โครงการธรรมศึกษาวิจัย
การเจริญสติปัฏฐาน : ศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก
คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการหลักสูตร
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์ พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษาการปฎิบัติธรรมตามหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษาการปฎิบัติธรรมทำให้เข้าใจหลักการ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ และที่สำคัญการอุปมาที่สำคัญ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑
การเจริญสติปัฏฐานเป็นอุบายดับทุกข์ทั้งปวง
ในเทศนาอริยสัจ ๔ ตรัสไว้แล้วว่า อริยสัจข้อที่ ๔ คือพระอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั่นเอง เป็นอุบายดับทุกข์ หรือเป็นอุบายบรรลุถึงพระนิพพานธรรมที่ดับทุกข์ เพราะตรัสเรียกอริยสัจข้อนี้ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งพระนิพพานธรรมที่ดับทุกข์ เพราะฉะนั้น พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเองที่ชื่อว่า ข้อปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวง
แต่เพราะเหตุที่พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ นับว่าเป็นข้อปฏิบัติข้อสุดท้าย หรือเป็นเบื้องปลายของการปฏิบัติ เป็นการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ธรรมที่พึงเจริญ หรือทำให้เกิดได้ในเบื้องต้น อันว่าบุคคลจะสำเร็จพระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้ ก็ในเมื่อเขาได้อบรมปัญญาจนเกิดวิปัสสนาปัญญาเสียก่อนเท่านั้น วิปัสสนาปัญญาที่เกิดขึ้นย่อมเห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง หากได้อบรมวิปัสสนาปัญญานี้ให้แก่กล้าไปตามลำดับได้ โดยการเห็นอย่างนั้นนั่นแหละซ้ำๆซากๆ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าสังขารทั้งหลายนี้มีแต่โทษมีแต่ภัย น่าเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายหมดความยินดีในสังขารทั้งหลายแล้ว ก็จะปล่อยวางสังขารทั้งหลายได้ ซึ่งในวาระนี้พระอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็จะเกิดขึ้นทำจิตให้หันกลับจากการถือเอาสังขารเป็นอารมณ์ แม้โดยอาการที่เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นนั่นแหละ มาถือเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะนั้นนั่นเองเรียกว่า ทำพระนิพพานให้แจ้ง การปฏิบัติชื่อว่า สำเร็จแล้ว ก็ในขณะที่มรรคมีองค์ ๘ เกิดขึ้นทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือบรรลุพระนิพพานนี้เอง เมื่อเหตุผลมีอยู่อย่างนี้ก็กล่าวได้ว่า พระอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเบื้องปลายแห่งการปฏิบัติที่มีการปฏิบัติก่อนหน้านั้นคือ การเจริญวิปัสสนาเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ผู้หวังความพ้นทุกข์โดยการเจริญ หรือทำพระอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาก่อน
ถาม เจริญอย่างไร
ตอบ เจริญก่อนอื่น เมื่อวิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาที่เห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริงว่ามีอันเกิดขึ้นและดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านจึงเรียกควบกันไปว่า วิปัสสนาปัญญาดังกล่าวแล้วนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขั้นแรก บุคคลต้องกระทำสังขารให้เป็นอารมณ์คือ กำหนดพิจารณาใส่ใจอยู่ที่สังขารก่อน โอกาสที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญา เห็นความจริงในสังขารทั้งหลายจึงจะมีได้เหมือนอย่างว่า ผู้รู้เหรียญกษาปณ์ต้องการจะรู้ว่าเหรียญกษาปณ์นั้นๆ เป็นเหรียญแท้หรือปลอมเป็นต้นประการใดนั้น เขาก็ต้องกำหนดเพ่งพิจารณาใส่ใจอยู่ที่เหรียญนั้นๆเท่านั้น จึงจะสามารถรู้เรื่องที่ที่ประสงค์ได้ฉันใด ผู้เจริญวิปัสสนาประสงค์จะเห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็ต้องกำหนดเพ่งพิจารณาใส่ใจสังขารนั้นๆเท่านั้น จึงจะมีโอกาสรู้ความจริงนั้นๆได้ฉันนั้น หากไปกำหนดเพ่งพิจารณาอยู่ที่อารมณ์อื่นที่ไม่ใช่สังขารทั้งหลาย เป็นเพียงสมมติบัญญัติ เช่น เพ่งอยู่ที่พระพุทธรูป หรือใส่ใจอยู่ที่คำว่า พุทโธ เป็นต้น ก็จะไม่มีโอกาสเกิดวิปัสสนาปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลายได้เลย ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเพ่งพิจารณาผิดที่ผิดฐาน ก็สังขารเหล่านี้แหละที่ทรงแจกแสดงเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง เพื่อความเหมาะสมพิจารณาได้โดยสะดวกแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัย กิเลส จริต ปัญญาแตกต่างกันซึ่งขันธ์ ๕ เป็นต้นที่ทรงแจกแสดงไว้นี้ท่านเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน เพราะเป็นที่ตั้งแห่งการงานคือ การเจริญวิปัสสนาปัญญานั่นเอง
ก็แต่ว่า การกำหนดพิจารณาสังขารทั้งหลายดังกล่าวนี้ สำเร็จได้ด้วยอาศัยสติเป็นสำคัญ กล่าวคือต้องมีสติคอยระลึก ได้แก่ เข้าไปตั้งไว้ที่สังขารอันต่างด้วยขันธ์ ๕ เป็นต้นเหล่านั้นก่อนทีเดียว หากไม่มีสติเข้าไปตั้งไว้ก็หาชื่อว่า มีการกำหนดพิจารณาธรรมะอะไรๆไม่ เพราะไม่ได้สัมผัสสภาวะความจริงของสังขาร การปฏิบัติติดอยู่เพียงนึกคิดเอาลอยๆตามที่เรียนมาฟังมาเท่านั้น มิได้ตั้งอยู่ที่ตัววัตถุที่จะพิสูจน์หาความจริง สติเป็นผู้ทำให้สัมผัสสภาวะตัวจริงของสังขาร หรือวัตถุที่จะพิสูจน์ความจริงนั้น สติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน เพราะเข้าไปตั้งไว้ที่อารมณ์มีกายเป็นต้น จำแนกเป็น ๔ อย่างคือ กาย เวทนา จิต และธรรม เพราะเป็นไปเพื่อกำจัดวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนจากความจริง ๔ ประการคือ สุภวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่างาม ๑ สุขวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าสุข ๑ นิจจวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเที่ยง ๑ จิตตวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเป็นอัตตาตัวตน ๑ ในธรรมะ ๔ อย่างเหล่านี้นั่นแหละ เพราะเหตุนี้นั่นเองจึงเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ อธิบายว่า สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่กายคือ รูปกาย เป็นไปกับการพิจารณากายชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่เวทนาเป็นต้น เป็นไปกับการพิจารณาเวทนาเป็นต้นชื่อว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานตามลำดับ เมื่อสติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้ว วิปลาสทั้งหลายก็เข้าไปอาศัยธรรม ๔ อย่างมีกายเป็นต้นเกิดขึ้นมิได้ เมื่อวิปลาสเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ชื่อว่าป้องกันตัณหาไว้ได้ เพราะตัณหาจะมีอันไหลเอิบอาบไปได้ก็เฉพาะในธรรมทั้งหลายที่บุคคลยังสำคัญด้วยวิปลาสว่า เป็นของงามบ้าง เป็นสุขบ้าง เป็นของเที่ยงบ้าง เป็นอัตตาตัวตนบ้างเท่านั้น เมื่อป้องกันตัณหาไว้ได้ ธรรมะเหล่านั้น หรือสังขารเหล่านั้นก็ย่อมเป็นของบริสุทธิ์คือ บริสุทธิ์จากตัณหานั่นแหละ เมื่อธรรมะะเหล่านี้บริสุทธิ์จากตัณหาแล้ว ก็เป็นโอกาสที่วิปัสสนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้โดยสะดวก วิปัสสนาที่เกิดขึ้นย่อมละตัณหาได้ แต่ยังไม่เป็นการละได้อย่างเด็ดขาด เป็นเพียงการละได้เป็นครั้งคราวที่ท่านเรียกว่า ตทังคปหานเท่านั้น ถ้าหากสามารถทำวิปัสสนาปัญญานี้ให้เจริญก้าวหน้าไปตามลำดับได้จนถึงบรรลุพระอริยมรรค พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมละตัณหาได้อย่างเด็ดขาดที่เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ก็ภารกิจที่เกี่ยวกับการปฏิบัติชื่อว่าเป็นอันเสร็จสิ้น ก็ในวาระที่พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เกิดขึ้นนั้นเอง ซึ่งพระอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ บุคคลต้องทำให้เกิดขึ้น ๔ ครั้ง จึงจะละตัณหาได้โดยไม่มีเหลือ เมื่อตัณหาหมดไปโดยไม่มีเหลือแล้ว เหตุแห่งทุกข์ก็ไม่มี เมื่อเหตุไม่มี ก็ไม่มีทุกข์ กล่าวคือไม่มีอุปาทานขันธ์เกิดขึ้นในอนาคตอีก นั่นก็คือ ไม่มีชาติ เมื่อไม่มีชาติ ก็ไม่มีชราและมรณะเป็นต้นสืบต่อไปอีก ก็เป็นอันว่าดับทุกข์ทั้งปวงได้ การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวงมีลำดับความเป็นไปโดยสังเขปดังนี้
รวมความว่า บุคคลผู้จะดับทุกข์ทั้งปวง ขั้นแรกจะต้องเจริญสติปัฏฐานให้เกิดขึ้น เพื่อยับยั้งวิปลาส เพื่อประโยชน์แก่การป้องกันตัณหาก่อน เขาจึงจะทำวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อละตัณหาได้เป็นตทังคปหาน และทำพระอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้นละเป็นสมุจเฉทปหาน โดยความเป็นปัจจัยสืบต่อกันไปตามประการดังที่ได้กล่าวมานี้ เมื่อ เป็นเช่นนี้ ก็กล่าวได้ว่า การปฏิบัตินี้มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นเบื้องต้น มีวิปัสสนาปัญญาเป็นท่ามกลาง มีพระอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นที่สุด พูดง่ายๆก็ว่า การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวงนี้ ที่จะเว้นไปจากการเจริญสติปัฏฐานนี้หามีไม่ เพราะฉะนั้น ย่อมกล่าวได้ว่า การเจริญสติปัฏฐานเป็นอุบายดับทุกข์ทั้งปวง ข้อนี้ก็สมจริงตามที่ตรัสสรรเสริญอานิสงส์ของสติปัฏฐานไว้ในสติปัฏฐานสูตร ว่า
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค
ภิกษุทั้งหลาย ทางสายนี้เป็นทางสายเอก
สตฺตานํ วิสุทธิยา
เพื่อความหมดจดโดยวิเศษแห่งสัตว์ทั้งหลาย
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
เพื่อความก้าวล่วงไปแห่งโศกะและปริเทวะ
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมาย
เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส
ญายสฺส อธิคมาย
เพื่อบรรลุถึงพระอริยมรรค
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา
นี่คือสติปัฏฐาน ๔
บทที่ ๒
การปฏิบัติธรรมเป็นการสร้างความบริสุทธิแห่งความเห็น
ความเห็นที่บริสุทธิ์ ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ
ทิฏฐิวิ สุทธิ แปลว่า ความเห็นถูกหรือความหมดจดแห่งความเห็น หรือปัญญาที่รู้ถูก หรือเข้าใจถูกโดยปราศจากกิเลสที่มีความเข้าใจผิดในอารมณ์ของปัญญานั้น เพราะว่าอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์เกิดขึ้นด้วยปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นเหมือนอาวุธอันสำคัญที่จะทำลายกิเลสในอารมณ์นั้นให้หมดไปได้ อารมณ์จึงจะไม่เป็นที่อาศัยของกิเลสได้ ความรู้ที่เกิดจากปัญญานั้น จึงจะจัดว่าเป็นวิสุทธิคือ หมดจดได้ ก็ปัญญาที่หมดจดจากกิเลสนั้นแหละที่จัดเป็นทิฏฐิวิสุทธิ คำที่ว่า เห็นถูกนั้นคือเห็นอะไร เห็นอย่างไร เห็นที่ไหน และทิฏฐิวิสุทธินี้ได้มาจากเหตุอะไร ปัญหากรรมเหล่านี้ขอตอบว่า ทิฏฐิวิสุทธิคือ ปัญญาที่เห็นถูกนั้นคือ เห็นนามและรูปทั้ง ๒ อย่างนี้ เห็นอย่างไร คือเห็นว่านามรูปนี้ไม่ใช่ตัวตน และไม่ใช่ของตน เป็นของที่ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร และก็ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ก็ปัญญาที่ว่านี้มาจากไหนเล่า ตอบว่า ปัญญานี้เอามาจากนามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปริจเฉทญาณนี้เอามาจากไหน ก็เอามาจากการพิจารณานามรูป การพิจารณานามรูปนี้จะพิจารณาอย่างไร ต้องพิจารณาตามมหาสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานนั้น พิจารณาอะไร ก็คือพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ใน ๔ อย่างนั้นนั่นเอง เพราะองค์ของสติปัฏฐาน ๔ นั้นก็ได้แก่นามรูปนั่นแหละ แต่ก่อนที่ผู้จะทำวิปัสสนาคือ การกำหนดนามรูปนั้น ผู้นั้นจะต้องศึกษานามรูปให้เข้าใจดีเสียก่อน แล้วจะลงมือกำหนดนามรูปนั้น มิฉะนั้น จะกำหนดนามรูปไม่ถูก เมื่อได้ลงมือกำหนดนามรูปตามหลักมหาสติปัฏฐานได้ถูกต้องแล้ว ก็ต้องกำหนดหรือพิจารณานามรูปนั้นไปจนกว่าวิปัสสนาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณนั้นเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่านามรูปนี้เป็นตัวกรรมฐานของวิปัสสนา ฉะนั้น ผู้เจริญวิปัสสนาจึงต้องพิจารณานามรูปจนรู้แน่ชัดว่า นามรูปนี้มิใช่ตัวตน และก็ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลในนามรูปนั้น แม้ในสากลโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรที่นอกไปจากนามรูป จะมีอยู่ก็แต่นามรูปเท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ และนามรูปทั้งสองอย่างนั้น ก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ปัญญาที่รู้อย่างนี้เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปริจเฉทญาณนี้แหละที่เป็นผู้เข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิ ซึ่งเป็นความหมดจดของวิปัสสนาปัญญาในเบื้องต้น
ในตอนนี้ขอย้ำความเข้าใจให้แน่นอนอีกครั้งหนึ่งว่า ในคำว่า วิสุทธิที่หมายถึงความหมดจดแห่งกิเลสนั้น จะต้องมีได้เพราะปัญญาเท่านั้น ที่สามารถจะทำลายกิเลสในอารมณ์นั้นได้ ถึงแม้ศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิก็เช่นเดียวกัน จะเข้าถึงความหมดจดได้ ก็จะต้องมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ร่วมกันกับอารมณ์ของปัญญา แล้วศีลกับสมาธินั้นจึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ เพราะมรรคมีองค์ ๘ นั้น เมื่อย่อลงแล้วก็ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ทั้ง ๓ นั้น ก็จะต้องมีอารมณ์ร่วมกันไปเป็นอันเดียวกันคือ ต้องมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ร่วมกันไปทั้ง ๘ องค์ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าสติปัฏฐานนั้นเป็นเอกายมรรค ที่เป็นทางสายเดียวที่จะทำให้ถึงพระนิพพานได้ ไม่มีทางอื่น ปัญญาที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธินี้ ก็ต้องได้มาจากการเจริญสติปัฏฐานเป็นเหตุ แต่จะพิจารณาจนปราศจากสัตว์บุคคลตัวตนในนามรูปนั้นเสียก่อน แล้วจึงจะเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้ แต่ปัญญาอันนี้จะต้องเป็นภาวนาปัญญา ไม่ใช่แต่เพียงการฟังหรือความคิดเท่านั้น จะถึงวิสุทธิไม่ได้ ปัญญาที่จะถึงวิสุทธิได้นั้น จะต้องเป็นภาวนาปัญญา เพราะความรู้ขั้นนี้จะต้องรู้ในขณะปัจจุบันอารมณ์คือ ในขณะเห็น ขณะได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส และในขณะกายถูกต้อง หรือในขณะเดิน ยืน นั่ง และนอน หรือในขณะใช้อิริยาบถย่อยๆ ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่นอกไปจากอิริยาบถใหญ่ ๔ อย่างมีเดินเป็นต้น เมื่อผู้ที่ทำวิปัสสนาได้พิจารณานามรูปนั้นจนเห็นชัดแจ้งว่าไม่มีตัวตน รู้สึกว่ามีแต่นามกับรูปเท่านั้น ในขณะประสบอารมณ์ปัจจุบัน ตามที่กล่าวมาแล้วในขณะเห็นเป็นต้นนั้น ทิฏฐิวิสุทธิเป็นปัญญาขั้นต้น เป็นตัววิปัสสนาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ
เมื่อความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในอารมณ์ใดแล้ว ความเห็นผิดคือ อัตตานุทิฏฐิที่ตามเห็นว่าเป็นตัวตน หรือมีตัวตนในนามรูปนั้น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ในขณะที่จิตประสบกับอารมณ์นั้นๆเกิดขึ้น เพราะด้วยปัญญาเข้าไปรู้แจ่มแจ้งแล้วว่ามีแต่นามรูปเท่านั้น เมื่อได้ความเข้าใจด้วยปัญญาดังนี้เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ความเข้าใจผิดที่สำคัญหรือที่เคยรู้สึกว่าเป็นเรา หรือเป็นตัวเป็นตนของเราที่หมักดองอยู่ในจิตตสันดานนั้น ก็จะหลุดถอนหรือหมดไปจากอารมณ์ในขณะเห็น หรือได้ยินนั้นทันที โดยไม่ต้องมีใครไปขับไล่ หากแต่ถูกประหานไปด้วยปัญญานั้นเอง ก็เมื่อความเข้าใจผิดหมดไปในขณะที่จิตรับอารมณ์ปัจจุบันนั้นแล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเห็นผิดที่เข้าใจว่า เราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เรารู้รส เราถูกต้อง เราเย็น เราร้อน เป็นต้น หรือเราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน เรายก เราหยิบ เป็นต้น เหล่านี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุที่ปัญญาที่มีความรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนามที่มีอยู่ในอารมณ์ขณะนั้น ฉะนั้นตัวกิเลสซึ่งได้แก่ ตัณหาและทิฏฐิที่มีความยึดมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นเราจึงอาศัยเกิดขึ้นในขณะที่จิตมีความรู้สึกอยู่ว่าเป็นนามเป็นรูปนั้นไม่ได้ และปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอบรมคือ การที่เข้าไปพิจารณานามรูปนั้น ปัญญาอันนี้เป็นตัววิปัสสนาขั้นต้นของวิปัสสนาทั้งปวงชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ และก็เป็นปัญญาอันนี้แหละที่เป็นผู้เข้าถึงคำว่า ทิฏฐิวิ สุทธิ ธรรมที่เป็นวิสุทธิ จะเข้าถึงได้ต้องด้วยปัญญาเท่านั้น โดยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจึงมีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีความเข้าใจในนามรูปเสีย ก่อน เมื่อเข้าใจดีแล้ว จึงไปหาธรรมที่เป็นสัจจะ เพื่อจะได้ทำการพิจารณานามรูปหมายความว่า ต้องมีนามหรือรูปเป็นอารมณ์ หรือเป็นกรรมฐานตามนัยของมหาสติปัฏฐานจนเกิดวิปัสสนาปัญญารู้นามรูปจนหมดจด จากความเข้าใจว่า เป็นตัวตนในที่นั้นแล้ว จึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้ ฉะนั้นในความหมายของคำว่า วิสุทธิ ในที่นี้ก็หมายถึงความหมดจดหรือบริสุทธิ์จากความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนอื่นไป จากนามรูปที่อาศัยเกิดขึ้นจากมิจฉาทิฏฐินั้นอีกเลย ปัญญาอันนี้แหละจึงเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ ถ้าปัญญาใดยังไม่หมดจดจากความเห็นว่าเป็นเราหรือเป็นของเราแล้ว ปัญญานั้นก็จัดเข้าในวิสุทธิยังไม่ได้
ฉะนั้น เราผู้เป็นนักศึกษาจึงควรทำความเข้าใจไว้ว่า ศีลก็ดี สมาธิก็ดี หรือปัญญาก็ดี ย่อมมีได้ทั้งวิสุทธิและไม่วิสุทธิ คือ หมายความว่า ศีล สมาธิ และปัญญาที่เจือด้วยกิเลสก็มี และไม่เจือด้วยกิเลสก็มี แต่ถ้าศีล สมาธิ และปัญญาอันเป็นหนทางที่จะบรรลุถึงพระนิพพานนั้นจะต้องเป็นศีล สมาธิ ปัญญาที่เข้าถึงวิสุทธิจึงจะเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานได้ แต่ถ้าหากศีลใด สมาธิ หรือปัญญาใดที่ยังไม่เข้าถึงวิสุทธิแล้ว ศีล สมาธิ และปัญญาก็ไม่ใช่ทางที่จะเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้ และท่านก็ต้องควรเข้าใจอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า การที่จะเข้าถึงธรรมที่เป็นวิสุทธิ ซึ่งเป็นสิ่งบริสุทธิ์จากกิเลสได้นั้น จะต้องเข้าถึงได้ด้วยปัญญา เพราะลำพังศีลและสมาธิเท่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะกันหรือห้ามปรามกิเลสที่จะไม่ให้เกิดขึ้นมาอาศัยอารมณ์ นั้นๆ ได้ เพราะว่าอารมณ์ของศีลและสมาธินั้น ยังเป็นปัจจัยของกิเลสได้อยู่ ถ้าหากศีลและสมาธินั้นเกิดขึ้นด้วยศรัทธาเป็นเหตุ ศีลและสมาธิที่เกิดขึ้นด้วยศรัทธาเป็นเหตุนั้นก็ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ได้ เพราะฉะนั้น อารมณ์ของศีลและสมาธิอันนั้น จึงยังเป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิได้อยู่ และศีลหรือสมาธิทั้ง ๒ อย่างนั้นจึงยังเข้าถึงวิสุทธิไม่ได้ นอกจากศีลหรือสมาธิที่มีปัญญาเป็นเหตุ หรือศีลและสมาธิที่เกิดร่วมด้วยกับอารมณ์ของปัญญา คือวิปัสสนาเท่านั้น ศีลและสมาธิอันนั้นจึงจะวิสุทธิคือหมดจดได้ เพราะธรรมทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีธรรมอันใดที่จะเป็นอาวุธมาทำลายกิเลสให้พินาศไปได้เลย นอกเสียจากอาวุธ ๓ เล่ม คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนาที่เป็นวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น จึงจะสามารถประหานกิเลสตามกำลังของปัญญาทั้ง ๓ นั้น ฉะนั้น ถ้าศีลใด สมาธิใด ได้อาศัยปัญญาเหล่านั้นเป็นเหตุ หรือเป็นไปกับอารมณ์ของปัญญาเหล่านั้นแล้ว ศีลและสมาธิเหล่านั้นจึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้ โดยเหตุนี้ ในวิสุทธิทั้ง ๗ นั้นจึงต้องเป็นปัจจัยร่วมกัน จะทำเฉพาะแต่วิสุทธิอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าอันใดอันหนึ่งไม่เป็นวิสุทธิแล้ว ที่เหลือนอกนั้นก็จะเป็นวิสุทธิไม่ได้ ดังเช่นปัญญาที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ก็เหมือนกัน ถ้าศีลกับสมาธิทั้ง ๒ นั้นไม่เป็นวิสุทธิ ปัญญาคือ ทิฏฐิวิสุทธิก็มีไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าศีลและสมาธิใดเป็นไปร่วมกับอารมณ์ของปัญญามีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นแล้ว ศีลและสมาธิอันนั้นก็ต้องเป็นวิสุทธิที่แน่นอน เพราะเหตุว่าอารมณ์ของปัญญานั้น เป็นอารมณ์ที่ทำลายกิเลส กิเลสคือ ตัณหาและทิฏฐิเกิดขึ้นอาศัยอารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้นอารมณ์นั้นและปัญญาที่รู้อารมณ์นั้นมีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้น จึงเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ โดยเหตุนั้น ถ้าศีลใดและสมาธิใด เป็นไปร่วมกันกับอารมณ์ของปัญญามีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นนั้นแล้ว ศีลนั้นและสมาธินั้นก็ต้องจัดเป็นวิสุทธิด้วย คือหมายความว่า ศีลและสมาธิใดที่ได้เป็นไปร่วมกับอารมณ์ของปัญญานั้นแล้ว ศีลและสมาธินั้นก็ต้องเป็นวิสุทธิแน่นอนทีเดียว
บทที่ ๓
ปัญญาที่เรียกว่าวิสุทธินั้นมีอะไรเป็นอารมณ์
เมื่อได้ฟังเหตุผลกันมาถึงตอนนี้แล้ว จะขอย้อนกลับมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งว่า ก็เมื่อท่านทราบตามเหตุผลที่ได้อธิบายมาแล้วว่า ศีลกับสมาธิที่จะเป็นวิสุทธิได้ ก็จะต้องมีปัญญาเป็นเหตุหรือต้องเกิดร่วมด้วยอารมณ์ของปัญญามีวิสุทธิเป็น ต้นนั้น ศีลและสมาธินั้นจึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้แน่นอน จึงอยากจะถามอีกครั้งหนึ่งว่า ก็ปัญญาที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้นั้นมีอะไรเป็นอารมณ์หรืออารมณ์ของทิฏฐิวิสุทธินั้นคืออะไร
ความจริงในเรื่องนี้ก็ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้นนั้น แต่ก็อาจจำกันไม่ได้หรือยังไม่เข้าใจกันดี จึงขอย้อนมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะเหุตว่า เป็นข้อที่ควรทำความเข้าใจไว้ให้แน่นอน เพื่อจะได้เป็นการป้องกัน ในการเข้าใจผิดในอารมณ์ของวิปัสสนา ในเมื่อเข้าในอารมณ์ของวิสุทธิดีแล้ว ฉะนั้น จึงขอให้เข้าใจไว้ให้แน่นอนเถิดว่า อารมณ์ของทิฏฐิวิสุทธินั้น จะต้องมีนามรูปหรือมหาสติปัฏฐานเท่านั้นเป็นอารมณ์ ถ้านอกจากนั้นก็ไม่ใช่แน่นอน ถึงศีลและสมาธิก็เหมือนกัน เพราะปัญญาใดที่ไม่ได้เกิดจากมหาสติปัฏฐานและไม่มีนามรูปเป็นอารมณ์อยู่แล้ว ปัญญานั้นก็ไม่เป็นวิสุทธิ (ยกเว้นพระอรหันต์) เพราะว่าประโยชน์ของการทำวิปัสสนานั้น ก็เพื่อจะละความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดที่เห็นว่านามรูปนั้นเป็นตัวตน และเป็นเรา เป็นของๆเรา และความเข้าใจผิดอันนี้ได้อาศัยนามรูปเกิดขึ้น เพราะอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง ด้วยเหตุที่ยังไม่ได้พิจารณาให้ได้ความจริง
โดยเหตุผลตามที่ได้อธิบายมานี้ ผู้ทำวิปัสสนาจึงมีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องนำเอานามรูปที่เรากำลังเข้าใจ ผิดอยู่นั้นขึ้นมาเป็นกรรมฐาน คือ เอามาเป็นที่ตั้งรับรองการพิจารณา หรือการพิสูจน์ของปัญญา จนกว่าจะได้ความจริงในสิ่งที่ตนเข้าใจผิดนั้น จะต้องเป็นวัตถุเป็นเครื่องรับรองความเข้าใจถูก และความเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าการเข้าใจถูกและความเข้าใจผิดนั้น จะเกิดขึ้นมาเองเฉยๆโดยไม่มีวัตถุรับรองความเข้าใจถูกและความเข้าใจผิดนั้น อยู่ๆก็เกิดคิดผิดหรือคิดถูกขึ้นมาเองเฉยๆก็ได้ ถ้ามีความเข้าใจได้อย่างนี้ ท่านผู้อ่านก็คงทราบแล้วว่าไม่ถูก เพราะเป็นความเข้าใจที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งผิดจากพุทธภาษิตที่ว่า “ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่เหตุ”อาจเป็นความเข้าใจดังนี้ดอกกระมังจึงเคยได้ยินว่า การละความยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ต้องมีการศึกษาอะไร ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไร และไม่ต้องมีการพิจารณาอะไรทั้งนั้น เมื่อจะละความยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางก็นึกละเอาเอง นึกวางเอาเอง โดยไม่ต้องมีการทำอะไรทั้งหมด ก็ความเข้าใจดังนี้ ขอให้ท่านพิจารณาดูซิว่าจะมีเหตุผลเป็นไปได้หรือ ถ้าหากความจริงจะเป็นไปได้เช่นนั้นแล้ว ในเวลาที่เราหิวข้าว เราก็ไม่ต้องไปหาข้าวกิน เรานึกกินเอาเอง ความอิ่มก็จะเกิดขึ้นมาเอง ตามที่เราต้องการอย่างนั้นหรือ ก็จะเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะตามธรรมนั้น เมื่อกรรมคือ การกระทำนั้นมี สิ่งที่ถูกกระทำก็ต้องมี กรรมจึงจะสำเร็จผล ก็ถ้าสิ่งถูกกระทำไม่มี กรรมคือการกระทำนั้นก็ไม่มี เมื่อกรรมไม่มีแล้ว ความสำเร็จผลแห่งกรรมนั้นก็ต้องไม่มีอยู่เองเป็นธรรมดา
ปัญญามี ๓ ขั้น
ฉะนั้น ในตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจกันในเรื่องของปัญญาก่อนว่า ปัญญานั้นมี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นคือ
. ๑. สุตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนา
และในปัญญาทั้ง ๓ นี้ ต้องเป็นปัจจัยแก่กันและกัน สุตามยปัญญานั้นเป็นปัญญาที่เกิดจากการศึกษา คือมีมาจากการได้ยิน ได้ฟังเป็นต้น และมีความเข้าใจถูกในเรื่องราวนั้นๆ จินตามยปัญญานั้นก็คือ มีโยนิโสมนสิการ คือมีความเข้าใจในเวลาที่ทำงานหรือเวลาที่ปฏิบัติเป็นต้น ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือไม่มีโยนิโสมนสิการให้ถูกต้องแล้ว ก็จะทำถูกหรือให้เสร็จผลที่ดีนั้นไม่ได้ ส่วนภาวนามยปัญญานั้นเป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ คือ การเข้าไปพิสูจน์จนได้ความจริงของวัตถุที่ถูกพิสูจน์นั้น ความรู้ในขั้นนี้เป็นความรู้ถูกต้องและแน่นอนที่สุด เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้เข้าไปพิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง ความรู้ขั้นนี้แหละที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา ที่จะทำลายความเห็นที่เข้าใจว่ามีตนหรือเป็นตัวตนนั้นได้ ดังเช่น ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ก็ต้องเข้าถึงปัญญาขั้นภาวนานี้ จึงจะเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้ เพราะความหมายของทิฏฐิวิสุทธินี้ ก็หมายความว่า เป็นความบริสุทธิ์ในขั้นปัญญาที่เข้าไปพิจารณารู้แน่ใจแล้วว่า นามรูปนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน และไม่มีตัวตนอื่นไปจากนามรูปหรือทั้งโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน จะมีอยู่แต่นามรูปเท่านั้นและธรรมทั้งหลายจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม หรือสิ่งที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ก็เป็นธรรมะทั้งหมด และธรรมะทั้งหมดในโลกหรือในพระไตรปิฎกก็ตาม เมื่อย่อลงแล้วก็ได้แก่นามรูปนั่นเอง ที่มีเป็นของจริงปรากฏอยู่ในปัญญาคือทิฏฐิวิสุทธินั้นแหละ ทิฏฐิวิสุทธินี้เป็นวิสุทธิของปัญญาใน ๕ วิสุทธินั้น และทิฏฐิวิสุทธินี้ก็ได้มาจากเหตุคือ วิปัสสนาปัญญาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือ เป็นญาณที่รู้จักนามรูปด้วยการปฏิบัติ และปัญญาขั้นนี้เป็นผู้ถึงความเข้าใจถูกดีแล้วทั้งปริยัติและปฏิบัติ และก็เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญาทั้ง ๓ มีสุตามยปัญญาเป็นต้น ได้เข้าถึงภาวนามยปัญญามีนามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น
วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดปัญญารู้ว่า นามรูปไม่ใช่เรา
ก็ในสิ่งที่ยังจะต้องควรเข้าใจในเหตุผลให้ถูกต้อง และแน่นอนอยู่ในปัญหาอีกข้อหนึ่งนั้นว่า ในการที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาที่เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณนั้น เราจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรกัน คือหมายความว่า เราจะกำหนดนามรูปอะไรและอย่างไรจึงจะรู้ว่านามรูปนั้นไม่ใช่เรา ต้องสามารถเข้าถึงภาวนามยปัญญานั้นได้ ก่อนอื่นที่เราจะทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้นั้น คือท่านจะต้องไม่ลืมว่า ปัญญานั้นมี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นคือ มีสุตามยปัญญาเป็นต้น ฉะนั้นการกำหนดนามรูปก็มี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นเหมือนกัน แต่สำหรับในขั้นต้นคือ สุตามยปัญญานั้น ก็รู้ว่าขันธ์ ๕ หรือนามรูปนั้นไม่ใช่ตัวตนเหมือนกัน เพราะบรรดาท่านที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือผู้ที่ท่านได้เคยศึกษาธรรมะมาแล้วนั้น ก็ย่อมจะต้องมีความเข้าใจมาจากการฟังเทศน์บ้าง หรือจากการศึกษาธรรมะมาบ้างแล้ว ก็ย่อมจะมีความเข้าใจอยู่แล้วว่า ขันธ์ ๕ หรือนามรูปนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วในบางครั้งก็มาจินตนาการไปตามที่ได้ฟังมานั้น แล้วก็รู้สึกว่าเห็นจริงตามไปด้วยเหมือนกันว่า นามรูปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นอนัตตาจริงๆ บางทีก็เลยเข้าใจไปว่า ตนนั้นเข้าถึงวิปัสสนาแล้วหรือตนได้ปล่อยวางไปแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราหรือของเราแล้ว แต่ความจริงนั้นปัญญาที่เกิดมาจากเหตุอย่างว่านี้ ยังมิใช่วิปัสสนาปัญญา เพราะเป็นปัญญาที่ได้มาจากเหตุภายนอกซึ่งได้มาจากการฟังเป็นต้นนั้นนั่นเอง จะละกิเลสหรือปล่อยวางได้ก็แต่เวลาที่กำลังคิดนึกถึงความไม่ใช่ตัวตนตามที่ ได้ยินได้ฟังมาแล้วเท่านั้น แต่พอเลิกคิดนึกถึงอารมณ์นั้นแล้วคือ หมายความว่า เมื่อจิตเปลี่ยนไปรับอารมณ์อื่นหรืออารมณ์ใหม่ เช่นมีการเห็นรูปารมณ์ การได้ยินสัททารมณ์เป็นต้น ในขณะนั้นความรู้สึกว่าไม่ใช่เราก็ไม่มี เมื่อความรู้สึกว่าไม่ใช่เราไม่มีในเวลานั้นแล้ว ความรู้สึกว่าเราเห็นหรือได้ยินที่เป็นอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดที่หมักดองอยู่ในจิตใจนั้น ก็จะเกิดขึ้นด้วยอาศัยการเห็น การได้ยินเป็นต้น ในขณะที่ได้เห็นที่ได้ยินนั่นเอง ฉะนั้นปัญญาที่ได้มาจากภายนอก คือ เกิดขึ้นจากการเพียงแต่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่นนั้น จึงยังไม่สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นความเห็นผิดว่า เป็นเราหรือเป็นของเราที่ยังฝังหรือหมักดองอยู่ในจิตสันดานนั้นได้ เพราะยังไม่ใช่ภาวนาปัญญา ฉะนั้นความรู้สึกที่ว่าเป็นเรานั้นจึงยังไม่ถูกถ่ายถอนออกไปได้เลย
วิปัสสนาภาวนาเป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตน เองว่า ตนได้รู้แล้วเห็นแล้ว ต่อเมื่อใดได้เข้าทำการปฏิบัติจนได้เห็นนามรูปโดยชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่เราด้วยวิปัสสนาภาวนา คือ นามรูปปริจเฉทญาณนั้นแล้ว จึงจะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นที่หมักดองอยู่ในจิตใจนั้น หรือในขณะที่เห็นที่ได้ยินนั้นออกเสียได้ว่า ไม่ใช่เราเห็นหรือเราได้ยินเป็นต้น และปัญญาอันนี้เป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ตนได้รู้แล้วเห็นแล้ว เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้ปฏิบัติให้เกิดขึ้นด้วยตัวของตนเอง และคนอื่นก็ทำให้ไม่ได้ แม้แต่พระพุทธองค์ ฉะนั้น ความรู้ที่ได้มาจากที่ตนเองได้เข้าไปพิสูจน์นั้น ความรู้อันนั้นแหละจึงจะถ่ายถอนความสำคัญผิดที่เห็นว่านามรูปนั้น เป็นตัวตนออกได้ ก็เพราะเหตุที่เข้าไปรู้ความจริงของนามรูปนั่นเอง และก็ขอให้เข้าใจไว้อีกข้อหนึ่งด้วยว่า การเห็นอนัตตานั้น คือเห็นนามเห็นรูปนั่นเอง ในหลักฐานท่านบอกไว้ว่า
เครื่องหรือสิ่งที่ปิดบังพระไตรลักษณ์นั้นมี ๓ คือ
๑. ฆนสัญญา ท่านคงทราบแล้ว ความเป็นกลุ่มก้อนเป็นนามรูป เป็นเหตุปิดบังอนัตตา จึงทำให้เราเห็นผิดว่า นามรูปนั้นเป็นก้อนเป็นแท่ง เช่น รูปก็มีรูปเดียว นามก็มีอันเดียว เช่น จิตมีดวงเดียวเป็นต้น เมื่อเห็นดังนั้น ความรู้สึกว่านามรูปนั้นมีสาระก็จะติดตามขึ้นมาพร้อมด้วยความเป็นตนและเป็นเรา ความรู้สึกว่าไม่ใช่เราก็จะหมดโอกาสไป ด้วยอำนาจของฆนสัญญาที่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั่นเอง
๒. สันตติ คือ ความสืบต่อที่ทำให้เห็นติดกันอันนี้ปิดบังทำให้ไม่เห็นอนิจจังคือ ความไม่เที่ยง จึงทำให้เห็นเป็นของเที่ยงไป เพราะความเร็วที่ติดต่อกัน
๓. อิริยาบถ ปิดบังทุกข์ เพราะเหตุที่ไม่ได้พิจารณาอิริยาบถจึงไม่เห็นว่านามรูปนั้นเป็นทุกข์ ฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อที่จะเข้าไปเห็นอนัตตาว่านามรูปนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนั้น จึงจำเป็นจะต้องเข้าใจในอุบายที่จะทำลายฆนสัญญาให้กระจายออกมาเสียก่อน แล้วจึงจะเห็นอนัตตาได้ ฉะนั้น การเห็นอนัตตานั้นจึงไม่ใช่เป็นการนึกเห็นเอาเองได้ เพราะการเห็นอนัตตานั้น จะต้องเห็นได้ด้วยวิปัสสนาปัญญาที่เกิดขึ้นจากาการพิจารณานามรูปนั้นเอง ฉะนั้น การกำหนดนามรูปนี้เอง จึงเป็นการทำลายฆนสัญญาไปในตัวด้วย แต่ข้อสำคัญของการพิจารณานามรูปนั้นก็อยู่ที่ผู้พิจารณาคือ ในเวลาที่ตนทำการกำหนดนามรูปนั้น จะต้องรู้ด้วยว่า ตนกำลังกำหนดนามอะไร และรูปอะไรด้วย ไม่รู้แต่เพียงว่า เป็นนามหรือรูปเฉยๆเท่านั้น จะต้องรู้ว่านามอะไร และรูปอะไรด้วย อุปมาเหมือนกับการอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่านโดยแยกตัวหนังสือออกเป็นตัวๆแล้ว ในตัวหนังสือนั้นๆจะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับในตัวหนังสือเหล่านั้น สมมติว่าเราจะเขียนหนังสืออะไรขึ้นสักคำหนึ่งเช่นคำว่า เรือนเป็นต้น เราก็จะต้องเอาสระ เ-รื-อ-น มารวมกันเข้าแล้ว ความหมายของคำว่า เรือน จึงจะเกิดขึ้น แต่ถ้าแยกเอาตัว เ-รื-อ-น ให้ออกไปจากกัน อย่าให้มารวมกันแล้ว ความหมายของคำว่า เรือน เป็นต้น ก็จะปรากฏเกิดขึ้นไม่ได้ฉันใดก็ดี การทำฆนสัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ก็เมื่อฆนสัญญาถูกทำลายแล้ว อันความสำคัญผิดว่าเป็นตัวมีตนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เอง โดยไม่ต้องมีใครไปห้ามปรามเลย หรืออีกนัยหนึ่งความหมายของคำว่า บ้านนั้น ถ้าหากอุปกรณ์ต่างๆมีไม้และตะปูเป็นต้นยังตั้งอยู่ในฐานะของตนๆตราบใด ความเข้าใจว่าบ้านหรือเรือนก็ยังมีอยู่ตราบนั้น และความเจ้าของก็ต้องมีอยู่เป็นธรรมดา เมื่อความสำคัญผิดในของสิ่งนั้นหรือในบ้านเรือนนั้นเกิดขึ้น ความเข้าใจผิดว่ามีสาระแก่นสารในความหมายของสิ่งนั้นก็เกิดตามขึ้นมา ความยึดถือที่รู้สึกว่าเป็นของเราก็เกิดขึ้นติดตามมาด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุของฆนสัญญานั้นนั่นเอง แต่ถ้าหากว่าเราทำลายฆนสัญญาคือความเกาะกุมของวัตถุเหล่านั้นออกไปแล้ว เช่นเอาไม้ออกมากองไว้เป็นส่วนๆ หรือเป็นกองๆแล้ว ความรู้สึกว่าเป็นบ้านหรือเป็นเรือนก็จะหมดไปเอง พร้อมกับความเข้าใจผิดว่ามีสาระด้วย โดยไม่ต้องไปมีวิธีที่จะต้องปฏิบัติอย่างใดเลย เพราะความรู้สึกอันนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุ คือ การปฏิบัติที่ได้มีความเข้าใจในการพิจารณาในนามรูปนั้นด้วยความถูกต้องแล้วนั่นเอง
วิปัสสนาญาณเป็นธรรมที่เป็นผล
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ทำเหตุให้ถูกต้อง
โดยเหตุตามที่ได้อธิบายมานี้เอง ในทางที่ถูกนั้น ผู้ปฏิบัติควรจะสนใจศึกษาแต่ในเรื่องที่จะทำการกำหนดนามรูปซึ่งเป็นตัว กรรมฐานของวิปัสสนาเท่านั้นว่า จะพิจารณาอย่างไร และควรจะทำความเข้าใจอย่างไร คือ จะทำความรู้สึกอย่างไร ในเวลาพิจารณานามรูปนั้นจึงจะถูกต้องเท่านั้น อุปมาเหมือนคนที่จะมาฝึกงานที่ตนยังไม่เคยทำ ในเวลาทำงานนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะทำความรู้สึกหวังแต่เพียงว่าจะให้มีความ เข้าใจในงานนั้นให้ถูกและให้ดีเสียก่อน ยังไม่ควรจะรีบหวังผลในการกระทำที่ยังไม่เข้าใจดีหรือที่ตนยังทำไม่ถูกนั้น เพราะถึงหวังก็ยังไม่ได้ เพราะผลนั้นก็เกิดจากเหตุ ไม่ได้เกิดจากความต้องการของใคร ก็เมื่อเราได้ทำเหตุให้ถูกต้อง และควรแก่ผลนั้นๆแล้ว ผลนั้นก็จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ใช่จากความปรารถนาของเรา ข้อสำคัญจึงมีอยู่ว่า ถ้าเราจะต้องการผลอย่างไร เราก็ควรศึกษาให้เข้าใจในวิธีที่จะกระทำเหตุให้ตรงกับผลนั้นๆให้ถูกต้องนั่น แหละ จึงจะตรงกับคำว่า อุชุปฏิปนฺโน ที่หมายความว่า เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อเหตุผลนั้น จึงจะได้ผลตามที่ตนต้องการนั้นได้ ก็เหมือนกับเรื่องทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดอยู่นี้ ก็เหมือนกัน ก็ต้องได้มาจากเหตุ หรือนามรูปปริจเฉทญาณก็เกิดจากการพิจารณานามรูปที่ถูกต้อง การพิจารณานามรูปที่ถูกต้องนั้นก็ต้องได้มาจากปริยัติคือ การศึกษาที่ถูกต้อง โดยเหตุนี้แหละจึงขอให้เข้าใจเถิด ไม่ว่าอะไรทุกอย่าง ก่อนจะถึงความสำเร็จได้ด้วยดีแห่งผลนั้นๆแล้ว ก็จะต้องมีความเข้าใจ และทำให้ถูกต้องด้วยเหตุผลซึ่งเป็นไปตามลำดับดังที่ได้อธิบายมานั้น จึงจะเป็นความสำเร็จด้วยดีได้
ความสำคัญขั้นต้นของผู้ปฏิบัติอยู่ที่ความเข้าใจในการกำหนดนามรูปโดยถูกต้องเท่านั้น
ฉะนั้น ในเหตุสำคัญชั้นต้นของทิฏฐิวิสุทธินี้ก็อยู่ที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจที่จะกำหนดรู้จักแยกนามรูปออกจากกันได้แล้ว จนเห็นว่ารูปแต่ละรูปนามแต่ละนามนั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน
ถ้าผู้ปฏิบัติยังไม่เข้าถึงความเข้าใจดังกล่าวมานี้แล้ว ก็ย่อมจะมีความเข้าใจผิดไปว่า รูปที่แจกออกไปแต่ละอย่างๆ หรือนามแต่ละอย่างนั้น ก็เป็นอย่างเดียวกับที่แจกออกไปเป็นหลายอย่าง เช่น รูปเดินก็ดี รูปยืนก็ดี รูปนั่งก็ดี รูปนอนก็ดี รูปเหล่านี้ก็เป็นรูปเดียวกันนั่นเอง ส่วนอาการที่เดิน ยืน นั่ง และนอนนั้น ก็เป็นเพียงอาการของรูปอันนั้นเอง แต่ก็คงไม่ทราบว่าอันนั้นคือรูปอะไร อีกทั้งก็คงจะบอกไม่ได้เหมือนกันว่ารูปอันเดียวกันนั้นคือรูปอะไร และทางนามก็เช่นกัน ไปเข้าใจเสียว่าเป็นนามอันเดียวกัน
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่ายังไม่มีความเข้าใจที่จะกำหนดให้รูปและนามกระจายออกไปจากฆนสัญญานั้นได้ ความเห็นผิดเช่นนั้นจึงละความเห็นผิดเช่นนั้นยังไม่ได้ ที่ว่าความรู้เช่นนั้นผิด ก็เพราะเหตุว่า ไม่ตรงต่อความเป็นจริงของนามรูปนั้น เพราะความเป็นจริงนั้น สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็จะต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นไม่ดับ หากแต่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นดังเช่น รูปนั่งกับรูปนอนนั้นก็เป็นคนละรูป ไม่ใช่รูปเดียวกัน เพราะเหตุว่าเมื่อรูปนั่งเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป รูปนั่งที่ดับไปแล้วนั้น ก็ย่อมต้องหมดไปแล้ว และรูปนั่งนั้นก็มิได้กลับมาเป็นรูปนอน หรือยังเหลืออยู่ในรูปนอนนั้นอีกเลย และรูปนอนที่เกิดต่อจากรูปนั่งนั้น ก็เป็นรูปที่เกิดขึ้นใหม่อีกต่างหาก ไม่ใช่มาจากรูปนั่งหรือเป็นอันเดียวกันกับรูปที่นั่งแล้ว เปลี่ยนมาเป็นรูปนอนอีก ถึงแม้นามก็เช่นเดียวกัน
ปัญญาที่ชื่อว่ารูปปริจเฉทญาณ
ในข้อนี้อุปมาเหมือนเราทำขนมอะไรกินสักอย่างหนึ่ง เมื่อทำขึ้นแล้ว และก็กินหมดไปแล้ว จะทำใหม่อีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องปรุงใหม่ทำใหม่ และก็ต้องใช้เครื่องปรุงและส่วนสัดคนละอย่าง ไม่ใช่ว่าจะเอาขนมอีกอย่างหนึ่งแล้ว เอาอันนั้นมาทำเป็นอันนี้ ต้องใช้วัตถุคนละอัน ถึงแม้จะใช้ไข่เหมือนกัน แต่ก็เป็นไข่คนละฟอง ไม่ใช่ไข่ฟองเดียวกัน ถึงแม้รูปและนามก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน หากรูปทั้งหมดจะเกิดมหาภูตรูปก็ต้องมีส่วนสัดต่างๆไม่เท่ากัน คือที่ปรุงให้เดินก็อย่างหนึ่ง ให้ยืนก็อย่างหนึ่ง เป็นคนละส่วนคนละสัด ไม่เหมือนกัน ในเรื่องนี้ท่านก็กล่าวในคัมภีร์วิสุทธิมรรคปัญญานิเทศว่า ในการก้าวเท้าไปครั้งหนึ่งนั้น ผู้มีปัญญาอาจเห็นความดับในส่วนสัดของรูป ก้าวเท้านั้น ๖ ครั้ง หรือ ๖ รูป เรื่องนี้มีพูดไว้ในสัมมสนญาณ แต่สำหรับเราผู้มีปัญญาน้อย ก็ไม่จำเป็นจะต้องเห็นถึงแค่นั้นก็ได้ เป็นเพียงให้รู้ว่ารูปนั่งกับรูปนอนนั้นไม่ใช่รูปเดียวกันเท่านั้นก็พอแล้ว ก็ชื่อว่าได้ทำลายฆนสัญญาให้แตกออกไปแล้ว ความเข้าใจที่เข้าใจว่านามรูปเป็นตัวหรือเป็นของตัวก็เกิดขึ้นในปัญญานั้นไม่ได้แล้ว ปัญญานั้นแหละชื่อว่า รูปปริจเฉทญาณ ถึงแม้การกำหนดนามก็ต้องมีความเข้าใจอย่างเดียวกันมีเวทนาสติปัฏฐานเป็นต้น ตามสติปัฏฐานนั้นท่านแจกเวทนาออกเป็น ๓ อย่างมีสุขเวทนาเป็นต้น
วิธีกำหนดเวทนานั้นก็คือ เวทนาอะไรเกิดขึ้นจะเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะให้รู้ว่าเวทนาอย่างนั้นเกิดขึ้น และก็เมื่อเวทนาอะไรดับไปก็ให้รู้ว่าเวทนาอย่างนั้นดับไป ให้กำหนดไปอย่างนี้จนรู้แน่ชัดเจนแล้วว่า เวทนาที่เกิดขึ้นและดับไปแต่ละอย่างๆนั้นเป็นคนละอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ความรู้อย่างนี้เรียกว่า นามปริจเฉท-าณ เมื่อรวบรวมแล้วทั้ง ๒ อย่างก็เป็น นามรูปปริจเฉทญาณ เพราะในอารมณ์ของปัญญาเวลานั้นมีแต่รูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอาศัยอยู่ในอารมณ์นั้นเลย และก็นามรูปปริจเฉทญาณนี้แหละที่เป็นญาณที่ให้เกิดหรือให้เข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิคือ ความหมดจดแห่งความเห็น ซึ่งได้แก่ความเห็นถูกที่ปราศจากกิเลสคือ ความเห็นผิด ที่สำคัญว่านามรูปนั้นเป็นตัวเป็นตน และเป็นของๆตน ไม่มีอยู่ในอารมณ์ของปัญญานั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ
ในข้อสุดท้ายนี้ ก็ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า การเห็นนามรูปในที่นี้นั้น ไม่ใช่เป็นความเห็นที่เกิดขึ้นจากการนึกคิดเห็นเอง ความเห็นในที่นี้เป็นความรู้สึกของภาวนามย-ปัญญาที่เกิดขึ้นจากสติ สัมปชัญญะที่ได้เจริญให้เกิดขึ้น เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้เข้าไปพิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการรู้เอง เห็นเอง หาใช่ครูบาอาจารย์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือมาจากตำราหนึ่งตำราใดนั้นก็หาไม่ ความรู้นี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากสภาวธรรมที่ได้ถูกพิสูจน์นั้นเองเป็นผู้ สอนให้รู้ หมายความว่า สภาวธรรมคือนามรูปที่ไม่ใช่สัตว์ใช่บุคคลนั่นเอง ที่เป็นผู้สอนให้รู้ จึงขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายจงเข้าใจเถิดว่า ครูอาจารย์ที่จะสอนให้เราเกิดวิปัสสนาปัญญาโดยแท้จริงของท่านนั้นก็คือ นามรูปนั่นเองเป็นผู้สอน ส่วนตำราหรืออาจารย์ที่เป็นบุคคลนั้นก็เป็นเพียงแค่แนะนำให้ท่านเดินทางเข้า ไปหาหรือไปพบกับครูคือนามรูปเท่านั้น เพราะการที่จะเข้าไปพบกับครูคือนามรูปนั้น ไม่ใช่ไปด้วยยวดยานต่างๆในโลกนี้มีรถยนต์หรือเรือยนต์เป็นต้นนั้นไม่ได้เลย แต่จะต้องไปได้ด้วยโยนิโสมนสิการคือ ความเข้าใจถูกที่ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นผู้เดินทางไปหานามรูปนั้น จึงจะไปพบกับนามรูปนั้นได้ แต่ในการที่จะทำความเข้าใจให้ถูกที่จะต้องประกอบไปกับการงานซึ่งจะเป็นผู้ ประคับประคองให้ทำให้ถูกต้องหรือเดินไปถูกทางได้นั้น ความสำคัญในข้อนี้อยู่ที่
โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการนี้จะต้องได้มาจากปริยัติคือ การศึกษามาจากตำรับตำราหรือครูอาจารย์ที่มีความเข้าใจในเหตุผลนั้นดีด้วยตน เอง ไม่ใช่เป็นเพียงจำมาได้เท่านั้น เมื่อได้ประกอบด้วยเหตุผลสมบูรณ์ดังว่ามานี้แล้ว ท่านจะไปพบกับครูคือนามรูปนั้นได้ เมื่อได้เดินทางเข้าไปพบกับครูคือนามรูปนั้นได้แล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของนามรูปซึ่งจะเป็นผู้สอนให้ท่านรู้ความจริงทุกสิ่ง ทุกอย่างของนามรูป ตามกำลังของบารมีที่จะรู้ได้ตามนัยของวิปัสสนาญาณ มีนามรูปปริจเฉทญาณนั้นได้
การปฏิบัติที่จะถูกต้องได้ย่อมขึ้นอยู่กับบารมีของผู้นั้นด้วย
แต่ก็ยังมีสิ่งที่ควรเข้าใจอยู่อีกข้อหนึ่งว่า ในการที่บุคคลจะเข้าถึงหรือจะได้พบกับความสมบูรณ์ในเหตุผลดังที่ได้อธิบายมานั้น มีการพบกับบุคคลมีอาจารย์เป็นต้น
ที่จะเป็นผู้สอนให้ถูกต้องได้นั้น จะต้องเป็นผู้ได้มีบารมีมาแล้ว จึงจะฝ่าฟันอุปสรรคคือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิที่เป็นสูตรตัวสำคัญที่จะมาเป็นผู้ขัดขวางไม่ให้ท่านไปพบเหตุที่ถูกมีครูอาจารย์เป็นต้นเหล่านั้นได้ ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะไม่มีหวังเลย
เพราะฉะนั้น เรื่องของการปฏิบัตินั้นจึงย่อมขึ้นอยู่กับปัญญาบารมีและการปฏิบัติที่ถูก ต้องตามวิธีนั้นๆด้วย สำหรับอาจารย์นั้นก็มีแต่เพียงจะแนะนำให้ท่านมีความเข้าใจให้ถูกในเวลาที่ทำ การปฏิบัติอยู่นั้นเท่านั้นเอง เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจและมีโยนิโสมนสิการถูกต้องแล้ว ผลที่ถูกต้องก็ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติเอง และผู้ปฏิบัตินั้นก็รู้เอง ไม่ใช่หน้าที่ของอาจารย์ที่จะต้องมารับรองและความรู้ที่ถูกนั้น จึงมิใช่ว่าจะถูกเพราะความรับรองของอาจารย์ จะต้องเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าไป พิสูจน์แล้วนั้นเอง เป็นความรู้ที่ได้มาจากนามรูปนั้นแหละเป็นผู้สอนให้รู้ ถ้าความรู้อย่างนี้เกิดขึ้นในจิตเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะได้ชื่อว่า เข้าถึงนามรูปปริจ-เฉทญาณ ก็นามรูปปริจเฉทญาณนี้เกิดขึ้นเมื่อใด ก็จะขับไล่ความเห็นผิดที่ทำให้รู้สึกว่านามรูปนั้นเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตนที่เข้าไปฝังอยู่ในจิตใจนั้น ก็จะหลุดออกไปเมื่อนั้น ก็เมื่อความรู้สึกที่ผิดหลุดออกไปแล้ว ก็จะไม่เกิดขึ้นมาแทรกแซงในความรู้สึกในอารมณ์ของปัญญานั้นได้ เมื่อความรู้สึกที่ผิดเกิดขึ้นในอารมณ์ของปัญญาไม่ได้แล้ว ปัญญานั้นก็เข้าถึงความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่กำลังพูดกันอยู่ขณะนี้แหละ ฉะนั้นในทิฏฐิวิสุทธิอันนี้หรือขั้นนี้นั้นก็หมายถึงว่า เป็นความบริสุทธิ์ของปัญญาที่ปราศจากความเห็นผิดหรือสำคัญผิดที่นามรูปนั้น เป็นตัวเป็นตนนั้นเอง และขอให้ข้อสำคัญในสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจให้ถูกนั้นอีกคำหนึ่งก็คือ คำว่า สติสัมปชัญญะ และความรู้สึกอย่างไรที่เรียกว่า ไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าท่านมีความเข้าใจตามลักษณะที่ว่านี้แล้ว ท่านก็สามารถที่จะยกจิตของท่านขึ้นสู่อารมณ์ของมัชฌิมาปฏิปทาที่ถูกต้องได้แน่นอน
ถาม - ตอบเกี่ยวกับเรื่องทิฏฐิวิสุทธิ
ถาม เมื่อทราบว่าอะไรเป็นนาม และอะไรเป็นรูปแล้ว จะถอนความรู้สึกที่ว่าเห็นเป็นเราออกได้อย่างไร ขอฟังอธิบายโดยชัดเจนด้วย
ตอบ เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปแล้ว ก็ไม่ต้องมีวิธีอะไรอีก ความเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปนั้นแหละจะถอนความรู้สึกที่ว่าเป็นเราออกไปแล้ว ไม่มีวิธีอะไรอีกเลย เหมือนกับเราเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำ แล้วถามว่าทำอย่างไรน้ำนั้นจึงจะเค็ม ก็ไม่ควรจะถามอย่างนี้ เมื่อเอาเกลือใส่ลงไปแล้ว น้ำก็จะเค็มเองฉันใดก็ดี เมื่อเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปแล้ว ความเห็นก็จะถอนความรู้สึกว่า เรา ออกไปเอง ขอให้ปฏิบัติเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปจริงๆเถิด และตามที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็ประสงค์จะให้เห็นนามรูปเท่านั้นเอง ท่านไม่ต้องวิตกเลยว่า เมื่อเห็นนามรูปแล้วจะถอน เรา ออกไม่ได้ ท่านมีหน้าที่อย่างเดียวคือ ต้องเข้าไปเห็นนามรูปเท่านั้น การถอนก็ไม่ใช่เราถอน ปัญญาเป็นผู้ถอน ปัญญาอะไรเป็นผู้ถอน ก็ปัญญาที่เห็นว่าเป็นนามรูปนั่นเองเป็นผู้ถอน
ถาม การใช้เวลาสัก ๕ นาที สำหรับพิจารณานามรูปให้เห็นอนัตตาจะทำได้ไหม
ตอบ ก็พิจารณาได้ แม้แต่ในบ้านหรือในที่ไหนๆก็พิจารณาได้ แต่ว่าจะเห็นหรือไม่ ก็สุดแต่ปัญญาบารมีของผู้นั้น อาจจะเห็นก็ได้เปรียบเหมือนการเอาไม้มาสีไฟให้ติด การที่เราสีไฟก็ต้องการไฟ ถ้าเราสีไม่ติดต่อกันจะได้ไฟใช้หรือไม่ คือพอจะร้อนก็หยุดพักเสีย เพราะมีธุระงานอย่างอื่นๆ พอเสร็จงานก็กลับมาสีไฟใหม่ อย่างนี้ก็ไม่ได้ไฟใช้ กรรมฐานก็เช่นเดียวกัน คิดว่าถ้าสีไฟอย่างนี้ ก็ไม่ได้ไฟใช้ เว้นแต่ว่าท่านที่มีปัญญาเฉียบแหลมอยู่แล้ว สีเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ก็บรรลุมรรคผลได้
การอยู่ที่บ้านนั้น อะไรๆก็ล้วนแต่เป็นของเราไปทั้งหมด นั่นก็ของเรา นี่ก็ของเรา ลูกหลานสามีภรรยาของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา ต้นไม้นี้ของเรา ถ้าใครไปตัดต้นไม้แล้วก็เดือดร้อน เพราะเป็นของเรา ซึ่งมีเครื่องที่จะมาอุปการะให้เป็นของเรามาก ถ้าเราออกจากบ้านความเป็นบ้านของเราก็ต้องออกไปแล้ว สิ่งของทั้งหลายภายในบ้านจะแตกจะพัง หรือต้นไม้ใครจะโค่น ใครจะตัด เมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะว่าออกไปแล้วจากสิ่งที่เป็นของเรา อะไรจะแตกก็ช่าง ไม่ใช่ของเรา แต่ว่าถ้าแตกเมื่อเราอยู่ในบ้านไม่ได้ แต่ถ้าเราออกไปแล้ว เหลือแต่เบญจขันธ์เท่าที่เป็นเรา ภายนอกไม่ใช่ของเรา จึงคิดว่าจะถอนเอา เรา ออกได้ง่ายกว่าที่อยู่ในบ้าน
ถาม การปฏิบัติธรรมทุกๆวัน วันละ ๕ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง ตามที่อาจารย์อุปมาเรื่องการสีไฟไม่ร้อนนั้น ก็ยังดีกว่าไม่สีเสียเลยใช่ไหม
ตอบ ใช่ ดีกว่าไม่สีเสียเลย คือว่าถ้าบารมีนั้นมีมามากแล้ว เหมือนกับไม้แห้งแล้ว และเราก็ชำนาญแล้ว ไฟอาจจะเกิดเร็วก็ได้ คือใครถนัดหรือชำนาญสีครั้งเดียว ไฟก็ติดได้ และข้อสำคัญมีอย่างเดียวคือ ทำแล้วให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ให้ถูกต้องนั้นอย่างไร คือเวลากำหนดรูปนาม หรือพิจารณานามรูปนั้น ความรู้สึกหรือการกำหนดต้องถูก ขณะมนสิการต้องเข้าใจถูก ต้องใช้เครื่องมืออันนั้นถูก เช่นอย่างจะใช้กบไสไม้ เครื่องมือนั้นมีหลายอย่าง เราจะใช้ขวานหรือใช้สิ่ว หรือใช้อะไร เราก็ต้องใช้กบสำหรับไสไม้ใช่ไหม ถ้าเราจะตัดต้นไม้ เราจะใช้กบหรือใช้ขวาน เราก็ต้องรู้ว่า เวลานี้เราทำอะไร ไม่ใช่ว่าจะตัดต้นไม้ แต่ใช้กบไปตัดอย่างนั้นไม่ได้ ข้อสำคัญขอให้เข้าใจถูกทุกเวลาที่ทำ บางทีเข้าใจแล้ว แต่ทำไม่ได้ก็มี จึงควรต้องทำไปด้วย เรียนไปด้วย ฟังไปด้วย จึงจะเข้าใจทำได้ถูก
ถาม ขอให้อธิบายด้วยว่า ฆราวาสสมัยนี้จะสำเร็จเป็นพระโสดาบันไม่ได้จริงไหม
ตอบ ไม่จริง เป็นความเข้าใจเอาเองของผู้นั้น ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาเวลานี้ที่สามารถก็มีมิใช่น้อย แต่ว่าสำหรับตัวเราจะทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเรา ถ้าพูดถึงมรรคผลแล้ว พระอนาคามีก็ยังสามารถทำให้ถึงได้ แต่ว่าต้องมีศรัทธาจริงๆ สติสัมปชัญญะต้องสมบูรณ์หมดทุกอย่าง และตามกฎเกณฑ์เท่าที่ได้ศึกษามาแล้ว ก็สามารถจะถึงพระอนาคามีได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ทำเรื่องให้ติดต่อกัน เพราะเวลานี้พระพุทธศาสนายังมีอยู่
ก็คำที่ว่า พระพุทธศาสนายังมีอยู่นั้น เข้าใจกันว่าอย่างไร พระพุทธศาสนาคืออะไร และพระพุทธศาสนายังอยู่นั้นคืออะไรยังอยู่ พระพุทธศาสนาที่แท้จริงคือ มรรคผล เพราะว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ มรรคผลยังไม่มี แม้บรรดาอาจารย์อื่นๆ เขามีอภิญญาเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่การบรรลุมรรคผลยังไม่มี เพราะฉะนั้นที่ว่าพระพุทธศาสนายังอยู่ก็แปลว่า มรรคผลยังมีอยู่ แต่ว่าชั้นไหนเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ และการเข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยแท้จริงได้ ก็ด้วยปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พระโสดา-ปัตติมรรคขึ้นไป เรียกว่า พระพุทธศาสนายังอยู่ ถ้าห้าพันปีผ่านไปแล้ว มรรคผลก็จะไม่มีใครเข้าถึงแล้ว ศีลธรรม สมาธิ และฌานสมาบัติอาจจะมีได้ แต่ว่ามรรคผลเท่านั้นไม่มี อย่างนี้เรียกว่า พระพุทธศาสนาหมด ขณะนี้ล่วงไปได้ ๒๕๔๓ ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ในระหว่าง ๒๕๔๓ ปีนี้ ใครตั้งอยู่ในความไม่ประมาทจริงๆ ก็สามารถจะบรรลุได้ ถ้าห้าพันปีไปแล้ว พระพุทธศาสนาหมดแน่ มรรคผลก็หมด จะไม่มีใครสามารถเข้าถึงมรรคผลได้ เพราะฉะนั้น เราควรรู้จักพระพุทธศาสนากันเสียแต่บัดนี้ ที่ว่าพระพุทธศาสนาหมดก็คือ มรรคผลนั้นเองหมด และวิปัสสนาหมดก่อน เพราะมรรคผลจะบรรลุถึงได้ ก็ด้วยวิปัสสนาปัญญา และเรามาดูกันว่าเวลานี้ วิปัสสนายังสมบูรณ์ดีอยู่หรือ จะเห็นว่าเวลานี้ วิปัสสนามีมากมายหลายอย่าง แต่พระพุทธองค์ตรัสว่ามีทางเดียว เอกายโน มคฺโค ทางเดียวเท่านั้น เพราะเหตุที่วิปัสสนามามากนี่เอง จึงทำให้ยากแทนที่จะง่าย ถ้ามากแต่ถูกก็ง่าย ดังนั้น เมื่อไม่เหมือนกันแล้ว ก็ต้องมีผิดมีถูกอันใดอันหนึ่ง เมื่อเกิดมี ๒ อย่าง จะต้องมีขาวอย่างหนึ่ง มีดำอย่างหนึ่ง ก็ต้องมีเป็น ๒ ทาง ถ้ามี ๕ ก็ต้องเป็น ๕ ทาง เช่นนี้ก็ทำให้เราลำบาก ไม่รู้ว่าอย่างไหนถูกอย่างไหนผิด ทำให้เราต้องวิจารณ์ การที่ทำให้เราต้องวิจารณ์ก็แปลว่า วิปัสสนาเสื่อมลงแล้วจึงต้องหา ไม่ว่าสิ่งอะไรทั้งนั้น ถ้าลงได้เสื่อมไปแล้ว เป็นหายากที่สุด ถ้าแต่ก่อนนี้ก็พอจะหาได้ เพราะว่ามีไม่มาก แต่เวลานี้มีมากมายหลายอย่าง จึงจำเป็นจะต้องวิจารณ์ต้องพิจารณาดู หลายอย่างนั้น เราอาจจะพบกับทางที่ไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น การฟังก็ต้องฟังตามหลักฐานตามเหตุผล ถ้าท่านที่เข้าใจตามเหตุผล เมื่อพูดแล้วก็เข้าใจจริงๆ ท่านก็จะได้พบ และท่านจะพบความเห็นผิดในสิ่งที่เคยไม่เข้าใจมาแต่เดิม ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันนี้เป็นสรณะที่แท้จริงแน่นอน เพราะว่าปริยัติของท่านเป็นสรณะอันหนึ่งที่จะนำเราให้พ้นจากความเข้าใจผิด เราเข้าใจหลักปริยัติแล้ว สามารถจะพ้นได้ และเวลานี้ท่านสังเกตวิปัสสนาว่ามีนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ากี่อย่าง ต่อกี่อย่าง แล้วท่านจะหาความถูกต้องได้จากที่ไหน ท่านก็ต้องอาศัยอาจารย์ และมีอาจารย์สำนักไหนบ้างที่จะบอกว่าของเขาผิด ปฏิบัติไม่ถูก มีบ้างไหมที่จะบอกอย่างนี้ เขาเข้าใจว่าถูกจึงทำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราจะต้องพิจารณาเอง โดยอาศัยเหตุผลและหลักฐาน
ถาม เมื่อวิปัสสนากำลังเสื่อมลง ก็จำเป็นจะต้องเลือกเฟ้นว่า มีหลักอะไรบ้างที่จะตัดสินในการเลือกว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิด และจะใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสิน
ตอบ เรื่องนี้ไม่ยากเลย เวลานี้ใครจะรู้พระพุทธศาสนาเองโดยไม่อาศัยคำสอน ไม่มีใช่ไหม ตามหลักแล้วก็มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ตรัสรู้เอง โดยไม่ต้องอาศัยครูอาจารย์ นอกนั้นสาวกตั้งแต่พระอัครสาวกลงมา จะต้องอาศัยคำสอนทั้งนั้นจึงจะสำเร็จได้ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเวลานั้นอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่พระไตรปิฎกนั่นเอง พระไตรปิฎกนี้แหละพระพุทธองค์ตรัสไว้พระสาวกทั้งหลายว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ธรรมและวินัยที่เราตถาคตได้แสดงไว้แล้ว จะเป็นศาสดาแทนพระองค์ ฉะนั้นผู้ใดเข้าใจหรือได้ฟังหรือได้ศึกษาพระไตรปิฎกก็เท่ากับคนนั้นได้ฟังเทศนาของพระพุทธองค์อยู่โดยตรงแล้ว เพราะฉะนั้นที่ต้องยึดพระไตรปิฎกอยู่ในเวลานี้ เพราะอะไร ก็เพราะเหตุผลดังกล่าวแล้ว พระไตรปิฎกมีความละเอียดลออมาก และธรรมะอันใดที่พระไตรปิฎกไม่บอกนั้นไม่มีเลย หนทางที่จะเป็นอุปสรรคต่อมรรคผล และหนทางที่จะดำเนินไปสู่มรรคผล พระไตรปิฎกก็บอกทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนหนังสือ เราก็ต้องอ่านตามหลักสูตร ทำความเข้าใจตามหลักสูตรเสียก่อน เช่นอย่างตัว ก ก็ต้องรู้ว่า เขียนอย่างไร ตัว ก ถ้าเขียนให้คนอื่นอ่าน พันคน หมื่นคน เขาก็ต้องอ่านว่า ก ทั้งนั้น ใครจะอ่านว่า ข ก็ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออกไปเท่านั้นเอง นี่ก็เป็นอย่างเดียวกัน ถ้าเรายึดการศึกษาเป็นหลักฐานแล้ว เราจะรู้ได้ทันทีว่า ความเข้าใจของตัวเองผิดหรือถูก เมื่อรู้ตัวเองก็สามารถรู้ความเข้าใจของคนอื่นว่าผิดหรือถูกด้วย ถ้าเราศึกษาแล้วก็ตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด สมมติว่าคนที่อ่านหนังสือออกแล้ว เขาจะรู้ไหมว่า หนังสือที่เขียนนั้นผิดหรือถูก เขาก็ต้องรู้ เช่นคำว่า กิน สะกดด้วยตัว น ไม่ใช่สะกดด้วยตัว ง หรือตัว ส หลักฐานเป็นอย่างนี้ เราก็รู้ว่า ถ้าใครสะกดด้วยตัวอักษรอื่นที่ไม่ใช่ตัว น แล้ว คนนั้นก็เขียนหนังสือผิด แต่ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือเลย และใครเขาเขียนหนังสือผิด เราก็จะทราบว่าไม่ได้เลย ไม่มีโอกาสจะทราบได้ ก็จะอ่านไปตามผิดๆอย่างนั้นแหละ เช่นคำว่า กิน เขาสะกดด้วยตัว ส แล้วจะอ่านว่า กิน ไปตามนั้น แม้ว่าจะมีใครมาบอกว่าอันนี้ไม่ถูก คำว่า กิน ต้องสะกดด้วยตัว น เขาจะเชื่อไหม เขาจะไม่เชื่อเลย เพราะอะไร เพราะเขาไม่รู้หนังสือตามหลักฐานความจริงที่วางไว้ โดยเขาเชื่อตามอาจารย์ อาจารย์เขียนหนังสือผิด สะกดด้วยตัว ส เขาก็อ่านหนังสือผิดไปด้วย นี่เพราะเชื่ออาจารย์ ไม่ว่าอาจารย์จะบอกว่าอย่างไร ก็เชื่อหมด ไม่ยอม ไม่ยอมเข้าใจตามเหตุผล ตามหลักฐาน ฉะนั้น การที่จะบอกกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออกจึงเป็นการลำบาก ที่ถูกแล้วเขาควรเรียนหนังสือเสียก่อน ถ้าเขาเรียนรู้ดีตามหลักฐานหมดแล้ว ก็จะรู้ได้ว่า ใครเขียนหนังสือถูกหรือไม่ถูกแน่นอน
ที่มา เนื่องจากได้บทความนี้มานานจึงไม่ทราบผู้เขียน ขอผู้เขียนแจ้งให้ทราบด้วยจะได้ระบุและขอบคุณ
ที่ติดต่อ [email protected]
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี