อภิธรรม๗ คัมภีร์  : ศึกษาคัมภีร์ธัมมสังคณี

บทสรุปแห่งธรรมตอน ๑

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ฯ

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็น

หลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์  พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๑๕๐๐ เล่ม

  เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้นจากหลักฐานทาง

พระพุทธศาสนาเพื่อให้เข้าถึงหลักการเผยแผ่ธรรมอันแป็นเกี่ยวกับคำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระเถรีที่มีความสำคัญยิ่งโดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตาราอรรถกถาเจตนาหนังเสือเล่มนี้เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งการเผยแผ่ธรรมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญและเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะมหาเปรียญเพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนานจึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจและจดจำผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นามาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วยรวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลสเข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

ธีรเมธี

ธีรวัสบำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์แห่งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑ ธรรมสังคณี

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นที่ทรงปัญญาธิคุณอันยิ่งใหญ่มีพระญานอันบริสุทธิ์ไม่มีขอบเขต ประกอบด้วยสัพพัญญุตญาน ทรงจำแนกธรรมออกเป็นลักษณะต่างๆ การศึกษาวินิจฉัยในชั้นพระไตรปิฎกมี

หลักการในการแปลคัมภีร์พระไตรปิฎก มีดังต่อไปนี้ คือ

๑.แปลโดยอรรถ ด้วยสำนวนภาษาไทยที่เห็นว่าจะเป็นที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจ หรือสามารถใช้ศึกษาพุทธธรรมด้วยตนเองได้ ให้ได้ความตรงกับความหมายและสาระสำคัญตามพระไตรปิฎกภาษาบาลี ไม่ให้ผิดเพี้ยนทั้งอรรถและพยัญชนะ

๒.เพื่อให้การแปลได้เป็นไปตามหลักการข้อ ๑ เมื่อจะแปลเรื่องใดหรือสูตรใดให้อ่านและศึกษาเรื่องนั้นให้ทั่วถึง ให้เข้าใจแจ่มแจ้งทั้งอรรถและพยัญชนะโดยตีความคำศัพท์ทั้งโดยอรรถและพยัญชนะตลอดถึงวิเคราะห์ดูความมุ่งหมาย ในการแสดงเรื่องหรือสูตรนั้น ๆ โดยทั่วถึงแล้วจึงแปลเป็นภาษาไทย

๓.ในการตีความดังกล่าวในข้อ ๒ ให้ตรวจสอบกับคำอธิบาย

ในคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ของพระไตรปิฎกเล่มและตอนนั้น ๆ ตลอดถึงคัมภีร์ศัพทศาสตร์และปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทั่วถึงและให้เทียบเคียงกับสำนวนพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาอังกฤษด้วย

๔.คำศัพท์ที่เป็นหัวข้อธรรม เช่น อิทธิบาท ๔ หรือข้อธรรมย่อยอันเป็นรายละเอียดของหัวข้อธรรม เช่น ฉันทะ วิริยะ ให้แปลทับศัพท์ไว้แล้วเขียนคำแปลถอดความควบคู่กันไปไว้ภายในเครื่องหมายวงเล็บเล็ก เช่น อิทธิบาท (คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย) 

๕.ถ้าศัพท์ใดที่เป็นชื่อข้อธรรม หรือชื่อหัวข้อธรรมย่อยดังกล่าวแล้วในข้อ ๔ ปรากฏซ้ำซ้อนกันในเรื่องเดียวกันหรือสูตรเดียวกัน ให้แปลทับศัพท์ควบคู่กับแปลถอดความในวงเล็บเล็ก เฉพาะคำที่ปรากฏครั้งแรกเท่านั้น คำต่อมาให้แปลทับศัพท์อย่างเดียว

๖.ให้รักษาเอกภาพการแปลไว้ อย่าให้มีความลักลั่นในการแปล กล่าวคือ เมื่อคำศัพท์อย่างเดียวกันมีปรากฏในที่หลายแห่งหรือหลายสูตร ถ้ามีความหมายอย่างเดียวกันให้แปลตรงกัน หรือเมื่อข้อธรรมอย่างเดียวกันมีปรากฏในหลายที่หลายแห่งถ้ามีนัยอย่างเดียวกัน ให้แปลให้ตรงกัน เช่น ข้อความจากพระวินัยปิฎกบ้าง หรือพระสุตตันตปิฎกบ้าง ที่นำมากล่าวอ้างอิงไว้ในพระอภิธรรม ให้แปลตรงกันทั้งสองปิฎก พร้อมทั้งทำเชิงอรรถบอกที่มาของข้อความหรือของสูตรนั้น ๆ ด้วย

๗.ที่ใดมีข้อควรรู้เป็นพิเศษ หรือเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยให้ทำเชิงอรรถแสดงความเห็นหรือเหตุผลในการวินิจฉัยไว้ด้วย เช่น พระบาลีที่กล่าวถึงพุทธธรรม โดยบอกเพียงจำนวนไม่ให้รายละเอียดไว้ เช่น สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ หรือมิได้บอกจำนวนและรายละเอียดไว้ให้ทำเชิงอรรถที่บอกที่มาของรายละเอียดนั้นด้วย เมื่อพบว่ามีจำนวนและรายละเอียด อนึ่ง ที่ใดมีคำศัพท์ที่แปลยาก อาจแปลได้หลายนัยหรือพบว่ามีมติในการตีความไว้หลายอย่าง เมื่อตัดสินแปลคำนั้นอย่างใดแล้ว ให้ทำเชิงอรรถแสดงมติและเหตุผลในการแปลนั้นไว้ด้วย

๘.ในการแปล ให้ลงเลขวรรค เลขสูตร เลขข้อ และเลขเรื่องให้ตรงกับพระไตรปิฎกภาษาบาลี

คำว่า ธัมมสังคณี (บางแห่งใช้สั้น ๆ ว่า สังคณี ก็มี) ว่าด้วยการจัดสรรสภาวธรรมเข้าเป็นหมวดแม่บท เรียกว่า มาติกา แล้วนำไปจำแนกโดยพิสดารพอสมควร สภาวธรรมแม่บท หรือมาติกา นั้นมี ๓ นัย ๒ นัยแรกจัดสรรตามนัยพระอภิธรรม นัยที่ ๓ จัดสรรตามนัยพระสูตร (เรียกว่า สุตตันติกทุกมาติกา)

มาติกาตามนัยพระอภิธรรมนัยที่ ๑ เรียกว่า ติกมาติกา คือหมวดสภาวธรรมแม่บทหมวดละ ๓ บท มี ๒๒ หมวด จำนวน ๖๖ บท เช่น   บทที่ ๑ สภาวธรรมที่เป็นกุศล (กุสลา ธมฺมา)

บทที่ ๒ สภาวธรรมที่เป็นอกุศล (อกุสลา ธมฺมา) และ

บทที่ ๓ สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต (อพฺยากตา ธมฺมา) ทั้ง ๓ บทนี้รวมเป็นหมวดเดียวกัน

  เรียกว่า หมวดกุสลติกะ

มาติกาตามนัยพระอภิธรรมนัยที่ ๒ เรียกว่า ทุกมาติกา คือหมวดสภาวธรรมแม่บทหมวดละ ๒ บท

  มี ๑๐๐ หมวด ๒๐๐ บท เช่น

บทที่ ๑ สภาวธรรมที่เป็นเหตุ (เหตูธมฺมา) และ

บทที่ ๒ สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุ (น เหตู ธมฺมา)

รวม ๒ บท เป็นหมวดเดียวกัน เรียกว่า หมวดเหตุทุกะ

สุตตันติกทุกมาติกา คือการนำหมวดสภาวธรรมแม่บทที่เป็นทุกมาติกาจำนวน ๔๒ หมวดไปแสดงตามนัยพระสูตร เช่น วิชชาภาคีทุกะ คือหมวดที่ว่าด้วยธรรมที่มีส่วนแห่งวิชชา (วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา) และธรรมที่มีส่วนแห่งอวิชชา (อวิชชาภาคิโน ธมฺมา)

การจำแนกมาติกาดังกล่าวแบ่งเป็น ๔ กัณฑ์ (ตอน) คือ

(๑) จิตตุปปาทกัณฑ์ ตอนที่แสดงเรื่องจิตและเจตสิก

(๒) รูปกัณฑ์ ตอนที่แสดงเรื่องรูป

(๓) นิกเขปกัณฑ์ ตอนที่แสดงทั้งติกมาติกาและทุกมาติการวมกันด้วยวิธีการที่ไม่ย่อและไม่ละเอียดเกินไป

(๔) อัฏฐกถากัณฑ์ ตอนที่แสดงเพื่อเก็บองค์ธรรมของมาติกา

ตามนัยพระอภิธรรมทั้ง ๒ นัย

  เบื้องต้นทรงจำแนกตามธัมมสังคณีแบ่ง แม่บท ๓ แบ่งเป็น ๓ ลักษณะดังนี้

๑ กุสลติกะ    ธรรมแยก  ๓ ลักษณะ

กุสลา ธมฺมา   ธรรมเป็นกุศล

อกุสลา ธมฺมา   ธรรมเป็นอกุศล

อพฺยกากตา ธมฺมา   ธรรมเป็นอัพยากฤต

๒ เวทนาติกะ    เวทนา  ๓ ลักษณะ

สุขาย เวทนา สมฺปยุตฺตา ธมฺมา   ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา

ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา   ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา

อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา    ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา

๓ วิปากติกะ    วิบาก ๓ ลักษณะ

วิปากา ธมฺมา     ธรรมเป็นวิบาก

วิปากธมฺมธมฺมา   ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก

เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา   ธรรมไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก

๔ อุปาทินนุปาทานิยติกะ  ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิ  ๓ ลักษณะ

อุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา   ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิเข้ายึดครอง

และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน

อนุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา   ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง

เป็นอารมณ์ของอุปาทาน

อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ธมฺมา   ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง

และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน

๕ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ  อารมณ์ของสังกิเลส ๓ ลักษณะ

สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ธมฺมา   ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส

อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิลสิกา ธมฺมา   ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส

อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา ธมฺมา   ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส

๖ วิตักกติกะ    วิตก  ๓ ลักษณะ

สวิกตกฺกสวิจารา ธมฺมา   ธรรมมีวิตกมีวิจาร

อวิตกฺวิจารมตฺตา ธมฺมา   ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร

อวิตกฺกาวิจารา ธมฺมา   ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

๗ ปีติติกะ  ปิติ ๓ ลักษณะ

ปีติสหคตา ธมฺมา   ธรรมสหรคตด้วยปีติ

สุขสหคตา ธมฺมา   ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา

อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา   ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา

๘ ทัสสนติกะ    ธรรมที่ประหาณ  ๓ ลักษณะ

ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา   ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ

ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา   ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ

เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย   ธรรมอันโสดาปัตติมรรคและมรรค

ปหาตพฺพา ธมฺมา   เบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ

๙ ทัสสนเหตุกติกะ  ธรรมมีสัมปยุตตเหตุประหาณ ๓ ลักษณะ

ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา   ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ

ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา   ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง๓ ประหาณ

เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย   ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติ

  มรรคและมรรค

ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา   เบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ

๑๐ อาจยคามิติกะ    ธรรมเป็นเหตุให้ถึง  ๓ ลักษณะ

อาจยคามิโน ธมฺมา   ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ

อปจยคามิโน ธมฺมา     ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

เนวาจยคามิโน นาปจยคามิโน ธมฺมา   ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

๑๑ เสกขติกะ    ธรรมเป็นของบุคคล ๓ ลักษณะ

เสกฺขา ธมฺมา   ธรรมเป็นของเสกขบุคคล

อเสกฺขา ธมฺมา     ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล

เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ธมฺมา   ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคล

๑๒ ปริตตติกะ    อารมณ์กระทบ ๓ ลักษณะ

ปริตฺตา ธมฺมา   ธรรมเป็นปริตตะ

มหคฺคตา ธมฺมา   ธรรมเป็นมหัคคตะ

อปฺปมาณา ธมฺมา   ธรรมเป็นอัปปมาณะ

๑๓ ปริตรตารัมมณติกะ    ธรรมมีอารมณ์  ๓ ลักษณะ

ปริตฺตารมฺมณา ธมฺมา     ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ

มหคฺคตารมฺมณา ธมฺมา   ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ

อปฺปมาณารมฺมณา ธมฺมา     ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ

๑๔ หีนติกะ    ความละเอียด  ๓ ลักษณะ

หีนา ธมฺมา   ธรรมทราม

มชฺฌิมา ธมฺมา   ธรรมปานกลาง

ปณีตา ธมฺมา   ธรรมประณีต

๑๕ มิจฉัตตติกะ    มิจฉาสภาวะ ๓ ลักษณะ

มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา     ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน

สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา   ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผล แน่นอน

อนิยตา ธมฺมา   ธรรมให้ผลไม่แน่นอน

๑๖ มัคคารัมมณติกะ    มรรค ๓ ลักษณะ

มคฺคารมฺมณา ธมฺมา     ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์

มคฺคเหตุกา ธมฺมา   ธรรมมีเหตุคือมรรค

มคฺคาธิปติโน ธมฺมา   ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี

๑๗ อุปปันนติกะ    เกิดขึ้น ๓ ลักษณะ

อุปฺปนฺนา ธมฺมา   ธรรมเกิดขึ้นแล้ว

อนุปฺปนฺนา ธมฺมา   ธรรมยังไม่เกิดขึ้น

อุปฺปาทิโน ธมฺมา   ธรรมจักเกิดขึ้น

๑๘ อตีตติกะ    อดีต ๓ ลักษณะ

อตีตา ธมฺมา     ธรรมเป็นอดีต

อนาคตา ธมฺมา   ธรรมเป็นอนาคต

ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา   ธรรมเป็นปัจจุบัน

๑๙ อตีตารัมมณติกะ    อารมณ์  ๓ ลักษณะ

อตีตารมฺมณา ธมฺมา   ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต

อนาคตารมฺมณา ธมฺมา   ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน

ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ธมฺมา   ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน

๒๐ อัชฌัตตติกะ  ธรรมเป็นทั้งภายในและภายนอก  ๓ ลักษณะ

อชฺฌตฺตา ธมฺมา   ธรรมเป็นภายใน

พหิทฺธา ธมฺมา   ธรรมเป็นภายนอก

อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺมา     ธรรมเป็นทั้งภายในและภายนอก

๒๑ อัชฌัตตารัมมณติกะ  ธรรมมีอารมณ์ภายในและภายนอก๓ ลักษณะ

อชฺฌตฺตารมฺมณา ธมฺมา     ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน

พหิทฺธารามฺมณา ธมฺมา   ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก

อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา    ธรรมมีอารมณ์เป็นภายในและเป็นภายนอก

๒๒ สนิทัสสนติกะ    ธรรมที่เห็น  ๓ ลักษณะ

สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา   ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้

อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา   ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้

อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ธมฺมา   ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้

  แม่บท ๓ แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ(ติกมาติกา ๒๒ ติกะ )  จบ