6. วรรณกรรมจีนในปริบททางสังคมและวัฒนธรรมทางวรรณกรรมไทย 2475

6.1 ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางวรรณกรรม

การเปิดประเทศรับอิทธิพลตะวันตก

เมื่อไทยเริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์  เป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้นในยุโรปและอเมริกา 2 ประการ  คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมกับการเกิดขึ้นของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยังผลให้ระบบเศรษฐกิจของยุโรปและอเมริกาได้พัฒนาจากระบบการผลิตแบบเกษตรกรรมไปสู่ระบบอุตสาหกรรม  ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยวิชาความรู้และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ  ในขณะเดียวกันบทบาททางการผลิตได้เปลี่ยนมือจากพระและชนชั้นศักดินาไปสู่ชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นใหม่  นักปรัชญาสำคัญจึงได้เสนอแนวคิดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ  ทำให้ระบบการปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม  ทำให้ชาติตะวันตกจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบราคาถูกและตลาดระบายผลผลิต  พร้อมกันนั้นในทางศาสนจักรก็หวังจะเผยแผ่คริสตศาสนาไปพร้อมๆ กันด้วย  เอเชียจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั้งของฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรเดินทางเข้ามาเพื่อเป้าหมายสำคัญของตน

พรภิรมณ์  เชียงกูล[i] กล่าวว่า อังกฤษเป็นชาติแรกที่เดินทางมาสู่ประเทศไทยในช่วง รัตนโกสินทร์ตอนต้น  โดยการส่งทูตเข้ามาเจรจาขอแก้ไขวิธีการจัดเก็บภาษีลักษณะการค้าผูกขาดของไทยถึง 3 คณะด้วยกัน  คณะทูต 2 คณะแรกเจรจาไม่สำเร็จเนื่องจากรัฐบาลไทยในยุคนั้น(สมัยรัชกาลที่ 3) ยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว แต่ด้วยนโยบาย“เรือปืน” ที่อังกฤษใช้กับอินเดีย มลายู และพม่า จนสามารถยึดครองดินแดนของประเทศเหล่านี้ไว้ได้  เมื่ออังกฤษส่งคณะทูตคณะที่ 3 ที่นำโดยเฮนรี่ เบอร์นี่เข้ามาในปี พ.ศ.2369  รัฐบาลไทยจึงยอมอ่อนข้อให้กับอังกฤษบ้างในการลงนามในสนธิสัญญาเบอร์นี่  แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของอังกฤษ ถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2398  อังกฤษได้ใช้นโยบาย “เรือปืน” บีบบังคับให้รัฐบาลไทยลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง  ผลของสนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้ระบบผูกขาดการค้าต้องถูกล้มเลิก  การค้าและเศรษฐกิจของประเทศจึงเริ่มพัฒนาไปเป็นแบบทุนนิยม  ชนชั้นกลางที่เป็นพ่อค้าและนายทุนจีนขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

ในทางการเมือง  ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริ่งนอกจากไทยจะต้องเสียผลประโยชน์ทางการค้าและเอกสิทธิ์ทางศาลให้กับอังกฤษ (และชาติตะวันตกอื่นๆ ที่มาทำสนธิสัญญาทำนองเดียวกันอีก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยยังต้องยอมสูญเสียดินแดนบางส่วนเพื่อแลกกับเอกราชของประเทศ  เมื่อประกอบกันเข้ากับเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ในตอนต้นรัชกาลอำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของตระกูลบุนนาคซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม[ii] รัชกาลที่ 5 จึงริเริ่มดำเนินการปฏิรูปปกครองโดยการสถานาปรัฐชาติ รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางโดยเด็ดขาด และเริ่มวางนโยบายพัฒนาประเทศไปสู่“ความทันสมัย” ซึ่งในที่นี้จะกล่าวรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางวรรณกรรมโดยตรง  คือ การพัฒนาทางด้านการศึกษาและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และหนังสือพิมพ์

การปฏิรูปทางด้านการศึกษา

การเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาของคนไทยเริ่มปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  โดยในปี พ.ศ.2371 คณะมิชชันนารีอเมริกันได้เข้ามาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯเป็นครั้งแรก ทำให้คนไทยเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีกลุ่มนี้ ต่อจากนั้นก็มีการศึกษาภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายและเริ่มมีการส่งนักเรียนไปศึกษาภาษาและวิชาการในต่างประเทศ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้การอุดหนุนการศึกษาภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก  พระองค์เองได้เริ่มศึกษาภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่  เมื่อขึ้นครองราชย์ก็โปรดเกล้าฯ ให้สตรีชาวต่างประเทศไปสอนภาษาอังกฤษแก่พระเจ้าลูกเธอในพระบรมมหาราชวัง  และได้ส่งนักเรียนไปศึกษาในยุโรปจำนวนสามคน 

ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลนี้การศึกษาสมัยใหม่ได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างมากตามนโยบายปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นเป็นครั้งแรกในพระบรมมหาราชวังเมื่อปี พ.ศ.2414 เพื่อจัดการศึกษาให้แก่พระเจ้าลูกเธอ พระราชวงศ์ และบุตรขุนนางข้าราชการ โดยมีพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย  อาจาริยางกูร) เมื่อครั้งเป็นหลวงสารประเสริฐ ปลัดกรมพระอาลักษณ์ เป็นอาจารย์ใหญ่  ต่อมาก็โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับพระเจ้าน้องยาเธอและหม่อมเจ้าต่างกรมได้เรียนภาษาต่างประเทศ

ในปี พ.ศ.2424 โปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนทหารมหาดเล็กขึ้นที่พระตำหนักสวนกุหลาบเพื่อฝึกหัดวิชาทหาร ต่อมาก็ขยายเป็นโรงเรียนพลเรือนสำหรับข้าราชการโดยทั่วไปด้วย  ตั้งแต่ปี พ.ศ.2427 เป็นต้นมา  โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับสามัญชนตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง  มีการตั้งกรมศึกษาธิการขึ้นเพื่อทำหน้าที่จัดโรงเรียนสำหรับราษฎร  ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดการศึกษาในช่วงนี้ก็คือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ ถึงปี พ.ศ.2435 ก็โปรดเกล้าฯให้ยกฐานะกรมศึกษาธิการเป็นกระทรวงธรรมการ 

ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2441 เมื่อเจ้าพระยาภาสกรวงษ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ได้เสนอโครงการจัดการศึกษาหัวเมือง  ซึ่งเป็นการจัดร่วมกับฝ่ายคณะสงฆ์ โดยรัชกาลที่ 5 ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะออกไปเป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในมณฑลต่างๆ เป็นผลให้การศึกษาแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้นแล้ว  รัชกาลที่ 5  ยังทรงส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น  โดยโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนขึ้นและให้ครูชาวอังกฤษเป็นผู้สอน ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอส่วนใหญ่เข้าศึกษา  โปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกเจ้านายและข้าราชการไปศึกษาต่อในยุโรปจำนวน 20 คน ต่อมาก็ได้ส่งนักเรียนหลวงไปศึกษาต่ออีก 10 คน  หลังจากนั้นก็ส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อบ้าง  โดยรุ่นแรกมีอีก 4 พระองค์ คือ กรมพระจันทบุรีนฤนาท  กรมหลวงปราจีนกิติบดี  กรมหลวงนครชัยศรีสุรเดช และกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  และหลังจากนั้นมาก็ทรงส่งพระโอรสไปศึกษาต่อต่างประเทศแทบทุกพระองค์  นอกจากนี้ก็ยังได้โปรดเกล้าฯให้มีการสอบไล่ประจำปีคัดเลือกนักเรียนที่เรียนดีทั้งที่เป็นบุตรข้าราชการและสามัญชนให้ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาวิชาการในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  การจัดการศึกษาของไทยได้ขยายตัวออกไปอีก  ในปี พ.ศ.2454 ในการจัดการศึกษาสำหรับโรงเรียนทั่วไปทั้งชายและหญิงเป็น ได้มีการขยายหลักสูตรสำหรับชั้นประถมศึกษาให้มีเวลาเรียน  5  ปี โดยให้เรียนวิชาสามัญ 3 ปี และวิชาชีพ 2 ปี  จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหลักสูตร 8  ต่อมาก็ได้มีการออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์เพื่อควบคุมโรงเรียนราษฎร์ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ.2464 ขณะที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีการตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา ที่กำหนดให้เด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 7–14 ปีเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาลโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน  ในด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน  ก็ได้ขยายกิจการของโรงเรียนและผลักดันให้ยกฐานะเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ  เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2459

ผลจากการจัดการศึกษาที่ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับนี้ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านวรรณกรรมได้เป็นอย่างดี  ทั้งในแง่ของผู้สร้างสรรค์งานและผู้เสพที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ  ดังจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากการพิมพ์หนังสือและการหนังสือพิมพ์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่  5 จนถึงยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

ความก้าวหน้าทางการพิมพ์และกิจการหนังสือพิมพ์ไทย

การพิมพ์หนังสือภาษาไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ.2359 โดยนางแอนน์ ฮาเซลไทน์ ยัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ซึ่งเรียนรู้ภาษาไทยจากครูผู้หนึ่งในพม่า และเขียนตัวอักษรไทยให้มิชชันนารีชื่อ ยอร์จ เอช. ฮัฟ (George H. Hough) หล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้น จากนั้นนางยัดสันก็แปลคำสอนของสามีและคัมภีร์แมธธิวออกเป็นภาษาไทยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้กับคนไทยที่เป็นเชลยอยู่ในพม่า  ต่อมาในปี พ.ศ.2363 ฮัฟเดินทางไปอยู่กัลกัตตา จึงนำตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไปด้วยและตั้งโรงพิมพ์ของคณะแบปติสต์ขึ้นที่นั่น  พร้อมกันนั้นก็ได้รับจ้างพิมพ์ตำราไวยากรณ์ไทยของเจมส์โลว์ ในปีต่อมามิชชันนารีคณะ London Missionary Society ก็ได้ซื้อตัวพิมพ์ของฮัฟมาก่อตั้งโรงพิมพ์ภาษาต่างๆ  ขึ้นที่สิงคโปร์  เมื่อหมอแดน บีช บรัดเล(Dan Beach Bradley) เดินทางจากสหรัฐอเมริกามาถึงสิงคโปร์  จึงได้ขอซื้อและนำเข้ามากรุงเทพฯในปี พ.ศ.2379  และได้เริ่มพิมพ์หนังสือภาษาไทยเล่มแรก คือ“บัญญัติสิบประการ” พร้อมคำนำและคำอธิบายอธิษฐานสั้นๆ และเพลงสรรเสริญ 3 บท เป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายก พิมพ์จำนวน 1000 เล่ม พิมพ์เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2379  ถึงปี พ.ศ.2380 โรงพิมพ์ของหมดบรัดเลได้รับแท่นพิมพ์ใหม่  และจึงได้พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น ในปี พ.ศ.2382 จำนวน 9000 ฉบับ  ถึงปี พ.ศ.2384 หมอบรัดเลได้อาศัยช่างพิมพ์ชื่อวิลเลียมจากสิงคโปร์ช่วยประดิษฐ์และหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นมาใหม่  และนำไปถวายเจ้าฟ้ามงกุฏที่วัดบวรนิเวศ 1 ชุด พร้อมกับตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษอีก 1 ชุด

การที่คณะมิชชันนารีได้ตั้งโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือคัมภีร์ศาสนาคริสต์ออกเป็นภาษาไทย ทำให้เจ้าฟ้ามงกุฏซึ่งขณะนั้นผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศทรงเห็นประโยชน์ของการพิมพ์หนังสือ  จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่วัดบวรนิเวศเพื่อพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา  พร้อมกันนั้นก็ทรงคิดอักษรอริยกะขึ้นเพื่อใช้แกะเป็นตัวพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือทางพุทธศาสนา  จึงนับได้ว่าเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกของไทย  และเมื่อขึ้นครองราชย์จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในพระบรมมหาราชวังเรียกว่าโรงพิมพ์หลวง หรือ “โรงพิมพ์อักษรพิมพการ” และเริ่มพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2401

หลังจากนั้นมาก็มีโรงพิมพ์เกิดขึ้นอีกหลายแห่งทั้งที่เป็นของชาวไทย จีน ญี่ปุ่น และชาวยุโรป

กิจการการพิมพ์ในประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ โดยในปี พ.ศ.2387 หนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกก็ถือกำเนิดขึ้นโดยการดำเนินงานของหมอบรัดเล  เป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ชื่อ THE BANGKOK RECORDER  แต่ออกได้ปีเดียวก็หยุด  เนื่องจากหมอบรัดเลเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา  เมื่อหมอกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งก็เริ่มงานพิมพ์ต่อ  โดยในปี พ.ศ.2402 ได้ออกหนังสือพิมพ์รายปีบางกอกคาเลนดาร์  ต่อมาในปี พ.ศ.2404 หมอบรัดเลก็ได้ซื้อลิฃสิทธิ์หนังสือนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัยมาตีพิมพ์จำหน่ายเป็นครั้งแรกในราคา 400 บาท นับเป็นการเริ่มต้นวัฒนธรรมทางหนังสือที่มีการพิมพ์จำหน่ายและมีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้ประพันธ์  หลังจากนั้นหมอบรัดเลก็ได้นำเอาหนังสือวรรณคดีและหนังสือประเภทพงศาวดารมาตีพิมพ์จำหน่าย  ซึ่งที่พิมพ์มากก็เห็นจะเป็นเรื่องจีน  โดยเริ่มจากการพิมพ์เรื่องสามก๊กในปี พ.ศ.2408  พิมพ์เรื่องเลียดก๊ก ในปี พ.ศ.2413  เป็นต้น[iii] วัลลภ  สวัสดิวัลลภ[iv] กล่าวว่า หนังสือที่พิมพ์ขึ้นในระยะแรกๆ นี้ จะพิมพ์เป็นเล่มปกแข็งขายในราคาเล่มละ 4-5  บาทจำนวนพิมพ์ประมาณ 200–300 เล่ม 

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา กิจการที่เกี่ยวกับการพิมพ์หนังสือและหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยได้เจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ มีการพิมพ์หนังสือเล่มทั้งที่เป็นวรรณกรรมและเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ต่างๆ เป็นจำนวนมาก  ในด้านหนังสือพิมพ์ก็ได้มีการออกหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ เป็นจำนวนมาก  โดยในระยะแรกๆ ผู้ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์มักจะเป็นเจ้านายชั้นสูง  ต่อมาก็เริ่มมีสามัญชนริเริ่มออกหนังสือพิมพ์มากขึ้น 

หนังสือพิมพ์และวารสารที่ตีพิมพ์จำหน่ายตั้งแต่รัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 7  มีดังนี้[v]

สมัย

จำนวนหนังสือพิมพ์รายวัน

จำนวนวารสาร

รัชกาลที่ 3

 -

2

รัชกาลที่ 4

-

6

รัชกาลที่ 5

17

47

รัชกาลที่ 6

22*

127

รัชกาลที่ 7

60

160

* เฉพาะที่ออกใหม่ในรัชกาลที่ 6 ไม่นับรวมที่พิมพ์จำหน่ายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  วารสารและหนังสือพิมพ์ไทยได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในชั่วระยะเวลาที่ไม่นานนัก  สิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางหนังสือที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงชั่วอายุคนเศษๆ เท่านั้น

ความก้าวหน้าทางด้านการหนังสือพิมพ์และการพิมพ์หนังสือที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมานี้  เมื่อประสานเข้ากับการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการปฏิรูปการศึกษาที่มีผลต่อการอ่านออกเขียนได้ของคนในระดับกว้างขึ้น  เหล่านี้จึงนับได้ว่าเป็นบริบทที่มีความสำคัญในการสร้างและเสพวรรณกรรมของไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการแปลและเรียบเรียงเรื่องจีนแล้วพิมพ์จำหน่ายทั้งในรูปที่เป็นหนังสือเล่มและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายต่างๆ ที่มีจำนวนมาก

