ปัญญาที่ชื่อว่ารูปปริจเฉทญาณ

  ในข้อนี้อุปมาเหมือนเราทำขนมอะไรกินสักอย่างหนึ่ง เมื่อทำขึ้นแล้ว และก็กินหมดไปแล้ว จะทำใหม่อีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องปรุงใหม่ทำใหม่ และก็ต้องใช้เครื่องปรุงและส่วนสัดคนละอย่าง ไม่ใช่ว่าจะเอาขนมอีกอย่างหนึ่งแล้ว เอาอันนั้นมาทำเป็นอันนี้ ต้องใช้วัตถุคนละอัน ถึงแม้จะใช้ไข่เหมือนกัน แต่ก็เป็นไข่คนละฟอง ไม่ใช่ไข่ฟองเดียวกัน ถึงแม้รูปและนามก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน หากรูปทั้งหมดจะเกิดมหาภูตรูปก็ต้องมีส่วนสัดต่างๆไม่เท่ากัน คือที่ปรุงให้เดินก็อย่างหนึ่ง ให้ยืนก็อย่างหนึ่ง เป็นคนละส่วนคนละสัด ไม่เหมือนกัน ในเรื่องนี้ท่านก็กล่าวในคัมภีร์วิสุทธิมรรคปัญญานิเทศว่า ในการก้าวเท้าไปครั้งหนึ่งนั้น ผู้มีปัญญาอาจเห็นความดับในส่วนสัดของรูป ก้าวเท้านั้น ๖ ครั้ง หรือ ๖ รูป เรื่องนี้มีพูดไว้ในสัมมสนญาณ แต่สำหรับเราผู้มีปัญญาน้อย ก็ไม่จำเป็นจะต้องเห็นถึงแค่นั้นก็ได้ เป็นเพียงให้รู้ว่ารูปนั่งกับรูปนอนนั้นไม่ใช่รูปเดียวกันเท่านั้นก็พอแล้ว ก็ชื่อว่าได้ทำลายฆนสัญญาให้แตกออกไปแล้ว ความเข้าใจที่เข้าใจว่านามรูปเป็นตัวหรือเป็นของตัวก็เกิดขึ้นในปัญญานั้นไม่ได้แล้ว ปัญญานั้นแหละชื่อว่า รูปปริจเฉทญาณ ถึงแม้การกำหนดนามก็ต้องมีความเข้าใจอย่างเดียวกันมีเวทนาสติปัฏฐานเป็นต้น ตามสติปัฏฐานนั้นท่านแจกเวทนาออกเป็น ๓ อย่างมีสุขเวทนาเป็นต้น

  วิธีกำหนดเวทนานั้นก็คือ เวทนาอะไรเกิดขึ้นจะเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะให้รู้ว่าเวทนาอย่างนั้นเกิดขึ้น และก็เมื่อเวทนาอะไรดับไปก็ให้รู้ว่าเวทนาอย่างนั้นดับไป ให้กำหนดไปอย่างนี้จนรู้แน่ชัดเจนแล้วว่า เวทนาที่เกิดขึ้นและดับไปแต่ละอย่างๆนั้นเป็นคนละอย่าง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ความรู้อย่างนี้เรียกว่า นามปริจเฉท-าณ เมื่อรวบรวมแล้วทั้ง ๒ อย่างก็เป็น นามรูปปริจเฉทญาณ เพราะในอารมณ์ของปัญญาเวลานั้นมีแต่รูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอาศัยอยู่ในอารมณ์นั้นเลย และก็นามรูปปริจเฉทญาณนี้แหละที่เป็นญาณที่ให้เกิดหรือให้เข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิคือ ความหมดจดแห่งความเห็น ซึ่งได้แก่ความเห็นถูกที่ปราศจากกิเลสคือ ความเห็นผิด ที่สำคัญว่านามรูปนั้นเป็นตัวเป็นตน และเป็นของๆตน ไม่มีอยู่ในอารมณ์ของปัญญานั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ

  ในข้อสุดท้ายนี้ ก็ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า การเห็นนามรูปในที่นี้นั้น ไม่ใช่เป็นความเห็นที่เกิดขึ้นจากการนึกคิดเห็นเอง ความเห็นในที่นี้เป็นความรู้สึกของภาวนามย-ปัญญาที่เกิดขึ้นจากสติ สัมปชัญญะที่ได้เจริญให้เกิดขึ้น เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่ได้เข้าไปพิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการรู้เอง เห็นเอง หาใช่ครูบาอาจารย์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือมาจากตำราหนึ่งตำราใดนั้นก็หาไม่ ความรู้นี้เป็นความรู้ที่ได้มาจากสภาวธรรมที่ได้ถูกพิสูจน์นั้นเองเป็นผู้ สอนให้รู้ หมายความว่า สภาวธรรมคือนามรูปที่ไม่ใช่สัตว์ใช่บุคคลนั่นเอง ที่เป็นผู้สอนให้รู้ จึงขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายจงเข้าใจเถิดว่า ครูอาจารย์ที่จะสอนให้เราเกิดวิปัสสนาปัญญาโดยแท้จริงของท่านนั้นก็คือ นามรูปนั่นเองเป็นผู้สอน ส่วนตำราหรืออาจารย์ที่เป็นบุคคลนั้นก็เป็นเพียงแค่แนะนำให้ท่านเดินทางเข้า ไปหาหรือไปพบกับครูคือนามรูปเท่านั้น เพราะการที่จะเข้าไปพบกับครูคือนามรูปนั้น ไม่ใช่ไปด้วยยวดยานต่างๆในโลกนี้มีรถยนต์หรือเรือยนต์เป็นต้นนั้นไม่ได้เลย แต่จะต้องไปได้ด้วยโยนิโสมนสิการคือ ความเข้าใจถูกที่ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นผู้เดินทางไปหานามรูปนั้น จึงจะไปพบกับนามรูปนั้นได้ แต่ในการที่จะทำความเข้าใจให้ถูกที่จะต้องประกอบไปกับการงานซึ่งจะเป็นผู้ ประคับประคองให้ทำให้ถูกต้องหรือเดินไปถูกทางได้นั้น ความสำคัญในข้อนี้อยู่ที่

โยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการนี้จะต้องได้มาจากปริยัติคือ การศึกษามาจากตำรับตำราหรือครูอาจารย์ที่มีความเข้าใจในเหตุผลนั้นดีด้วยตน เอง ไม่ใช่เป็นเพียงจำมาได้เท่านั้น เมื่อได้ประกอบด้วยเหตุผลสมบูรณ์ดังว่ามานี้แล้ว ท่านจะไปพบกับครูคือนามรูปนั้นได้ เมื่อได้เดินทางเข้าไปพบกับครูคือนามรูปนั้นได้แล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของนามรูปซึ่งจะเป็นผู้สอนให้ท่านรู้ความจริงทุกสิ่ง ทุกอย่างของนามรูป ตามกำลังของบารมีที่จะรู้ได้ตามนัยของวิปัสสนาญาณ มีนามรูปปริจเฉทญาณนั้นได้

การปฏิบัติที่จะถูกต้องได้ย่อมขึ้นอยู่กับบารมีของผู้นั้นด้วย

  แต่ก็ยังมีสิ่งที่ควรเข้าใจอยู่อีกข้อหนึ่งว่า ในการที่บุคคลจะเข้าถึงหรือจะได้พบกับความสมบูรณ์ในเหตุผลดังที่ได้อธิบายมานั้น มีการพบกับบุคคลมีอาจารย์เป็นต้น

ที่จะเป็นผู้สอนให้ถูกต้องได้นั้น จะต้องเป็นผู้ได้มีบารมีมาแล้ว จึงจะฝ่าฟันอุปสรรคคือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิที่เป็นสูตรตัวสำคัญที่จะมาเป็นผู้ขัดขวางไม่ให้ท่านไปพบเหตุที่ถูกมีครูอาจารย์เป็นต้นเหล่านั้นได้ ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะไม่มีหวังเลย

  เพราะฉะนั้น เรื่องของการปฏิบัตินั้นจึงย่อมขึ้นอยู่กับปัญญาบารมีและการปฏิบัติที่ถูก ต้องตามวิธีนั้นๆด้วย สำหรับอาจารย์นั้นก็มีแต่เพียงจะแนะนำให้ท่านมีความเข้าใจให้ถูกในเวลาที่ทำ การปฏิบัติอยู่นั้นเท่านั้นเอง เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจและมีโยนิโสมนสิการถูกต้องแล้ว ผลที่ถูกต้องก็ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติเอง และผู้ปฏิบัตินั้นก็รู้เอง ไม่ใช่หน้าที่ของอาจารย์ที่จะต้องมารับรองและความรู้ที่ถูกนั้น จึงมิใช่ว่าจะถูกเพราะความรับรองของอาจารย์ จะต้องเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าไป พิสูจน์แล้วนั้นเอง เป็นความรู้ที่ได้มาจากนามรูปนั้นแหละเป็นผู้สอนให้รู้ ถ้าความรู้อย่างนี้เกิดขึ้นในจิตเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะได้ชื่อว่า เข้าถึงนามรูปปริจ-เฉทญาณ ก็นามรูปปริจเฉทญาณนี้เกิดขึ้นเมื่อใด ก็จะขับไล่ความเห็นผิดที่ทำให้รู้สึกว่านามรูปนั้นเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นของตนที่เข้าไปฝังอยู่ในจิตใจนั้น ก็จะหลุดออกไปเมื่อนั้น ก็เมื่อความรู้สึกที่ผิดหลุดออกไปแล้ว ก็จะไม่เกิดขึ้นมาแทรกแซงในความรู้สึกในอารมณ์ของปัญญานั้นได้ เมื่อความรู้สึกที่ผิดเกิดขึ้นในอารมณ์ของปัญญาไม่ได้แล้ว ปัญญานั้นก็เข้าถึงความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิที่กำลังพูดกันอยู่ขณะนี้แหละ ฉะนั้นในทิฏฐิวิสุทธิอันนี้หรือขั้นนี้นั้นก็หมายถึงว่า เป็นความบริสุทธิ์ของปัญญาที่ปราศจากความเห็นผิดหรือสำคัญผิดที่นามรูปนั้น เป็นตัวเป็นตนนั้นเอง และขอให้ข้อสำคัญในสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจให้ถูกนั้นอีกคำหนึ่งก็คือ คำว่า สติสัมปชัญญะ และความรู้สึกอย่างไรที่เรียกว่า ไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าท่านมีความเข้าใจตามลักษณะที่ว่านี้แล้ว ท่านก็สามารถที่จะยกจิตของท่านขึ้นสู่อารมณ์ของมัชฌิมาปฏิปทาที่ถูกต้องได้แน่นอน

ถาม - ตอบเกี่ยวกับเรื่องทิฏฐิวิสุทธิ

ถาม เมื่อทราบว่าอะไรเป็นนาม และอะไรเป็นรูปแล้ว จะถอนความรู้สึกที่ว่าเห็นเป็นเราออกได้อย่างไร ขอฟังอธิบายโดยชัดเจนด้วย

ตอบ เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปแล้ว ก็ไม่ต้องมีวิธีอะไรอีก ความเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปนั้นแหละจะถอนความรู้สึกที่ว่าเป็นเราออกไปแล้ว ไม่มีวิธีอะไรอีกเลย เหมือนกับเราเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำ แล้วถามว่าทำอย่างไรน้ำนั้นจึงจะเค็ม ก็ไม่ควรจะถามอย่างนี้ เมื่อเอาเกลือใส่ลงไปแล้ว น้ำก็จะเค็มเองฉันใดก็ดี เมื่อเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปแล้ว ความเห็นก็จะถอนความรู้สึกว่า เรา ออกไปเอง ขอให้ปฏิบัติเห็นว่าเป็นนามเป็นรูปจริงๆเถิด และตามที่ได้อธิบายมาแล้ว ก็ประสงค์จะให้เห็นนามรูปเท่านั้นเอง ท่านไม่ต้องวิตกเลยว่า เมื่อเห็นนามรูปแล้วจะถอน เรา ออกไม่ได้ ท่านมีหน้าที่อย่างเดียวคือ ต้องเข้าไปเห็นนามรูปเท่านั้น การถอนก็ไม่ใช่เราถอน ปัญญาเป็นผู้ถอน ปัญญาอะไรเป็นผู้ถอน ก็ปัญญาที่เห็นว่าเป็นนามรูปนั่นเองเป็นผู้ถอน

ถาม การใช้เวลาสัก ๕ นาที สำหรับพิจารณานามรูปให้เห็นอนัตตาจะทำได้ไหม

ตอบ ก็พิจารณาได้ แม้แต่ในบ้านหรือในที่ไหนๆก็พิจารณาได้ แต่ว่าจะเห็นหรือไม่ ก็สุดแต่ปัญญาบารมีของผู้นั้น อาจจะเห็นก็ได้เปรียบเหมือนการเอาไม้มาสีไฟให้ติด การที่เราสีไฟก็ต้องการไฟ ถ้าเราสีไม่ติดต่อกันจะได้ไฟใช้หรือไม่ คือพอจะร้อนก็หยุดพักเสีย เพราะมีธุระงานอย่างอื่นๆ พอเสร็จงานก็กลับมาสีไฟใหม่ อย่างนี้ก็ไม่ได้ไฟใช้ กรรมฐานก็เช่นเดียวกัน คิดว่าถ้าสีไฟอย่างนี้ ก็ไม่ได้ไฟใช้ เว้นแต่ว่าท่านที่มีปัญญาเฉียบแหลมอยู่แล้ว สีเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ก็บรรลุมรรคผลได้

  การอยู่ที่บ้านนั้น อะไรๆก็ล้วนแต่เป็นของเราไปทั้งหมด นั่นก็ของเรา นี่ก็ของเรา ลูกหลานสามีภรรยาของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา ต้นไม้นี้ของเรา ถ้าใครไปตัดต้นไม้แล้วก็เดือดร้อน เพราะเป็นของเรา ซึ่งมีเครื่องที่จะมาอุปการะให้เป็นของเรามาก ถ้าเราออกจากบ้านความเป็นบ้านของเราก็ต้องออกไปแล้ว สิ่งของทั้งหลายภายในบ้านจะแตกจะพัง หรือต้นไม้ใครจะโค่น ใครจะตัด เมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะว่าออกไปแล้วจากสิ่งที่เป็นของเรา อะไรจะแตกก็ช่าง ไม่ใช่ของเรา แต่ว่าถ้าแตกเมื่อเราอยู่ในบ้านไม่ได้ แต่ถ้าเราออกไปแล้ว เหลือแต่เบญจขันธ์เท่าที่เป็นเรา ภายนอกไม่ใช่ของเรา จึงคิดว่าจะถอนเอา เรา ออกได้ง่ายกว่าที่อยู่ในบ้าน

ถาม การปฏิบัติธรรมทุกๆวัน วันละ ๕ นาทีบ้าง ๑๐ นาทีบ้าง ตามที่อาจารย์อุปมาเรื่องการสีไฟไม่ร้อนนั้น ก็ยังดีกว่าไม่สีเสียเลยใช่ไหม

ตอบ ใช่ ดีกว่าไม่สีเสียเลย คือว่าถ้าบารมีนั้นมีมามากแล้ว เหมือนกับไม้แห้งแล้ว และเราก็ชำนาญแล้ว ไฟอาจจะเกิดเร็วก็ได้ คือใครถนัดหรือชำนาญสีครั้งเดียว ไฟก็ติดได้ และข้อสำคัญมีอย่างเดียวคือ ทำแล้วให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ให้ถูกต้องนั้นอย่างไร คือเวลากำหนดรูปนาม หรือพิจารณานามรูปนั้น ความรู้สึกหรือการกำหนดต้องถูก ขณะมนสิการต้องเข้าใจถูก ต้องใช้เครื่องมืออันนั้นถูก เช่นอย่างจะใช้กบไสไม้ เครื่องมือนั้นมีหลายอย่าง เราจะใช้ขวานหรือใช้สิ่ว หรือใช้อะไร เราก็ต้องใช้กบสำหรับไสไม้ใช่ไหม ถ้าเราจะตัดต้นไม้ เราจะใช้กบหรือใช้ขวาน เราก็ต้องรู้ว่า เวลานี้เราทำอะไร ไม่ใช่ว่าจะตัดต้นไม้ แต่ใช้กบไปตัดอย่างนั้นไม่ได้ ข้อสำคัญขอให้เข้าใจถูกทุกเวลาที่ทำ บางทีเข้าใจแล้ว แต่ทำไม่ได้ก็มี จึงควรต้องทำไปด้วย เรียนไปด้วย ฟังไปด้วย จึงจะเข้าใจทำได้ถูก

ถาม ขอให้อธิบายด้วยว่า ฆราวาสสมัยนี้จะสำเร็จเป็นพระโสดาบันไม่ได้จริงไหม

ตอบ ไม่จริง เป็นความเข้าใจเอาเองของผู้นั้น ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาเวลานี้ที่สามารถก็มีมิใช่น้อย แต่ว่าสำหรับตัวเราจะทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตัวเรา ถ้าพูดถึงมรรคผลแล้ว พระอนาคามีก็ยังสามารถทำให้ถึงได้ แต่ว่าต้องมีศรัทธาจริงๆ สติสัมปชัญญะต้องสมบูรณ์หมดทุกอย่าง และตามกฎเกณฑ์เท่าที่ได้ศึกษามาแล้ว ก็สามารถจะถึงพระอนาคามีได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ทำเรื่องให้ติดต่อกัน เพราะเวลานี้พระพุทธศาสนายังมีอยู่

  ก็คำที่ว่า พระพุทธศาสนายังมีอยู่นั้น เข้าใจกันว่าอย่างไร พระพุทธศาสนาคืออะไร และพระพุทธศาสนายังอยู่นั้นคืออะไรยังอยู่ พระพุทธศาสนาที่แท้จริงคือ มรรคผล เพราะว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ มรรคผลยังไม่มี แม้บรรดาอาจารย์อื่นๆ เขามีอภิญญาเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่การบรรลุมรรคผลยังไม่มี เพราะฉะนั้นที่ว่าพระพุทธศาสนายังอยู่ก็แปลว่า มรรคผลยังมีอยู่ แต่ว่าชั้นไหนเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ และการเข้าถึงพระพุทธศาสนาโดยแท้จริงได้ ก็ด้วยปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พระโสดา-ปัตติมรรคขึ้นไป เรียกว่า พระพุทธศาสนายังอยู่ ถ้าห้าพันปีผ่านไปแล้ว มรรคผลก็จะไม่มีใครเข้าถึงแล้ว ศีลธรรม สมาธิ และฌานสมาบัติอาจจะมีได้ แต่ว่ามรรคผลเท่านั้นไม่มี อย่างนี้เรียกว่า พระพุทธศาสนาหมด ขณะนี้ล่วงไปได้ ๒๕๔๓ ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ในระหว่าง ๒๕๔๓ ปีนี้ ใครตั้งอยู่ในความไม่ประมาทจริงๆ ก็สามารถจะบรรลุได้ ถ้าห้าพันปีไปแล้ว พระพุทธศาสนาหมดแน่ มรรคผลก็หมด จะไม่มีใครสามารถเข้าถึงมรรคผลได้ เพราะฉะนั้น เราควรรู้จักพระพุทธศาสนากันเสียแต่บัดนี้ ที่ว่าพระพุทธศาสนาหมดก็คือ มรรคผลนั้นเองหมด และวิปัสสนาหมดก่อน เพราะมรรคผลจะบรรลุถึงได้ ก็ด้วยวิปัสสนาปัญญา และเรามาดูกันว่าเวลานี้ วิปัสสนายังสมบูรณ์ดีอยู่หรือ จะเห็นว่าเวลานี้ วิปัสสนามีมากมายหลายอย่าง แต่พระพุทธองค์ตรัสว่ามีทางเดียว เอกายโน  มคฺโค ทางเดียวเท่านั้น เพราะเหตุที่วิปัสสนามามากนี่เอง จึงทำให้ยากแทนที่จะง่าย ถ้ามากแต่ถูกก็ง่าย ดังนั้น เมื่อไม่เหมือนกันแล้ว ก็ต้องมีผิดมีถูกอันใดอันหนึ่ง เมื่อเกิดมี ๒ อย่าง จะต้องมีขาวอย่างหนึ่ง มีดำอย่างหนึ่ง ก็ต้องมีเป็น ๒ ทาง ถ้ามี ๕ ก็ต้องเป็น ๕ ทาง เช่นนี้ก็ทำให้เราลำบาก ไม่รู้ว่าอย่างไหนถูกอย่างไหนผิด ทำให้เราต้องวิจารณ์ การที่ทำให้เราต้องวิจารณ์ก็แปลว่า วิปัสสนาเสื่อมลงแล้วจึงต้องหา ไม่ว่าสิ่งอะไรทั้งนั้น ถ้าลงได้เสื่อมไปแล้ว เป็นหายากที่สุด ถ้าแต่ก่อนนี้ก็พอจะหาได้ เพราะว่ามีไม่มาก แต่เวลานี้มีมากมายหลายอย่าง จึงจำเป็นจะต้องวิจารณ์ต้องพิจารณาดู หลายอย่างนั้น เราอาจจะพบกับทางที่ไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น การฟังก็ต้องฟังตามหลักฐานตามเหตุผล ถ้าท่านที่เข้าใจตามเหตุผล เมื่อพูดแล้วก็เข้าใจจริงๆ ท่านก็จะได้พบ และท่านจะพบความเห็นผิดในสิ่งที่เคยไม่เข้าใจมาแต่เดิม ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันนี้เป็นสรณะที่แท้จริงแน่นอน เพราะว่าปริยัติของท่านเป็นสรณะอันหนึ่งที่จะนำเราให้พ้นจากความเข้าใจผิด เราเข้าใจหลักปริยัติแล้ว สามารถจะพ้นได้ และเวลานี้ท่านสังเกตวิปัสสนาว่ามีนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ากี่อย่าง ต่อกี่อย่าง แล้วท่านจะหาความถูกต้องได้จากที่ไหน ท่านก็ต้องอาศัยอาจารย์ และมีอาจารย์สำนักไหนบ้างที่จะบอกว่าของเขาผิด ปฏิบัติไม่ถูก มีบ้างไหมที่จะบอกอย่างนี้ เขาเข้าใจว่าถูกจึงทำ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราจะต้องพิจารณาเอง โดยอาศัยเหตุผลและหลักฐาน

ถาม เมื่อวิปัสสนากำลังเสื่อมลง ก็จำเป็นจะต้องเลือกเฟ้นว่า มีหลักอะไรบ้างที่จะตัดสินในการเลือกว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิด และจะใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสิน

ตอบ เรื่องนี้ไม่ยากเลย เวลานี้ใครจะรู้พระพุทธศาสนาเองโดยไม่อาศัยคำสอน ไม่มีใช่ไหม ตามหลักแล้วก็มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ตรัสรู้เอง โดยไม่ต้องอาศัยครูอาจารย์ นอกนั้นสาวกตั้งแต่พระอัครสาวกลงมา จะต้องอาศัยคำสอนทั้งนั้นจึงจะสำเร็จได้ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเวลานั้นอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่พระไตรปิฎกนั่นเอง พระไตรปิฎกนี้แหละพระพุทธองค์ตรัสไว้พระสาวกทั้งหลายว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ธรรมและวินัยที่เราตถาคตได้แสดงไว้แล้ว จะเป็นศาสดาแทนพระองค์ ฉะนั้นผู้ใดเข้าใจหรือได้ฟังหรือได้ศึกษาพระไตรปิฎกก็เท่ากับคนนั้นได้ฟังเทศนาของพระพุทธองค์อยู่โดยตรงแล้ว เพราะฉะนั้นที่ต้องยึดพระไตรปิฎกอยู่ในเวลานี้ เพราะอะไร ก็เพราะเหตุผลดังกล่าวแล้ว พระไตรปิฎกมีความละเอียดลออมาก และธรรมะอันใดที่พระไตรปิฎกไม่บอกนั้นไม่มีเลย หนทางที่จะเป็นอุปสรรคต่อมรรคผล และหนทางที่จะดำเนินไปสู่มรรคผล พระไตรปิฎกก็บอกทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนหนังสือ เราก็ต้องอ่านตามหลักสูตร ทำความเข้าใจตามหลักสูตรเสียก่อน เช่นอย่างตัว ก ก็ต้องรู้ว่า เขียนอย่างไร ตัว ก ถ้าเขียนให้คนอื่นอ่าน พันคน หมื่นคน เขาก็ต้องอ่านว่า ก ทั้งนั้น ใครจะอ่านว่า ข ก็ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออกไปเท่านั้นเอง นี่ก็เป็นอย่างเดียวกัน ถ้าเรายึดการศึกษาเป็นหลักฐานแล้ว เราจะรู้ได้ทันทีว่า ความเข้าใจของตัวเองผิดหรือถูก เมื่อรู้ตัวเองก็สามารถรู้ความเข้าใจของคนอื่นว่าผิดหรือถูกด้วย ถ้าเราศึกษาแล้วก็ตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด  สมมติว่าคนที่อ่านหนังสือออกแล้ว เขาจะรู้ไหมว่า หนังสือที่เขียนนั้นผิดหรือถูก เขาก็ต้องรู้ เช่นคำว่า กิน สะกดด้วยตัว น ไม่ใช่สะกดด้วยตัว ง หรือตัว ส หลักฐานเป็นอย่างนี้ เราก็รู้ว่า ถ้าใครสะกดด้วยตัวอักษรอื่นที่ไม่ใช่ตัว น แล้ว คนนั้นก็เขียนหนังสือผิด แต่ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือเลย และใครเขาเขียนหนังสือผิด เราก็จะทราบว่าไม่ได้เลย ไม่มีโอกาสจะทราบได้ ก็จะอ่านไปตามผิดๆอย่างนั้นแหละ เช่นคำว่า กิน เขาสะกดด้วยตัว ส แล้วจะอ่านว่า กิน ไปตามนั้น แม้ว่าจะมีใครมาบอกว่าอันนี้ไม่ถูก คำว่า กิน ต้องสะกดด้วยตัว น เขาจะเชื่อไหม เขาจะไม่เชื่อเลย เพราะอะไร เพราะเขาไม่รู้หนังสือตามหลักฐานความจริงที่วางไว้ โดยเขาเชื่อตามอาจารย์ อาจารย์เขียนหนังสือผิด สะกดด้วยตัว ส เขาก็อ่านหนังสือผิดไปด้วย นี่เพราะเชื่ออาจารย์ ไม่ว่าอาจารย์จะบอกว่าอย่างไร ก็เชื่อหมด ไม่ยอม ไม่ยอมเข้าใจตามเหตุผล ตามหลักฐาน ฉะนั้น การที่จะบอกกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออกจึงเป็นการลำบาก ที่ถูกแล้วเขาควรเรียนหนังสือเสียก่อน ถ้าเขาเรียนรู้ดีตามหลักฐานหมดแล้ว ก็จะรู้ได้ว่า ใครเขียนหนังสือถูกหรือไม่ถูกแน่นอน

ที่มา  เนื่องจากได้บทความนี้มานานจึงไม่ทราบผู้เขียน  ขอผู้เขียนแจ้งให้ทราบด้วยจะได้ระบุและขอบคุณ

  ที่ติดต่อ [email protected]

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี