เรื่องฆฏิการเทพบุตรสนทนากับพระพุทธเจ้า
 ฆฏิการเทพบุตรได้กล่าวว่า"ภิกษุ ๗ รูป ผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหาเป็นผู้หลุดพ้นแล้วสิ้นราคะโทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่าง ๆในโลกเสียได้แล้ว"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า"ก็ภิกษุเหล่านั้นคือใครบ้าง ผู้ข้ามเครื่องข้องเป็นบ่วงมารอันแสนยากที่ใครๆ จะข้ามพ้นได้ ละกายของมนุษย์แล้ว ก้าวล่วงเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ ?"
 ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า"คือท่านอุปกะ ๑ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ ท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพาหุรัคคิ ๑ท่านลิงคิยะ ๑"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า"ท่านเป็นคนมีความฉลาดกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้แล้วภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของใครจึงได้ตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ?"
 ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า"ท่านเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์และธรรมนั้นนอกจากพระศาสนาของพระองค์แล้วไม่มีนามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใดท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมในพระศาสนานี้จึงตัดเครื่องผูกคือภพได้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า"ท่านกล่าววาจาลึกซึ้ง รู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยากท่านรู้ทั่วถึงธรรมของใครจึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ?"
 ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า"ครั้งก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เว้นขาดจากเมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิสได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งเคยได้เป็นสหายของพระองค์ ในปางก่อนข้าพระองค์รู้จักภิกษุทั้ง ๗รูปเหล่านี้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ท่านพูดอย่างใดก็ได้เป็นจริงอย่างนั้นแล้ว" (สัง.๑๕/ฆฏิการสูตร/๒๘๗-๒๙๒/๗๖-๗๗)

  เรื่องภิกษุประพฤติโลเล
 ภิกษุเป็นจำนวนมากอยู่ในกุฎีอันตั้งอยู่ในป่าข้างเขาหิมวันต์แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง โอนเอน ปากกล้า วาจาสามหาว มีสติฟั่นเฟือนขาดสัมปชัญญะ ไม่มั่นคง มีจิตคิดนอกทาง ประพฤติเยี่ยงคฤหัสถ์ วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาพวกภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า"ครั้งก่อนพวกภิกษุผู้เป็นสาวกของพระโคดมเป็นผู้เลี้ยงง่าย ไม่เป็นผู้มักง่ายแสวงหาบิณฑบาตไม่มักได้ที่นอน ที่นั่ง ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นของไม่เที่ยงกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ส่วนท่านเหล่านี้ทำตนให้เป็นคนเลี้ยงยากเหมือนชาวบ้านที่โกงเขากิน กิน ๆ แล้วก็นอนเที่ยวประจบไปในเรือนของคนอื่น ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีต่อท่านขอพูดกะท่านบางพวกในที่นี้เลยว่า "พวกท่านถูกเขาทอดทิ้ง หมดที่พึ่งเป็นเหมือนเปรต"ที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้หมายเอาบุคคลจำพวกที่ประมาทอยู่ส่วนท่านเหล่าใดไม่ประมาทอยู่ ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านเหล่านั้น" (สัง.๑๕/ชันตุสูตร/๒๙๓-๒๙๔/๗๗-๗๘)อรรถกถาธิบาย
 เหล่าภิกษุเป็นอันมากรับกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันไปอยู่แคว้นโกศล เป็นผู้มีปกติฟุ้งซ่าน เพราะสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควรสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ มีมานะดุจไม้อ้อที่ชูขึ้น (ยกมานะที่เปล่า ๆ ขึ้น)ประกอบด้วยความฟุ้งเฟ้อมีแต่งบาตรจีวรเป็นต้น ปากกล้า (มีถ้อยคำกร้าว)ไม่ประหยัดถ้อยคำ (เพ้อเจ้อ) เจรจาถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ได้ทั้งวัน มีสติหายไปเว้นจากสติ กิจที่ทำในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายก็หลงลืมเสียในที่นี้ ปราศจากความรอบรู้เว้นจากสมาธิที่เป็นอัปปนาและอุปจาระ เสมือนเรือที่ผูกไว้ในกระแสน้ำเชี่ยวมีจิตไม่มั่นคง เสมือนมฤคร้ายที่ขึ้นทาง มีอินทรีย์เปิดเหมือนครั้งเป็นคฤหัสถ์เพราะไม่มีความสำรวม
 ชันตุเทพบุตรคิดว่าภิกษุเหล่านี้รับกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พากันออกไป บัดนี้อยู่เป็นผู้ประมาท แต่ภิกษุเหล่านี้ถูกเราทักท้วงในสถานที่นั่งแยก ๆ กันจักไม่ถือคำเรา จำเราจักทักท้วงในเวลาที่มารวมกันถึงวันอุโบสถรู้ว่าภิกษุเหล่านั้นประชุมกันแล้ว จึงเข้าไปหายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าภิกษุทั้งหมดได้กล่าวคาถาทั้งหลาย เพราะเหตุที่สภาพมิใช่คุณ (โทษ) ของผู้ไร้คุณ ย่อมปรากฏพร้อมกับการกล่าวคุณ ว่าพวกภิกษุแต่ก่อนเป็นผู้บำรุงเลี้ยงง่าย ยังชีพให้เป็นไปด้วยอาหารคลุกกันซึ่งเที่ยวไปตามลำดับตรอกในตระกูลสูงและต่ำได้มา ปราศจากตัณหา"เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ส่วนภิกษุเหล่านี้เป็นผู้เลี้ยงยากเปรียบเหมือนนายบ้านเยี่ยมประชาชนในตำบลบ้านให้ลูกบ้านนำนมสดนมส้มข้าวสารเป็นต้นมากิน ฉันใด แม้พวกท่านตั้งอยู่ในอเนสนาแสวงหาไม่สมควรมาเลี้ยงชีวิตของพวกท่านก็ฉันนั้น ไม่ต้องการด้วยการเรียนอุเทศสอบถาม และใส่ใจกัมมัฏฐาน นอนปล่อยมือเท้าอยู่บนที่นอนเที่ยวประจบไปในเรือนของผู้อื่นคือในเรือนสะใภ้ของตระกูลเป็นต้นหมกมุ่นด้วยอำนาจกิเลส พวกที่ควรจะกล่าวถึงนี่แหละที่เขาทอดทิ้งแล้ว ไม่มีที่พึ่งเป็นเหมือนเปรต (คนที่ตายแล้ว เขาทิ้งไว้ในป่าช้า)คือเปรียบเหมือนคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ย่อมถูกนกต่าง ๆ เป็นต้นจิกกินแม้เหล่าญาติก็เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้น รักษาไม่ได้ คุ้มครองไม่ได้ ฉันใดภิกษุทั้งหลายเป็นปานนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมไม่ได้รับโอวาทและคำพร่ำสอนแต่สำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น เพราะฉะนั้นภิกษุเหล่านั้นจึงถูกทอดทิ้งไม่มีที่พึ่งเป็นเหมือนคนตายที่เขาละทิ้งฉะนั้น"

  เรื่องสถานที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย
 โรหิตัสสเทวบุตรทูลถามว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ โอกาสใดหนอ บุคคลจึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตายไม่จุติ ไม่อุบัติ อันบุคคลอาจหรือบรรลุที่สุดโลกได้ด้วยการเดินทางได้บ้างไหมหนอ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ผู้มีอายุโอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติเราไม่เรียกโอกาสนั้นว่าที่สุดของโลกว่า ที่ควรรู้ ควรเห็นควรบรรลุด้วยการเดินทาง"
 โรหิตัสสเทวบุตรกราบทูลว่า "น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วแต่ปางก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษีชื่อโรหิตัสสะ เป็นบุตรของอิสสระ มีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้ มีความเร็วประดุจอาจารย์สอนศิลปธนู จับธนูมั่น ชาญศึกษา ชำนาญมือเคยประลองยิงธนูมาแล้ว ยิงผ่านเงาตาลตามขวางได้ด้วยลูกศรขนาดเบาโดยสะดวกด้วยย่างเท้าของข้าพระองค์เป็นปานนี้ ประดุจจากมหาสมุทรด้านทิศบูรพาก้าวถึงมหาสมุทรด้านทิศประจิม ข้าพระองค์มาประสงค์อยู่แต่เพียงว่าเราจักบรรลุถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเร็วขนาดนี้ด้วยย่างเท้าขนาดนี้ เว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหารเว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เว้นจากระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการนอนหลับมีอายุถึง ๑๐๐ ปี ดำรงชีพอยู่ถึง ๑๐๐ ปี เดินทางตลอด ๑๐๐ ปีก็ยังไม่ถึงที่สุดของโลกได้แต่มาทำกาลกิริยาเสียในระหว่าง"
 "ก็ถ้าหากเราไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้วก็จะไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์ ก็แต่ว่าเราบัญญัติโลก เหตุให้เกิดโลกการดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลกในเรือนร่างมีประมาณวาหนึ่งนี้และพร้อมทั้งสัญญา พร้อมทั้งใจครอง แต่ไหนแต่ไรมายังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทางและเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้จึงไม่พ้นจากทุกข์ เหตุนั้น คนมีปัญญาดี รู้แจ้งโลกถึงที่สุดโลกได้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดโลกแล้ว เป็นผู้สงบแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกอื่น" (สัง.๑๕/โรหิตัสสสูตร/๒๙๕-๒๙๘/๗๘-๗๙)อรรถกถาธิบาย
 เทพบุตรทูลถามถึงที่สุดแห่งโลกจักรวาลพระผู้มีพระภาคตรัสถึงที่สุดแห่งสังขารโลก แต่เทพบุตรนั้นร่าเริงด้วยสำคัญว่าคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคสมกับปัญหาของตนจึงกล่าวว่า น่าอัศจรรย์เป็นต้นเทพบุตรแสดงคุณสมบัติคือความเร็วของตนว่า ลูกธนูพึงผ่านเงาตาลเพียงใดข้าพระองค์ก็ผ่านจักรวาลไปโดยกาลชั่วขณะเพียงนั้น ข้าพระองค์ย่างเท้าก้าวได้ไกลทำนองไกลจากสมุทรด้านตะวันออกจดสมุทรด้านตะวันตก ทราบว่าเทพบุตรนั้นยืนที่ขอบปากจักรวาลทิศตะวันออกย่างเท้าแรกก้าวเลยขอบปากจักรวาลทิศตะวันตกไป ย่างเท้าที่สองออกก็ก้าวเลยขอบปากจักรวาลอื่น ๆ ไป
 โรหิตัสสฤาษี ในเวลาไปภิกขาจารเคี้ยวไม้ชำระฟันชื่อนาคลดาแล้วบ้วนปากที่สระอโนดาด ถึงอุตตรกุรุทวีปแล้วออกหาอาหารนั่งที่ขอบปากจักรวาล ฉันอาหาร ณ ที่นั้นพักชั่วครู่ก็เหาะไปเร็วอีกโรหิตัสสฤาษีเริ่มเดินทางเมื่ออายุเหลือ ๑๐๐ ปี เป็นอยู่โดยไม่มีอันตรายตลอด ๑๐๐ ปียังไม่ทันถึงที่สุดโลกจักรวาลก็ตายเสียในระหว่าง ทำกาละในภพนั้นก็มาบังเกิดในจักรวาลนี้
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ผู้มีอายุเราไม่บัญญัติสัจจะ ๔ นี้ลงในหญ้าและไม้เป็นต้นแต่เราบัญญัติลงในกายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔นี้เท่านั้น

 เรื่องทรงสรรเสริญคุณพระสารีบุตร
 พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามพระอานนท์ผู้เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับณ พระมหาวิหารเชตวันแล้วถวายอภิวาท นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า"อานนท์ เธอชอบสารีบุตรหรือไม่ ?"
 พระอานนท์กราบทูลว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาสจะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เป็นเจ้าปัญญามีปัญญาชวนให้ร่าเริง มีปัญญาแล่น มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอดมีความปรารถนาน้อย สันโดษ เป็นผู้สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียรเป็นผู้เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้โจทย์ท้วงคนผิดเป็นผู้ตำหนิคนชั่ว"
 ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอานนท์เถระกำลังกล่าวสรรเสริญคุณพระสารีบุตรอยู่สุสิมเทพบุตรแวดล้อมด้วยเทพบุตรบริษัทเป็นอันมากได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค จริงอย่างนั้นเพราะข้าพระองค์ได้เข้าร่วมประชุมเทพบุตรบริษัทใด ๆก็ได้ยินเสียงคำสรรเสริญท่านพระสารีบุตรเถระอย่างนั้นเหมือนกัน"
 ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณพระสารีบุตรอยู่เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตรเป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ โสมนัสมีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่เหมือนแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์อันงามโชติช่วงแปดเหลี่ยม อันบุคคลขัดสีเรียบร้อยแล้ววางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมส่องแสงแพรวพราว ไพโรจน์ฉะนั้น เหมือนแท่งทองชมพูนุชเป็นของที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหมั่นใส่เบ้าหลอมไล่จนสิ้นราคีเสร็จแล้ววางไว้บนผ้ากำพลสีเหลือง ย่อมขึ้นสีผุดผ่องเปล่งปลั่งฉะนั้นเหมือนดาวประกายพฤกษ์ขณะที่อากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสารทกาลย่อมส่องแสงสุกสกาววาวระยับฉะนั้นเหมือนพระอาทิตย์ขณะที่อากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสารทกาลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ขจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งปวงย่อมแผดแสงแจ่มจ้าไพโรจน์ฉะนั้น
 สุสิมเทพบุตรได้กล่าวว่า "ท่านพระสารีบุตรคนรู้จักท่านดีว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความปรารถนาน้อยสงบเสงี่ยม ฝึกฝนมาดี มีคุณงามความดีอันพระศาสดาทรงสรรเสริญเป็นผู้แสวงหาคุณ"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "สารีบุตรอันใคร ๆก็รู้จักว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความปรารถนาน้อย สงบเสงี่ยม อบรมฝึกฝนมาดี จำนงอยู่ก็แต่กาลเป็นที่ปรินิพพาน" (สัง.๑๕/สุสิมสูตร/๓๐๓-๓๑๒/๘๐-๘๒)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระสารีบุตรเถระก็ธรรมดาว่าคุณนี้ไม่สมควรกล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบพอกัน เพราะว่าคุณที่กล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกันนั้นจะกล่าวไม่ทันจบ จริงอยู่บุคคลผู้ไม่ชอบกันนั้น เมื่อเขากล่าวคุณว่า ภิกษุชื่อโน้นมีศีล ก็จะกล่าวคำว่าศีลของภิกษุนั้นเป็นอย่างไร ภิกษุนั้นมีศีลอย่างใดหรือภิกษุอื่นที่มีศีลท่านไม่เคยเห็นหรือ ? เมื่อเขากล่าวคุณว่า ภิกษุชื่อโน้นมีปัญญาก็จะกล่าวคำเป็นต้นว่า ปัญญาเป็นอย่างไร ภิกษุอื่นที่มีปัญญานั้นท่านไม่เคยเห็นหรือ ? ก็จะทำอันตรายแก่คาถาพรรณนาคุณส่วนพระอานนเถระเป็นผู้ชอบพอของพระสารีบุตรเถระได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีตก็ถวายพระเถระ ให้เด็กของอุปัฏฐากตนบรรพชาให้ถืออุปัชฌาย์ในสำนักพระเถระแม้พระสารีบุตรก็กระทำเท่าพระอานนทเถระอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร ? เพราะเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของกันและกัน จริงอยู่ พระอานนทเถระดำริว่าพี่ชายของพวกเราบำเพ็ญบารมีมาถึงหนึ่งอสงไขยแสนกัป แทงตลอดปัญญา ๑๖ อย่างดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี แม่ทัพธรรมเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของพระเถระจึงชอบใจรักใคร่พระเถระฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็ดำริว่า พระอานนท์ทำกิจทุกอย่าง มีถวายน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นที่เราพึงทำแด่พระพุทธเจ้า อาศัยอานนท์ เราจึงได้เข้าสมาบัติตามที่ปรารถนา ๆ แล้วเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของท่าน จึงชอบใจรักใคร่พระอานนทเถระ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระสารีบุตรเถระจึงทรงเริ่มในสำนักของพระอานนทเถระ
 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "อานนท์ สารีบุตรมีอาจาระ โคจร วิหารธรรม การก้าวไป การถอยกลับ การแลเหลียว การคู้การเหยียด ชอบใจเรา ชอบใจพระอสีติมหาสาวก ชอบใจมนุษย์โลกทั้งเทวโลก ชอบใจแม้แก่เธอ"
  พระเถระก็มีใจยินดีประหนึ่งนักมวยปล้ำที่มีกำลังได้ช่องในช่องผ้าดำริว่าพระผู้มีพระภาคมีพระประสงค์จะให้กล่าวคุณของสหายเราเราจักได้กล่าวคุณของพระสารีบุตรเถระของพวกเราเหมือนต้นหว้าใหญ่อันเป็นธงแห่งชมพูทวีปเสียในวันนี้เหมือนนำดวงจันทร์ออกจากช่องพลาหก (เมฆฝน) แสดงอยู่ฉะนั้น
 คนเขลาชื่อว่าคนโกรธ เพราะหลง ชื่อว่าคนหลง เพราะเป็นคนมีโทสะชื่อว่ามีจิตวิปลาส คือคนบ้า เพราะโมหะ ย่อมไม่รู้คุณว่าคุณ โทษว่าโทษ หรือว่าผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้นี้เป็นสาวก ธรรมดาว่าคนที่ไม่เขลาเป็นต้นเท่านั้นย่อมรู้
 ก็พระเถระนั้นไม่พึงชอบใจแก่เหล่าคนเขลาเป็นต้นเท่านั้นพระเถระไม่พึงชอบใจแก่ใครอื่น พระอานนทเถระ ครั้นนำถ้อยสนทนาของบุคคลมาฉะนี้แล้วเมื่อจะกล่าวคุณตามเป็นจริงด้วยบท ๑๖ บท จึงทูลว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิตคำนี้เป็นชื่อของท่านผู้ตั้งอยู่ในความฉลาด ๔ อย่างสมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ โดยเหตุใดแลภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑ เป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑ เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ๑ ด้วยเหตุเพียงนั้น ภิกษุนั้นควรเรียกว่า ภิกษุบัณฑิต

บทที่ ๒

  ธรรมสร้างความสำเร็จ๑. มหาปัญญาเป็นไฉน ?ชื่อว่ามหาปัญญาเพราะกำหนดถือศีลขันธ์อย่างใหญ่ ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือสามธิขันธ์วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อย่างใหญ่ ชื่อว่ามหาปัญญาเพราะกำหนดถือฐานะและอฐานะอย่างใหญ่ วิหารสมาบัติอย่างใหญ่ อริสัจอย่างใหญ่สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาทอย่างใหญ่ อินทรีย์และโพชฌงค์อย่างใหญ่อริยมรรคอย่างใหญ่ สามัญญผลอย่างใหญ่ อภิญญาอย่างใหญ่ ปรมัตถนิพพานอย่างใหญ่ก็มหาปัญญานั้นปรากฏแก่พระเถระ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ประทับยืนณ ประตูสังกัสสนครตรัสถามปัญหา ชื่อว่าปุถุชนปัญจกะแล้วทูลถวายวิสัชนาปัญหานั้น
 ๒. ปุถุชนปัญญาเป็นไฉน ?ชื่อว่าปุถุชนปัญญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ต่าง ๆ แน่นหนา… เป็นไปในธาตุต่าง ๆแน่นหนา… ในอรรถต่าง ๆ แน่นหนา… ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ แน่นหนา… ในความหน่วงสุญญตาต่าง ๆ แน่นหนา… ในอรรถธรรมนิรุกติปฏิภาณแน่นหนา… ในศีลขันธ์ต่างๆ แน่นหนา… ในสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่าง ๆแน่นหนา… ในฐานะและอฐานะต่าง ๆ แน่นหนา… ในวิหารสมาบัติต่าง ๆ แน่นหนา… ในอริยสัจต่าง ๆ แน่นหนา… ในสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละโพชฌงค์ต่าง ๆ แน่นหนา… ในอริยมรรค สามัญญผล อภิญญาต่าง ๆ แน่นหนา… ญาณเป็นไปในปรมัตถนิพพาน ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ชนต่าง ๆแน่นหนา
 ๓. หาสปัญญาเป็นไฉน ?ชื่อว่าหาสปัญญาเพราะบางคนในโลกนี้มีความร่าเริง แช่มชื่น ยินดี ปราโมทย์ บำเพ็ญศีลบำเพ็ญอินทรีย์สังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ชื่อว่าหาสปัญญาเพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ปราโมทย์ แทงตลอดฐานะและอฐานะ ชื่อว่าหาสปัญญาเพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง แทงตลอดอริยสัจ ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอบรมสติปัฏฐานสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค ชื่อว่าหาสปัญญาเพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำให้แจ้งสามัญญผล แทงตลอดอภิญญาชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความแช่มชื่น ยินดีปราโมทย์ กระทำให้แจ้งปรมัตถนิพพาน ชื่อว่าหาสปัญญาก็เพราะพระเถระครั้งเป็นดาบสชื่อนารทกระทำความปรารถนาเป็นอัครสาวกแทบเบื้องพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีนับตั้งแต่ครั้งนั้นมาก็เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำการบำเพ็ญศีลเป็นต้น
 ๔. ชวนปัญญาเป็นไฉน ?ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันทั้งไกลทั้งใกล้ รูปทั้งหมดโดยเป็นของไม่เที่ยง แล่นไปเร็ว ชื่อว่าขวนปัญญาก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นทุกข์ แล่นไปเร็ว โดยความเป็นอนัตตาแล่นไปเร็ว ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน วิญญาณทั้งหมดโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว ชื่อว่าชวนปัญญาก็เพราะพิจารณาจักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว ชื่อว่าชวนปัญญาก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัวชื่อว่าอนัตตา เพราะหาแก่นสารมิได้ แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งรูปชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป ฯลฯ แล่นไปเร็วในพระนิพพาน เป็นส่วนดับแห่งชรามรณะชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีอันสิ้นไป เสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดาแล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ
 ๕.ติกขปัญญาเป็นไฉน ?ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะตัดกิเลสทั้งหลายได้เร็วชื่อว่าติกขปัญญา เพราะไม่พักไว้ซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นไม่พักอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นอีก ไม่พัก ละ บรรเทา ทำให้สิ้น ทำให้ไม่มีซึ่งราคะโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะอติมานะ มทะ ปมาทะ ที่เกิดขึ้นแล้ว กิเลสทุจริตทั้งหมด อภิสังขารทั้งหมดกรรมที่ให้ถึงสังสารภพทั้งหมด ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะปัญญาที่บรรลุกระทำให้แจ้งสัมผัสมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ ที่นั่งแห่งเดียวเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกหลานชายพระสารีบุตรเถระยืนถวายงานพัด ก็ตัดกิเลสได้ทั้งหมด ชื่อว่ามีปัญญาแหลมตั้งแต่แทงตลอดสาวกบารมีญาณ ด้วยเหตุนั้น พระอานนทเถระจึงทูลว่า "พระเจ้าข้าท่านพระสารีบุตรมีปัญญาแหลม"
 ๖. นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน ?ชื่อว่านิพเพธิกปัญญาเพราะบางคนในโลกนี้มากด้วยความหวาดสะดุ้งเอือมระอาไม่ยินดีนักเบือนหน้าหนีไม่ไยดีในสังขารทั้งปวง เจาะทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายในสังขารทั้งปวง ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะเจาะทำลายกองโทสะกองโมหะ โกธะ อุปนาหะฯลฯที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายกรรมที่ให้ถึงภพทั้งหมด
 ลักษณะของผู้มีความมักน้อยคือ เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ปกปิดคุณที่มีอยู่ รู้จักประมาณในการรับส่วนผู้ประกอบด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔ คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษยถาสารุปปสันโดษ ส่วนผู้ได้วิเวก ๓ คือ กายวิเวกของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัดผู้ยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผู้ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่งและอุปธิวิเวกของเหล่าบุคคลผู้ไร้อุปธิผู้ถึงวิสังขาร
 ผู้เว้นจากการคลุกคลี ๕ อย่าง คือ คลุกคลีด้วยการฟังคลุกคลีด้วยการเห็น คลุกคลีด้วยการสนทนา คลุกคลีด้วยการบริโภค คลุกคลีด้วยกายการคลุกคลี ๕ อย่างนี้ย่อมเกิดกับบุคคล ๘ จำพวก คือ พระราชา อมาตย์ของพระราชาเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีความคลุกคลีทั้งหมดนั้นไม่มีแก่พระเถระ เหตุนั้นพระเถระจึงว่าผู้ไม่คลุกคลี
 ผู้ประคองความเพียรมีความเพียรบริบูรณ์ในข้อนั้นภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะเดินติดมาถึงขณะยืนไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะยืนติดมาถึงขณะนั่งไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะนั่งติดมาถึงขณะนอน กิเลสเกิดในที่นั้น ๆก็ข่มไว้ได้ในที่นั้น ๆ นั่นแหละ ก็พระเถระมิได้เหยียดหลังบนเตียงมาถึง ๔๔ ปีพระอานนทเถระหมายถึงข้อนั้นจึงทูลว่า ผู้ปรารภความเพียร
 ผู้กล่าวกำจัดโทษพระเถระเห็นความประพฤติทรามของเหล่าภิกษุก็ไม่ผัดเพี้ยนว่า ค่อยพูดกันวันนี้พูดกันวันพรุ่งนี้ ท่านสั่งสอน พร่ำสอนในที่นั้น ๆเลย
 ย่อมทนฟังคำของผู้อื่น จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งชอบสอนผู้อื่นแต่ตัวเองถูกผู้อื่นสอนเข้าก็โกรธ ส่วนพระเถระให้โอวาทแก่ผู้อื่นด้วยตัวเองแม้ถูกโอวาทก็ยอมรับด้วยเศียรเกล้า เล่ากันมาว่า วันหนึ่ง สามเณรอายุ ๗ ขวบเรียนพระสารีบุตรเถระว่า ท่านสารีบุตรขอรับ ชายผ้านุ่งของท่านห้อยลงมาแน่ะพระเถระไม่พูดอะไรเลย ไป ณ ที่เหมาะแห่งหนึ่ง นุ่งเรียบร้อยแล้วก็มายืนประณมมือพูดว่า เท่านี้เหมาะไหม อาจารย์ พระเถระกล่าวว่าผู้บวชในวันนั้นเป็นคนดี อายุ ๗ ขวบโดยกำเนิด ถึงผู้นั้นพึงสั่งสอนเราเราก็ยอมรับด้วยกระหม่อม สั่งสอนตามแบบธรรมเนียมว่าธรรมดาว่าภิกษุเห็นวีติกกมโทษในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ยังไม่เกิดขึ้นก็ตามพึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ยืนอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ฉันอย่างนี้
 ไม่เห็นแก่คนชั่ว ไม่ฟังคำคนชั่วเหล่านั้นไม่ยอมอยู่ในจักรวาลเดียวกับคนชั่วเหล่านั้น พระอานนทเถระทูลว่า พระเจ้าข้าท่านพระสารีบุตรตำหนิบาปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ตำหนิคนชั่วอย่างนี้ว่า"ในกาลไหน ๆ ขอเพื่อนสพรหมจารีของเราอย่าเป็นผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน หย่อนความเพียร มีสุตะน้อย ไม่ยึดถือรอบด้าน ไม่มีในที่ไหน ๆเลย"บ้าง ตำหนิธรรมฝ่ายชั่วอย่างนี้ว่า"ธรรมดาว่าสมณะไม่พึงตกอยู่ในอำนาจราคะ โทสะและโมหะ ๆที่เกิดขึ้นแล้วพึงละเสีย"บ้าง
 เมื่อท่านพระอานนท์กระทำการประกาศคุณตามความเป็นจริงของพระเถระด้วยบท๑๖ บทอย่างนี้แล้ว บุคคลชั่วไร ๆ ก็อย่าได้กล่าวว่าทำไมพระอานนท์ไม่ได้กล่าวคุณสหายที่รักของตนคำอะไรที่พระอานนท์นั้นกล่าวแล้วก็เป็นอย่างนั้น พระอานนท์นั้นเป็นสัพพัญญูหรือพระศาสดาเมื่อทรงกระทำการกล่าวคุณนั้นที่ไม่กำเริบเป็นคำตรัสของพระสัพพัญญูพุทธะก็เท่ากับประทับแหวนตราชินลัญจกร (ตราพระชินเจ้า)
 เมื่อพระตถาคตและพระอานนทเถระกำลังกล่าวคุณของพระมหาสาวกอยู่เหล่าภุมมเทวดาคือเทวดาผู้อยู่ภาคพื้นดินก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖บทเหล่านั้นเหมือนกัน แต่นั้นเหล่าอากาสัฏฐกเทวดา คือเทวดาผู้อยู่ในอากาสเทวดาฝนเย็น เทวดาฝนร้อนเทวดาชั้นจาตุมมหาราชตลอดถึงอกนิฏฐพรหมโลกก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖บทเหล่านั้นเหมือนกันเทวดาในหมื่นจักรวาลตั้งต้นแต่จักรวาลหนึ่งก็ลุกขึ้นกล่าวโดยอุบายนั้น ครั้งนั้นสุสิมเทพบุตรสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตรดำริว่าเทพบุตรเหล่านี้ละกีฬาในงานนักษัตรของตน ๆ เสียแล้วดำรงอยู่ในที่นั้นกล่าวคุณอุปัชฌาย์ของเราเท่านั้น จำเราจะไปสำนักพระตถาคตกระทำการกล่าวคุณนั้นซึ่งเป็นคำของเทวดา เขาว่ารัศมีแห่งวรรณะของเทวบริษัทปรากฏชัดมี ๔ อย่าง คือที่เขียวก็เขียวจัดที่เหลืองก็เหลืองจัด ที่แดงก็แดงจัด ที่ขาวก็ขาวจัด
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๘ทรงนำคุณของพระเถระมาโดยนัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นต้นพระเถระก็ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว จริงอยู่พระขีณาสพย่อมไม่กระหยิ่มยินดีความตาย ไม่มุ่งหมายความเป็น แต่ปรารถนายืนคอยดูกาลเวลา เหมือนบุรุษยืนคอยค่าจ้างไปวันหนึ่ง ๆ ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า"เราไม่ยินดีความตาย เราไม่ยินดีความเป็นอยู่ แต่เรารอเวลาปรินิพพานเหมือนลูกจ้างรอค่าจ้างฉะนั้น"

สัง. ๑๕/สคาถวรรค/หน้า ๕๖-๘๕

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี