บทที่ ๓
ปัญญาที่เรียกว่าวิสุทธินั้นมีอะไรเป็นอารมณ์
เมื่อได้ฟังเหตุผลกันมาถึงตอนนี้แล้ว จะขอย้อนกลับมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งว่า ก็เมื่อท่านทราบตามเหตุผลที่ได้อธิบายมาแล้วว่า ศีลกับสมาธิที่จะเป็นวิสุทธิได้ ก็จะต้องมีปัญญาเป็นเหตุหรือต้องเกิดร่วมด้วยอารมณ์ของปัญญามีวิสุทธิเป็น ต้นนั้น ศีลและสมาธินั้นจึงจะเข้าถึงวิสุทธิได้แน่นอน จึงอยากจะถามอีกครั้งหนึ่งว่า ก็ปัญญาที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้นั้นมีอะไรเป็นอารมณ์หรืออารมณ์ของทิฏฐิวิสุทธินั้นคืออะไร
ความจริงในเรื่องนี้ก็ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้นนั้น แต่ก็อาจจำกันไม่ได้หรือยังไม่เข้าใจกันดี จึงขอย้อนมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะเหุตว่า เป็นข้อที่ควรทำความเข้าใจไว้ให้แน่นอน เพื่อจะได้เป็นการป้องกัน ในการเข้าใจผิดในอารมณ์ของวิปัสสนา ในเมื่อเข้าในอารมณ์ของวิสุทธิดีแล้ว ฉะนั้น จึงขอให้เข้าใจไว้ให้แน่นอนเถิดว่า อารมณ์ของทิฏฐิวิสุทธินั้น จะต้องมีนามรูปหรือมหาสติปัฏฐานเท่านั้นเป็นอารมณ์ ถ้านอกจากนั้นก็ไม่ใช่แน่นอน ถึงศีลและสมาธิก็เหมือนกัน เพราะปัญญาใดที่ไม่ได้เกิดจากมหาสติปัฏฐานและไม่มีนามรูปเป็นอารมณ์อยู่แล้ว ปัญญานั้นก็ไม่เป็นวิสุทธิ (ยกเว้นพระอรหันต์) เพราะว่าประโยชน์ของการทำวิปัสสนานั้น ก็เพื่อจะละความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดที่เห็นว่านามรูปนั้นเป็นตัวตน และเป็นเรา เป็นของๆเรา และความเข้าใจผิดอันนี้ได้อาศัยนามรูปเกิดขึ้น เพราะอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง ด้วยเหตุที่ยังไม่ได้พิจารณาให้ได้ความจริง
โดยเหตุผลตามที่ได้อธิบายมานี้ ผู้ทำวิปัสสนาจึงมีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องนำเอานามรูปที่เรากำลังเข้าใจ ผิดอยู่นั้นขึ้นมาเป็นกรรมฐาน คือ เอามาเป็นที่ตั้งรับรองการพิจารณา หรือการพิสูจน์ของปัญญา จนกว่าจะได้ความจริงในสิ่งที่ตนเข้าใจผิดนั้น จะต้องเป็นวัตถุเป็นเครื่องรับรองความเข้าใจถูก และความเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าการเข้าใจถูกและความเข้าใจผิดนั้น จะเกิดขึ้นมาเองเฉยๆโดยไม่มีวัตถุรับรองความเข้าใจถูกและความเข้าใจผิดนั้น อยู่ๆก็เกิดคิดผิดหรือคิดถูกขึ้นมาเองเฉยๆก็ได้ ถ้ามีความเข้าใจได้อย่างนี้ ท่านผู้อ่านก็คงทราบแล้วว่าไม่ถูก เพราะเป็นความเข้าใจที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งผิดจากพุทธภาษิตที่ว่า “ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่เหตุ”อาจเป็นความเข้าใจดังนี้ดอกกระมังจึงเคยได้ยินว่า การละความยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ต้องมีการศึกษาอะไร ไม่ต้องมีการปฏิบัติอะไร และไม่ต้องมีการพิจารณาอะไรทั้งนั้น เมื่อจะละความยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางก็นึกละเอาเอง นึกวางเอาเอง โดยไม่ต้องมีการทำอะไรทั้งหมด ก็ความเข้าใจดังนี้ ขอให้ท่านพิจารณาดูซิว่าจะมีเหตุผลเป็นไปได้หรือ ถ้าหากความจริงจะเป็นไปได้เช่นนั้นแล้ว ในเวลาที่เราหิวข้าว เราก็ไม่ต้องไปหาข้าวกิน เรานึกกินเอาเอง ความอิ่มก็จะเกิดขึ้นมาเอง ตามที่เราต้องการอย่างนั้นหรือ ก็จะเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะตามธรรมนั้น เมื่อกรรมคือ การกระทำนั้นมี สิ่งที่ถูกกระทำก็ต้องมี กรรมจึงจะสำเร็จผล ก็ถ้าสิ่งถูกกระทำไม่มี กรรมคือการกระทำนั้นก็ไม่มี เมื่อกรรมไม่มีแล้ว ความสำเร็จผลแห่งกรรมนั้นก็ต้องไม่มีอยู่เองเป็นธรรมดา
ปัญญามี ๓ ขั้น
ฉะนั้น ในตอนนี้จึงขอทำความเข้าใจกันในเรื่องของปัญญาก่อนว่า ปัญญานั้นมี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นคือ
. ๑. สุตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟัง
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิด
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนา
และในปัญญาทั้ง ๓ นี้ ต้องเป็นปัจจัยแก่กันและกัน สุตามยปัญญานั้นเป็นปัญญาที่เกิดจากการศึกษา คือมีมาจากการได้ยิน ได้ฟังเป็นต้น และมีความเข้าใจถูกในเรื่องราวนั้นๆ จินตามยปัญญานั้นก็คือ มีโยนิโสมนสิการ คือมีความเข้าใจในเวลาที่ทำงานหรือเวลาที่ปฏิบัติเป็นต้น ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือไม่มีโยนิโสมนสิการให้ถูกต้องแล้ว ก็จะทำถูกหรือให้เสร็จผลที่ดีนั้นไม่ได้ ส่วนภาวนามยปัญญานั้นเป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ คือ การเข้าไปพิสูจน์จนได้ความจริงของวัตถุที่ถูกพิสูจน์นั้น ความรู้ในขั้นนี้เป็นความรู้ถูกต้องและแน่นอนที่สุด เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้เข้าไปพิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง ความรู้ขั้นนี้แหละที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา ที่จะทำลายความเห็นที่เข้าใจว่ามีตนหรือเป็นตัวตนนั้นได้ ดังเช่น ทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ก็ต้องเข้าถึงปัญญาขั้นภาวนานี้ จึงจะเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้ เพราะความหมายของทิฏฐิวิสุทธินี้ ก็หมายความว่า เป็นความบริสุทธิ์ในขั้นปัญญาที่เข้าไปพิจารณารู้แน่ใจแล้วว่า นามรูปนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน และไม่มีตัวตนอื่นไปจากนามรูปหรือทั้งโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน จะมีอยู่แต่นามรูปเท่านั้นและธรรมทั้งหลายจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม หรือสิ่งที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ก็เป็นธรรมะทั้งหมด และธรรมะทั้งหมดในโลกหรือในพระไตรปิฎกก็ตาม เมื่อย่อลงแล้วก็ได้แก่นามรูปนั่นเอง ที่มีเป็นของจริงปรากฏอยู่ในปัญญาคือทิฏฐิวิสุทธินั้นแหละ ทิฏฐิวิสุทธินี้เป็นวิสุทธิของปัญญาใน ๕ วิสุทธินั้น และทิฏฐิวิสุทธินี้ก็ได้มาจากเหตุคือ วิปัสสนาปัญญาที่ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือ เป็นญาณที่รู้จักนามรูปด้วยการปฏิบัติ และปัญญาขั้นนี้เป็นผู้ถึงความเข้าใจถูกดีแล้วทั้งปริยัติและปฏิบัติ และก็เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญาทั้ง ๓ มีสุตามยปัญญาเป็นต้น ได้เข้าถึงภาวนามยปัญญามีนามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น
วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดปัญญารู้ว่า นามรูปไม่ใช่เรา
ก็ในสิ่งที่ยังจะต้องควรเข้าใจในเหตุผลให้ถูกต้อง และแน่นอนอยู่ในปัญหาอีกข้อหนึ่งนั้นว่า ในการที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาที่เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณนั้น เราจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรกัน คือหมายความว่า เราจะกำหนดนามรูปอะไรและอย่างไรจึงจะรู้ว่านามรูปนั้นไม่ใช่เรา ต้องสามารถเข้าถึงภาวนามยปัญญานั้นได้ ก่อนอื่นที่เราจะทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้นั้น คือท่านจะต้องไม่ลืมว่า ปัญญานั้นมี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นคือ มีสุตามยปัญญาเป็นต้น ฉะนั้นการกำหนดนามรูปก็มี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้นเหมือนกัน แต่สำหรับในขั้นต้นคือ สุตามยปัญญานั้น ก็รู้ว่าขันธ์ ๕ หรือนามรูปนั้นไม่ใช่ตัวตนเหมือนกัน เพราะบรรดาท่านที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือผู้ที่ท่านได้เคยศึกษาธรรมะมาแล้วนั้น ก็ย่อมจะต้องมีความเข้าใจมาจากการฟังเทศน์บ้าง หรือจากการศึกษาธรรมะมาบ้างแล้ว ก็ย่อมจะมีความเข้าใจอยู่แล้วว่า ขันธ์ ๕ หรือนามรูปนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วในบางครั้งก็มาจินตนาการไปตามที่ได้ฟังมานั้น แล้วก็รู้สึกว่าเห็นจริงตามไปด้วยเหมือนกันว่า นามรูปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นอนัตตาจริงๆ บางทีก็เลยเข้าใจไปว่า ตนนั้นเข้าถึงวิปัสสนาแล้วหรือตนได้ปล่อยวางไปแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราหรือของเราแล้ว แต่ความจริงนั้นปัญญาที่เกิดมาจากเหตุอย่างว่านี้ ยังมิใช่วิปัสสนาปัญญา เพราะเป็นปัญญาที่ได้มาจากเหตุภายนอกซึ่งได้มาจากการฟังเป็นต้นนั้นนั่นเอง จะละกิเลสหรือปล่อยวางได้ก็แต่เวลาที่กำลังคิดนึกถึงความไม่ใช่ตัวตนตามที่ ได้ยินได้ฟังมาแล้วเท่านั้น แต่พอเลิกคิดนึกถึงอารมณ์นั้นแล้วคือ หมายความว่า เมื่อจิตเปลี่ยนไปรับอารมณ์อื่นหรืออารมณ์ใหม่ เช่นมีการเห็นรูปารมณ์ การได้ยินสัททารมณ์เป็นต้น ในขณะนั้นความรู้สึกว่าไม่ใช่เราก็ไม่มี เมื่อความรู้สึกว่าไม่ใช่เราไม่มีในเวลานั้นแล้ว ความรู้สึกว่าเราเห็นหรือได้ยินที่เป็นอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดที่หมักดองอยู่ในจิตใจนั้น ก็จะเกิดขึ้นด้วยอาศัยการเห็น การได้ยินเป็นต้น ในขณะที่ได้เห็นที่ได้ยินนั่นเอง ฉะนั้นปัญญาที่ได้มาจากภายนอก คือ เกิดขึ้นจากการเพียงแต่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่นนั้น จึงยังไม่สามารถที่จะถ่ายถอนความยึดมั่นความเห็นผิดว่า เป็นเราหรือเป็นของเราที่ยังฝังหรือหมักดองอยู่ในจิตสันดานนั้นได้ เพราะยังไม่ใช่ภาวนาปัญญา ฉะนั้นความรู้สึกที่ว่าเป็นเรานั้นจึงยังไม่ถูกถ่ายถอนออกไปได้เลย
วิปัสสนาภาวนาเป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตน เองว่า ตนได้รู้แล้วเห็นแล้ว ต่อเมื่อใดได้เข้าทำการปฏิบัติจนได้เห็นนามรูปโดยชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่เราด้วยวิปัสสนาภาวนา คือ นามรูปปริจเฉทญาณนั้นแล้ว จึงจะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นที่หมักดองอยู่ในจิตใจนั้น หรือในขณะที่เห็นที่ได้ยินนั้นออกเสียได้ว่า ไม่ใช่เราเห็นหรือเราได้ยินเป็นต้น และปัญญาอันนี้เป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ตนได้รู้แล้วเห็นแล้ว เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้ปฏิบัติให้เกิดขึ้นด้วยตัวของตนเอง และคนอื่นก็ทำให้ไม่ได้ แม้แต่พระพุทธองค์ ฉะนั้น ความรู้ที่ได้มาจากที่ตนเองได้เข้าไปพิสูจน์นั้น ความรู้อันนั้นแหละจึงจะถ่ายถอนความสำคัญผิดที่เห็นว่านามรูปนั้น เป็นตัวตนออกได้ ก็เพราะเหตุที่เข้าไปรู้ความจริงของนามรูปนั่นเอง และก็ขอให้เข้าใจไว้อีกข้อหนึ่งด้วยว่า การเห็นอนัตตานั้น คือเห็นนามเห็นรูปนั่นเอง ในหลักฐานท่านบอกไว้ว่า
เครื่องหรือสิ่งที่ปิดบังพระไตรลักษณ์นั้นมี ๓ คือ
๑. ฆนสัญญา ท่านคงทราบแล้ว ความเป็นกลุ่มก้อนเป็นนามรูป เป็นเหตุปิดบังอนัตตา จึงทำให้เราเห็นผิดว่า นามรูปนั้นเป็นก้อนเป็นแท่ง เช่น รูปก็มีรูปเดียว นามก็มีอันเดียว เช่น จิตมีดวงเดียวเป็นต้น เมื่อเห็นดังนั้น ความรู้สึกว่านามรูปนั้นมีสาระก็จะติดตามขึ้นมาพร้อมด้วยความเป็นตนและเป็นเรา ความรู้สึกว่าไม่ใช่เราก็จะหมดโอกาสไป ด้วยอำนาจของฆนสัญญาที่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั่นเอง
๒. สันตติ คือ ความสืบต่อที่ทำให้เห็นติดกันอันนี้ปิดบังทำให้ไม่เห็นอนิจจังคือ ความไม่เที่ยง จึงทำให้เห็นเป็นของเที่ยงไป เพราะความเร็วที่ติดต่อกัน
๓. อิริยาบถ ปิดบังทุกข์ เพราะเหตุที่ไม่ได้พิจารณาอิริยาบถจึงไม่เห็นว่านามรูปนั้นเป็นทุกข์ ฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อที่จะเข้าไปเห็นอนัตตาว่านามรูปนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนั้น จึงจำเป็นจะต้องเข้าใจในอุบายที่จะทำลายฆนสัญญาให้กระจายออกมาเสียก่อน แล้วจึงจะเห็นอนัตตาได้ ฉะนั้น การเห็นอนัตตานั้นจึงไม่ใช่เป็นการนึกเห็นเอาเองได้ เพราะการเห็นอนัตตานั้น จะต้องเห็นได้ด้วยวิปัสสนาปัญญาที่เกิดขึ้นจากาการพิจารณานามรูปนั้นเอง ฉะนั้น การกำหนดนามรูปนี้เอง จึงเป็นการทำลายฆนสัญญาไปในตัวด้วย แต่ข้อสำคัญของการพิจารณานามรูปนั้นก็อยู่ที่ผู้พิจารณาคือ ในเวลาที่ตนทำการกำหนดนามรูปนั้น จะต้องรู้ด้วยว่า ตนกำลังกำหนดนามอะไร และรูปอะไรด้วย ไม่รู้แต่เพียงว่า เป็นนามหรือรูปเฉยๆเท่านั้น จะต้องรู้ว่านามอะไร และรูปอะไรด้วย อุปมาเหมือนกับการอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่านโดยแยกตัวหนังสือออกเป็นตัวๆแล้ว ในตัวหนังสือนั้นๆจะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับในตัวหนังสือเหล่านั้น สมมติว่าเราจะเขียนหนังสืออะไรขึ้นสักคำหนึ่งเช่นคำว่า เรือนเป็นต้น เราก็จะต้องเอาสระ เ-รื-อ-น มารวมกันเข้าแล้ว ความหมายของคำว่า เรือน จึงจะเกิดขึ้น แต่ถ้าแยกเอาตัว เ-รื-อ-น ให้ออกไปจากกัน อย่าให้มารวมกันแล้ว ความหมายของคำว่า เรือน เป็นต้น ก็จะปรากฏเกิดขึ้นไม่ได้ฉันใดก็ดี การทำฆนสัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ก็เมื่อฆนสัญญาถูกทำลายแล้ว อันความสำคัญผิดว่าเป็นตัวมีตนก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เอง โดยไม่ต้องมีใครไปห้ามปรามเลย หรืออีกนัยหนึ่งความหมายของคำว่า บ้านนั้น ถ้าหากอุปกรณ์ต่างๆมีไม้และตะปูเป็นต้นยังตั้งอยู่ในฐานะของตนๆตราบใด ความเข้าใจว่าบ้านหรือเรือนก็ยังมีอยู่ตราบนั้น และความเจ้าของก็ต้องมีอยู่เป็นธรรมดา เมื่อความสำคัญผิดในของสิ่งนั้นหรือในบ้านเรือนนั้นเกิดขึ้น ความเข้าใจผิดว่ามีสาระแก่นสารในความหมายของสิ่งนั้นก็เกิดตามขึ้นมา ความยึดถือที่รู้สึกว่าเป็นของเราก็เกิดขึ้นติดตามมาด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุของฆนสัญญานั้นนั่นเอง แต่ถ้าหากว่าเราทำลายฆนสัญญาคือความเกาะกุมของวัตถุเหล่านั้นออกไปแล้ว เช่นเอาไม้ออกมากองไว้เป็นส่วนๆ หรือเป็นกองๆแล้ว ความรู้สึกว่าเป็นบ้านหรือเป็นเรือนก็จะหมดไปเอง พร้อมกับความเข้าใจผิดว่ามีสาระด้วย โดยไม่ต้องไปมีวิธีที่จะต้องปฏิบัติอย่างใดเลย เพราะความรู้สึกอันนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุ คือ การปฏิบัติที่ได้มีความเข้าใจในการพิจารณาในนามรูปนั้นด้วยความถูกต้องแล้วนั่นเอง
วิปัสสนาญาณเป็นธรรมที่เป็นผล
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ทำเหตุให้ถูกต้อง
โดยเหตุตามที่ได้อธิบายมานี้เอง ในทางที่ถูกนั้น ผู้ปฏิบัติควรจะสนใจศึกษาแต่ในเรื่องที่จะทำการกำหนดนามรูปซึ่งเป็นตัว กรรมฐานของวิปัสสนาเท่านั้นว่า จะพิจารณาอย่างไร และควรจะทำความเข้าใจอย่างไร คือ จะทำความรู้สึกอย่างไร ในเวลาพิจารณานามรูปนั้นจึงจะถูกต้องเท่านั้น อุปมาเหมือนคนที่จะมาฝึกงานที่ตนยังไม่เคยทำ ในเวลาทำงานนั้นจึงมีหน้าที่ที่จะทำความรู้สึกหวังแต่เพียงว่าจะให้มีความ เข้าใจในงานนั้นให้ถูกและให้ดีเสียก่อน ยังไม่ควรจะรีบหวังผลในการกระทำที่ยังไม่เข้าใจดีหรือที่ตนยังทำไม่ถูกนั้น เพราะถึงหวังก็ยังไม่ได้ เพราะผลนั้นก็เกิดจากเหตุ ไม่ได้เกิดจากความต้องการของใคร ก็เมื่อเราได้ทำเหตุให้ถูกต้อง และควรแก่ผลนั้นๆแล้ว ผลนั้นก็จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ใช่จากความปรารถนาของเรา ข้อสำคัญจึงมีอยู่ว่า ถ้าเราจะต้องการผลอย่างไร เราก็ควรศึกษาให้เข้าใจในวิธีที่จะกระทำเหตุให้ตรงกับผลนั้นๆให้ถูกต้องนั่น แหละ จึงจะตรงกับคำว่า อุชุปฏิปนฺโน ที่หมายความว่า เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อเหตุผลนั้น จึงจะได้ผลตามที่ตนต้องการนั้นได้ ก็เหมือนกับเรื่องทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดอยู่นี้ ก็เหมือนกัน ก็ต้องได้มาจากเหตุ หรือนามรูปปริจเฉทญาณก็เกิดจากการพิจารณานามรูปที่ถูกต้อง การพิจารณานามรูปที่ถูกต้องนั้นก็ต้องได้มาจากปริยัติคือ การศึกษาที่ถูกต้อง โดยเหตุนี้แหละจึงขอให้เข้าใจเถิด ไม่ว่าอะไรทุกอย่าง ก่อนจะถึงความสำเร็จได้ด้วยดีแห่งผลนั้นๆแล้ว ก็จะต้องมีความเข้าใจ และทำให้ถูกต้องด้วยเหตุผลซึ่งเป็นไปตามลำดับดังที่ได้อธิบายมานั้น จึงจะเป็นความสำเร็จด้วยดีได้
ความสำคัญขั้นต้นของผู้ปฏิบัติอยู่ที่ความเข้าใจในการกำหนดนามรูปโดยถูกต้องเท่านั้น
ฉะนั้น ในเหตุสำคัญชั้นต้นของทิฏฐิวิสุทธินี้ก็อยู่ที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจที่จะกำหนดรู้จักแยกนามรูปออกจากกันได้แล้ว จนเห็นว่ารูปแต่ละรูปนามแต่ละนามนั้นไม่ใช่อย่างเดียวกัน
ถ้าผู้ปฏิบัติยังไม่เข้าถึงความเข้าใจดังกล่าวมานี้แล้ว ก็ย่อมจะมีความเข้าใจผิดไปว่า รูปที่แจกออกไปแต่ละอย่างๆ หรือนามแต่ละอย่างนั้น ก็เป็นอย่างเดียวกับที่แจกออกไปเป็นหลายอย่าง เช่น รูปเดินก็ดี รูปยืนก็ดี รูปนั่งก็ดี รูปนอนก็ดี รูปเหล่านี้ก็เป็นรูปเดียวกันนั่นเอง ส่วนอาการที่เดิน ยืน นั่ง และนอนนั้น ก็เป็นเพียงอาการของรูปอันนั้นเอง แต่ก็คงไม่ทราบว่าอันนั้นคือรูปอะไร อีกทั้งก็คงจะบอกไม่ได้เหมือนกันว่ารูปอันเดียวกันนั้นคือรูปอะไร และทางนามก็เช่นกัน ไปเข้าใจเสียว่าเป็นนามอันเดียวกัน
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่ายังไม่มีความเข้าใจที่จะกำหนดให้รูปและนามกระจายออกไปจากฆนสัญญานั้นได้ ความเห็นผิดเช่นนั้นจึงละความเห็นผิดเช่นนั้นยังไม่ได้ ที่ว่าความรู้เช่นนั้นผิด ก็เพราะเหตุว่า ไม่ตรงต่อความเป็นจริงของนามรูปนั้น เพราะความเป็นจริงนั้น สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็จะต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นไม่ดับ หากแต่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นดังเช่น รูปนั่งกับรูปนอนนั้นก็เป็นคนละรูป ไม่ใช่รูปเดียวกัน เพราะเหตุว่าเมื่อรูปนั่งเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป รูปนั่งที่ดับไปแล้วนั้น ก็ย่อมต้องหมดไปแล้ว และรูปนั่งนั้นก็มิได้กลับมาเป็นรูปนอน หรือยังเหลืออยู่ในรูปนอนนั้นอีกเลย และรูปนอนที่เกิดต่อจากรูปนั่งนั้น ก็เป็นรูปที่เกิดขึ้นใหม่อีกต่างหาก ไม่ใช่มาจากรูปนั่งหรือเป็นอันเดียวกันกับรูปที่นั่งแล้ว เปลี่ยนมาเป็นรูปนอนอีก ถึงแม้นามก็เช่นเดียวกัน