6.2  การพิมพ์หนังสือในเมืองไทยกับความนิยมวรรณกรรมจีน พ..24082465

ก่อนหน้าที่เทคโนโลยีทางการพิมพ์จะเกิดขึ้นในประเทศไทย วัฒนธรรมการสร้างและเสพงานวรรณศิลป์ได้แบ่งรูปแบบการประพันธ์เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ร้อยแก้วกับร้อยกรอง  โดยที่แม้จะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่างานเขียนหรือวรรณกรรมระเภทใดควรจะใช้รูปแบบร้อยกรอง  หรือวรรณกรรมลักษณะใดควรจะแต่งด้วยร้อยแก้ว  แต่วัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ที่สืบเนื่องและเกี่ยวพันกันระหว่างผู้สร้างอันได้แก่ผู้ประพันธ์กับผู้เสพนั้นจะเป็นตัวกำหนดแบบแผนทางวรรณศิลป์ไปโดยปริยาย 

โดยที่งานประพันธ์ร้อยกรองเป็นงานประพันธ์ที่มีฉันทลักษณ์หรือกฎเกณฑ์ทางเสียงที่ค่อนข้างแน่นอนในระดับหนึ่ง  แม้จะมีการพลิกแพลงไปบ้างเพื่อให้เกิดลักษณะทางวรรณศิลป์มากขึ้น  แต่ก็จะยังคงอยู่ในกรอบแห่งฉันทลักษณ์ที่ทุกคนยอมรับร่วมกันอยู่  ลักษณะเช่นนี้ย่อมเอื้อต่อการถ่ายทอดที่ต้องอาศัยความจำและการรับรู้รสแห่งความงามที่ถือเอาเสียงเป็นลักษณะเด่น  การสร้างสรรค์งานประเภท “บันเทิงคดี” จึงใช้การประพันธ์ประเภทร้อยกรองเป็นหลัก  การเสพงานวรรณกรรมจึงเน้นที่อ่านเอารสแห่งความงามโดยไม่ได้เน้น “อ่านเอาเรื่อง” ดังจะเห็นได้จากการที่วรรณคดีเรื่องเดียวกันก็อาจมีแต่งเป็นหลายสำนวน  เช่น เรื่องมหาชาติ ที่มีทั้ง มหาชาติคำหลวง  มหาชาติกลอนเทศน์  กาพย์มหาชาติ เป็นต้น การที่มหาชาติมีหลายสำนวน  ใช้คำประพันธ์ที่แตกต่างกันดังนี้  ล้วนขึ้นอยู่กับว่าต้องการที่จะแต่งให้แต่ละสำนวนนั้นสอดคล้องกับการบวนการในการเสพวรรณกรรมของชนกลุ่มใดในสังคม  หรือระหว่างสมุทรโฆษคำฉันท์กับอนิรุทธคำฉันท์ที่อาจมีเนื้อหาบางส่วนของเรื่องตรงกันหรือคล้ายกันก็ไม่ถือว่าลอกเลียนเนื้อเรื่องระหว่างกัน  แต่การเน้นใช้ฝีมือทางการประพันธ์ที่นัก  วรรณคดีสมัยหลังเห็นว่าเป็นไปในลักษณะแข่งขันกัน  ก็ย่อมจะยืนยันถึงวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของไทยในอดีตที่มุ่งอ่านเอารสมากกว่าอ่านเอาเรื่องอย่างเด่นชัด

เมื่อสังเกตการพรรณนาธรรมชาติในงานประพันธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์  หากเรานำเอากฎเกณฑ์ทางวรรณศิลป์ในยุคปัจจุบันที่เน้น “ความสมจริง” ไปประเมินค่า  เราก็จะกล่าวข้อสรุปออกมาในทำนองว่า  ธรรมชาติที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์พรรณนาไว้นั้นไม่สามารถที่จะเป็นความจริงได้  เป็นไปไม่ได้เลยหรือพืชพันธุ์นานาชนิดจะมีอยู่หรืออยู่รวมกันตามที่กวีพรรณนา  ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีธรรมชาติในลักษณะ “เปล้าจับเปล้า” หรือ “แก้วจับแก้ว” แต่สิ่งเหล่านี้ผู้เสพวรรณศิลป์ในยุคนั้นคงไม่คำนึงถึง  แต่เข้าจะคำนึงถึงเสียงและภาพที่ได้จากการอ่าน(ออกเสียง) หรือท่องจำงานประพันธ์นั้นๆ ออกมาดังๆ เพื่อให้สามารถได้ฟังเสียงด้วย  หรือนำเอางานประพันธ์นั้นๆ ไปขับร้องประกอบการละเล่นหรือในพิธีกรรมต่างๆ เพื่อการ “ฟัง” ของผู้เสพวรรณกรรมเป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน  การสร้างสรรค์งานด้วยคำประพันธ์ประเภทร้อยแก้วก็ใช่ว่าจะไม่มี  แต่จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า  รูปแบบการประพันธ์ร้อยแก้วก่อนหน้าสมัยรัตนโกสินทร์นั้นจะมุ่งใช้ในการแต่งหรือสร้างสรรค์งานวรรณกรรมบางลักษณะที่ไม่เน้น “รสแห่งความงาม” อันเกิดจากเสียงที่ก่อให้เกิดความอลังการ  แต่จะเน้นงานในลักษณะที่ให้ความรู้และข้อเท็จจริง  ตลอดจนการใช้ข้อคิดคำสอน  อันเป็นลักษณะของการ “อ่านเอาเรื่อง” มากกว่า  ดังนั้นรูปแบบการประพันธ์ร้อยแก้วจึงมักจะใช้สำหรับงานระพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและงานที่เน้น “ความรู้” และ “ข้อเท็จจริง” อย่างไตรภูมิพระร่วง  พระราชพงศาวดาร  นิทานต่างๆ  ที่เน้นการสืบทอดโดยการจดจารลงบนวัตถุระเภทต่างๆ เช่น ศิลาจารึก (ซึ่งมักจะเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญๆ) ใบลาน (ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเป็นหลัก) หรือสมุดข่อย เป็นต้น  

ในด้านงานประเภทบันเทิงคดี  รูปแบบร้อยแก้วมักใช้กับการเล่านิทาน  ซึ่งเป็นงานวรรณศิลป์ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ทางเสียงเหมือนกันงานร้อยกรอง  และเป็นรูปแบบที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์แต่งเติมเสริมแต่งเนื้อหาสาระของเรื่องด้วยไหวพริบและปฏิภาณของผู้เล่า  ดังนั้นเราจะพบว่า  งานวรรณกรรมลักษณะนี้จะมีการเปลี่ยนแปรเนื้อความ ถ้อยคำสำนวน  มีการตัดต่อเพิ่มเติมเนื้อเรื่องให้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามสถานที่หรือท้องถิ่นและตามยุคสมัย  ตลอดทั้งตัวผู้เล่าและผู้ฟังและสถานการณ์ในขณะที่มีการเล่า[vi] ซึ่งการกระทำเช่นนี้สามารถกระทำได้อย่างเป็นอิสระตราบเท่าที่ยังไม่ได้มีการจดจารึกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างแพร่หลาย

ประเพณีทางวรรณศิลป์ดั้งเดิมที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะการใช้คำประพันธ์ร้อยแก้วและร้อยกรองอย่างเห็นได้ชัดก็คือการใช้งานวรรณศิลป์ผสมผสานกับนาฏศิลป์  ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน หนังใหญ่ หรือละครประเภทต่างๆ (ที่เด่นชัดมากคือละครนอก) บทที่ใช้ในการขับร้องมักจะแต่งเป็นคำประพันธ์ที่ไพเราะและเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร  ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประพันธ์ใช้ความสามารถเชิงวรรณศิลป์ระดิดประดอยถ้อยคำให้เกิดความงดงาม ได้ทั้งรสคำและรสความ  แต่ขณะเดียวกัน ในส่วนที่เป็นบทเจรจาร้อยแก้วก็จะไม่มีการแต่งและจดเอาไว้  แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้พากย์หรือผู้แสดงใช้ปฏิภาณไหวพริบของตนในการพูดเจรจาเอาเอง  ซึ่งในการพูดเจรจาเหล่านี้ก็มิได้มีกฏเกณฑ์ว่าจะต้องสอดคล้องกับเนื้อเรื่องทั้งหมดเสมอไป  จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่ผู้แสดงหรือผู้พากย์ซึ่งกำลังอยู่ในบทบาทของผู้สร้างวรรณศิลป์ด้วยนั้นจะสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ดูหรือผู้เสพด้วยการ “พูดเรื่องเดียวกัน” กับผู้ดูเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมและสนุกสนานเพลิดเพลินไปด้วยกัน  จึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นความผิดพลาดเลยหากลิเกหรือหนังตะลุงในปัจจุบันจะพูดเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมหรือในเวลาที่กำลังแสดงในขณะที่เนื้อเรื่องที่แสดงนั้นเป็นเหตุการณ์ในอดีตอันแสนนานมาแล้ว 

เมื่อเริ่มมีการแปลวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊กและไซฮั่นในสมัยรัชกาลที่ 1 ความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของไทยก็เริ่มปรากฏชัด  ทั้งนี้เพราะสามก๊กและไซฮั่นเป็นงานวรรณกรรมที่มีการจดจารึกไว้อย่างแน่นอนแล้ว  อีกทั้งเป้าหมายในการแปลครั้งแรกนั้นมุ่งในทางด้านให้เป็นเรื่องที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้เป็นสำคัญ  ด้วยขนาดความยาวและรูปแบบการประพันธ์ สามก๊กและไซฮั่นจึงเป็นวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของ “ผู้รู้หนังสือ” มิใช่การท่องจำและเล่าหรือขับร้องตามขนบร้อยกรอง  ดังนั้น ผู้ที่จะสามารถเสพวรรณกรรมร้อยแก้วในยุคนี้ได้จึงน่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ อ่านออกเขียนได้  เพราะจะต้องอาศัยการอ่านจึงจะสามารถเสพ “เนื้อเรื่อง” ได้  แต่จะอย่างไรก็ตาม  ในระยะต้นๆ การรู้หนังสือก็คงมิใช่อุปสรรคในการเสพวรรณกรรมลักษณะนี้สำหรับคนบางกลุ่มมากนัก  เพราะได้เกิดรูปแบบการเสพวรรณศิลป์ในลักษณะของการ “อ่านให้ฟัง” ขึ้นมา  โดยผู้รู้หนังสือก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่ในการอ่านให้ผู้ไม่รู้หนังสือฟัง  ลักษณะของ “ลูกหลานอ่านหนังสือให้ยายฟัง” น่าจะเริ่มเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมทางวรรณกรรมประเภท “ยายท่องหนังสือหรือเล่านิทานให้หลานฟัง”

การเข้ามาของวรรณกรรมจีนอย่างสามก๊กและไซฮั่นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จึงเป็นการเริ่มต้นของวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ที่ต้องเจริญเติบโตไปพร้อมๆ กับ “การรู้หนังสือ” ของผู้เสพที่จะต้องอาศัยการ “อ่านเอาเรื่อง” เป็นหลักสำคัญ  แต่ขณะเดียวกัน การเข้ามาในขณะที่มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์แบบเก่าที่มีมาตั้งแต่ครั้งอยุธยา  ลักษณะร้อยแก้วในสามก๊กและไซฮั่นจึงถูกดัดแปลงสร้างสรรค์ใหม่ให้สอดคล้องกับแนวการเขียนร้อยแก้วแต่โบราณ ยิ่งเมื่อเนื้อเรื่องของสามก๊กและไซฮั่นมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์  จึงไม่แปลกเลยที่งานเขียนประเภท“นวนิยาย” ของจีนจะมากลายเป็นงานประเภท “พงศาวดาร” ในความเชื่อของคนไทย นอกจากนั้นแล้ว สามก๊กและไซฮั่นยังรับเอาอิทธิพลทางวรรณศิลป์ของงานประเภทร้อยกรองที่เน้นความไพเราะสละสลวยผสมผสานเข้าไว้ด้วย  การเรียบเรียงสามก๊กและไซฮั่นจึงเน้นระดับตกแต่งถ้อยคำให้มีลักษณะของกวีนิพนธ์อยู่ด้วย  ดังที่ ดวงมน  จิตร์จำนงได้กล่าวไว้ว่า

 ร้อยแก้วอีกประเภทหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือร้อยแก้วเชิงความเรียง  ที่มุ่งบันทึกข้อเท็จจริงและเหตุการณ์สำคัญ  มักมีถ้อยคำกระชับ ใช้ประโยคขนาดสั้นและมีการบรรยายมากกว่าพรรณนา  มีการใช้เหตุผลมากกว่ากระตุ้นการรับรู้ทางอารมณ์  แต่มีพลังทางสุนทรียภาพด้วยความเรียบกระชับชัดเจนของภาษา  และมีลักษณะกวีนิพนธ์ได้เหมือนกัน[vii]

การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์อันเป็นผลมาจากการแปลสามก๊กและไซฮั่นก็น่าที่จะมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรมอย่างเรื่อง “นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ที่มีลักษณะเป็นร้อยแก้วความเรียงเชิงนวนิยายอยู่ด้วยบางส่วน[viii] และการปรับเปลี่ยนพระราชพงศาวดารรามัญเรื่องราชาธิราชให้มีลักษณะเป็นวรรณคดีโดยเพิ่มลักษณะทางวรรณศิลป์เข้าไปในเนื้อหาบางตอนที่กระทำขึ้นก่อนที่จะมีการนำเอางานชิ้นนี้มาพิมพ์ในราวสมัยรัชกาลที่ 4[ix]

การริเริ่มพิมพ์หนังสือวรรณคดีเรื่องต่างๆ ของหมอบรัดเลในสมัยรัชกาลที่ 4 สามารถนับได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างยิ่งของวัฒนธรรมทางวรรณกรรมของไทยที่สืบเนื่องจากการแปลสามก๊กและไซฮั่น  เมื่อร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดีได้เข้ามามีบทบาทในฐานะของงานประพันธ์ที่ให้ “ความบันเทิง” เน้นการรับรู้ทางอารมณ์ความรู้สึกเคียงคู่กับงานประพันธ์ร้อยกรองที่สืบทอดมาแต่โบราณอันยาวไกล  เมื่อประสานเข้ากับวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของตะวันตกที่งานประพันธ์ร้อยแก้วประเภทนวนิยายและเรื่องสั้นกำลังรุ่งเรือง  รูปแบบใหม่ของวรรณกรรมไทยจึงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน  เรื่องจีนที่แปลในยุคต่อๆ มา แม้ว่าจะยังคงมีความเชื่อกันไม่น้อยว่าเป็นเรื่องประเภทพงศาวดาร  แต่รูปแบบการเรียบเรียงก็มีลักษณะที่เป็นเรื่องบันเทิงคดีอย่างแน่ชัด  อีกทั้งเป้าหมายในการแปลก็มุ่งให้ผู้อ่านเกิดความสนุกสนานหรือเกิดความบันเทิงเป็นหลัก  โดยอาจจะมีจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิดความรู้และปัญญาแฝงอยู่ด้วย

ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้  ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการคงอยู่ของรูปแบบเก่าของเรื่องที่แปล  แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์แห่งยุคสมัยและความต้องการของผู้เสพประสมประสานกัน  ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่เรื่องจีนซึ่งแปลในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาที่น่าจะคงลักษณะความบันเทิงของฉบับเดิมไว้ส่วนหนึ่ง  ปรับเปลี่ยนลักษณะทางวรรณศิลป์ให้เป็นไทยมากขึ้นโดยยึดแนวทางการเรียบเรียงของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) และเน้นให้ “อ่านเพื่อความบันเทิง” ให้สอดคล้องกับความต้องการของ “ผู้รู้หนังสือ” หรือ “ปัญญาชน” ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น  และต่อมาเมื่อเรื่องจีนได้รับความนิยมมากขึ้น  ระบบการว่าจ้างซื้อขายแบบตะวันตกเข้ามาพร้อมกับการกลับจากการศึกษาต่อในยุโรปของเหล่านักเรียนนอก  การเร่งผลิตงานของนักแปลนักเขียนเรื่องจีนจึงเกิดขึ้น  ความประณีตในการแปลและเรียบเรียง ตลอดจนลักษณะวรรณศิลป์ที่เจ้าพระยาพระคลัง(หน)ได้วางรากฐานเอาไว้อย่างมั่นคงก็เริ่มลดความสำคัญลง  ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเรื่องจีนได้รับความนิยมและมีการแปลมากขึ้น  คุณภาพในเชิงวรรณศิลป์ก็ลดลง  ขณะเดียวกันผู้เสพก็มุ่งที่จะเสพเพื่อ “อ่านเอาเรื่อง” มากกว่า “อ่านเอารส”  ซึ่งลักษณะนี้จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในช่วงที่มีการนำเรื่องจีนลงพิมพ์ในหนัง