เปรตกินของสงฆ์
กาลเมื่อองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎพระปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนี้ในอดีตกาลซึ่งนับย้อนหลังตั้งแต่ภัทรกัปป์แห่งเรานี้ไปได้๙๒ กัป
กาลครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นพระราชาธิบดีแห่งพระนครราชคฤห์ในสมัยพุทธกาลพระองค์ได้ถือกำเนิดเกิดเป็นขุนคลัง
รับจัดการถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์อันมีองค์สมเด็จพระปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข
ตามพระบัญชาของพระราชกุมาร ๓พระองค์ผู้เป็นเจ้านาย
ขุนคลังนั้นครั้นรับหน้าที่ใหญ่ต้องจัดการเลี้ยงพระสงฆ์มากมายทุกวันจึงไปเรียกเอาญาติของตนหลายคนมาช่วยกันทำงานในโรงครัว
และเลี้ยงพระคนพวกนี้พอมาช่วยทำงานตอนแรก ๆ ก็ดีอยู่แต่พอหลายวันผ่านไป
ชักเกิดความประมาณขึ้นแอบบริโภคอาหารก่อนพระสงฆ์บ้าง
แอบนำอาหารที่เขาทำไว้เพื่อถวายแก่พระสงฆ์ไปให้บุตรภรรยาของตนที่บ้านบ้าง
ทำอยู่ดังนี้เป็นนิตย์เสมอมาตามวินัยของคนโลภและประมาท
ครั้นถึงคราวตาย พระราชกุมารทั้ง ๓ พร้อมกับท่านขุนคลังก็ได้เกิดเป็นเทพบุตรเสวยสุขอยู่
ณ สรวงสวรรค์แต่ว่าพวกคนโลภที่แอบเอาของสงฆ์ไปบริโภคเหล่านั้น
ต้องลงไปเกิดที่นรกสิ้นกาลช้านานครั้นพ้นโทษจากนรกแล้ว
จึงมาเกิดในเปตติวิสัยภูมิแล้วสุดท้ายได้บังเกิดเป็นเปรตปรทัตตูชีวีคือเปรตประเภทที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี่
เปรตปรทัตตูชีวีพวกนั้นต้องหิวโหยอยากอยู่เป็นเวลานาน
เพราะไม่มีใครทำบุญอุทิศให้ครั้นจำเนียรกาลนานมาถึงสมัยแห่งสมเด็จพระมิ่งมงกุฎกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ที่๑
ในภัทรกัปนี้ประชาชนทั้งหลายได้สดับพระธรรมเทศนารู้ธรรมะแล้วจึงพากันก่อสร้างก่อการกุศลทำบุญสุนทรทานแล้วแผ่ส่วนกุศลไปถึงญาติมิตรของตนในเปรตวินัย
เปรตทั้งหลายที่เป็นญาติของใครครั้นเขาอุทิศส่วนบุญไปให้ต่างก็ดีเนื้อดีใจ
ยกหัตถ์ขึ้นท่วมหัวอนุโมทนาสาธุการส่วนก็พ้นจากเปรตวินัยไปบังเกิดในภูมิอื่นตามยถากรรม
เบื้องว่าเปรตทั้งหลายที่เป็นญาติของขุนคลังเห็นหมู่เพื่อนญาติของตนได้อนุโมทนาสาธุส่วนกุศล
ส่วนบุญแห่งญาติแล้วพ้นทุกข์ไปตามเดิม ก็มีความน้อยใจเสียใจอย่างสุดซึ้งในที่สุดถึงกับพากันไปเฝ้าสมเด็จพระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า
"พวกข้าพระบาทจักได้อาหารและจักพ้นความเป็นเปรตนี้เมื่อใดหนอพระเจ้าข้า"
สมเด็จพระมหากรุณากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
"ในศาสนาของเรานี้
หากท่านจักยังไม่พ้นก่อนต่อเมื่อใดเราตถาคตนิพพานไปแล้วนานแสนนาน
แผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกนาคมน์
จักเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกขอพวกท่านจงค่อยเข้าไปถามพระโกนาคมน์พระองค์นั้นเถิด
ครั้นศาสนาแห่งสมเด็จพระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้าเสื่อมสิ้นสูญหายไปจากโลกนี้แล้วเป็นเวลานานนับได้พุทธันดรหนึ่งสมเด็จมาอุบัติตรัสในโลก
เปรตเหล่านั้นจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาก็ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
"แม้ในศาสนาของเรานี้ท่านทั้งหลายก็ยังไม่พ้นจากเปรตวินัยก่อน
ต่อเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้วแผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์
พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปพุทธเจ้าจักเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก
ขอให้ท่านทั้งหลายจงอดใจคอยถามพระพุทธกัสสปะนั้นเถิด"
เปรตทั้งหลายก็อดกลั้นเสียซึ่งความอยากพยายามอดทนต่อความลำบากหิวโหยอยู่ตลอดกาลนานจนกระทั่งสมเด็จพระมิ่งมงกุฎพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกแล้วก็พากันเข้าไปทูลถามพระองค์จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสบอกว่า
"แม้ในศาสนาของเรานี้ท่านทั้งหลายก็ยังไม่พ้นเปรวินัยยังไม่ได้รับส่วนบุญต่อเมื่อเราตถาคตเข้าสู่นิพพานไปแล้ว
แผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
ซึ่งพระนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดมมาตรัสในโลกในกาลนั้น
จักมีขัตติยาธิบดีผู้เป็นญาติเก่าของท่านทั้งหลายพระนามว่าพิมพิสารจักถวายทานแล้ว
อุทิศส่วนแผ่ผลบุญให้แก่พวกท่าน ๆก็จักพ้นจากเปรตวินัยและจะได้รับบริโภคอาหารในกาลครั้งนั้น"
ครั้นสมเด็จพระกัสสปทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสฉะนี้
เปรตปรทัตตูปชีวีทั้งหลายเหล่านั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องดีเนื้อดีใจ
รวมกับว่าตนจะได้ในวันพรุ่งยับยั้งอยู่สิ้นพุทธันดรหนึ่ง
ครั้นถึงพุทธุปบาทกาลนี้เมื่อสมเด็จรพะมิ่งมงกุฎพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราทั้งหลายได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกโปรดพระเจ้าพิมพิสารราชาบดีให้ได้สำเร็จพระโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลตั้งอยู่ในอจลศรัทธามีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยแล้วท้าวเธอก็ทรงจัดแจงเครื่องบิณฑบาตถวายแด่พระพุทธองค์พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์เป็นอันมากแต่หาได้ทรงกรวดน้ำอุทิศส่วนไม่
ทั้งนี้ เพราะองค์ขัตติยาธิบดีมีพระทัยขวนขวายไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาทรงครุ่นคิดอยู่แต่ว่าจะก่อสร้างพระคันธกุฎีถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างไรและกรรมของเปรตยังบังอยู่จึงเป็นเหตุให้ทรงลืมแผ่ส่วนพระราชกุศล
เปรตปรทัตตูปชีวีพวกนั้นมารออยู่ตั้งนานแล้ว
เพราะพระดำรัสแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้ายังก้องอยู่ในโสตแห่งตนว่าจักพ้นจากเปรตวินัยได้บริโภคข้าวปลาอาหารในสมัยที่พระเจ้าพิมพิสารทรงบำเพ็ญกุศลทานในศาสนาของพระสมรโคดมของเรานี้
จึงต่างก็หวังอยู่เต็มที่ ดีเนื้อดีใจว่าเวลาวันนี้จักได้ส่วนบุญจึงพากันคอยอยู่รอบกำแพงพระราชวังเพื่อจะคอยอนุโมทนาส่วนกุศลครั้นเห็นพระองค์ทรงเฉยไม่อุทิศให้แต่ประการใด
ก็เสียใจเศร้าใจยิ่งนักผิดหวังไม่สมความคิดที่ตนตั้งหน้ารอคอยมานานนักหนาจึงในเวลาราตรียามดึกสงัด
ได้พากันร้องโอดสำแดงอาการหิวโหยขึ้นให้ได้ยินแต่เฉพาะองค์ขัตติยาธิบดีพิมพิสาร
พระองค์พอได้สดับเสียงเปรตทั้งหลายก็ให้ทรงสะดุ้งตกพระทัยเป็นกำลัง
รุ่งขึ้นเช้าจึงทรงเข้าไปเฝ้าทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
"พระเจ้าข้า !หม่อมฉัน
ได้สดับเสียงอันพิลึกในยามราตรีดังนี้ให้เหตุผลจะมีดังฤา"
สมเด็จพระพุทธองค์จึงทรงชี้แจงว่า
"ดูกรบพิตรพระราชสมภาร !
อย่าได้ทรงตกพระทัยเลยลามกอันใดอันหนึ่งที่จะพึงบังเกิดมีแก่มหาบพิตรนั้นหามิได้
สำเนียรที่สดับนั้นเป็นเสียงแห่งฝูงเปรตผู้เป็นญาติเก่าของพระองค์
ซึ่งได้รับความลำบากอดอยากมาช้านานมาคอยรับส่วนบุญ
ที่บพิตรพระราชสมภารทรงบำเพ็ญแล้วอุทิศให้ครั้นมิได้รับส่วนกุศลดังตนปรารถนาจึงพากันมาร้องทวงด้วยเสียงอันดัง"
ครั้นได้ทรงฟังพระพุทธฎีกาฉะนี้องค์ขัตติยาธิบดีพิมพิสาร
จึงถวายทานอีกแล้วถวายน้ำทักษิณากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลว่า
อิทํ โน ญาตินํ โหตุ.ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่หมู่ญาติ ของข้าพเจ้าด้วยเถิดสุขิตา โหนฺตุญาตโย.ขอหมู่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเป็นสุขเป็นสุขเถิด
สระโบกขรณีดาดาษด้วยปทุมชาติทั้งหลายก็ปรากฏเกิดขึ้นแก่เหล่าเปรตปรทัตตุปชีวีในขณะมาตรว่าพระองค์ออกพระโอฐอุทิศจบลงเปรตทั้งหลายหิวระหายรำงับไปหมดสิ้น
สมเด็จพระภูมินทร์จึงถวายข้าวยาคูข้าวสวยและสรรพาหาร
แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต ขณะนั้นโภชนาหารอันเป็นทิพย์ก็บังเกิดแก่เปรตทั้งหลาย
ต่อมาเมื่อองค์ขัตติยาธิบดีถวายผ้าเสนาสนะคันธกุฎีแล้วทรงอุทิศให้
ผ้าทิพย์และวิมานก็บังเกิดขึ้นแก่พวกเขาตามจำนวนวัตถุทานที่อุทิศอันเกิดจากการอนุโมทนาส่วนบุญที่คนอื่นทำแล้วอุทิศให้ตนเปรตทั้งหลายก็พ้นจากเปรตวินัยภูมิโลกเปรต
เปลี่ยนเพศไปอุบัติบังเกิดเป็นเทพยดา ณสรวงสวรรค์
เรื่องที่พรรณนามานี้เป็นเรื่องของเปรตปรทัตตูปชีวีซึ่งมีเศษบาป
คือเปรตที่ทำกุศลอย่างหนักแล้วไปตกนรกหมกไหม้อยู่สิ้นกาลนาน
ครั้นหมดกรรมในนรกแล้ว เศษบาปยังมีอยู่จึงต้องมาบังเกิดเป็นเปรตเสวยกรรมอยู่แล้วจึงมาเกิดเป็นเปรตปรทัตตูปชีวีคอยรับอนุโมทนาส่วนกุศลที่ญาติมิตรอุทิศให้ตนต่อไปนี้จะกล่าวถึงเปรตปรทัตตูปชีวีอีกจำพวกหนึ่งซึ่งไม่ต้องผ่านความเป็นเปรตประเภทอื่นแต่พออุบัติเกิดก็เป็นเปรตปรทัตตูปชีวีเลยทีเดียวดังเช่นในกรณีที่มนุษย์เราที่ทำกุศลกรรมไว้บางเบา
อกุศลกรรมอันนั้นไม่มีอำนาจพอที่จะนำไปเกิดในนรกหรือนำไปเกิดในเปรตวินัยที่มีการเสวยทุกขเวทนาอย่างหนักแต่เป็นอกุศลกรรมที่สามารถชักนำให้ไปเกิดเป็นปรตปรทัตตูปชีวีได้พอตายไปแล้ว
เขาย่อมไปอุบัติบังเกิดเป็นเปรตประเภทนี้ มีเรื่องตัวอย่างอันปรากฏในเปตวัตถุดังต่อไปนี้
เปรตห่วงหลาน
ณ พระนครไพศาลีมีนายพาณิชย์ผู้หนึ่ง
ซึ่งตามปรกติเป็นคนมีศีลมักโกรธ พูดจาอ่อนหวานมักสรรเสริญผู้อื่นตามความเป็นจริงเขาจึงมีตนรักใคร่ชอบพอในอัธยาศัยและมีมิตรสหายมาก
วันหนึ่งเขาเห็นหนทางเดินแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยโคลนเลน
ทำให้ประชาชนผู้เดินไปมาไม่สะดวกจึงไปนำเอากะโหลกศีรษะโคซึ่งมีสีขาวที่เขาทิ้งแล้ว
มาวางไว้ในที่นั้นเป็นอันมากทำให้ประชาชนที่เดินไปมาได้รับความสะดวก
ไม่ลุยโคลนเลนเหมือนเก่าเขาก็ได้รับความอิ่มใจในการขวนขวายอันเล็กน้อยของตนนี้เป็นยิ่งนัก
ครั้นวันหนึ่งเขาได้พาสหายหลายคนไปอาบน้ำที่แม่น้ำ และได้ขึ้นมาจากน้ำก่อนเห็นผ้านุ่งที่สหายถอดกองไว้
ก็เลยให้เกิดอารมณ์สนุก จึงเอาผ้านุ่งของสหายเหล่านั้นไปซ่อนเสียในที่แห่งหนึ่งแล้วเดินกลับบ้านและลืมเหตุการณ์ตนทำไว้ด้วยความคะนองใจเสียสิ้นหารู้ไม่เลยว่าเมื่อเหล่าสหายขึ้นมาจากน้ำแล้ว
ก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมากเพราะไม่มีผ้านุ่งห่มกลับบ้านต้องพากันนุ่งใบไม้กลับมา
ฝ่ายพาณิชย์ผู้มีอารมณ์สนุกเมื่อกลับมาถึงบ้าน
ก็บังเอิญเกิดเรื่อง คือหลายชายของเขาได้ไปขโมยของอันมีค่าของคนอื่นมาซ่อนไว้ในร้านเมื่อพวกเจ้าของตามมาค้นก็พบของนั้นจึงจับพ่อค้าผู้เป็นเจ้าของร้านพร้อมทั้งหลานชายนำไปถวายสมเด็จพระราชาธิบดีให้ทรงลงพระราชอาญา
สมเด็จพระราชาธิบดี ทรงไต่สวนพิจารณาแล้ว มีพระบรมราชโองการตัดสินให้ประหารชีวิตพ่อค้านั้น
โดยให้ตัดศีรษะเสียทันทีส่วนหลานชายให้ลงอาญารองลงมาคือให้เสียบหลาวทั้งเป็นเหล่าเพชฌฆาตก็ทำตามพระบรมราชโองการ
นำนายพาณิชย์ไปตัดศีรษะยังตะแลงแกงในวันนั้นแล้วจัดการลงโทษเสียบหลายทั้งเป็นแก่หลานชาย
ณที่นั้นเอง
นายพาณิชผู้ไม่มีความผิด
ครั้นถูกประหารชีวิตตายไปแล้วด้วยอกุศลกรรมเล็กน้อยทีตนทำไว้
ก่อนที่จะตายจึงไปอุบัติเกิดเป็นเปรตประเภทปรทัตตูปชีวี
มีม้าอาชาไนยสีขาวเป็นพาหนะมีกลิ่นหอมฟุ้งออกจากกาย
ด้วยผลแห่งการทำสะพานด้วยกะโหลกศีรษะโคและผลแห่งการสรรเสริญคนอื่น
แต่ไม่มีเครื่องนุ่งห่มเป็นเปรตเปลือยกายเพราะวิบากแห่งกรรม
ที่ตนขโมยเสื้อผ้าแห่งสหายทั้งหลายเอาไปซ่อนไว้ เมื่อเปรตพานิชเล็งดูกรรมความผิดเล็กน้อยที่ตนทำไว้อันได้รับผลชั่วถึงเพียงนี้จึงให้ห่วงหลานชายของตนว่าเจ้าหลานนั้นมันประพฤติทุจริตล่วงอทินนาทาน
ลักขโมยของ ๆ คนอื่นผู้อื่นคงจักได้รับผลกรรมชั่วอันหนักนรกแน่
เมื่อคิดห่วงดังนี้จึงขึ้นม้าอาชาไนยขี่ไปเยี่ยมเจ้าหลานชาย
ซึ่งกำลังถูกลงโทษเสียบหลาวทั้งเป็นในเวลาเที่ยงคืน
แล้วก็บอกแต่เพียงว่า
"เจ้าหลานรัก !เจ้าจงมีชีวิตอยู่
การมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์เห็นการดี"
(๑)ก่อนหน้าเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้
๒-๓ วันสมเด็จพระราชาธิบดีซึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าอัมพสักขร
ในพระนครไพศาลีนั้นได้ทรงช้างพระที่นั่งเลียบพระนคร
ทอดพระเนตรเห็นหญิงงามคนหนึ่งซึ่งเปิดหน้าต่างดูการเสด็จ
ทรงพอพระทัย จึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปถามดูว่านางมีสามีหรือยัง
เมื่อได้ทรงทราบว่ามีสามีของนางมาเฝ้าแล้วให้เขาปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไม่นานก็ทรงมีรับสั่งให้เขาไปเอาดินแดงและดอกบัวแดงจากสระโบกขรณีแห่งหนึ่งมาให้ทันในวันนั้นหากไม่ทันจักฆ่าเสียบุรุษผู้เคราะห์ร้ายเพราะเมียงามกลัวความตายก็รีบออกไปแต่เช้าตรู่
แต่พอเขาออกไปแล้วพระราชาก็รับสั่งให้ปิดประตูพระนครเสียก่อนเวลาเขาไปถึงสระโบกขรณีแล้วเที่ยวเดินวนเวียนอยู่ในสระนั้นเป็นเวลานานจึงนำเอาดินแดงและดอกบัวแดงได้แล้วก็เร่งรีบเดินทางกลับมาถึงประตูพระนครแต่ยังไม่สิ้นแสงตะวันแต่ว่าเข้าไปในพระไม่ได้เพราะประตูปิดเสียก่อนเขาก็เลยเดินวนเวียนด้วยความกระวนกระวายอยู่
ณ บริเวณนั้น ในที่สุดได้แลบุรุษหลานเปรต
ซึ่งถูกเสียบหลาวอยู่ใกล้ประตูพระนครและยังไม่ตาย จึงเข้าไปมาและให้เป็นพยานว่า
เขาได้มาถึงก่อนเวลาแต่ว่าเข้าไปในพระนครไม่ได้เพราะประตูปิดเสียก่อน
"ข้าพเจ้าจักเป็นพยานให้ท่านได้อย่างไรเล่า"บุรุษหนุ่มนั้นตอบ"เพราะว่าข้าพเจ้าถูกเสียบหลาวอยู่และเห็นทีจักต้องตายในไม่ช้านี้เกรงจักเป็นพยานให้ท่านไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้น
จักทำอย่างไรดีเล่า"หนุ่มผู้เข้าเมืองไม่ได้กล่าวขึ้นคล้ายรำพึง
บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวนึกขึ้นได้จึงบอกแก่เขาไปว่า
"เมื่อท่านไม่มีใครเป็นพยานจริง
ๆก็เห็นมีอยู่แต่ทางเดียว คือว่า มีเปรตตนหนึ่งมีฤทธิ์มากเขามาหาข้าพเจ้าเมื่อคืนนี้
และข้าพเจ้าเข้าใจว่า ในคืนนี้เขาก็คงจักมาอีก ถ้าเขามาท่านจงขอให้เขาเป็นพยานก็แล้วกัน"
"ข้าพเจ้าจักเห็นเปรตนั้นได้อย่างไรเล่าท่าน"เขาถามขึ้นอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
บุรุษผู้ต้องโทษจึงกล่าวว่า
"ถ้าท่านต้องการให้เปรตนั้นเป็นพยานแล้ว
จงเชื่อข้าพเจ้าคือท่านจงอดใจรออยู่บริเวณนี้แหละ แล้วพอตกเที่ยงคืน
เปรตผู้มีฤทธิ์มากนั้นจักมาเยี่ยมข้าพเจ้าแล้วเขาจักสำแดงกายให้เราทั้งสองเห็นเอง"
หนุ่มเมียงามผู้กำลังถูกพระราชอาญาคุกคาม
ถึงแม้ว่าจะมิค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำประการใดก็ได้แต่เดินวนเวียนไปมาใกล้
ๆ บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวนั้นจนล่วงเข้ามัชฌิมยามท่ามกลางราตรี
ก็เห็นมีเปรตตนหนึ่งขี่ม้าขาวเหาะมาจริงตามคำบอกเล่า
และหลังจากได้ขอร้องให้เป็นที่เข้าใจกันแล้วเปรตนั้นก็รับคำยอมที่จะเป็นพยานให้เขา
พอรุ่งเช้าสมเด็จพระราชาผู้ปรารถนาภรรยาแห่งบุรุษนั้น
ก็ตรัสเรียกเขาให้เข้ามาเฝ้าตรัสบอกว่าจักทรงลงพระราชอาญาถึงตายในกรณีที่เขานำเอาสิ่งที่ต้องประสงค์มาไม่ทันตามพระราชโองการ
แต่บุรุษนั้นได้กราบบังคมทูลตามความเป็นจริงว่า ตนมาถึงก่อนเวลา
แต่ว่าประตูพระนครปิดเสียก่อนจึงเข้ามาไม่ได้และการนี้มีเปรตเปลือยกายซึ่งมาหาบุรุษผู้ถูกเสียบหลาวในเพลาราตรีเป็นพยาน
"เราจักเชื่อเจ้าได้อย่างไร"พระราชาธิบดีตรัสถามขึ้น
"ขอเดชะ ถ้าเช่นนั้น
เพลาราตรีวันนี้ขอเชิญเสด็จพระองค์ไปกับข้าพระบาทแล้วจักทรงทราบเองว่าข้าพระบาทได้กล่าวเท็จหรือไม่"
บุรุษนั้นกราบบังคมทูล
ตกลงว่าคืนวันนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีพร้อมกับด้วยหมู่อำมาตย์ผู้ใกล้ชิดและบุรุษผู้อ้างเปรตเป็นพยานนั้นได้พากันไปยังที่ประหาร
นอกประตูพระนครเพื่อพิสูจน์ว่าจักเท็จจริงประการใดและแล้วในเพลาเที่ยงคืนคนเหล่านั้นก็ได้เห็นเปรตตนหนึ่ง
ขี่ม้าอาชาไนย สีขาว มีผิวพรรณรุ่งเรืองแต่ว่าเปลือยกายเหาะมาในอากาศ
และเมื่อมาถึงชายที่ถูกเสียบหลาวทั้งเป็นแล้วก็ดึงม้าให้หยุดแล้วกล่าวว่า
"เจ้าหลานรัก !
เจ้าจงมีชีวิตอยู่การมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์เป็นการดี"
สมเด็จพระราชาธิบดีอัมพสักขระผู้มีพระทัยกล้าครั้นได้ทรงประสบเหตุการณ์เช่นนั้น
ให้ทรงมีความสงสัยเป็นกำลังจึงทรงย่างพระบาทเข้าไปใกล้
แล้วตรัสถามว่า
"ดูกรท่าน !บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้
มีร่างกายเปื้อนด้วยเลือด ตัวทะลุเป็นช่อง ๆชีวิตของบุรุษนี้
จักดับไปในวันนี้พรุ่งนี้ เหมือนกับหยาดน้ำค้างอันตกอยู่บนปลายหญ้าฉะนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง
นอนหงายอยู่บนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่าการมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์เป็นการดีเป็นการประเสริฐแท้เล่า"
"ข้าแต่พระราชา"เปรตนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับหันหน้ามองสมเด็จพระราชาผู้เพิ่งมีพระดำรัสสั่งให้ตัดศีรษะของตนอย่างจ้อง
ๆ "ก็บุรุษนี้เป็นญาติสายโลหิตเป็นหลานของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ระลึกชาติก่อนได้ข้าพระองค์เห็นแล้ว
มีความกรุณาแก่เขาว่า "ขออย่าให้บุรุษหลานผู้เลวทรามมีนิสัยลักขโมยนี้ ไปตกนรกเลย"
ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวีบุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้
ตายจากอัตภาพมนุษย์นี้แล้ว จักไปบังเกิดในนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป
เป็นสถานร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อนให้เกิดความน่ากลัว
หลาวนี้ประเสริฐกว่านรกนั้นตั้งหลายร้อยหลายพันเท่าขออย่าให้บุรุษหลานรักนี้
ไปตกนรกอันมีแต่ความทุกข์มีแต่ความเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวให้เกิดความน่ากลัวเป็นนักหนานั้นเลย
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงมาพูดบอกเขาว่าเจ้าจงมีชีวิตอยู่
การมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์เป็นการดีเป็นการประเสริฐดังนี้"
เมื่อเปรตบอกความดังนี้แล้ว
สมเด็จพระราชาธิบดีจึงทรงไต่ถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีกต่อไปว่า
"ดูกรท่าน !เรื่องราวของบุรุษนี้
เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่นถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา
สิ่งที่เราจะถามท่านก็คือว่าท่านขี่ม้าขาวอันประดับประดาแล้ว
ม้าขาวตัวนี้เป็นม้าอัศจรรย์ท่านได้ม้านี้เพราะผลแห่งกรรมอะไร"
เปรตนั้นจึงกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์
! ที่กลางเมืองไพศาลีนี้
มีหลุมที่หนทางลื่นเต็มไปด้วยโคลนเลนข้าพระองค์มีน้ำใจขวนขวาย
ได้นำเอาศีรษะโคมาวางทอดที่หลุมทำให้เป็นสะพานข้าพระองค์และคนอื่นเหยียบศีรษะโคเดินไปโดยสะดวก
ม้านี้เป็นม้าอัศจรรย์ น่าดูน่าชมข้าพระองค์ได้เพราะผลแห่งกรรมนั้น"
พระเจ้าอัมพสักขระจึงตรัสถามต่อไปว่า
"ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศและมีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไป
ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดา เป็นผู้มีอานุภาพมากแต่ท่านเปลือยกาย
นี่เพราะผลแห่งกรรมอะไร"
เปรตนั้นจึงกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระราชา ! เมื่อก่อน
ข้าพระองค์พูดกับคนทั้งหลายด้วยวาจาอ่อนหวาน เพราะฉะนั้น
ข้าพระองค์จึงมีรัศมีเป็นทิพย์สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์และข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียง
ของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมมีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญอยู่เป็นนิตย์
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงมีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งตลบอยู่เสมอแต่การที่ข้าพระองค์ต้องเป็นเปรตเปลือยกายอยู่อย่างนี้ก็เพราะเมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำข้าพระองค์ได้ลักเอาผ้าของเขาเหล่านั้นซ่อนไว้ทำให้เขาได้รับความลำบากเดือดร้อนเพราะกรรมนั้นของข้าพระองค์เอง
จึงเป็นเปรตเปลือยกายได้รับความทุกข์มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง
ดังที่ข้าพระองค์เห็นอยู่นี้พระเจ้าข้า"
เปรตนั้นครั้นกราบทูลบุรพกรรมของตนดังนี้แล้วได้กราบทูลต่อไปอีกว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ขอพระองค์จงเชื่อฟังข้าพระองค์เถิดว่า
เมื่อตายไปแล้วมนุษย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย
ส่วนชนเหล่าใดมีใจปรารถนาสุคติยินดียิ่งในทาน
เมื่อเขาเหล่านี้ ตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย"
เมื่อเปรตนั้น
ชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่อดังนี้สมเด็จพระราชาธิบดีก็หาได้ทรงเชื่อไม่จึงตรัสถามเปรตผู้ปรทัตตูปชีวีต่อไปว่า
"ดูกรเปรต !เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า
"นี้เป็นผลของกรรมดีและนี่เป็นผลของกรรมชั่วหรือเราจะพึงเห็นอย่างไร
จึงจะเชื่อถือได้หรือแม้ใครจะพึงทำให้เราเชื่อถือได้ในเรื่องนี้เล่า"
"ข้าพระองค์นี้แหละเป็นผู้ที่พระองค์ควรจะเชื่อถือ"
เปรตกล่าวยืนยัน แล้วกราบทูลต่อไปอีกว่า "ขอพระองค์จงทรงเชื่อถือเถิดว่า
ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยแท้ก็เพราะเมื่อมีผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองนี้
สัตว์จึงไปสู่สุคติ และทุคติถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้
ไม่ทำกรรมดีและกรรมชั่วแล้ว สัตว์ผู้ไปสู่สุคติและทุคติ เป็นสัตว์ที่เลว
และประณีต ก็จักไม่มีในมนุษยโลกนี้แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก
ได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วเอาไว้ ฉะนั้นจึงไปสู่สุคติบ้าง
ไปสู่ทุคติบ้าง เป็นสัตว์เลวบ้าง เป็นสัตว์ประณีตบ้างตัวอย่างเช่น ในชาติก่อน
กรรมที่ข้าพระองค์ทำเองซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มในบัดนี้มิได้มีและบุคคลผู้ที่ให้ผ้านุ่งผ้าห่มแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมาให้ข้าพระองค์ก็มิได้มี
เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงเป็นผู้เปลือยกายมีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคืองอยู่ในขณะนี้"
"ดูกรผีเปรต ! ก็เหตุอะไร ๆที่ท่านจะได้เครื่องนุ่งห่มมีอยู่บ้างหรือไม่
ถ้ามีก็จงบอกแก่เราเถิดถ้าพอจะช่วยเหลือได้
เราก็จะช่วยเหลือแก่ท่านเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผลแห่งกรรมดีนี้อุทิศให้แก่กันได้"
พระราชาธิบดีผู้มิใคร่จะเชื่อถือในเรื่องผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วตรัสถามขึ้น
"ก็ดีนะซิ
ถ้าพระองค์จะทรงคิดอย่างนั้น"ปรทัตตูปชีวีกล่าวขึ้นอย่างดีใจ
แล้วกราบทูลต่อไปว่า
ณ เมืองไพศาลีนี้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง
นามว่าพระกัปปิตกเถระ ท่านเป็นผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากกองกิเลส
มีอินทรีย์ที่คุ้มครองดีแล้วสำรวมในพระปาติโมกข์
เยือกเย็น บรรลุผลอันสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนา มีวาจาสละสลวยรู้ความประสงค์ของผู้ขอ
เป็นผู้ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดีพูดจาโต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญ
ของโลก มีปรกติอยู่ด้วยเมตตาเป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์
สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีตัณหา ไม่ถือเราถือเขา
ไม่คดกายวาจาใจ ไม่มีอุปธิสิ้นกิเลสเป็นเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง
ได้บรรลุไตรวิชชา มีความรุ่งเรืองไม่มีชื่อเสียงปรากฏ
เพราะความเป็นผู้มีคุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใคร ๆเห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นคนดีในหมู่ชนชาววัชชี
เขาพากันเรียกท่านว่า "มุนี"รู้กันแต่ว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ
หนักแน่นไม่หวั่นไหว มีธรรมอันดีงาม เที่ยวไปในโลกถ้าพระองค์ทรงถวายผ้า ๑ คู่
หรือ ๒ คู่แก่พระคุณเจ้าพระกัปปิตกเถระนั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์แล้ว
ข้าแต่พระราชาเมื่อพระองค์ทรงถวายผ้า และท่านรับผ้านั้นแล้วพระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยพระเจ้าข้า"
"ดูกรผีเปรต !
เราจักไปทำตามคำแนะนำของท่านเดี๋ยวนี้จักดูทีหรือว่า
เมื่อเราให้สมณะนั้นรับประเคนผ้าแล้วจักได้เห็นท่านนุ่งห่มผ้าเป็นอันดีตามคำของท่านหรือไม่?"
ครั้นตรัสดังนี้แล้วสมเด็จพระราชาธิบดีผู้มีพระทัยร้อนก็ไม่ทรงรอช้ารีบกลับมายังพระบรมมหาราชวังรับสั่งให้ตระเตรียมผ้าเนื้อดี
๘ คู่ไว้ให้เรียบร้อยพอรุ่งอรุณรุ่งเช้าก็ทรงให้ราชบริพารถือเอาผ้าเหล่านั้นแล้วพระองค์ทรงนำหน้าดำเนินไปหมายจักพบองค์อรหันต์ตามที่เปรตบอก
ก็เป็นโอกาสเหมาะเพราะได้ทรงพบพระกัปปิตกเถระเพิ่งกลับจากที่โคจรบิณฑบาตและกำลังนั่งอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง
เพื่อจะฉันภัตตาหารจึงทรงเข้าไปหาแล้วน้อมถวายผ้าเนื้อดีนั้นด้วยการกล่าวว่า
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
! ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์อยู่ในเมืองไพศาลีนี้
ชาวเมืองเรียกชื่อว่าพระเจ้าอัมพสักขระขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้
ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ถ้าพระคุณท่านรับผ้านี้แล้ว
ข้าพเจ้าจักมีความปลื้มใจนัก"
"รู้แล้วอาตมาทราบแล้วว่า
มหาบพิตรเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าอัมพสักขระพระกัปปิตกเถระองค์อรหันต์กล่าวตอบ
แล้วกล่าวอีกว่า "นอกจากนั้นอาตมภาพยังทราบต่อไปอีกว่า
สมณะพราหมณ์ทั้งหลายต่างพากันละเว้นหลีกหนีจากพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตรเสียแต่ไกลทีเดียวทั้งนี้ก็เพราะว่า
ในพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตรมีภัยน่ากลัวสำหรับสมณะพราหมณ์เป็นอันมาก
เช่นเมื่อเข้าไปย่อมถูกทุบบาตรเสียจนแตกบ้าง สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีกขาดบ้างมหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิตแล้ว
ไม่เคยพระราชทานแม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งเลยสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย
ย่อมทราบกันทั่วไปว่ามหาบพิตรเป็นคนตระหนี่ไม่ยินดีในการบริจาคทาน
แต่บัดนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า? มหาบพิตรทรงเห็นผลอะไรจึงได้นำเอาผ้าเนื้อดีถึง ๘
คู่มาประเคนแก่อาตมาภาพดังนี้เล่า"
"ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ !ข้าพเจ้าขอสารภาพผิด
ข้าพเจ้าได้เบียดเบียนสมณะทั้งหลายดังคำที่ท่านพูดนั้นจริงแล้ว
แต่ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะล้อเล่นไม่ได้มีจิตประทุษร้าย
แต่ถึงกระนั้นกรรมอันชั่วช้า ข้าพเจ้าก็ได้กระทำแล้ว"สมเด็จพระราชาธิบดีทรงสารภาพผิดในกรรมแต่หนหลังแล้วก็ตรัสเล่าถึงการที่พระองค์ได้ทรงพบเปรตและถูกเปรตนั้นแนะนำให้เอาผ้ามาถวายแก่พระเถระอย่างถี่ถ้วนแล้วตรัสขึ้นว่า
"ข้าแต่พระคุณเจ้า !
ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ทักษิณาที่ข้าพเจ้าถวายนี้จงสำเร็จแก่เปรตนั้น
เพราะการให้ทานนักปราชญ์ทั้งหลายมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้วโดยมากเป็นแน่แท้
ขอพระคุณจงอนุเคราะห์ในการนี้เถิด"
"อาตมภาพ จะรับผ้า๘
คู่นี้ของมหาบพิตร ของทักษิณาทานนี้ จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้นตามพระประสงค์เถิด"องค์อรหันต์พระกัปปิตกเถรเจ้ากล่าวแล้วก็เอื้อมหัตถ์รับผ้าที่สมเด็จพระราชาธิบดีทรงประเคน
แต่พอพระเถรเจ้ารับประเคนผ้าเหล่านั้นแล้วก็ให้บังเกิดอัศจรรย์
เพราะว่าสมเด็จพระเจ้าอัมพสักขระผู้มิค่อยจะทรงเชื่อในผลแห่งทานมาก่อนได้ทอดพระเนตรเป็นเปรตผู้ซึ่งพระองค์ตรัสให้ลงพระอาญาตัดศรีษะนั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย
ลูบไล้ด้วยจุณจันทร์แดง มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดับประดาด้วยสรรพาภรณ์
ขี่ม้าอาชาไนยสีขาวงามสง่า มีบริวารห้อมล้อมสำเร็จมหิทธิฤทธิ์เหมือนเทพยดา
ปรากฏกายขึ้นให้ทอดพระเนตรเห็นเฉพาะพระพักตร์ครั้นทรงเห็นประจักษ์เช่นนั้นแล้ว
ก็ทรงปลาบปลื้มพระทัย เกิดปีติปราโมทย์มีพระทัยร่าเริงเบิกบานจึงเป็นอันว่าพระองค์ได้ทรงเห็นกรรมและผลกรรมและผลวิบากแห่งกรรมอย่างแจ้งประจักษ์ชัดในวันนี้ด้วยพระองค์เองแล้วจึงทรงยืนขึ้นเสด็จเข้าไปใกล้ตรัสกับเปรตนั้นว่า
"ดูกรท่านเราได้เห็นผลแห่งทานอย่างชัดแจ้งในวันนี้เองต่อไปนี้เราจักให้ท่านแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย
เราควรให้ทานทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ดูกรเปรต
ท่านมีอุปการะแก่เราเป็นอันมาก"
"ข้าแต่บรมกษัตริย์ทานนี้แม้พระองค์จะทรงเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์
ถึงกระนั้นการพระราชทานก็มิได้ไร้ผลสำหรับพระองค์ จะอย่างไรก็ดีบัดนี้ข้าพระองค์เป็นเทวดาแล้ว
และจักขอทำความเป็นสหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์"เทวดาผู้เพิ่งพ้นจากภาวะเป็นปรทัตตูปชีวีเปรตตอบ
"ดูกรเทวดาท่านเป็นคติ
เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตร และเป็นเทวดาของเรา เราขอทำอัญชลีแก่ท่านและปรารถนาที่จะได้พบเห็นท่านบ่อย
ๆ"พระราชาตรัสตามที่ทรงนึก
"ข้าแต่บรมกษัตริย์ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
มีจิตไม่มีความเลื่อมใสเต็มไปด้วยความตระหนี่แล้วไซร้
พระองค์จักไม่ได้พบเห็นข้าพระองค์เลยเป็นอันขาดและข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็น
ไม่ได้เจรจากับพระองค์อีกเป็นแน่" เทวดาขี่ม้าขาวกล่าวทูลดังนี้แล้วก็แนะนำให้สมเด็จพระราชาธิบดีเอาพระทัยใส่ไต่ถามอรรถธรรมแก่พระกัปปิตกเถรเจ้าตามคราวตามโอกาสในกาลต่อไปพร้อมกับกำชับให้พระองค์ทรงประกอบแต่การบุญการกุศลแล้วก็กล่าวคำอำลาหายวับไปในอากาศ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาสมเด็จพระเจ้าอัมพสักขระราชาธิบดี
ก็ทรงเป็นอุบาสกสำคัญคนหนึ่งในพระนครไพศาลีทรงมีศรัทธามีพระหฤทัยอ่อนโยน
ทรงทำอุปการะบำรุงพระภิกษุสงฆ์โดยเคารพในที่สุดเมื่อได้สดับธรรมจากสำนักแห่งองค์อรหันต์พระกัปปิตกเถรเจ้าคราวหนึ่งก็ได้ทรงบรรลุพระโสดาปัตติผล
เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา