูกล่าวว่า"ข้าพเจ้าถูกขับด้วยคาถาของพระพุทธเจ้าหากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยจันทิมเทวบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่ก็ไม่พึงได้รับความสุข" (สัง.๑๕/สุริยสูตร/๒๔๖-๒๕๐/๖๓-๖๗)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ราหู ท่านอย่ากลืนสุริยะผู้โคจรไปในอากาศเลย" ก็ราหูนั้นกลืนสุริยะได้หรือ ? กลืนได้สิ เพราะว่า ราหูมีอัตภาพใหญ่ ว่าโดยส่วนสูง ๔,๘๐๐ โยชน์ ช่วงแขนยาว ๑,๒๐๐โยชน์ ว่าโดยส่วนหนา ๖๐๐ โยชน์ ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์ หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์ ระหว่างคิ้ว ๕๐โยชน์ คิ้ว ๒๐๐ โยชน์ ปาก ๒๐๐ โยชน์ จมูก ๓๐๐ โยชน์ ขอบปากลึก ๓๐๐ โยชน์ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา ๒๐๐ โยชน์ ข้อนิ้ว ๑๕ โยชน์ราหูนั้นเห็นจันทระและสุริยะส่องสว่างอยู่ มีความริษยาเป็นปกติอยู่แล้วก็ลงสู่วิถีโคจรของจันทระและสุริยะนั้นยืนอ้าปากอยู่จันทรวิมานหรือสุริยวิมานก็เป็นหนึ่งถูกใส่เข้าไปในมหานรก ๓๐๐ โยชน์เทวดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในวิมานถูกมรณภัยคุกคามก็ร้องเป็นเสียงเดียวกัน ราหูนั้นบางคราวก็เอามือบังวิมาน บางคราวก็ใส่ไว้ใต้คาง บางคราวก็เอาลิ้นเลียบางคราวก็วางในกระพุ้งแก้มเหมือนกินทำแก้วตุ่ยหรือคิดว่าขมองเทพบุตรนั้นจักแตกออกไป ราหูก็คร่าวิมานนั้นน้อมเข้ามา เพราะฉะนั้นเทพบุตรนั้นจึงไปพร้อมด้วยกันกับวิมาน เทพบุตรทั้งสองคือจันทระและสุริยะบรรลุโสดาปัตติผลในวันที่ตรัสมหาสมยสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นั่นเป็นบุตรของเรา


  เรื่องทุกข์มีเพราะความเพลิดเพลิน
 กกุธเทพบุตรยังป่าอัญชนวันให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระอัญชนวัน เขตเมืองสาเกตถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลถามว่า"ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ผู้มีอายุเราได้อะไรจึงจะยินดี"
 กกุธเทพบุตรทูลถามว่า"พระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เราเสื่อมอะไรจึงจะเศร้าโศก"
 กกุธเทพบุตรทูลถามว่า"พระองค์ไม่ทรงยินดีเลย ไม่ทรงเศร้าโศกเลยหรือ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เป็นเช่นนั้น"
 กกุธเทพบุตรทูลถามว่า"พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ไม่มีเลย"
 กกุธเทพบุตรกราบทูลว่า"ทำไมจึงไม่มีเลย ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ผู้มีทุกข์นั่นแหละจึงมีความเพลิดเพลินผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละจึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินจึงไม่มีทุกข์"
 กกุธเทพบุตรกราบทูลว่า"นานนักที่ข้าพระองค์จึงได้พบเห็นภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ดับรอบแล้ว ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกได้แล้ว" (สัง.๑๕/กกุธสูตร/๒๖๖-๒๗๒/๖๘-๖๙)อรรถกถาธิบาย
 กกุธเทพตรองค์นี้เป็นบุตรอุปัฏฐากของพระมหาโมคคัลลานเถระอยู่ในโกฬนครเมื่อวัยรุ่นอยู่ในสำนักของพระเถระ ทำฌานให้เกิดแล้ว ทำกาละไปอุบัติในพรหมโลกแม้ในพรหมโลกนั้น เหล่าพรหมก็รู้จักเขาว่ากกุธพรหม


  เรื่องสัตว์บริสุทธิ์ด้วยส่วน๕
 อนาถปิณฑิกเทพบุตรกราบทูลว่า"พระเชตวันวันนี้อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงหาพำนักอยู่พระธรรมราชาก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ชีวิตและอันอุดม ๑ หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ เหตุนั้นบุรุษผู้เป็นบัณฑิตเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตนพึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายจึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีลและธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่งภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรเป็นอย่างยอดเยี่ยม"แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง
 เมื่อล่วงราตรีนั้นไปแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสเล่าเรื่องอนาถปิณฑิกเทพบุตรมาเข้าเฝ้าและกราบทูลคาถาทั้งหลาย พระอานนท์ได้กราบทูลว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรองค์นั้นเห็นจะเป็นอนาถปิณฑิกเทพบุตรแน่เพราะเขาเลื่อมใสท่านพระสารีบุตรยิ่งนัก"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ถูกละ ๆข้อที่จะพึงถึงด้วยการนึกคิดมีประมาณเพียงใดนั้น เธอถึงแล้ว" (สัง.๑๕/อนาถปิณฑิกสูตร/๒๗๕-๒๗๖/๗๐-๗๑)


  เรื่องบุญเป็นที่พึ่งในโลกหน้า
 เสรีเทวบุตรกราบทูลว่า"เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้นก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธาข้าวและน้ำนั้นย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เหตุนั้นสมควรเปลื้องความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำมลทินของใจเสีย พึงให้ทานบุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า"
 เสรีเทวบุตรกราบทูลว่า "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมาพระดำรัสนี้แจ่มแจ้งแล้ว หม่อมฉันเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีนามว่าเสรี เป็นทายกทานบดี เป็นผู้กล่าวชมการให้ทานที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน หม่อมฉันได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์คนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลายต่อมาพวกฝ่ายในพากันไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นว่า "พระองค์ทรงบำเพ็ญทานแต่พวกหม่อมฉัน เป็นการชอบที่พวกหม่อมฉันจะได้อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทานกระทำบุญบ้าง" หม่อมฉันจึงมอบประตูด้านแรกให้พวกฝ่ายในไปพวกเขาต่างพากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป
 ต่อมาพวกกษัตริย์พระราชวงศ์พากันเข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นเหมือนอย่างนั้นหม่อมฉันจึงมอบประตูด้านที่สองให้แก่พวกกษัตริย์พระราชวงศ์ไปพวกเขาต่างพากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไปต่อมาพวกพลกายเข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นเหมือนอย่างนั้นหม่อมฉันจึงมอบประตูด้านที่สามให้พวกพลกายไป พวกเขาต่างพากันให้ทานในที่นั้นทานของหม่อมฉันก็ลดไป
 ต่อมามีพวกพราหมณ์คฤหบดีเข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นเหมือนอย่างนั้นหม่อมฉันจึงมอบประตูด้านที่สี่ให้พวกพราหมณ์คฤหบดีไปพวกเขาต่างพากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไปพวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างพากันเข้าหาหม่อมฉันได้ทูลสนองขึ้นว่า "บัดนี้พระองค์จะไม่ทรงบำเพ็ญทานในที่ไหน ๆ อีกหรือ ?" หม่อมฉันจึงกล่าวตอบไปว่า "ท่านทั้งหลาย ในท้องถิ่นชนบทนอก ๆ ออกไป มีรายได้ดี ใด ๆ เกิดขึ้นพวกท่านจงรวบรวมส่งเข้าไปในท้องพระคลังเสียกึ่งหนึ่งอีกกึ่งหนึ่งพวกท่านจงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางไกลวณิพกและยาจกทั้งหลายในชนบทนั้นเถิดหม่อมฉันจึงยังไม่ถึงที่สุดแห่งบุญที่ได้บำเพ็ญไว้แห่งกุศลที่ได้ก่อสร้างไว้ตลอดกาลนานอย่างนี้ โดยที่จะมาคำนึงถึงว่า "เท่านี้เป็นบุญพอแล้ว เท่านี้เป็นผลของบุญพอแล้วหรือเท่านี้ที่เราพึงตั้งอยู่ในสามัคคีธรรม" (สัง.๑๕/เสรีสูตร/๒๘๒-๒๘๖/๗๓-๗๖)อรรถกถาธิบาย
 ผู้ใดบริโภคของอร่อยด้วยตนเองและให้ของไม่อร่อยแก่คนอื่นผู้นั้นชื่อว่าเป็นทาสแห่งไทยธรรม กล่าวคือทาน ให้ทาน (ทาสทาน)ผู้ใดบริโภคของใดด้วยตนเอง ให้ของนั้นนั่นแหละ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นสหายให้ทาน (สหายทาน) ส่วนผู้ใดดำรงชีวิตด้วยของนั้นใดด้วยตนเอง และให้ของอร่อยแก่ผู้อื่นผู้นั้นชื่อว่าเป็นเจ้า เป็นใหญ่ เป็นนายให้ทาน (ทานบดี) เสรีเทพบุตรกล่าวว่าข้าพระองค์ได้เป็นเช่นนั้น
 พระราชาพระองค์นั้นได้มีรัฐ ๒ รัฐ คือสินธวรัฐ และโสวีรรัฐ มีนครชื่อโรรุวนครที่ประตูแต่ละประตูแห่งนครนั้นเกิดทรัพย์แสนหนึ่งทุก ๆ วัน ณ สถานที่วินิจฉัยคดีภายในนครก็เกิดทรัพย์แสนหนึ่ง ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นกองเงินกองทองเป็นอันมากทำให้เกิดกัมมัสสกตาญาณ โปรดให้สร้างโรงทานทั้ง ๔ ประตู แต่งตั้งอมาตย์เจ้าหน้าที่ไว้สั่งว่า พวกเจ้าจงเอารายได้ที่เกิดขึ้น ณ ประตูนั้น ๆ ให้ทานเสรีเทพบุตรจึงกล่าวว่า ให้ทานทั้ง ๔ ประตู
 ผู้ถือบวชชื่อว่าสมณะผู้มีปกติทูลว่าผู้เจริญชื่อว่าพราหมณ์แต่สมณพราหมณ์ที่ว่านี้ไม่ได้ในสมณพราหมณ์ผู้สงบบาปและผู้ลอยบาป คนเข็ญใจ คนยากจนมีคนตาบอด คนง่อยเป็นต้นชื่อว่าคนกำพร้า (กปณะ) คนเดินทางชื่อว่าอัทธิกะคนเหล่าใดเที่ยวสรรเสริญทานโดยนัยว่า ให้ทานที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจให้ตามกาล ให้ทานที่ไม่มีโทษ ทำจิตให้ผ่องใส ท่านผู้เจริญก็จะไปพรหมโลก เป็นต้นชนเหล่านั้นชื่อว่าวณิพก ชนเหล่าใดกล่าวว่า โปรดให้สักฝายมือเถิดโปรดให้สักขันจอกเถิด เป็นต้น เที่ยวขอไป ชนเหล่านั้นชื่อว่ายาจก
 พวกฝ่ายในได้ให้ทานมากกว่าที่พระราชาพระราชทานเพราะเติมทรัพย์ส่วนอื่นลงในทรัพย์แสนหนึ่งซึ่งเกิดที่ประตูนั้นเพราะได้รับประตูแรก ถอนอำมาตย์ของพระราชาเสียตั้งอำมาตย์ของตนทำหน้าที่แทนเสรีเทพบุตรหมายเอาข้อนั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ทานของข้าพระองค์ที่ให้ ณประตูนั้นก็เปลี่ยนไป แม้ในประตูที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ได้ยินว่าทานของพระราชาพระองค์นั้นปรากฏตลอดกาลประมาณ ๘๐,๐๐๐ปีเท่านั้น