๑๐. ลาตยเปตวัตถุเรื่องหญิงเปรตหัวโล้น
เปรตตนนี้เป็นเวมานิกเปรตคือเปรตที่อยู่วิมาน
พวกพ่อค้ามาพบนางที่วิมานแต่นางไม่กล้าออกมาให้ดูเพราะนางเปลือยกายในที่สุดนางขอให้พ่อค้าเหล่านั้นให้ผ้าแก่อุบาสกผู้มีศีลคนหนึ่งในกลุ่มพ่อค้าโดยขอให้อุทิศกุศลให้แก่นางเมื่อพวกพ่อค้าได้กระทำเช่นนั้น
นางได้อนุโมทนาในการให้ผ้านั้นผลบุญนั้นเสร็จก็เกิดผ้าทิพย์ขึ้นแก่นางตกแต่งสวยงามดุจเทพธิดาเมื่อพวกพ่อค้าถามถึงบุพกรรมนางได้เล่าให้ฟังว่า
ชาติก่อนนางเป็นหญิงอาศัยรูปเลี้ยงชีพคนหนึ่งมีผมสวยมากจนเป็นที่ริษยาของหญิงอื่นจึงถูกหลอกให้ทายาจนผมร่วงหมด
มีความละอายจึงหนีออกจากที่นั้นได้แอบขโมยผ้าของพวกนักเลงแล้วหนีไปพบพระอรหันต์
ได้ถวายขนมเป็นทานแก่ท่านเมื่อท่านกล่าวอนุโมทนา
ตนได้อธิษฐานขอให้ผมงามเหมือนเดิมหลังจากนั้นผมของนางกลับงามสาวสลวยมีปลายงอนขึ้นเมื่อตายไปบังเกิดในวิมานเปรตกลางทะเลทราย
ผมสวยงามและได้อยู่ในวิมานเพราะผลแห่งทานแต่ต้องเปลือยกายเพราะผลแห่งการขโมยผ้า
และบอกว่านางกำลังจะทำบุญ ตายไปจะต้องตกนรกอุบาสกคนนั้นจึงได้อนุโมทนาผลทานเหล่านั้น
อุทิศกุศลให้แก่นางแนะนำให้นางให้ผ้าทิพย์แก่อุบาสกคนอื่น
พร้อมกับฝากถวายถึงพระพุทธเจ้าเพื่อสร้างสมบัติทิพย์ให้เกิดขึ้นนางได้ทำตามคำแนะนำแล้วตายไปเกิดเป็นเทพธิดาบนดาวดึงส์
เวมานิกเปรตตนนี้ทำบาปกับบุญในเวลาใกล้เคียงกันผลแห่งอทินนาทานส่งให้เกิดเป็นเปรตไม่มีผ้านุ่ง
ผลแห่งการถวายขนมแก่พระอรหันต์ทำให้เป็นเปรตอยู่วิมานมีผมสวยงามตามแรงอธิษฐาน
๑๑. นาคเปรตเปรตผู้มีแรงเหมือนช้าง
เปรตในเรื่องนี้ปนกันไปกับเรื่องเทวดาพระสังกิจจเถระบันดาลให้สามเณรซึ่งเป็นศิษย์ของตนผู้ต้องการจะสึกไปเป็นฆราวาสเพราะเกิดรักหลานสาวของลุงแต่พระเถระขอผลัดไว้จนลมพัดบ้านลุงพังตายกันหมดทั้งครอบครัวท่านจึงบันดาลให้สามาเณรพบครอบครัวนั้นที่ตายไปด้วยกัน
แต่แตกต่างกันในด้านกำเนิดคือ
ลูกชายสองคนกับลูกสาว
เนื่องจากก่อนตายได้ทำบุญกุศลด้วยการให้ทานบำรุงพระสังกิจจเถระและภิกษุทั้งหลายตายไปแล้วได้เกิดเป็นรุกขเทวดามีข้างม้าวอเป็นพาหนะตามลำดับฝ่ายพราหมณ์สองสามีภรรยา
นอกจากไม่ยอมทำบุญทำกุศลเหมือนลูก ๆ แล้วยังขัดขวางรุกรานคนอื่น ๆ
ตลอดถึงพระอริยเจ้า จึงเกิดเป็นเปรตทั้งคู่เมื่อเจอหน้ากันต่างฝ่ายต่างมีค้อนเหล็กในมือ
ทุบตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อสามเณรได้เห็นแล้วจึงสอบถามเปรตทั้งสองบอกรายละเอียดเกี่ยวกับกรรมของแต่ละคนให้ฟังดังกล่าวและบอกว่าตนเองนั้นต้องกินเลือดหนองของตน
ไม่รู้จักคำว่าอิ่มเลย หิวโหยอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับกล่าวแนะนำ ความว่า
"คนที่มีทรัพย์สมบัติไม่ใช้สอยเองและไม่บำเพ็ญกุศลตายไปแล้วต้องประสบความหิวโหยในปรโลก
คนที่ทำบาปกรรมไว้ย่อมได้รับความเดือนร้อนคนฉลาดเข้าใจว่าชีวิตกับทรัพย์ไม่เป็นอันเดียวกันแล้วใช้ทรัพย์เหล่านั้นบำเพ็ญบุญกุศลเพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตน
คนฉลาดในธรรมฟังคำของพระอรหันต์แล้วมารู้ความจริงเช่นนี้ย่อมไม่ประมาทในทาน"
คำกล่าวของเปรตทั้งสองนี้แสดงว่าเปรตเข้าใจเหตุผลของสุจริต
ทุจริตแต่ไม่อาจประพฤติในส่วนที่เป็นสุจริตธรรมได้
สำหรับในกรณีนี้เป็นเพราะความประมาทและความตระหนี่ การทำกรรมให้ผลออกในรูปของการทุบตีกันนั้นท่านอธิบายว่าเพราะคนที่ตระหนี่จัด
จะมีความรู้สึกว่าคนอื่นจะมาเอาของ ๆ ตนทำให้ทรัพย์สมบัติของตนน้อยลง
เมื่อความฝังใจมากเข้าแม้กับคนในครอบครัวเดียวกันและเคยประทุษร้ายคนอื่นเพราะหวง
และตระหนี่ในทรัพย์ทั้งของตนของคนอื่นกรรมจึงบันดาลให้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูพบกันเข้าก็ทุบตีกันเรื่อยไป
เรื่องที่น่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งคือพระสังกิจจเถระเป็นพระอรหันต์ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่เกิด
บรรลุอรหันต์ตั้งแต่อายุ๗ ขวบ เคยทำงานสำคัญ ๆ
สำเร็จมาแต่เป็นสามเณรน้อย ที่สำคัญคือสามเณร
เรื่องของเปรต
เปรตมิจฉาทิฐิ
ยังมีพราหมณ์ผัวเมียคู่หนึ่งซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิ
ในพระนครพาราณสี มีบุตรชาย ๒ คน บุตรหญิง ๑ คนมาณพผู้เป็นบุตรชายคนใหญ่นั้น
ได้เป็นสหายของพระภิกษุรูปหนึ่งแต่ยังมิได้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา
ครั้งนั้นอุบาสกผู้หนึ่งเที่ยวชักชวนประชาชนทั้งหลาย
ให้พากันถวายนิจภัตต์แก่พระสังกิจเถระบอกบุญเรื่อยมาจนมาถึงมาณพบุตรชายคนใหญ่ของพราหมณ์นั้นแล้วชักชวนให้ทำบุญ
" ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์
จะทำบุญแก่พระสมศากยะบุตรมิได้"เขากล่าวปฎิเสธ
อุบาสกผู้ชาญฉลาดนั้นหวังใจจะให้เขาเกิดความเลื่อมใสในพระบวรพระพุทธศาสนาคิดอุบายได้แล้วจึงมอบสิ่งของต่างๆที่ตนบอกบุญเรี่ยไรมาได้ให้แก่เขาแล้วกล่าวว่า
"ท่านทำบุญแก่พระสมณะมิได้ก็ไม่เป็นไรแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นคนมีหลักฐาน
จึงจะขอวานท่านช่วยเป็นตัวแทนของพวกข้าพเจ้าคือขอท่านจงช่วยจัดแจงกระทำสิ่งของเหล่านี้ให้เป็นอาหารแล้วมอบถวายแก่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระสังกิจเถระสหายของท่านเป็นประธานนั้นแทนพวกข้าพเจ้าด้วยเถิดข้าพเจ้าไว้วางใจพวกท่านยิ่งกว่าคนอื่น"
มาณพนอกศาสนาแต่ว่าอัธยาศัยดี ครั้นได้ฟังคำของอุบาสกดังนี้ก็มีใจยินดีรับสิ่งของที่อุบาสกให้มาให้คนในบ้านช่วยจัดแจงปรุงแต่งเป็นอาหารครั้นถึงเพลาบิณฑบาตก็ได้ถวายทานเป็นนิจยภัตต์แก่พระภิกษุสงฆ์เสมอมาทุกวันเมื่อมาณพกระทำดังนี้มาช้านาน
น้องชายและน้องหญิงของเขาได้เห็นอาจาระของพระภิกษุทั้งหลาย
ก็ค่อยมีใจเลื่อมใสไปกับพาชายและเมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระภิกษุแสดง
พี่น้องทั้งสามก็เลยเป็นผู้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเต็มอกเต็มใจช่วยจัดแจงอาหารถวายพระสงฆ์แทนชาวบ้านทั้งหลายยิ่งกว่าเก่าบางคราวถ้าขาดเหลือสิ่งใดตนก็ช่วยแสวงหาเพิ่มเติมให้บริบูรณ์ไม่บกพร่อง
เมื่อเห็นทั้งพี่ทั้งน้องอันเป็นบุตรรักของตนประพฤตินอกรีตนอกรอยเสียเช่นนี้พราหมณ์และพราหมณีผู้เฒ่าผู้เป็นพ่อเป็นแม่ของเขา
ซึ่งถือเคร่งครัดในศาสนาของตน ก็ให้เจ็บซ้ำในน้ำใจนักแม้จะเฝ้าบ่นว่าชักชวนให้เลิกถวายทานอย่างไร
พวกลูก ๆ ทั้งหลายก็หาเชื่อฟังไม่ในที่สุดก็เลยพาลพาโลเกลียดชังพระสงฆ์อันเปรียบประดุจหนามแทงซึ่งมารับบิณฑบาตในบ้านของตนทุกๆ วัน
ครั้นอดใจมิได้ทั้งสองตายายก็เลยด่าว่าเอาตามประสาที่ใจมิใคร่จะชอบ
กาลต่อมาบุตรของน้องชายพราหมณ์เฒ่ามิจฉาทิฐินั้น
ได้ฟัง ธรรมในสำนักของพระสังกิจเถระแล้วก็บังเกิดความเลื่อมใสและเบื่อหน่ายในฆราวาสวินัยจึงขอบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา
อยู่ในสำนักของพระมหาเถระพออรุณรุ่งเช้าก็เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านลุงมิจฉาทิฐิทุก
ๆ วัน ในไม่ช้าก็กระสันใคร่จะสึกจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌายะ
แล้วกราบเรียนว่า
" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ
! บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะสึกออกจากเพศสามเณรขอพระผู้เป็นเจ้า
จงอนุญาตให้แก่ข้าพเจ้าเถิด "
พระเถรเจ้าพิจารณาดู
ก็ทราบว่าสามเณรนั้นมีอุปนิสัยแห่งพระอรหัตจึงกล่าวขัดเสียว่า
"มิได้ เราไม่อนุญาต "
สามเณรนั้น เมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้สึกก็จำใจต้องทนบวชอยู่ต่อไป
ด้วยความเกรงกลัวและเคารพในพระอุปัชฌายะครั้นทนอยู่ไปได้ถึง ๑๕
วันแล้ว ก็ให้กระสันใคร่ที่จะลาสิกขาบทอีกจึงเข้าไปกราบลาพระอุปัชฌายะ
แต่ก็ถูกพระอุปัชฌายะกล่าวห้ามปรามอีกเหมือนครั้งแรกจึงจำใจต้องทนอยู่ในเพศสามเณรต่อไป
อยู่มาได้ไม่ช้า ความที่อยากจะลาสิกขาบทก็เกิดขึ้นรบกวนจิตใจอีก
จึงตัดสินใจเข้าไปกราบลาพระอุปัชฌายะยืนยันอย่างเด็ดขาดว่าตนต้องการจะสึกอย่างแน่
ๆ พระสังกิจเถระผู้เป็นพระอุปัชฌายะจึงบอกว่า "
ให้รอไปก่อนอีก ๗ วัน จึงค่อยลาสิกขาบท" สามเณรนั้นเห็นว่าเป็นเวลาไม่นานนัก
ก็รับคำด้วยดี
ราตรีนั้น ได้เกิดมหาวาตภัยลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำมาอย่างหนัก
บ้านเรือนของราษฎรในแถบนั้นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะบ้านของพราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งเป็นลุงของสามเณร
นับว่าเคราะห์ร้ายกว่าบ้านอื่นเพราะถูกพายุใหญ่อันบังเกิดขึ้นในราตรีที่ฝนตกหนักพัดให้เรือนหักพังทลายคนทั้งหลายซึ่งกำลังนอนอยู่ในเรือนนั้นก็ถูกเรือนหักทับตายหมดทั้งสิ้น
ทันทีที่ขาดใจตายคนทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปเกิดใหม่ตามยถากรรม
มาณพผู้เป็นบุตรชายทั้งคนใหม่และคนเล็กพร้อมทั้งน้องสาวคนสุดท้อง
ผู้ซึ่งมีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้ทานเป็นประจำได้อุบัติเป็นภุมเทวดา
มาณพพี่ชายใหญ่นั้น มีกุญชรชาติเป็นยานพนะมาณพน้องชายเกิดเป็นเทวดา
มีรถเทียมด้วยสินธพชาติเป็นพาหนะส่วนน้องสาวเกิดเป็นเทพนารี
มีวอทองเป็นพาหนะ ส่วนบิดามารดาผู้เป็นมิจฉาทิฐิด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมที่ได้ด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล
ได้เกิดเป็นเปรตทั้งสองคนนับวันแต่เกิดเป็นเปรตแล้วตลอดเวลาไม่ต้องทำอะไร
ได้แต่ถือฆ้อนเหล็กอันใหญ่ไล่ตีไล่ประหารซึ่งกันและกันอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน
สรีระร่างกายที่ถูกฆ้อนทุบตีนั้นก็พองขึ้นเท่ากระออมลูกใหญ่
ครู่หนึ่งก็แตกออกเป็นน้ำเลือดน้ำหนองเปรตทั้งสองต่างก็ดื่มกินซึ่งปุพโพโลหิต
ที่ไหลออกมานั้นเป็นอาหารแล้วก็เริ่มประหาร
ทุบตีกันต่อไปใหม่คล้ายกับเป็นเปรตบ้า เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาจะหาเวลาพักผ่อนนั้นมิได้
รุ่งเช้าสามเณรผู้กระสันใคร่จะสึกได้เข้าไปในบ้านเพื่อบิณฑบาต
เห็นบ้านของลุงหักพังและทราบว่าลุงของตนตายเสียแล้วเช่นนั้น
ก็มีความเสียใจ จึงกลับไปวิหารเข้าไปกราบเรียนแก่พระอุปัชฌายะว่าจะขอลาไปบ้านตน
ซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่ง พอครบกำหนด๗ วันแล้วจะกลับมาสึก
พระอุปัชฌายะก็ห้ามว่า
"ดูกรสามเณร!วันนี้เป็นแรม
๑๔ ค่ำ อย่าเดินทางเลย มา ! เราจะไปเที่ยวป่าด้วย" ว่าดังนี้แล้วก็พาสามเณรนั้น
เดินลัดเลาะออกทางหลังวิหาร เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สมัยนั้นภุมเทวดา
๓ องค์พี่น้อง ซึ่งเพิ่งอุบัติใหม่จะไปประชุมเทวสันนิบาดจึงผ่านมามรรคานั้น
เปรตผู้เป็นบิดามารดาของเทวดาทั้ง ๓ซึ่งบัดนี้มีรูปร่างน่าเกลียดเป็นที่สุด
มีมือถือไม้ฆ้อนใหญ่ มีเกสาอันยาวมีกายดำน่าเกลียดน่ากลัว
ทั่วทั้งร่างเปื่อยเน่า มีปุพโพโลหิตไหลเยิ้มน่าขยะแขยงครั้นเห็นบุตรธิดาของตนผ่านมาก็จำได้
จึงไล่ติดตามมาข้างหลังพระเถระเห็นเป็นโอกาสดีเช่นนั้น
จึงแสดงด้วยฤทธิ์แห่งพระอริยเจ้าบันดาลให้สามเณรนั้นเกิดตาสว่างเห็นเปรตและเทพยดาเหล่านั้นแล้วถามว่า
"ดูกรสามเณร !เธอเห็นเปรตและเทวดาเหล่านั้นหรือไม่"
"เห็น ขอรับ ท่านเจ้าขา"สามเณรกล่าวตอบด้วยความอัศจรรย์ใจ
"เธอจงถามซึ่งบุรพกรรมคือกุศลและอกุศลที่เขาทั้งหลายได้กระทำไว้แต่ครั้งเป็นมนุษย์ดูบ้างเป็นไร"พระเถระบอก
"ดีซิ ขอรับ"
สามเณรรับคำพระอุปัชฌายะแล้วก็เรียกให้เปรตและเทพยดาเหล่านี้นั้นหยุดก่อนแล้วถามขึ้นว่า
"ผู้หนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้าผู้หนึ่งขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดรไปในท่ามกลางนางสาวน้อยเทพนารีขึ้นวอทองไปข้างหลังเปล่งรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกส่วน
ท่านทั้งหลายมีมือถือฆ้อนเดินร้องไห้มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตามีตัวเป็นแผลแตกพัง
ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้ท่านทั้งสองดื่มกินปุพโพโลหิตของกันและกัน
เพราะกรรมอะไร"
เปรตทั้ง ๒ได้ฟังสามเณรผู้หลานถามฉะนี้จึงมีวาทีตอบว่า
"ผู้ที่ขี่ช้างเผือกชาติกุญชรไปข้างหน้านั้นเป็นบุตรชายคนโตของข้าพเจ้า
ทั้งสองเมื่อเป็นมนุษย์เขาได้ถวายทานแก่พระสงฆ์จึงได้รับความสุขบันเทิงใจ
ผู้ใดขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดร ๔ ม้าแล่นเรียบไปท่ามกลาง
ผู้นั้นเป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสองเมื่อเขาเป็นมนุษย์เป็นคนไม่ตระหนี่
เป็นทานบดีรุ่งโรจน์อยู่จึงได้รับความบันเทิงใจเมื่อตายแล้ว
ส่วนเทพนารีผู้มีปัญญา ดวงตากลมงามรุ่งเรืองดุจตาเนื้อ
ซึ่งขึ้นวอมาข้างหลังนั้น เป็นธิดาคนสุดท้องของข้าพเจ้าทั้งสองนางมีความสุขเบิกบานใจ
เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน เมื่อก่อนเขาทั้ง ๓มีจิตเลื่อมใส
ได้ให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ไม่มีจิตศรัทธาเลื่อมใส
ได้บริภาษด่าว่าสมณะพราหมณ์เอาไว้ฉะนั้นไซร้บุรพกรรมแห่งเราทั้งหลายจึงไม่เหมือนกันโดยที่เขาทั้งสองผู้เคยเป็นบุตรธิดาแห่งเรานั้นได้ถวายทานจึงได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองไม่ได้ให้ทานทั้งบริภาษสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีลจึงได้รับความทุกข์เกิดเป็นเปรตอดอยากมีผิวพรรณหม่นหมองซูบซีดดุจไม้อ้อที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น"สามเณรจึงถามต่อไปว่า
"อะไรเป็นอาหารของท่านอะไรเป็นที่นอนของท่าน
และท่านผู้มีบาปเป็นอย่างยิ่งมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเหตุไฉนเมื่อท่านเป็นมนุษย์
จึงไม่ประกอบกองการกุศลไว้เล่า"เปรตทั้ง ๒ นั้น จึงตอบว่า
"ดูกรพ่อสามเณร !
เราทั้งสองทุบตีกันและกันแล้วกินหนองและเลือดของกันและกันเป็นอาหาร
ได้ดื่มหนองและเลือดเป็นอันมากก็ยังไม่หายอยากมีความหิวเป็นนิตย์
สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ทาน เมื่อตายไปแล้วย่อมเสียใจร่ำไรอยู่เหมือนกับข้าพเจ้าทั้งสองนี้
สัตว์เหล่าใดได้ประสพโภคสมบัติต่าง ๆ แล้วไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ได้ประกอบการบุญ
สัตว์เหล่านั้นจักต้องได้รับความหิวโหยในปรโลกภายหน้าย่อมจักต้องถูกความหิวโหยเผาไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน
และเมื่อทำกรรมทั้งหลายอันมีผลเผ็ดร้อน และทุกข์เป็นกำไรแล้วย่อมได้เสวยทุกข์
ก็บัณฑิตทั้งหลายรู้ทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอย่างหนึ่งรู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้เป็นอย่างหนึ่งรู้ทรัพย์ข้าวเปลือกและชีวิตมนุษย์เป็นอีกอย่างหนึ่งนอกจากสิ่งนี้แล้วพึงทำที่พึ่งของตน
ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้วมารู้ชัดอย่างนี้ชนเหล่านั้นย่อมไม่ประมาทให้ทาน"
ครั้นให้การอย่างกระท่อนกระแท่นแก่สามเณรผู้เป็นหลานรักอย่างนี้แล้ว
เปรตผู้มิจฉาทิฐิทั้ง ๒ ก็บอกลาไปตามยถากรรมฝ่ายสามเณรได้ฟังแล้ว
ก็เกิดความสังเวชสลดใจบรรเทาเสียซึ่งความกระสันใคร่จะสึกจึงอภิวาทแทบบาทพระอุปัชฌายะแล้วกราบเรียนว่า
"ข้าแต่พระเดชพระคุณ !ขอพระเดชพระคุณจงเป็นที่พึ่งพาอาศัย
จงให้ความอนุเคราะห์แก่เกล้ากระผม ๆไม่ต้องการด้วยฆราวาสวิสัยกระผมมีใจยินดีในการที่จะประพฤติพรหมจรรย์อีกต่อไป"
พระเถรเจ้าองค์อรหันต์ครั้นได้ฟังดังนั้น
ก็พาสามเณรกลับมายังวิหารแล้วบอกกรรมฐานที่ควรแก่อัธยาศัยบุพพวาสนาสามเณรนั้นก็อุตสาหะเจริญวิปัสสนาบำเพ็ญกรรมฐานอันพระเถระบอกให้แล้ว
ไม่ช้านานก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล เป็นอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนา
เรื่องที่เล่ามานี้ ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่า
บรรดาเปรตในเปตวิสัยภูมินี้ นอกจากจะมีเปรตประเภทเศษบาปแล้วก็ยังมีเปรตประเภทที่ตายจากมนุษย์แล้ว
ก็ตรงไปเกิดเป็นเปรตเลยทีเดียวดังเปรตพราหมณ์และพราหมณีสองผัวเมียผู้มิจฉาทิฐิเป็นตัวอย่างและเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ดียิ่งขึ้น
จะขอยกเอาเรื่องของมนุษย์ผู้ซึ่งพอดับจิตตายลง
ก็ตรงไปเกิดเป็นเปรต มาเล่าไว้อีก ดังต่อไปนี้
เวมานิกเปรต
ณราชสำนักแห่งสมเด็จพระราชาธิบดี
ทรงพระนามว่าพิมพิสาร ในพระนครราชคฤห์นั้นมีบุรุษผู้ทรงปัญญามีความรู้มากผู้หนึ่งซึ่งได้รับพระมหากรุณาทรงแต่งตั้งในตำแหน่งผู้พิพากษาอรรถคดีครั้งแรกที่ดำรงตำแหน่งใหม่
ๆ ก็ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อมาภายหลังเกิดความโลภเข้าครอบงำดวงจิต
ประพฤติทุจริตในหน้าที่โดยการรับสินบนแห่งชนอันมีคดีแก่กันหนักเข้า
เลยกลายเป็นคนหยาบช้าสาหัสสากรรจ์ไม่พิพากษาอรรถคดีไปโดยยุติธรรม
วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถครั้นสมเด็จพระเจ้าพิมพิสารราชาธิบดีทรงสมาทานอุโบสถศีลแล้วก็มีพระราชดำรัสสั่งให้อำมาตย์ผู้ใหญ่ทั้งหลายสมาทานพร้อมกันท่านผู้พิพากษามิค่อยจะมีศรัทธานัก
แต่ด้วยความเกรงกลัว ก็ต้องจำใจสมาทานศีลด้วยครั้นออกมาพ้นราชสำนักแล้ว
จึงกล่าวแก่อำมาตย์ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นสหายสนิทคนหนึ่งว่า
"ความจริงข้าพเจ้าไม่ต้องการที่จะสมาทานศีลในวันนี้เลย
แต่เกรงพระราชอาญา ก็จำใจต้องสมาทานและคิดว่าจะไม่รักษาศีลที่สมาทานวันนี้ดอกเพราะข้าพเจ้าไม่เคยรักษาศีลเลย"
อำมาตย์ผู้เป็นสหายของเขาจักกล่าวแนะนำขึ้นว่า
"ท่านสมาทานศีลแล้ว
จะทิ้งเสียไม่คิดรักษานั้นมิสมควร
ด้วยว่าท่านเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่รับศีลต่อพระพักตร์แห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว
ลับหลังจักกลับสัตย์เสียนั้นย่อมเป็นการอำพรางเจ้าอำพรางนาย
ไม่เป็นการสมควรเลยและการรักษาอุโบสถศีลนี้ไซร้ก็เป็นประโยชน์แท้ขอท่านจงอดใจรักษาสักวันหนึ่งเถิด"
ท่านผู้พิพากษาครั้นฟังคำแนะนำของสหายดังนี้
ก็มีจิตยินดีน้อมรับเอาคำแนะนำนั้น กลับมาถึงแล้วก็ตั้งใจรักษาศีลอุโบสถ
อดอาหารมิได้บริโภคในเวลาเย็น บ้วนปากเสร็จแล้วเข้าสู่ที่นอน
ย่างเข้าสู่ไปในความหลับในไม่ช้า เพราะเหตุที่เขามิเคยอดอาหารเย็นก็เลยเป็นลมตายในเที่ยงคืนวันนั้น
แล้วก็ไปอุบัติเกิดเป็นเวมานิกเปรตเสวยทุกขเวทนาอยู่
ณ ภูเขาแห่งหนึ่ง ก็เวมานิกเปรตอดีตผู้พิพากษานั้นได้อยู่วิมานแวดล้อมไปด้วยนารีเป็นบริวารมากมาย
และเสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ ทั้งนี้ก็เพราะอำนาจแห่งกุศลที่ตนรักษาอุโบสถศีลก่อนตายกึ่งราตรี
แต่ที่ต้องมาเกิดเป็นเปรตก็เพราะอกุศลกรรมที่ตนเคยเป็นคนโกหก
พิพากษาความเป็นเท็จไม่ยุติธรรมโดยเห็นแก่สินบนและโทษที่ตนเคยเจรจาส่อเสียดวจีทุจริต
จึงได้มาเกิดเป็นเปรต มีสภาวะน่าทุเรศ คือต้องเอาเล็บมืออันยาว
จิกทึ้งเนื้อสันหลังของตนกินเป็นอาหาร ทั้ง ๆที่ได้อยู่ในวิมานเช่นนั้น
วันหนึ่ง ท่านพระนารทเถรเจ้า ลงมาจากภูเขาได้แลเห็นเปรต
ซึ่งมีอาการเสวยทุกข์และสุขเจือปนกันอยู่เช่นนั้นจึงได้ถามขึ้นว่า
"ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา
สวมกำไลทองมีสีหน้าผ่องใสลูบไล้ด้วยจุณจันทร์ งดงามดุจสีพระอาทิตย์อันอุทัยขึ้นมาในอากาศมีนางฟ้า
๑,๐๐๐
เป็นบริวารบำรุงบำเรอตัวท่านนางฟ้าเหล่านั้นล้วนสวมกำไลทองคำ
นุ่งผ้าอันขลิบด้วยทองคำท่านเป็นผู้มีอานุภาพมากมีรูปเป็นที่ให้เกิดขนชูชันแก่ผู้พบเห็นแต่ท่านจิกเนื้อที่หลังของตนกินเป็นอาหาร
ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร
ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร" เปรตตนนั้นจึงให้การแก่พระนารทเถรเจ้าว่า
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า !กระผมได้ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียดพูดเท็จและพูดหลอกลวง
เพื่อความฉิบหายแก่ตนเองเมื่อครั้งยังอยู่ในมนุษยโลก
กระผมไปสู่บริษัทในมนุษยโลกนั้นแล้วเมื่อเวลาควรจะพูดความจริง
ก็ละเหตุผลเสีย ประพฤติคล้อยอธรรม พูดวจีทุจริตผู้ใดประพฤติทุจริต
มีกล่าวคำส่อเสียดเป็นต้น ผู้นั้นจักต้องจิกเนื้อหลังของตนกินเหมือนกับกระผมจิกเนื้อหลังของตนกินอยู่ในขณะนี้
ฉะนั้นข้าแต่พระคุณพระนารทเถระ
ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่ท่านได้เห็นเองก็เป็นการดีแล้วขอท่านผู้เป็นคนฉลาด
มีจิตใจใคร่อนุเคราะห์แก่ผู้อื่นจงกล่าวตักเตือนสั่งสอนคนทั้งปวงว่า
"ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จอย่าเป็นผู้มีเนื้อหลังของตนเป็นอาหารเลย"
ดังนี้พระนารทเจ้า ผู้มีทิพยจักษุได้สดับวาทะของเวมานิกเปรตฉะนี้แล้วก็รู้สึกสังเวชสลดใจยิ่งนักในชีวิตความเป็นอยู่ของเปรตนั้น
แต่มิอาจจะช่วยเหลือประการใดได้จึงกล่าวคำอำลาแล้วมุ่งหน้าลงจากภูเขา
เพื่อจักไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามประสงค์เดิมต่อไป
จึงเป็นอันว่า "กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ"หรือเรื่องเปรตอดีตผู้พิพากษาอรรถคดีไม่ยุติธรรม
ก็จบลงเพียงแค่นี้
เปรตหลุมคูถ
ณ เขตพระนครพาราณสีมีคหบดีผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาได้สร้างอารามเป็นที่อยู่แห่งพระภิกษุสงฆ์ขึ้นอารามหนึ่งแล้วก็นิมนต์พระภิกษุประจำตระกูลของตนไปเป็นเจ้าอาวาส
ครานั้น ได้มีพระภิกษุหลายรูปเดินทางมาจากชนบทแดนไกล
แล้วเข้าไปขออาศัยพักอยู่ในอาวาสนั้นประชาชนทั้งหลายต่างมีใจยินดี
เลื่อมในศรัทธา พากันบำรุงพระภิกษุต่างถิ่นด้วยจตุปัจจัยอันประณีตเป็นอันมากทำให้อาคันตุกะภิกษุต่างถิ่นได้รับความสะดวกสบายไม่ขัดสนจึงคิดจะพักอยู่ในอาวาสนั้นนาน
ๆ
แต่ท่านเจ้าอาวาสเกิดความไม่พอใจด้วยคิดไขว้เขวไปว่า
"ลาภสักการะเหล่านั้นเป็นของเราเกิดขึ้นในวัดของเรา
หากไม่ให้เราแล้ว ภิกษุเหล่านี้ก็คงไม่ได้อยู่และไม่ได้รับความสบายอย่างเป็นอยู่ขณะนี้
อย่าเลยเราอย่าให้ภิกษุเหล่านี้อยู่ในอาวาสของเรานี้เลย"
คิดอิจฉาริษยาฉะนี้แล้วก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะขับไล่พระภิกษุเหล่านั้นออกไปเสียจากอาวาสจึงเข้าไปหาท่านผู้สร้างวัด
คือคหบดีผู้มีทรัพย์มาก กล่าวโทษพระอาคันตุกะต่าง ๆนานา และบอกความประสงค์แห่งตนที่ไม่ปรารถนาจะให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่คหบดีผู้หูเบาเจ้าของวัด
ครั้นได้ฟังพระภิกษุของตนมาว่าให้ฟังก็เชื่อถือจึงรีบไปยังอาวาสแล้วออกปากขับไล่พระสงฆ์ทั้งหลายให้ออกไปจากวัดของตนเมื่อเห็นพระสงฆ์ยังไม่ออกไปตามคำสั่งยังชักช้าก็ด่าว่าเอาบ้างตามประสาแห่งคนโทสะจริตใจร้อน
ด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมเพียงครั้งเดียวเท่านี้ครั้นเขาดับขันธ์ถึงแก่ชีพิตักษัยแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรตอยู่ในหลุมคูถแห่งหนึ่งต้องทนทุกขเวทนาเป็นเปรตอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน
กาลครั้งหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระองค์อรหันต์อัครสาวกเบื้องซ้าย
แห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเดินผ่านมาทางนั้น
เปรตอดีตคหบดีผู้มีทรัพย์มาก จึงโผล่ขึ้นมาจากหลุมคูถเพื่อให้พระเถรเจ้าผู้มีทิพยจักษุเห็น
ครั้นพระเถรเจ้าเห็นเปรตนั้นแล้วจึงมีเถรวาทีไต่ถามว่า
"ท่านเป็น ใครหนอโผล่ขึ้นมาจากหลุมคูถให้เราเห็นเช่นนี้ท่านร้องครวญ
ครางอื้ออึงไปทำไมเล่า
ท่านคงเคยทำกรรมชั่วช้าลามกไว้เป็นแน่"เปรตนั้นตอบว่า
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ !ข้าพเจ้าเป็นเปรตเปรตที่ต้องเสวยทุกข์
เพราะได้ทำกรรมอันชั่วช้าลามกไว้จึงต้องมาเกิดเป็นเปรตในเปตโลกนี้จริงแล้ว"พระมหาโมคคัลลานเถระจึงถามว่า
"ดูกรเปรต
! ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย
วาจา ใจ หรือ เพราะผลแห่งกรรมชั่วอะไรท่านจึงได้ประสบทุกข์เช่นนี้"
เปรตอดีตคหบดีตอบว่า
"ท่านเจ้าขา !ชาติก่อนข้าพเจ้าเป็นคหบดีผู้มีทรัพย์มากมีภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอาวาสที่ข้าพเจ้าสร้างไว้
ท่านมีปรกติริษยาตระหนี่ตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษได้มายกโทษอาคันตุกะภิกษุทั้งหลายที่เรือนของข้าพเจ้าข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุเจ้าอาวาสนั้นแล้ว
ได้ด่าพระอาคันตุภิกษุทั้งหลายเพราะผลแห่งกรรมชั่วนั้นข้าพเจ้าจึงต้องจากมนุษยโลกมาสู่เปตโลกนี้เจ้าข้า"พระมหาโมคคัลลานเถระ
จึงถามขึ้นอีกว่า
"ดูก่อนเปรต !ก็พระภิกษุเจ้าอาวาสที่เข้าไปสู่ตระกูลท่าน
ผู้ซึ่งเป็นคนมีปัญญาทรามไม่ใช่มิตรแท้เป็นมิตรเทียมนั้น
ครั้นทำลายขันธ์ ตายไปแล้วไปสู่ภูมิไหนหนอ"
"ข้าแต่พระคุณเจ้า !บัดนี้ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะของภิกษุผู้มีกรรมอันลามกนั้นเธอมาเกิดเป็นเปรตในหลุมคูถอยู่ใต้เท้าของข้าพเจ้าเป็นเปรตบริวารของข้าพเจ้าข้าแต่พระคุณเจ้า
!มนุษย์ทั้งหลายพากันมาถ่ายมูตรคูถลงในหลุมคูถนี้มูตรคูถเหล่านั้นเป็นอาหารของข้าพเจ้าและเมื่อข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้นแล้ว
ถ่ายมูตรคูถสิ่งใดลงไปเปรตเจ้าอาวาสเก่าย่อมกินมูตรคูถที่ข้าพเจ้าถ่ายลงไปนั้นเจ้าข้า"
พระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าครั้นได้สดับคำบอกเล่าของเปรตนั้นดังนี้แล้วก็มีใจกรุณาแต่ว่ามิรู้จะช่วยเหลือประการใด
จึงได้กล่าวคำอำลามุ่งหน้าไปสู่ประเทศที่ประสงค์ต่อไป
เท่าที่ได้เล่าเรื่องเปรตมาซึ่งดูรู้สึกว่าค่อนข่างจะยืดเยื้อไปสักหน่อยนี้จุดประสงค์ต้องการที่จะชี้ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นว่า
บรรดาเปรตทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่ในเปตวิสยภูมินั้น เมื่อจะกล่าวอย่างรวม ๆ ก็มีอยู่
๒ ประเภทคือ
๑. เปรตที่มาจากภูมิอื่น เช่นนิรยภูมิเป็นต้น
แต่เศษกรรมชั่วยังมีจึงต้องมาเกิดเป็นสัตว์เปรต
อยู่ในเปตติวิสยภูมินี้
๒.เปรตที่ไปจากมนุษยโลกเรานี้
คือผู้ที่มีกรรมชั่วช้า พอถึงแก่กาลกิริยาตายแล้วก็ตรงไปเกิดเป็นสัตว์เปรตอยู่ในเปตติวิสยภูมินี้
ก็สัตว์เปรตทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากภูมิใด โลกใด
ก็ตาม เมื่อมาอุบัติเกิดเป็นเปรตในเปตติวิสยภูมินี้แล้วก็ตั้งแต่จะเสวยทุกขเวทนาไปตามอำนาจแห่งกรรมที่ตนได้กระทำไว้ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกรรมชั่ว
ก็ต้องเสวยทุกขเวทนา เป็นเปรตไปตราบนั้นไม่มีใครที่จะช่วยเหลือให้เขาพ้นจากความเป็นเปรตไปได้ต้องทนทุกข์ทรมานไปจนกว่ากรรมชั่วแห่งตนหมดสิ้นไปแล้วจึงจะตายจากเปตติวิสยภูมินี้ไปเกิดในภูมิอื่นต่อไปตามยถากรรมเป็นอันพ้นสภาพจากความเป็นเปรตทนทุกข์ทรมานได้
ฉะนั้นขอให้เราท่านทั้งหลาย
พึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า บรรดาเปรตทั้งหลายที่กล่าวมานั้นต้องเสวยทุกขเวทนาทนทุกข์ทรมาน
ด้วยอำนาจแห่งบาปกรรมของตนใครจะช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ
ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น แม้แต่ญาติมิตรในถิ่นมนุษยโลกเรานี้จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
ก็หาได้รับส่วนกุศลอันนั้นไม่ ก็จะได้รับอย่างไรเล่าเพราะพวกเขามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเสวยกรรมชั่วของตนจนไม่มีเวลาที่จะรับส่วนกุศลของใครและอีกประการหนึ่งไซร้เพราะเขาเป็นเปรตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมและเศษแห่งบาปอกุศลกรรมของตนเองฉะนั้น
จึงจำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องเสวยผลกรรมชั่วของตนไปจนกว่าจะสิ้นกรรมจะรับส่วนบุญส่วนกุศลของใครไม่ได้
จิตใจยังไม่เลื่อมใสใคร่ที่จะรับส่วนบุญของใครถึงแม้ญาติมิตรจะใจดี
ทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปให้ด้วยความเป็นห่วงจะทำให้ใหญ่โตมโหฬารสักเท่าใดก็ดี
ก็ไม่สามารถที่จะรับส่วนบุญนั้นได้ ต่อเมื่อใดสิ้นเวรกรรมตายจากความเป็นเปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้นแล้วมาเกิดเป็นเปรตอีกประเภทหนึ่งจึงจะคอยรับส่วนบุญที่พวกญาติมิตรอุทิศให้ได้เปรตประเภทที่ว่านี้
มีชื่อว่าปรทัตตูปชีวี
เปรตปรทัตตูปชีวี
เปรตประเภทปรทัตตูปชีวีนี้จำพวกเดียวเท่านั้นจึงจะสามารถรับส่วนบุญกุศลที่พวกญาติมิตรของตนอุทิศให้แต่มนุษยโลกนี้
ทั้งนี้ก็เพราะเปรตพวกนี้มีอกุศลอันบางเบา
จึงมีจิตยินดีที่จะอนุโมทนาส่วนกุศลโดยที่ตนมีความอยากข้าวและน้ำเป็นกำลัง
จึงท่องเที่ยวเซซังไปมานึกถึงหมู่ญาติของตนว่า
ใครผู้ใดอยู่ที่ไหนบ้าง ครั้นนึกได้และพบเจอเข้าแล้วก็จะคอยอยู่ใกล้ ๆ
คอยท่าอยู่โดยหวังว่า
"เมื่อใด ญาติของตูทำบุญกุศลแล้ว
เขาคงอุทิศให้ตูบ้าง"
ครั้นญาติมิตรผู้นั้นทำบุญกุศลแล้ว แต่ลืมอุทิศให้
หรืออุทิศให้แต่คนอื่น ไม่ได้อุทิศให้ตนเขาก็เดินวนไปวนมา
ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อยด้วยความผิดหวังบางทีมีความน้อยใจถึงกับล้มซบสลบลงด้วยความหิวโหยสุดประมาณและก็ได้แต่หวังอยู่อีกต่อไปว่า
"ครั้งต่อไปเขาคงไม่ลืมตู
เขาคงอุทิศให้แก่บ้าง ครั้งต่อไปเขาคงไม่ลืมตูเขาคงมีแก่ใจอุทิศให้แก่ตูบ้าง"
เขาได้แต่หวังอยู่อย่างนี้นานแสนนานบางทีก็ได้สำเร็จสมประสงค์
บางทีก็ไม่สำเร็จสมความปรารถนาเพราะพวกญาติมิตรที่ตนฝากความหวังไว้นั้นไม่ประกอบกองการกุศลเพราะเป็นคนมิจฉาทิฐิไม่เชื่อบุญเชื่อบาปไปเสีย
หรือว่าญาติมิตรนั้นเป็นคนมีศรัทธาทำบุญกุศลแล้ว
แต่หลงลืมไม่อุทิศให้ เช่นนี้เขาก็ย่อมไม่ได้อนุโมทนาส่วนกุศล
ต้องทนทุกข์อดอยากหิวโหยอยู่นานนักหนาดังเปรตตัวอย่างที่จะว่าให้ฟัง
ต่อไปนี้