โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การเจริญสติปัฏฐาน  : ศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก

คัมภีร์อรรถกถา  ฎีกา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์  พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐

พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษาการปฎิบัติธรรมตามหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษาการปฎิบัติธรรมทำให้เข้าใจหลักการ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ และที่สำคัญการอุปมาที่สำคัญ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

ธีรเมธี

ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

บทที่ ๑

การเจริญสติปัฏฐานเป็นอุบายดับทุกข์ทั้งปวง

  ในเทศนาอริยสัจ ๔ ตรัสไว้แล้วว่า อริยสัจข้อที่ ๔ คือพระอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั่นเอง เป็นอุบายดับทุกข์ หรือเป็นอุบายบรรลุถึงพระนิพพานธรรมที่ดับทุกข์ เพราะตรัสเรียกอริยสัจข้อนี้ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งพระนิพพานธรรมที่ดับทุกข์ เพราะฉะนั้น พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเองที่ชื่อว่า ข้อปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวง

  แต่เพราะเหตุที่พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ นับว่าเป็นข้อปฏิบัติข้อสุดท้าย หรือเป็นเบื้องปลายของการปฏิบัติ เป็นการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ธรรมที่พึงเจริญ หรือทำให้เกิดได้ในเบื้องต้น อันว่าบุคคลจะสำเร็จพระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้ ก็ในเมื่อเขาได้อบรมปัญญาจนเกิดวิปัสสนาปัญญาเสียก่อนเท่านั้น วิปัสสนาปัญญาที่เกิดขึ้นย่อมเห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง หากได้อบรมวิปัสสนาปัญญานี้ให้แก่กล้าไปตามลำดับได้ โดยการเห็นอย่างนั้นนั่นแหละซ้ำๆซากๆ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าสังขารทั้งหลายนี้มีแต่โทษมีแต่ภัย น่าเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายหมดความยินดีในสังขารทั้งหลายแล้ว ก็จะปล่อยวางสังขารทั้งหลายได้ ซึ่งในวาระนี้พระอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็จะเกิดขึ้นทำจิตให้หันกลับจากการถือเอาสังขารเป็นอารมณ์ แม้โดยอาการที่เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นนั่นแหละ มาถือเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะนั้นนั่นเองเรียกว่า ทำพระนิพพานให้แจ้ง การปฏิบัติชื่อว่า สำเร็จแล้ว ก็ในขณะที่มรรคมีองค์ ๘ เกิดขึ้นทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือบรรลุพระนิพพานนี้เอง เมื่อเหตุผลมีอยู่อย่างนี้ก็กล่าวได้ว่า พระอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเบื้องปลายแห่งการปฏิบัติที่มีการปฏิบัติก่อนหน้านั้นคือ การเจริญวิปัสสนาเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ผู้หวังความพ้นทุกข์โดยการเจริญ หรือทำพระอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาก่อน

  ถาม เจริญอย่างไร

  ตอบ เจริญก่อนอื่น เมื่อวิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาที่เห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริงว่ามีอันเกิดขึ้นและดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านจึงเรียกควบกันไปว่า วิปัสสนาปัญญาดังกล่าวแล้วนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขั้นแรก บุคคลต้องกระทำสังขารให้เป็นอารมณ์คือ กำหนดพิจารณาใส่ใจอยู่ที่สังขารก่อน โอกาสที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญา เห็นความจริงในสังขารทั้งหลายจึงจะมีได้เหมือนอย่างว่า ผู้รู้เหรียญกษาปณ์ต้องการจะรู้ว่าเหรียญกษาปณ์นั้นๆ เป็นเหรียญแท้หรือปลอมเป็นต้นประการใดนั้น เขาก็ต้องกำหนดเพ่งพิจารณาใส่ใจอยู่ที่เหรียญนั้นๆเท่านั้น จึงจะสามารถรู้เรื่องที่ที่ประสงค์ได้ฉันใด ผู้เจริญวิปัสสนาประสงค์จะเห็นสังขารทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็ต้องกำหนดเพ่งพิจารณาใส่ใจสังขารนั้นๆเท่านั้น จึงจะมีโอกาสรู้ความจริงนั้นๆได้ฉันนั้น หากไปกำหนดเพ่งพิจารณาอยู่ที่อารมณ์อื่นที่ไม่ใช่สังขารทั้งหลาย เป็นเพียงสมมติบัญญัติ เช่น เพ่งอยู่ที่พระพุทธรูป หรือใส่ใจอยู่ที่คำว่า พุทโธ เป็นต้น ก็จะไม่มีโอกาสเกิดวิปัสสนาปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลายได้เลย ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเพ่งพิจารณาผิดที่ผิดฐาน ก็สังขารเหล่านี้แหละที่ทรงแจกแสดงเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง เพื่อความเหมาะสมพิจารณาได้โดยสะดวกแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัย กิเลส จริต ปัญญาแตกต่างกันซึ่งขันธ์ ๕ เป็นต้นที่ทรงแจกแสดงไว้นี้ท่านเรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน เพราะเป็นที่ตั้งแห่งการงานคือ การเจริญวิปัสสนาปัญญานั่นเอง

  ก็แต่ว่า การกำหนดพิจารณาสังขารทั้งหลายดังกล่าวนี้ สำเร็จได้ด้วยอาศัยสติเป็นสำคัญ กล่าวคือต้องมีสติคอยระลึก ได้แก่ เข้าไปตั้งไว้ที่สังขารอันต่างด้วยขันธ์ ๕ เป็นต้นเหล่านั้นก่อนทีเดียว หากไม่มีสติเข้าไปตั้งไว้ก็หาชื่อว่า มีการกำหนดพิจารณาธรรมะอะไรๆไม่ เพราะไม่ได้สัมผัสสภาวะความจริงของสังขาร การปฏิบัติติดอยู่เพียงนึกคิดเอาลอยๆตามที่เรียนมาฟังมาเท่านั้น มิได้ตั้งอยู่ที่ตัววัตถุที่จะพิสูจน์หาความจริง สติเป็นผู้ทำให้สัมผัสสภาวะตัวจริงของสังขาร หรือวัตถุที่จะพิสูจน์ความจริงนั้น สติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน เพราะเข้าไปตั้งไว้ที่อารมณ์มีกายเป็นต้น จำแนกเป็น ๔ อย่างคือ กาย เวทนา จิต และธรรม เพราะเป็นไปเพื่อกำจัดวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนจากความจริง ๔ ประการคือ สุภวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่างาม  ๑ สุขวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าสุข ๑ นิจจวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเที่ยง ๑ จิตตวิปลาสความเห็นคลาดเคลื่อนว่าเป็นอัตตาตัวตน ๑ ในธรรมะ ๔ อย่างเหล่านี้นั่นแหละ  เพราะเหตุนี้นั่นเองจึงเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ อธิบายว่า สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่กายคือ รูปกาย เป็นไปกับการพิจารณากายชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติที่เข้าไปตั้งไว้ที่เวทนาเป็นต้น เป็นไปกับการพิจารณาเวทนาเป็นต้นชื่อว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานตามลำดับ เมื่อสติปัฏฐานเกิดขึ้นแล้ว วิปลาสทั้งหลายก็เข้าไปอาศัยธรรม ๔ อย่างมีกายเป็นต้นเกิดขึ้นมิได้ เมื่อวิปลาสเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ชื่อว่าป้องกันตัณหาไว้ได้ เพราะตัณหาจะมีอันไหลเอิบอาบไปได้ก็เฉพาะในธรรมทั้งหลายที่บุคคลยังสำคัญด้วยวิปลาสว่า เป็นของงามบ้าง เป็นสุขบ้าง เป็นของเที่ยงบ้าง เป็นอัตตาตัวตนบ้างเท่านั้น เมื่อป้องกันตัณหาไว้ได้ ธรรมะเหล่านั้น หรือสังขารเหล่านั้นก็ย่อมเป็นของบริสุทธิ์คือ บริสุทธิ์จากตัณหานั่นแหละ เมื่อธรรมะะเหล่านี้บริสุทธิ์จากตัณหาแล้ว ก็เป็นโอกาสที่วิปัสสนาปัญญาจะเกิดขึ้นได้โดยสะดวก วิปัสสนาที่เกิดขึ้นย่อมละตัณหาได้ แต่ยังไม่เป็นการละได้อย่างเด็ดขาด เป็นเพียงการละได้เป็นครั้งคราวที่ท่านเรียกว่า ตทังคปหานเท่านั้น ถ้าหากสามารถทำวิปัสสนาปัญญานี้ให้เจริญก้าวหน้าไปตามลำดับได้จนถึงบรรลุพระอริยมรรค พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมละตัณหาได้อย่างเด็ดขาดที่เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ก็ภารกิจที่เกี่ยวกับการปฏิบัติชื่อว่าเป็นอันเสร็จสิ้น ก็ในวาระที่พระอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เกิดขึ้นนั้นเอง ซึ่งพระอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ บุคคลต้องทำให้เกิดขึ้น ๔ ครั้ง จึงจะละตัณหาได้โดยไม่มีเหลือ เมื่อตัณหาหมดไปโดยไม่มีเหลือแล้ว เหตุแห่งทุกข์ก็ไม่มี เมื่อเหตุไม่มี ก็ไม่มีทุกข์ กล่าวคือไม่มีอุปาทานขันธ์เกิดขึ้นในอนาคตอีก นั่นก็คือ ไม่มีชาติ เมื่อไม่มีชาติ ก็ไม่มีชราและมรณะเป็นต้นสืบต่อไปอีก ก็เป็นอันว่าดับทุกข์ทั้งปวงได้ การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวงมีลำดับความเป็นไปโดยสังเขปดังนี้

  รวมความว่า บุคคลผู้จะดับทุกข์ทั้งปวง ขั้นแรกจะต้องเจริญสติปัฏฐานให้เกิดขึ้น เพื่อยับยั้งวิปลาส เพื่อประโยชน์แก่การป้องกันตัณหาก่อน เขาจึงจะทำวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อละตัณหาได้เป็นตทังคปหาน และทำพระอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดขึ้นละเป็นสมุจเฉทปหาน โดยความเป็นปัจจัยสืบต่อกันไปตามประการดังที่ได้กล่าวมานี้  เมื่อ เป็นเช่นนี้ ก็กล่าวได้ว่า การปฏิบัตินี้มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นเบื้องต้น มีวิปัสสนาปัญญาเป็นท่ามกลาง มีพระอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นที่สุด พูดง่ายๆก็ว่า การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ทั้งปวงนี้ ที่จะเว้นไปจากการเจริญสติปัฏฐานนี้หามีไม่ เพราะฉะนั้น ย่อมกล่าวได้ว่า การเจริญสติปัฏฐานเป็นอุบายดับทุกข์ทั้งปวง ข้อนี้ก็สมจริงตามที่ตรัสสรรเสริญอานิสงส์ของสติปัฏฐานไว้ในสติปัฏฐานสูตร ว่า

เอกายโน  อยํ  ภิกฺขเว  มคฺโค   

ภิกษุทั้งหลาย ทางสายนี้เป็นทางสายเอก

สตฺตานํ  วิสุทธิยา 

เพื่อความหมดจดโดยวิเศษแห่งสัตว์ทั้งหลาย

โสกปริเทวานํ  สมติกฺกมาย   

เพื่อความก้าวล่วงไปแห่งโศกะและปริเทวะ

ทุกฺขโทมนสฺสานํ  อฏฺฐงฺคมาย

เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส

ญายสฺส  อธิคมาย 

เพื่อบรรลุถึงพระอริยมรรค

นิพฺพานสฺส  สจฺฉิกิริยาย 

เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

ยทิทํ  จตฺตาโร  สติปฏฺฐานา  

นี่คือสติปัฏฐาน ๔

บทที่ ๒

การปฏิบัติธรรมเป็นการสร้างความบริสุทธิแห่งความเห็น

ความเห็นที่บริสุทธิ์ ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ

  ทิฏฐิวิ สุทธิ แปลว่า ความเห็นถูกหรือความหมดจดแห่งความเห็น หรือปัญญาที่รู้ถูก หรือเข้าใจถูกโดยปราศจากกิเลสที่มีความเข้าใจผิดในอารมณ์ของปัญญานั้น เพราะว่าอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์เกิดขึ้นด้วยปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นเหมือนอาวุธอันสำคัญที่จะทำลายกิเลสในอารมณ์นั้นให้หมดไปได้ อารมณ์จึงจะไม่เป็นที่อาศัยของกิเลสได้ ความรู้ที่เกิดจากปัญญานั้น จึงจะจัดว่าเป็นวิสุทธิคือ หมดจดได้ ก็ปัญญาที่หมดจดจากกิเลสนั้นแหละที่จัดเป็นทิฏฐิวิสุทธิ คำที่ว่า เห็นถูกนั้นคือเห็นอะไร เห็นอย่างไร เห็นที่ไหน และทิฏฐิวิสุทธินี้ได้มาจากเหตุอะไร ปัญหากรรมเหล่านี้ขอตอบว่า ทิฏฐิวิสุทธิคือ ปัญญาที่เห็นถูกนั้นคือ เห็นนามและรูปทั้ง ๒ อย่างนี้ เห็นอย่างไร คือเห็นว่านามรูปนี้ไม่ใช่ตัวตน และไม่ใช่ของตน เป็นของที่ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร และก็ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ก็ปัญญาที่ว่านี้มาจากไหนเล่า ตอบว่า ปัญญานี้เอามาจากนามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปริจเฉทญาณนี้เอามาจากไหน ก็เอามาจากการพิจารณานามรูป การพิจารณานามรูปนี้จะพิจารณาอย่างไร ต้องพิจารณาตามมหาสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานนั้น พิจารณาอะไร ก็คือพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ใน ๔ อย่างนั้นนั่นเอง เพราะองค์ของสติปัฏฐาน ๔ นั้นก็ได้แก่นามรูปนั่นแหละ แต่ก่อนที่ผู้จะทำวิปัสสนาคือ การกำหนดนามรูปนั้น ผู้นั้นจะต้องศึกษานามรูปให้เข้าใจดีเสียก่อน แล้วจะลงมือกำหนดนามรูปนั้น มิฉะนั้น จะกำหนดนามรูปไม่ถูก เมื่อได้ลงมือกำหนดนามรูปตามหลักมหาสติปัฏฐานได้ถูกต้องแล้ว ก็ต้องกำหนดหรือพิจารณานามรูปนั้นไปจนกว่าวิปัสสนาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณนั้นเกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่านามรูปนี้เป็นตัวกรรมฐานของวิปัสสนา ฉะนั้น ผู้เจริญวิปัสสนาจึงต้องพิจารณานามรูปจนรู้แน่ชัดว่า นามรูปนี้มิใช่ตัวตน และก็ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลในนามรูปนั้น แม้ในสากลโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรที่นอกไปจากนามรูป จะมีอยู่ก็แต่นามรูปเท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ และนามรูปทั้งสองอย่างนั้น ก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ปัญญาที่รู้อย่างนี้เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปริจเฉทญาณนี้แหละที่เป็นผู้เข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิ ซึ่งเป็นความหมดจดของวิปัสสนาปัญญาในเบื้องต้น

  ในตอนนี้ขอย้ำความเข้าใจให้แน่นอนอีกครั้งหนึ่งว่า ในคำว่า วิสุทธิที่หมายถึงความหมดจดแห่งกิเลสนั้น จะต้องมีได้เพราะปัญญาเท่านั้น ที่สามารถจะทำลายกิเลสในอารมณ์นั้นได้ ถึงแม้ศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิก็เช่นเดียวกัน จะเข้าถึงความหมดจดได้ ก็จะต้องมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ร่วมกันกับอารมณ์ของปัญญา แล้วศีลกับสมาธินั้นจึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ เพราะมรรคมีองค์ ๘ นั้น เมื่อย่อลงแล้วก็ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา ทั้ง ๓ นั้น ก็จะต้องมีอารมณ์ร่วมกันไปเป็นอันเดียวกันคือ ต้องมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ร่วมกันไปทั้ง ๘ องค์ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าสติปัฏฐานนั้นเป็นเอกายมรรค ที่เป็นทางสายเดียวที่จะทำให้ถึงพระนิพพานได้  ไม่มีทางอื่น ปัญญาที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธินี้ ก็ต้องได้มาจากการเจริญสติปัฏฐานเป็นเหตุ แต่จะพิจารณาจนปราศจากสัตว์บุคคลตัวตนในนามรูปนั้นเสียก่อน แล้วจึงจะเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้ แต่ปัญญาอันนี้จะต้องเป็นภาวนาปัญญา ไม่ใช่แต่เพียงการฟังหรือความคิดเท่านั้น จะถึงวิสุทธิไม่ได้ ปัญญาที่จะถึงวิสุทธิได้นั้น จะต้องเป็นภาวนาปัญญา เพราะความรู้ขั้นนี้จะต้องรู้ในขณะปัจจุบันอารมณ์คือ ในขณะเห็น ขณะได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส และในขณะกายถูกต้อง หรือในขณะเดิน ยืน นั่ง และนอน หรือในขณะใช้อิริยาบถย่อยๆ ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่นอกไปจากอิริยาบถใหญ่ ๔ อย่างมีเดินเป็นต้น  เมื่อผู้ที่ทำวิปัสสนาได้พิจารณานามรูปนั้นจนเห็นชัดแจ้งว่าไม่มีตัวตน รู้สึกว่ามีแต่นามกับรูปเท่านั้น ในขณะประสบอารมณ์ปัจจุบัน ตามที่กล่าวมาแล้วในขณะเห็นเป็นต้นนั้น ทิฏฐิวิสุทธิเป็นปัญญาขั้นต้น เป็นตัววิปัสสนาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ

  เมื่อความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในอารมณ์ใดแล้ว ความเห็นผิดคือ อัตตานุทิฏฐิที่ตามเห็นว่าเป็นตัวตน หรือมีตัวตนในนามรูปนั้น ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ในขณะที่จิตประสบกับอารมณ์นั้นๆเกิดขึ้น เพราะด้วยปัญญาเข้าไปรู้แจ่มแจ้งแล้วว่ามีแต่นามรูปเท่านั้น เมื่อได้ความเข้าใจด้วยปัญญาดังนี้เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ความเข้าใจผิดที่สำคัญหรือที่เคยรู้สึกว่าเป็นเรา หรือเป็นตัวเป็นตนของเราที่หมักดองอยู่ในจิตตสันดานนั้น ก็จะหลุดถอนหรือหมดไปจากอารมณ์ในขณะเห็น หรือได้ยินนั้นทันที โดยไม่ต้องมีใครไปขับไล่ หากแต่ถูกประหานไปด้วยปัญญานั้นเอง ก็เมื่อความเข้าใจผิดหมดไปในขณะที่จิตรับอารมณ์ปัจจุบันนั้นแล้ว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเห็นผิดที่เข้าใจว่า เราเห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เรารู้รส เราถูกต้อง เราเย็น เราร้อน เป็นต้น หรือเราเดิน เรายืน เรานั่ง เรานอน เรายก เราหยิบ เป็นต้น เหล่านี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุที่ปัญญาที่มีความรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนามที่มีอยู่ในอารมณ์ขณะนั้น ฉะนั้นตัวกิเลสซึ่งได้แก่ ตัณหาและทิฏฐิที่มีความยึดมั่นว่า เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นเราจึงอาศัยเกิดขึ้นในขณะที่จิตมีความรู้สึกอยู่ว่าเป็นนามเป็นรูปนั้นไม่ได้ และปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอบรมคือ การที่เข้าไปพิจารณานามรูปนั้น ปัญญาอันนี้เป็นตัววิปัสสนาขั้นต้นของวิปัสสนาทั้งปวงชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ และก็เป็นปัญญาอันนี้แหละที่เป็นผู้เข้าถึงคำว่า ทิฏฐิวิ สุทธิ ธรรมที่เป็นวิสุทธิ จะเข้าถึงได้ต้องด้วยปัญญาเท่านั้น โดยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจึงมีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีความเข้าใจในนามรูปเสีย ก่อน เมื่อเข้าใจดีแล้ว จึงไปหาธรรมที่เป็นสัจจะ เพื่อจะได้ทำการพิจารณานามรูปหมายความว่า ต้องมีนามหรือรูปเป็นอารมณ์ หรือเป็นกรรมฐานตามนัยของมหาสติปัฏฐานจนเกิดวิปัสสนาปัญญารู้นามรูปจนหมดจด จากความเข้าใจว่า เป็นตัวตนในที่นั้นแล้ว จึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้ ฉะนั้นในความหมายของคำว่า วิสุทธิ ในที่นี้ก็หมายถึงความหมดจดหรือบริสุทธิ์จากความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนอื่นไป จากนามรูปที่อาศัยเกิดขึ้นจากมิจฉาทิฏฐินั้นอีกเลย ปัญญาอันนี้แหละจึงเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ ถ้าปัญญาใดยังไม่หมดจดจากความเห็นว่าเป็นเราหรือเป็นของเราแล้ว ปัญญานั้นก็จัดเข้าในวิสุทธิยังไม่ได้

  ฉะนั้น เราผู้เป็นนักศึกษาจึงควรทำความเข้าใจไว้ว่า ศีลก็ดี สมาธิก็ดี หรือปัญญาก็ดี ย่อมมีได้ทั้งวิสุทธิและไม่วิสุทธิ คือ หมายความว่า ศีล สมาธิ และปัญญาที่เจือด้วยกิเลสก็มี และไม่เจือด้วยกิเลสก็มี แต่ถ้าศีล สมาธิ และปัญญาอันเป็นหนทางที่จะบรรลุถึงพระนิพพานนั้นจะต้องเป็นศีล สมาธิ ปัญญาที่เข้าถึงวิสุทธิจึงจะเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานได้ แต่ถ้าหากศีลใด สมาธิ หรือปัญญาใดที่ยังไม่เข้าถึงวิสุทธิแล้ว ศีล สมาธิ และปัญญาก็ไม่ใช่ทางที่จะเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพานได้ และท่านก็ต้องควรเข้าใจอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า การที่จะเข้าถึงธรรมที่เป็นวิสุทธิ ซึ่งเป็นสิ่งบริสุทธิ์จากกิเลสได้นั้น จะต้องเข้าถึงได้ด้วยปัญญา เพราะลำพังศีลและสมาธิเท่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะกันหรือห้ามปรามกิเลสที่จะไม่ให้เกิดขึ้นมาอาศัยอารมณ์ นั้นๆ ได้ เพราะว่าอารมณ์ของศีลและสมาธินั้น ยังเป็นปัจจัยของกิเลสได้อยู่ ถ้าหากศีลและสมาธินั้นเกิดขึ้นด้วยศรัทธาเป็นเหตุ ศีลและสมาธิที่เกิดขึ้นด้วยศรัทธาเป็นเหตุนั้นก็ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ได้ เพราะฉะนั้น อารมณ์ของศีลและสมาธิอันนั้น จึงยังเป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิได้อยู่ และศีลหรือสมาธิทั้ง ๒ อย่างนั้นจึงยังเข้าถึงวิสุทธิไม่ได้ นอกจากศีลหรือสมาธิที่มีปัญญาเป็นเหตุ หรือศีลและสมาธิที่เกิดร่วมด้วยกับอารมณ์ของปัญญา คือวิปัสสนาเท่านั้น ศีลและสมาธิอันนั้นจึงจะวิสุทธิคือหมดจดได้ เพราะธรรมทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีธรรมอันใดที่จะเป็นอาวุธมาทำลายกิเลสให้พินาศไปได้เลย นอกเสียจากอาวุธ ๓ เล่ม คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนาที่เป็นวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น จึงจะสามารถประหานกิเลสตามกำลังของปัญญาทั้ง ๓ นั้น ฉะนั้น ถ้าศีลใด สมาธิใด ได้อาศัยปัญญาเหล่านั้นเป็นเหตุ หรือเป็นไปกับอารมณ์ของปัญญาเหล่านั้นแล้ว ศีลและสมาธิเหล่านั้นจึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้ โดยเหตุนี้ ในวิสุทธิทั้ง ๗ นั้นจึงต้องเป็นปัจจัยร่วมกัน จะทำเฉพาะแต่วิสุทธิอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าอันใดอันหนึ่งไม่เป็นวิสุทธิแล้ว ที่เหลือนอกนั้นก็จะเป็นวิสุทธิไม่ได้ ดังเช่นปัญญาที่ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ก็เหมือนกัน ถ้าศีลกับสมาธิทั้ง ๒ นั้นไม่เป็นวิสุทธิ ปัญญาคือ ทิฏฐิวิสุทธิก็มีไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าศีลและสมาธิใดเป็นไปร่วมกับอารมณ์ของปัญญามีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นแล้ว ศีลและสมาธิอันนั้นก็ต้องเป็นวิสุทธิที่แน่นอน เพราะเหตุว่าอารมณ์ของปัญญานั้น เป็นอารมณ์ที่ทำลายกิเลส กิเลสคือ ตัณหาและทิฏฐิเกิดขึ้นอาศัยอารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้นอารมณ์นั้นและปัญญาที่รู้อารมณ์นั้นมีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้น จึงเข้าถึงความบริสุทธิ์ได้ โดยเหตุนั้น ถ้าศีลใดและสมาธิใด เป็นไปร่วมกันกับอารมณ์ของปัญญามีทิฏฐิวิสุทธิเป็นต้นนั้นแล้ว ศีลนั้นและสมาธินั้นก็ต้องจัดเป็นวิสุทธิด้วย คือหมายความว่า ศีลและสมาธิใดที่ได้เป็นไปร่วมกับอารมณ์ของปัญญานั้นแล้ว ศีลและสมาธินั้นก็ต้องเป็นวิสุทธิแน่นอนทีเดียว