โครงการธรรมศึกษาวิจัย
ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คัมภีร์พุทธศาสน์
ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานของฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ที่ได้สำเร็จลงแล้วด้วยดีนั้นอาจประมวลลงในประโยชน์
๓ ประการนี้ คือ
๑. ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา
๒. ประโยชน์ต่อสังคม
๓. ประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย
๑. ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาคัมภีร์พุทธศาสน์จึงเป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อพระศาสนาโดยตรงซึ่งพอสรุปกล่าวได้เป็น
๓ ประการ คือ
๑.๑ การรักษาพระศาสนา
คัมภีร์ที่รักษาพระพุทธพจน์และพระพุทธพจน์นี้เองที่เป็น
ศาสดาของศาสนาดังที่พระพุทธองค์ตรัสคราวใกล้ปรินิพพานว่า
“อานนท์
ธรรมและวินัยที่เราแสดงไว้แล้วบัญญัติแล้ว
จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อกาลล่วงไปแห่งเรา” จึงเป็นอันยืนยันได้ว่าตราบใดที่ยังมีพระไตรปิฎก
ตราบนั้นก็ยังมีพระธรรมวินัยตราบใดที่ยังมีพระธรรมวินัย
ตราบนั้นชาวพุทธเราก็ยังมีพระศาสดาและตราบใดที่เรายังมีพระศาสดาตราบนั้นศาสนาของเราก็ยังมีอยู่
๑.๒การป้องกันสัทธรรมปฏิรูปคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ทำการตรวจ
ชำระคัมภีร์โดยการเทียบเคียงกับคัมภีร์ฉบับต่าง ๆ
หรือแม้แต่กับคัมภีร์ของประเทศต่าง ๆตรงไหนที่เห็นว่าผิด
ก็จะมีการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง ตามหลักการ ข้อมูลและเหตุผลของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอื่น
ๆ ด้วยเหตุนั้นการที่จะเกิดสัทธรรมปฏิรูปขึ้นในพระไตรปิฎกจึงเป็นการยาก
เหมือนกับการฝนทั่งให้เป็นเข็มเป็นการยาก ฉะนั้น
๑.๓การเผยแผ่พระศาสนาการที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ตรวจ
ชำระคัมภีร์โดยการเทียบเคียงหลักฐานกับคัมภีร์ต่าง ๆ
แล้วแปลจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยก็เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาของพุทธศานิก
ชนที่เป็นชาวไทยซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจใฝ่ศึกษาหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างมากมายอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคง
ยืนยงถาวรอยู่คู่กับโลกนี้ไปตราบนานเท่านาน
จากประเด็นที่ว่า
"ประโยชน์ของงานคัมภีร์พุทธศาสน์ต่อพระพุทธศาสนา"ดังที่กล่าวมานี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอดีตเป็นต้นมาในอันที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและต่อมหาวิทยาลัย
จึงนับว่าฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ก่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาเป็นอเนกประการ
๒.ประโยชน์ต่อสังคม ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้สร้างสรรค์งานคัมภีร์โดยการแปลและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมายเพราะหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั้นหากได้นำมาเผยแผ่อย่างถูกต้องตามพุทธประสงค์เหมาะสมแก่บุคคลและสังคมแล้วย่อมมีประโยชน์ต่อสังคมทุกยุคสมัยมีผลานิสงส์ไม่จำกัดกาลเวลา
ปฏิบัติเมื่อใดได้ผลเมื่อนั้น ดังนั้นเมื่อฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้รังสรรค์งานเหล่านี้ออกมาสู่พุทธบริษัทแล้วจึงเป็นประโยชน์อย่างประเมินค่ามิได้
แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วก็พอจะกล่าวได้ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม ๓ ประการ
คือ
๒.๑การให้ข้อมูลทางปริยัติศาสน์ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ตรวจชำระ แปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา สัททาวิเสส และปกรณ์วิเสสเป็นจำนวนหลายร้อยเล่มเพื่อบริการข้อมูลแก่สังคม หน่วยงานของรัฐ สถาบัน สมาคมและองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาทุกระดับยังขาดข้อมูลทางพุทธศาสนาอยู่มากไม่เพียงพอที่จะบริการแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้อันเป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนข้อมูลแล้วนำไปสู่ความด้อยการพัฒนาทางปัญญามันสมองของประเทศ ก็ลดค่าด้อยลง สังคมจึงเป็นสังคมด้อยพัฒนาอันเป็นเหตุให้ชักจูงไปในทางเสื่อมได้ง่ายขึ้น ชักจูงไปในทางเจริญได้ยากขาดปัญญาในการพิจารณาแก้ปัญหาเมื่อวิกฤตของสังคมเกิดขึ้นจึงทำให้ผู้คนขาดหลักการขาดข้อมูลคือพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง อันเปรียบเสมือนประทีปนำทางทำให้สังคมขาดที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว ที่เป็นหลักชัย เกิดสัทธรรมปฏิรูปเกิดการตีความคำสอนพุทธศาสนาไปในทางที่ผิดเพื่อกอบโกยผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องนานไปปริยัติศาสน์ก็จะเสื่อมสูญไป ดังนั้นฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์จึงถือว่าได้ทำหน้าที่ช่วยจรรโลงพุทธธรรมเพื่อให้สังคมได้เกิดสันติสุขและช่วยแบกรับภาระนี้ด้วยความภาคภูมิใจและยินดีตลอดมา
๒.๒การสืบทอดพระธรรมวินัยให้มีอายุยาวนานอยู่คู่สังคมพุทธบริษัทได้ระลึกอยู่เสมอและทราบพุทธประสงค์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคราวใกล้ปรินิพพานว่า
“อานนท์
ธรรมและ วินัยที่เราแสดงไว้แล้ว บัญญัติแล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อกาลล่วงไปแห่งเรา”
พระพุทธดำรัสนี้ยังดังก้องอยู่ในใจของชาวพุทธตลอดมา
แม้เวลาจะล่วงเลยมา ๒๕๐๐กว่าปีก็ตามหน้าที่ในการสืบทอดพระธรรมวินัยได้ทำกันมาอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้๓
เดือน โดยท่านพระมหากัสสปะและพระสงฆ์ ๕๐๐ รูปได้ดำเนินการทำสังคายนาภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอชาต
ศัตรูกษัตริย์แห่งแคว้นมคธพระธรรมวินัยจึงเป็นหมวดหมู่
ได้รับการสืบทอดมาอย่างเป็นระบบแผ่ขยายไปสู่สังคมได้อย่างกว้างไกลพุทธบริษัทสมัยต่อมาจึงถือแบบอย่างที่โบราณาจารย์ได้กระทำไว้นั้นมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินการสืบทอดพุทธศาสนาให้มีอายุยืนยาวอยู่คู่กับสังคมทุกยุคทุกสมัยคราวใดเกิด
สัทธรรม ปฏิรูปคราวนั้นพุทธบริษัทก็จะช่วยกันชำระตรวจสอบให้ถูกต้องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานสืบมาทำให้ปริยัติศาสนาได้เชื่อมต่อให้ปฏิบัติศาสนาและปฏิเวธศาสนาสัมพันธ์กันและเกิดสันติสุขแก่สังคม
๒.๓ ช่วยสร้างบุคลากรของพระพุทธศาสนาให้มีคุณภาพฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้เป็นเสมือนแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาอันล้ำค่า
เป็นเวทีในการศึกษาค้นคว้าวิจัยหลักพุทธธรรมแก่เจ้าหน้าที่ ครู
อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ทุกท่านได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจอย่างจริงจังด้วยความยินดีได้คลุกคลีอยู่กับคัมภีร์ตลอดเวลา
ตั้งแต่เริ่มการแปลจากภาษาบาลีสู่ภาษาไทย ได้อ่านตรวจสอบ เทียบเคียงความสอดคล้องแห่งพุทธพจน์อยู่เสมอจึงมองเห็นความเชื่อมโยงของคัมภีร์แต่ละเล่มแต่ละสูตรได้อย่างชำนาญในระดับที่น่าพอใจ
สามารถเป็นที่พึ่งแก่บรรดานิสิต นักศึกษาครู
อาจารย์ในด้านการบริการข้อมูล สืบค้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีคุณภาพด้วยภูมิรู้
ภูมิธรรมเกิดภูมิฐานและลึกซึ้งในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและสังคมมากมาย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์นอกจากจะมีความรู้ความชำนาญทางด้านคัมภีร์แล้วยังรู้หลักและวิธีการในการทำงานเป็นทีมรู้จักเลือกสรรและย่อยข้อมูลจากพระไตรปิฎกออกสู่บรรณภพเป็นการสร้างทักษะในการวิเคราะห์พุทธธรรมประยุกต์ธรรมะให้ประชาชนศึกษาแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นการสร้างอุปนิสัยอันดีงามทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธแก่เจ้าหน้าที่ ครูอาจารย์อย่างดียิ่งเพิ่มพลังแห่งความรักและศรัทธาให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงในพุทธศาสนาอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขต่อสังคมสืบไป
คัมภีร์พุทธศาสน์
พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาตินับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานถึง
๒๕๙๐ ปี ซึ่งอาจสืบค้นได้โดยอาศัยประวัติขององค์ประกอบต่าง ๆเป็นต้น ดังนี้ คือ
๑. ประวัติส่วนบุคคล
๒. ประวัติศาสนวัตถุ
๓. ประวัติคัมภีร์๑.ประวัติส่วนบุคคลโดยประวัติส่วนบุคคลแบ่งออกเป็น
๒ คือ
๑.๑ประวัติของพระศาสดามีปรากฏอยู่ทั้งในแบบกระจัดกระจายและแบบบันทึกรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่
ซึ่งสามารถค้นหาและพิสูจน์ทราบได้จากโบราณวัตถุโบราณสถาน จารึกต่าง ๆ
และคัมภีร์พุทธศาสนา
๑.๒ประวัติของพระสาวกบางรูปจำแนกโดยย่อเป็น
๒ คือ
๑.๒.๑ประวัติของพระสาวกผู้ทรงจำ
และเผยแผ่คำสอนตลอดจนนำสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
๑.๒.๒ประวัติของพระสาวกผู้จดจารึกคำสอนและสรรสร้างงานอธิบายพุทธพจน์แบ่งแยกลดหลั่นเป็นลำดับชั้นนับแต่อรรถกถาลงมาซึ่งพระสาวกผู้รจนาคัมภีร์ในชั้นนี้ได้รับการขนานนามว่าพระคันถรจนาจารย์และเมื่อท่านเหล่านั้นครั้นรจนาคัมภีร์สำเร็จแล้วก็ได้จารึกนามของตนไว้ก็มีมิได้จารึกนามของตนไว้ก็มีบางทีท่านเหล่านั้นก็ถูกนำชื่อหรือผลงานมาอ้างอิงในวรรณกรรมของพระคันถรจนาจารย์รุ่นหลังๆ เช่น
พระมหาปทุมเถระ พระมหาสุมัตเถระชื่อของพระสาวกผู้รจนาคัมภีร์จักมีปรากฏพร้อมกับรายชื่อคัมภีร์ผลงานของท่านอันจะได้กล่าวไว้ในลำดับต่อไป
๒. ประวัติศาสนวัตถุ ประวัติศาสนวัตถุปรากฏอยู่ในรูปแบบศาสนสถาน
โบราณวัตถุ ภาพจิตรกรรม ลายลักษณ์ศิลปวัตถุ
และศิลาจารึกเป็นต้นซึ่งต้องอาศัยธีรชนผู้มีความพากเพียรในการศึกษาค้นคว้าวิจัยหรือสันนิษฐานร่วมกันแล้วจัดเก็บรวบรวมเป็นหมวดหมู่
๓.
ประวัติคัมภีร์ ประวัติคัมภีร์มีความเป็นมาแตกต่างกันออกไปซึ่งพระคันถรจนาจารย์ทั้งหลายได้รจนาคัมภีร์ขึ้น
เพราะความการุญ เอื้ออาทรหรือเพราะได้รับคำกล่าวชักนำให้เห็นประโยชน์ที่จะพึงมีทั้งแก่ตนและปัจฉิมชนตาชนเพื่ออธิบายพุทธดำรัสให้พาลปโพธชนได้ซาบซึ้งในธรรมรส
อรรถรสจนสามารถน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ
สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้เกิดทั้งแก่ตนเองหมู่ญาติมิตร และบริวารชน
อนึ่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้รับการรักษา
ทรงจำ ใคร่ครวญพินิจพิเคราะห์และตรวจสอบให้สมบูรณ์ทั้งโดยอรรถและพยัญชนะแล้วนำสอนสืบต่อกันมามิได้ขาดสายนานนับเป็นพัน
ๆ ปี โดยในชั้นแรกพระมหาเถระทรงจำนำมาโดยมุขปาฐะ จนถึง พ.ศ. ๔๓๓
อันเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๕จึงมีการจดจารึกลงในใบลานเป็นพระคัมภีร์สืบต่อมาจนเกิดคัมภีร์ต่าง
ๆมีคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น
ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งปฐมโพธิกาลเป็นต้นไว้ในที่นี้จักนำความมากล่าวโดยสังเขป
ดังนี้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้วพระสังฆเถระได้ประชุมกันทำสังคายนารวบรวมสัตถุศาสน์หรือพุทธพจน์จัดไว้เป็นหมวดหมู่
ที่เรียกว่าพระไตรปิฎกซึ่งว่าโดยส่วนต่าง ๆดังนี้
๑. ว่าโดยรสมี ๑ คือวิมุตติรส
๒. ว่าโดยประเภทมี ๒ คือธรรม วินัย
๓. ว่าโดยปิฎกมี ๓ คือพระวินัยปิฎก
พระสุตตันตปิฎกพระอภิธรรมปิฎก
๔. ว่าโดยนิกายมี ๕คือทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย
สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕. ว่าโดยองค์มี ๙ คือสุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ
๖.ว่าโดยธรรมขันธ์มี ๘๔,๐๐๐ คือพระวินัยปิฎกมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระสุตตันตปิฎกมี
๒๑,๐๐๐
พระธรรมขันธ์ พระอภิธรรมปิฎกมี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
แล้วทรงจำสืบต่อกันมาจนถึงการทำสังคายนาครั้งที่ ๕ (พ.ศ. ๔๓๓)ในประเทศศรีลังกา
และในการทำสังคายนาครั้งนี้พระสังฆเถระทั้งหลายที่ประชุมกันต่างพิจารณาเห็นว่า
ในอนาคตกาลกุลบุตรจักมีอินทรีย์ย่อหย่อนไม่สามารถทรงจำพระธรรมวินัยไว้ได้อย่างครบถ้วนพวกเราทั้งหลายควรจดจารพระธรรมวินัยลงในใบลานเถิดแล้วแบ่งหน้าที่กันดำเนินการรจนาจนเสร็จสมบูรณ์นับแต่นั้นมาจึงมีการคัดลอกพระธรรมวินัยเป็นต้นสืบต่อกันมาแล้วนำเผยแผ่ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเดียวกันให้ได้ศึกษาเล่าเรียนทรงจำแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ
สืบต่อกันมา ในพุทธศตวรรษที่ ๙เมื่อกุลบุตรทั้งหลายมีอินทรีย์ย่อหย่อนลงเป็นลำดับยากที่จะหาผู้มีปัญญาสุขุมคัมภีรภาพสามารถพิจารณาใคร่ครวญพระพุทธพจน์แล้วเข้าใจได้อย่างถ่องแท้พระพุทธโฆสมหาเถระและพระพุทธทัตตเถระเป็นต้นผู้เรืองนามได้มีอุตสาหะเรียบเรียงอรรถกถาขึ้นใหม่ด้วยภาษามคธโดยการย่อเนื้อความที่พิสดาร
ตัดเนื้อความที่ซ้ำ ๆ กันออกไปแต่คงวาทะของพระภาณกาจารย์เป็นต้นไว้
ในที่ที่ควรซึ่งคณาจารย์ในยุคนั้นต่างนิยมยกย่องอรรถกถาชุดใหม่นี้ว่ามีเนื้อความสมบูรณ์ทั้งโดยอรรถและพยัญชนะ
สมบูรณ์ด้วยวินิจฉัยต่าง ๆอันทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่กุลบุตรรุ่นใหม่ได้โดยรอบด้านทั้งเป็นการรจนาด้วยภาษามคธ
จึงสามารถคัดลอกแล้วนำไปเผยแผ่ในนานาประเทศได้ด้วยเหตุนั้นเองจึงทำให้คัมภีร์ปุราณอรรถกถาเป็นต้นที่รจนาไว้ด้วยสีหลภาษาเหลือเพียงชื่อปรากฏอยู่ในอรรถกถาใหม่นี้เท่านั้น
ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖พระไตรปิฎกและอรรถกถาใหม่นี้ก็นับว่าเป็นการยากที่จะทำความเข้าใจให้ได้โดยตลอดพระเถรานุเถระผู้ทรงภูมิปัญญา
เช่นพระอานันทมหาเถระพระธัมมปาลเถระเป็นต้นจึงได้รจนาคัมภีร์ฎีกาเป็นต้นเพื่ออธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้นให้ชัดเจนทั้งโดยอรรถและพยัญชนะเมื่อเห็นว่าความในฎีกาไม่ชัดเจนก็ได้มีการรจนาคัมภีร์อนุฎีกาขึ้นมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมอีกนอกจากนี้พระอรรถกถาจารย์ยังได้รจนาคัมภีร์ขึ้นอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ในลีลาและลักษณะต่างๆที่รวมเรียกคันถันตระ
ลำดับความสำคัญของคัมภีร์พุทธศาสน์ ชาวพุทธมักนิยมยกย่องพระพุทธพจน์ให้เป็นประดุจเจดีย์อันเป็นที่เคารพเพราะพระพุทธพจน์เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์อีกอย่างหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ซึ่งพระสิริรัตนปัญญาเถระได้ผูกคาถาเป็นปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธพจน์นี้เอาไว้เป็นต้นว่า
ปาทเปโก ภวกฺขนฺโธ
สรสาโข พหูทโล
สิเนรุคฺโค สุผลโท
อวิสุ อิตินามโก
แปลว่าต้นไม้ต้นหนึ่งมีลำต้น ๓ มีกิ่ง ๕ มีใบมาก
มียอด๑ ให้ผลดี มีนามว่าอวิสุ (นั้นได้แก่ต้นไม้อะไรต้นไม้ต้นนั้นได้แก่ต้นพระไตรปิฎกอันเป็นที่รวบรวมพระพุทธพจน์ทั้งหมด)
พระธรรมคือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดสามารถศึกษาได้จากพระไตรปิฎกอันถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกในพระพุทธศาสนาดังที่ท่านพระสิริรัตนปัญญาเถระรจนาไว้ในหนังสือวชิรสารัตถสังคหะว่า
อนญฺากงฺขินา นูน
รเวนานูนการินา
นูนวาหา วราวุตฺตา
ขนฺธา ติปิฏเก วเร
พระธรรมขันธ์อันประเสริฐ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
นำไปสู่พระนิพพานแน่นอนคือพระวินัย ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอภิธรรม
๔๒,๐๐๐
พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตะ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
อันพระผู้ทรงพระภาคผู้มิได้ทรงมุ่งสิ่งอื่นเลยทรงมีพระสุรเสียงไม่บกพร่อง
ทรงมีพระวิริยะมิได้ย่อหย่อน ตรัสไว้แล้วในพระไตรปิฎกอันประเสริฐ
ด้วยเหตุที่คัมภีร์พุทธศาสน์มีพระไตรปิฎกเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเกิดความสงสัยหรือข้อข้องใจเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักในการวินิจฉัย
คือให้ตรวจสอบได้ตามหลักมหาปเทส ๔อันได้แก่ที่อ้างอิงใหญ่หรือหลักใหญ่สำหรับใช้อ้าง
เพื่อสอบสวนเทียบเคียงเริ่มหมวดแรกที่เป็นชุดใหญ่ คือ
๑.พุทธาปเทสยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง
๒. สังฆาปเทสยกเอาพระสงฆ์ขึ้นอ้าง
๓. สัมพหุลัตเถราปเทสยกเอาพระเถระจำนวนมากขึ้นอ้าง
๔. เอกเถราปเทสยกเอาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นอ้าง
เมื่อพิจารณาอย่างกว้างออกไปโดยคลอบคลุมถึงคำสอนรุ่นหลัง
ๆ หรือลำดับรองลงมาโดยวางเกณฑ์วินิจฉัยคำสอนความเชื่อและการปฏิบัติเป็น ๔ ขั้น คือ
๑. สุตตะได้แก่พระไตรปิฎก
๒. สุตตานุโลมได้แก่มหาปเทส(ยอมรับอรรถกถาด้วย)
๓. อาจริยวาทได้แก่อรรถกถา(ตลอดถึงฎีกาและอนุฎีกา)
๔. อัตตโนมัติได้แก่มติบุคคลนอกเหนือจาก ๓
ข้อต้น
อนึ่งสุตตะคือพระพุทธพจน์ที่มาในพระไตรปิฎกนั้น
ท่านถือว่าเป็นมาตรฐานใหญ่หรือจัดว่าเป็นเกณฑ์สูงสุด
ดังคำว่า “แท้จริง สุตตะเป็นของคืนกลับไม่ได้มีค่าเท่ากับการกสงฆ์(ที่ประชุมพระอรหันตสาวก
๕๐๐ รูป ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๑)เป็นเหมือนครั้งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังสถิตอยู่
ส่วนพาหิรกสูตรอันเป็นสูตรภายนอกคือพระสูตรที่ไม่ได้ยกขึ้นสู่การสังคายนาใหญ่ทั้ง
๓ ครั้งตลอดถึงสูตรของนิกายมหาสังฆิกะ(นิกายใหญ่ที่จัดเป็นหินยานสืบต่อมาจากภิกษุชาววัชชีบุตรและพัฒนาเป็นมหายาน)ท่านก็ได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ว่า
“... ไม่พึงยึดถือ(พาหิรกสูตร)ควรตั้งอยู่ในอัตตโนมัตินั่นแหละ”
หมายความว่า
อัตตโนมัติในนิกายของตน(เถรวาท)สำคัญกว่าสูตรที่มาจากนิกายอื่น
ด้วยยึดเหตุผลเป็นต้นตามที่กล่าวมานี้นักปราชญ์ทางศาสนาจึงได้จัดลำดับความสำคัญของคัมภีร์ตามมติของโบราณาจารย์เป็น
๕ชั้น คือ
๑.คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้
๒.คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก
๓.คัมภีร์ฎีกา(มูลฎีกา)หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา
๔.คัมภีร์อนุฎีกาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายมูลฎีกา,ฎีกา
๕.คัมภีร์คันถันตระหมายถึงคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา
พุทธศานิกชนผู้ต้องการจะเข้าใจในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงตามพระพุทธประสงค์
สามารถศึกษาค้นคว้าได้จากคัมภีร์เหล่านี้ซึ่งรายชื่อของคัมภีร์เหล่านี้จะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในส่วนที่ว่าด้วยชื่อพระคัมภีร
ประโยชน์คัมภีร์พุทธศาสน์
คัมภีร์ระดับต่าง ๆตามที่กล่าวมานั้นล้วนเอื้ออำนวยประโยชน์
๓ ประการ คือ (๑) ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (๒) สัมปรายิกัตถประโยชน์ (๓)
ปรมัตถประโยชน์ ให้แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามได้ตามสมควรแก่กำลังของปัญญินทรีย์
ซึ่งสามารถเปรียบคัมภีร์เหล่านั้นกับบ้านเมืองได้ดังนี้
๑.คัมภีร์พระไตรปิฎกเปรียบเหมือนเมืองหลวงอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรณ์คือรัตนชาติ ตลอดจนอัญมณีต่าง ๆ อย่างมากมายซึ่งล้วนเป็นของสาธารณะ อันนรชนผู้มีความสามารถย่อมหยิบฉวยยึดครองเป็นสมบัติของตัวได
๒.คัมภีร์อรรถกถาและคัมภีร์ฎีกาเปรียบเหมือนคู่มืออันล้ำค่าซึ่งเขียนบอกวิธีในการหยิบฉวยยึดครองเอารัตนชาติหรืออัญมณีที่ตนพึงพอใจได้
๓.คัมภีร์คันถันตระเปรียบเหมือนอัครสถานอันโอฬารงดงามอลังการด้วยเครื่องประดับอันวิจิตร
เพียบพร้อมด้วยสัจจภาวะและมายาภาวะอันสามารถสนับสนุน อุปถัมภ์
ค้ำจุนส่งเสริมเพิ่มพูนสติปัญญาแก่ผู้พบเห็นที่มีวิจารณญาณ
หรือบั่นทอนทำลายสติปัญญาของผู้พบเห็นที่ขลาดเขลา เบาปัญญา
หลงงมงายประพฤติผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกดังคนบอดเพราะโมหะ
ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานี้ ไม่ว่าระดับใด ชั้นใด หรือเล่มใดล้วนอำนวยประโยชน์แก่นรชนผู้มีปัญญาทั้งนั้น
ชื่อคัมภีร์พุทธศาสน์
นักปราชญ์ฝ่ายศาสนาได้จัดลำดับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาออกเป็นโดยประเภทตามลำดับความสำคัญ๕ ชั้น
คือ
๑. คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้
๒.คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก
๓.คัมภีร์ฎีกา(มูลฎีกา)หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา
๔.คัมภีร์อนุฎีกาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายมูลฎีกา,
ฎีกา
๕.คัมภีร์คันถันตระหมายถึงคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก
อรรถกถามูลฎีกา ฎีกา อนุฎีกา
ท่านอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถได้แต่งคัมภีร์ตั้งแต่ชั้นอรรถกถาลงมาเอาไว้มากมายยากที่จะรวบรวมไว้ได้ทั้งหมด แต่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่านที่มีความสนใจจึงได้พยายามรวบรวมมาเสนอเป็นเพียงบางส่วน ดังนี้
๑. คัมภีร์พระไตรปิฎก
คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้
ซึ่งแบ่งออกไเป็น ๓คัมภีร์ คือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม
ดังนี้
|
พระวินัยปิฎกมี ๕ พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๘ เล่ม คือ |
|||
|
เล่มที่ |
ชื่อ |
เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ |
|
|
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖
๗ ๘ |
พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก
พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก พระวินัยปิฎก |
มหาวิภังค์(ภิกขุวิภังค์)
ภาค ๑ มหาวิภังค์(ภิกขุวิภังค์)
ภาค๒ ภิกขุนีวิภังค์
๓ มหาวรรค
ภาค ๑ มหาวรรค
ภาค ๒ จูฬวรรค
ภาค๑ จูฬวรรค
ภาค ๒ ปริวาร ๘ |
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ |
|
พระสุตตันตปิฎกมี ๕ นิกาย ๓๗พระคัมภีร์จัดเป็น ๒๕ เล่ม คือ๑. ทีฆนิกาย มี ๓ พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๓ เล่มดังนี้ |
|||
|
๑
๒ ๓ |
ทีฆนิกาย
ทีฆนิกาย ทีฆนิกาย |
สีลขันธวรรค มหาวรรค ปาฏิกวรรค |
๙ ๑๐ ๑๑ |
|
๒. มัชฌิมนิกาย มี ๓พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๓ เล่มดังนี้ |
|||
|
๔ ๕ ๖ |
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมนิกาย มัชฌิมนิกาย |
มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ |
๑๒ ๑๓ ๑๔ |
|
๓. สังยุตตนิกาย มี ๕พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๕ เล่มดังนี้ |
|||
|
๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ |
สังยุตตนิกาย
สังยุตตนิกาย
สังยุตตนิกาย
สังยุตตนิกาย
สังยุตตนิกาย |
สังยุตตนิกายสคาถวรรค สังยุตตนิกาย นิทานวรรค สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค |
๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ |
|
๔.
อังคุตตรนิกาย มี ๑๑พระคัมภีร์ แบ่งเป็น ๕ เล่มดังนี้ |
|||
|
๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ |
อังคุตตรนิกาย
อังคุตตรนิกาย อังคุตตรนิกาย
อังคุตตรนิกาย
อังคุตตรนิกาย |
อังคุตตรนิกายเอกก-ทุก-ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย
จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกายปัญจก-ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต อังคุตตรนิกายทสก-เอกาทสกนิบาต |
๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ |
|
๕. ขุททกนิกาย มี ๑๕พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๙ เล่มดังนี้ |
|||
|
๑๗ ๒๕ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ |
ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย
ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย
ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย |
ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ- สุตตนิบาตวิมานวัตถุ-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถาชาตกะภาค
๑ ชาตกะ ภาค ๒ มหานิเทสจูฬนิเทสปฏิสัมภิทามรรคอปทาน
ภาค๑ อปทาน
ภาค ๒
|
๒๕ ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ ๓๒ ๓๓ |
|
พระอภิธรรมปิฎกมี ๗พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๑๒ เล่ม คือ |
|||
|
๑
๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ |
พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก
พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎกพระอภิธรรมปิฎกพระอภิธรรมปิฎก
พระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก อภิธรรมปิฎก |
พระอภิธรรมปิฎกธัมมสังคณี พระอภิธรรมปิฎก
วิภังค์ พระอภิธรรมปิฎกธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ พระอภิธรรมปิฎก
กถาวัตถุ พระอภิธรรมปิฎก
ยมก ภาค๑ พระอภิธรรมปิฎก ยมก ภาค ๒ พระอภิธรรมปิฎก
ปัฏฐาน ภาค ๑ พระอภิธรรมปิฎกปัฏฐาน
ภาค ๒ พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๓ พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค๔ พระอภิธรรมปิฎก
ปัฏฐาน ภาค ๕ พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๖ |
๓๔ ๓๕ ๓๖ ๓๗ ๓๘ ๓๙ ๔๐ ๔๑ ๔๒ ๔๓ ๔๔ ๔๕ |
|
|
๒. คัมภีร์อรรถกถา
คัมภีร์อรรถกถาได้แก่คัมภีร์ที่วรรณนาธิบายลีนัตถบทในพระไตรปิฎกให้กระจ่างชัดโดยอรรถสมบัติพยัญชนสมบัติ บาลีมุตตกะ นานาวินิจฉัย ตลอดจนอาจริยวาทระดับต่าง ๆหรือที่เรียกว่าปกิณณกเทศนา อันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น ๒ประเภท คือ
๑.พุทธสังวัณณิตะคำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเอง เรียกว่าปกิณณกเทศนาดังคำว่า “ตตฺถ ตตฺถ ภควา ปวตฺติตา ปกิณฺณกเทสนาเยว หิ อฏฺฐกถา” หรือดังคำว่าปฐมสงฺคีติยํ ยา อฏฺฐกถา สงฺคีตาติ วจเนน สา ภควโต ธรมานกาเลปิ อฏฺฐกถาสํวิชฺชตีติ”
๒.อนุพุทธสังวัณณิตะคำอธิบายไขความที่พระสาวกทั้งหลายได้พรรณนาไว้คัมภีร์อรรถกถาตามที่กล่าวมานั้นเมื่อจะแยกออกโดยยุคสมัย สามารถแบ่งอรรถกถาเหล่านั้นออกได้เป็น ๒คือ
๑.โบราณอรรถกถาได้แก่อรรถกถารุ่นเก่า
๒. อภินวอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่เรียบเรียงรจนาขึ้นใหม่
๑. โบราณอรรถกถาเป็นอรรถกถาที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งได้ยกขึ้นสู่สังคายนาทั้ง ๓ ครั้งและพระมหินทเถระนำไปลังกา ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาสิงหล ซึ่งนิยมเรียกว่า สีหลอรรถกถาได้แก่คัมภีร์เหล่านี้ คือ
๑. มูลอรรถกถาได้แก่พุทธสังวัณณิตะและอนุพุทธสังวัณณิตะที่ยกขึ้นสู่การสังคายนาทั้ง ๓ครั้งแล้วพระมหินทเถระนำไปสู่ลังกา ต่อมาพระชาวสิงหลแปลเป็นภาษาสิงหล
๒. มหาอรรถกถาได้แก่อรรถกถาเก่าที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นถือเป็นเค้าโครงในการรจนาอภินวอรรถกถา
๓. มหาปัจจรีอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่พระมหาเถระรจนาบนแพ
๔. กุรุนทีอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่รจนาโดยพระมหาเถระผู้อยู่ในกุรุนทีวัลลิวิหาร
๕.อันธกอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาด้วยอันธกภาษา
๖.สังเขปอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่พระเถระรจนาโดยการย่อความของคัมภีร์มหาปัจจรีอรรถกถาหรือบางทีเรียกว่าจูฬปัจจรีอรรถกถา
๗. อริยอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่รจนาด้วยอริยภาษา
๘. ปันนวารอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่รวบรวมคำวินิจฉัยออกมาจากคัมภีร์มหาอรรถกถา
๒. อภินวอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์เป็นต้นแปลเรียบเรียงจากสีหลอรรถกถาขึ้นใหม่ด้วยภาษามคธแบ่งออกเป็น๒ ประเภทคือ
๑.วิตถารอรรถกถาได้แก่อรรถกถาที่แต่งโดยพิสดารแต่ไล่เนื้อความไปตามลำดับบทที่มีในพระไตรปิฎก มีรายชื่อดังนี้
พระวินัยปิฎกอรรถกถา ชื่อ รจนาโดย
วินยอรรถกถา สมันตปาสาทิกาพระพุทธโฆสาจารย์
พระสุตตันตปิฎก
อรรถกถา ชื่อรจนาโดย
ทีฆนิกายอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี พระพุทธโฆสาจารย์มัชฌิมนิกายอรรถกถา ปปัญจสูทนี ” ”สังยุตตนิกายอรรถกถา สารัตถัปปกาสินี ” ”อังคุตตรนิกายอรรถกถา มโนรถปูรณี ” ”
ขุททกนิกายแบ่งออกเป็นดังนี้อรรถกถาชื่อ รจนาโดย๑. ขุททกปาฐอรรถกถาปรมัตถโชติกา พระพุทธโฆสาจารย์(สันนิษฐาน)๒. ธัมมปทัฏฐกถา ” ”(สันนิษฐาน)๓. อุทานอรรถกถา ปรมัตถทีปนี พระธัมมปาลเถระ๔. อิติวุตตกอรรถกถา ปรมัตถทีปนี ” ”๕. สุตตนิบาตอรรถกถา ปรมัตถโชติกาพระพุทธโฆสาจารย์(สันนิษฐาน)๖.วิมานวัตถุอรรถกถาปรมัตถทีปนี พระธัมมปาลเถระ๗. เปตวัตถุอรรถกถา ปรมัตถทีปนี ” ”๘. เถรคาถาอรรถกถา ปรมัตถทีปนี ” ”๙. ชาตกัฏฐกถา พระพุทธโฆสาจารย์(สันนิษฐาน)๑๐. นิเทสอรรถกถา สัทธัมมัปปัชโชติกาพระอุปเสนเถระ๑๑.ปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถา สัทธัมมปกาสินี พระมหานามะ๑๒. อปทานอรรถกถา วิสุทธชนวิลาสินีไม่ทราบผู้แต่ง๑๓. พุทธวังสอรรถกถามธุรัตถวิสาลินี พระพุทธทัตตเถระ๑๔.จริยาปิฏกอรรถกถา ปรมัตถทีปนี พระธัมมปาลเถระ
พระอภิธรรมปิฎกอรรถกถา ชื่อ รจนาโดย
ธัมมสังคณีอรรถกถา อัฏฐสาลินีพระพุทธโฆสาจารย์วิภังค์อรรถกถาสัมโมหวิโนทนี ” ”กถาวัตถุอรรถกถาปัญจปกรณัฏฐกถา ” ”ปุคคลบัญญัติอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ” ”ธาตุกถาอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ” ”ยมกอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ” ”ปัฏฐานอรรถกถา ปัญจปกรณัฏฐกถา ” ”
๒. สังคหอรรถกถาพระเถระผู้รจนาเลือกเฉพาะลีนัตถบทมาอธิบายหรือรวบรวมอรรถาธิบายในส่วนที่เป็นบาลีมุตตกะ หรือย่อความอรรถกถาเพื่อสะดวกแก่การทรงจำ มีรายชื่อดังนี้
วินยสังคหอรรถกถาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. กังขาวิตรณีอรรถกถาพระพุทธโฆสาจารย์๒. วินยสังคหอรรถกถาพระสารีบุตรเถระแห่งวัดเชตวันในลังกาทวีป๓. วินยสังคหอรรถกถา (ฉบับย่อ) ” ”๔. วินยสังคหอรรถกถา (ฉบับย่อ) พระชินกูมีนเถระ ในสมัยอังวะ๕. วินยสังเขป พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๖. วินยวินิจฉยะพระพุทธทัตตเถระผู้รจนาพุทธวังสอรรถกถา๗. อุตตรวินิจฉยะ ” ”๘.ขุททสิกขา พระธัมมสิริเถระ๙.มูลสิกขา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๐.นิปุณปทสังคหะ ” ”๑๑. สีลาวหะ ” ”๑๒. สีมาลังการะพระวาจิสสรเถระ๑๓. สีมาสังคหะ ” ”๑๔. สิกขาปทวลัญชนะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๕.ปาติโมกขวิโสธนี ” ”๑๖.สีมาสัมพันธนี ” ”๑๗.ปาติโมกขปทัตถอนุวัณณนา พระวิจิตตาลังการเถระ๑๘. วินยคูฬหัตถทีปนี พระสัทธัมมโชติปาลเถระ๑๙. วินยคูฬหัตถัปปกาสนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
สุตตันตสังคหอรรถกถาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
วิสุทธิมัคคปกรณะพระพุทธโฆสาจารย์
อภิธัมมสังคหอรรถกถาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. อภิธัมมัตถสังคหะพระอนุรุทธเถระ๒. ปรมัตถวินิจฉัย ” ”๓. นามรูปริจเฉท ” ”๔. อภิธรรมาวตาร พระพุทธทัตตะผู้รจนาพุทธวังสอรรถกถา๕.รูปารูปวิภาค ” ”๖. เขมาปกรณ์พระเขมาเถระ๗. นามจารทีปกะพระสัทธัมมโชติปาละ๘. โมหวิจเฉทนีพระกัสสปเถระ๙. สุจิตตาลังการชีปะขาวชาวพม่าชื่อโภตูต่อ๑๐.ปรมัตถพินทุ พระเจ้าจะสวา๑๑.สัจจสังเขป พระธัมมปาลเถระ๑๒.ปรมัตถสังคหะ พระวิสุทธิเถระ๑๓.รูปวิภาค พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๔.วีสติวัณณนาปาฐะ พระมุนินทโฆสเถระ
๓.คัมภีร์ฎีกา
คัมภีร์ฎีกาได้แก่ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์วินัยอรรถกถา และสุตตันตอรรถกถาฎีกาในส่วนนี้เรียกว่า ปุราณฎีกา, อภินวฎีกาส่วนคัมภีร์อภิธัมมฎีกาแยกเป็นมูลฎีกาและอนุฎีกา แบ่งเป็น ๒ คือ
๑.คัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์อรรถกถามีรายชื่อดังนี้
วินยฎีกาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. วชิรพุทธิฎีกาพระวชิรพุทธิเถระ๒. สารัตถทีปนีฎีกาพระสารีปุตตเถระ๓. วิมติวิโนทนีฎีกาพระโกฬิยกัสสปเถระ
สุตตันตฎีกาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคฎีกาชื่อลีนัตถัปปกาสนี พระธัมมปาลเถระ๒.ทีฆนิกาย มหาวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๓. ทีฆนิกาย ปาถิกวัคคฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๔. ทีฆนิกาย สีลักขันธวัคคอภินวฎีกา ชื่อสาธุวิลาสินีพระญาณาภิวังสธัมมเสนาปติมหาเถระ๕.มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี พระธัมมปาลเถระ๖. มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสกฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๗. มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสกฎีกาชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๘.สังยุตตนิกาย สังยุตตฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๙. อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกา ชื่อลีนัตถัปปกาสนี ” ”๑๐. อังคุตตรนิกาย อังคุตตรฎีกาชื่อสารัตถมัญชูสา พระสารีปุตตเถระ๑๑. ขุททกนิกาย ขุททกปาฐฎีกา ชื่อปรมัตถสูทนี พระอาทิจจเถระ๑๒. ขุททกนิกาย ธัมมปทปุราณฎีกา ชื่อธัมมปทัตถทีปนีพระเถระไม่ปรากฏนาม๑๓. ขุททกนิกายธัมมปทอภินวฎีกา ชื่อธัมมปทมหาฎีกา พระวรสัมโพธิเถระ๑๔. ขุททกนิกาย ชาตกฎีกา ชื่อลีนัตถปกาสนีพระธัมมปาลเถระ ?๑๕. ขุททกนิกายชาตก(อภินว)ฎีกา ปัญญาสามีเถระ
นอกจากนี้ยังมีขุททกนิกายฎีกาอีกหลายคัมภีร์ ซึ่งผู้รจนาคัมภีร์ปิฏกัตต่อตะไมกล่าวว่ามีอยู่ในลังกา เช่น๑. อุทานฎีกา ๒.อิติวุตตกฎีกา๓. สุตตนิบาตฎีกา ๔.วิมานวัตถุฎีกา๕. เปตวัตถุฎีกา ๖.เถรคาถาฎีกา๗เถรีคาถาฎีกา ๘.เถราปทานฎีกา๙. พุทธวังสฎีกา ๑๐จริยาปิฎกฎีกา๑๑.มหานิทเทสฎีกาอภิธัมมฎีกา(เรียกว่ามูลฎีกา)
๑.มูลฎีกาชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ธัมมสังคณีมูลฎีกาพระอานันทเถระ๒. วิภังคมูลฎีกา ” ”๓. ปัญจปกรณมูลฎีกา ” ”นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อภิธัมมฎีกาที่อธิบายอภิธัมมลีนัตถบทอีกเช่น
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑. อภิธัมมนยปกาสนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.ธาตุกถาฎีกาวัณณนา พระติโลกครุเถระ๓.ธาตุกถาอนุฎีกา ” ”๔. ยมกวัณณนาฎีกา ” ”๕. ยมกวิสัชชนา พระญาณเถระ (แลดีสยาดอ)๖. ปัฏฐานวัณณนาฎีกา พระติโลกครุเถระ๗. ปัฏฐานสารทีปนีฎีกาพระสัทธัมมาลังการเถระ๘.ปัจจยัตถัปปกาสนี พระชัมพุธรเถระ๙.ปัจจยฆฏนปกาสนี ” ”๑๐.ปัฏฐานุทเทสทีปนี พระญาณเถระ (แลดีสยาดอ)๑๑. รูปเภทปกาสนี พระญาณเถระ (แลดีสยาดอ)๑๒. กัลยาณีฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๒.คัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในสังคหอรรถกถาเรียกชื่อว่าสังคหฎีกามีรายชื่อดังนี้วินัยสังคหฎีกาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. กังขาวิตรณีปุราณฎีกาชื่อลีนัตถปกาสนี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒. กังขาวิตรณีอภินวฎีกา ชื่อวินยัตถมัญชูสา พระพุทธนาคเถระผู้เป็นศิษย์พระสารีบุตร๓.วินยาลังการปุราณฎีกา พระสารีปุตตเถระ๔. วินยาลังการ(อภินว)ฎีกา พระมุนินทโฆสเถระ ชาวพม่า๕. ขุททสิกขาปุราณฎีกาพระเรวตเถระชาวลังกา๖.ขุททสิกขาอภินวฎีกา หรือสุมังคลปสาทนีฎีกา พระสังฆรักขิตมหาสามีชาวลังกา๗. ขุททสิกขาทีปนีพระสีลาจารเถระ๘. มูลสิกขาปุราณฎีกาพระวิมลเถระชาวลังกา๙.มูลสิกขาอภินวฎีกา หรือวินยวิมติจเฉทฎีกา พระสมันตคุณสาเถระ๑๐. วินยวินิจฉยฎีกา หรือวินยัตถสารสันทีปนีฎีกาพระมหาอุปติตตเถระ๑๑.อุตตรวินิจฉยฎีกา ” ”๑๒.สีมาลังการฎีกา พระสัทธัมมโชติปาลเถระชาวเมืองพุกาม๑๓. สีมาสังคหฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๔.วินยสังเขปฎีกา ” ”สุตตันตสังคหฎีกาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย๑.วิสุทธิมัคคมหาฎีกา ชื่อปรมัตถมัญชูสา พระธัมมปาลเถระ๒. วิสุทธิมัคคจูฬฎีกาพระจูฬพุทธโฆสเถระอภิธัมมสังคหฎีกาชื่อคัมภีร์ รจนาโดย๑.อภิธัมมัตถสังคหปุราณฎีกา พระนววิมลเถระ ชาวลังกา๒. อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกาพระสุมังคลเถระ๓. สังเขปวัณณนาฎีกาพระสัทธัมมโชติปาลเถระ๔.อภิธัมมัตถสังคหทีปนี พระสีลาจารเถระ๕. อภิธัมมสังคหโชติกาฎีกา พระนันทมาลาเถระ๖. อภิธัมมัตถสังคหวินิจฉัยพระเมธาสิริเถระ๗.อภิธัมมสังคหวิกาสินี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๘. ปรมัตถทีปนี (สังคหฎีกา) พระญาณธชเถระ๙. ปรมัตถวินิจฉยปุราณฎีกาพระมหาโพธิเถระ๑๐.ปรมัตถวินิจฉัยอภินวฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๑.นามรูปปริจเฉทปุราณฎีกาพระวาจิสสรเถระ๑๒.นามรูปปริจเฉทอภินวฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๓.อภิธัมมาวตารปุราณฎีกาพระวาจิสสรเถระ๑๔.อภิธัมมาวตารอภินวฎีกาพระสุมังคลเถระ๑๕. รูปารูปวิภาคฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๖. เขมาฎีกาพระมหาโพธิเถระ๑๗. นามจารทีปกฎีกาพระสัทธัมมโชติปาลเถระ๑๘.โมหวิจเฉทนีฎีกา พระมหากัสสปเถระ ชาวลังกา๑๙. ปรมัตถพินทุฎีกา พระมหากัสสปเถระ ชาวพม่า๒๐. สัจจสังเขปปุราณฎีกาพระวาจิสสรเถระ๒๑.สัจจสังเขปอภินวฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๔. คัมภีร์อนุฎีกาคัมภีร์อนุฎีกาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายมูลฎีกา,ฎีกาซึ่งคัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในมูลฎีกา เรียกว่าอนุฎีกามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑. ธัมมสังคณีอนุฎีกาพระธัมมปาลเถระ๒. วิภังคอนุฎีกา ” ”๓. ปัญจปกรณอนุฎีกา ” ”๔. มณิทีปฎีกาพระอริยวังสธัมมเสนาปดีเถระ๕.มธุสารัตถทีปนีฎีกา พระอานันทเถระนอกจากนี้ท่านผู้รู้ยังเรียกคัมภีร์ฎีกาที่อธิบายลีนัตถบทในอภิธัมมัตถวิภาวินีว่า (อนุ)ฎีกามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑. มณิสารมัญชูสาฎีกาพระมหาอริยวังสธัมมเสนาปติเถระ๒.อเผคคุสารทีปนี (จูฬฎีกา) พระติปิฏกธรเถระ๓. ปรมัตถทีปนีฎีกา พระญาณเถระ (เลดีสยาดอ)๔. ปรมัตถอนุทีปนีฎีกา ” ”๕. ปรมัตถวิโสธนีอภินวฎีกาพระทีปมาลาเถระ๖. อังกุรฎีกา (สังคหมหาฎีกา) พระวิมลวังสาลังการเถระ๗. อภิธัมมัตถอนุวิภานีฎีกา พระชาคราภิวังสเถระ๘. มหาอตุลฎีกา พระนาคินทมหาสามิเถระ๙. อภิธัมมัตถสังคหวินิจฉยฎีกาพระปัญญาโชตเถระ
๕.คัมภีร์คันถันตระคัมภีร์คันถันตระ ได้แก่คัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกาซึ่งมีเป็นจำนวนมาก สามารถจัดเป็นกลุ่มย่อย เพื่อสะดวกแก่การศึกษาได้ ๕ กลุ่มดังนี้
๑.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีคัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีเป็นคัมภีร์ที่อธิบายคุฬหบทในพระบาลีเป็นต้นให้เกิดความกระจ่างด้วยอำนาจ อรรถ พยัญชนะ และวจนัตถะทำอรรถที่ซ่อนเร้นอยู่ในบทเหล่านั้นให้ปรากฏดุจหยิบของในที่เร้นออกมาวางไว้ในที่แจ้งฉะนั้น คัมภีร์คัณฐีนี้มีหลายระดับ คือ
๑.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในพระบาลีมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดยสุตตันตสีลักขันธวัคคปาฬิคัณฐี พระสารทัสสีเถระ
๒.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในวินยอรรถกถามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑. วินยคัณฐีพระมหาวชิรพุทธิเถระ๒.ปัญจวินยอรรถกถาคัณฐี พระปฐมสินแดสยาดอ๓. กังขาวิตรณีอรรถกถาคัณฐี พระสัทธัมมทีปนีเถระ๔. ปาราชิกกัณฑคัณฐีพระญาณสังฆมหาสามิ๕. วินยสารคัณฐีพระมุนินทสารเถระ๓.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในสุตตันตอรรถกถามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑.สุตตันตสีลักขันธวัคคอรรถกถาคัณฐีท่านอมาตย์คนหนึ่งในสมัยอมรปุระ๒. สุตตันตมหาวัคคอรรถกถาคัณฐีซุงพาสยาดอ๓.สุตตันตปเถยยอรรถกถาคัณฐี ” ”๔.ปฎิสัมภิทามัคคอรรถกถาคัณฐี พระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม๕. วิสุทธิมัคคคัณฐีพระสารทัสสีและพระสัทธัมมโชติปาละ๖.เนตติปกรณคัณฐี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๔.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในอภิธรรมอรรถกถามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย๑. อัฏฐสาลินีอรรถกถาปุราณคัณฐีพระญาณวรเถระ(ปฐมจออองสั่งทาสยาดอ)๒.สัมโมหวิโนทนีอรรถกถาคัณฐี พระคุราจารเถระ๓. มาติกาคัณฐี พระญาณสังฆมหาสามิ๔. ธาตุกถาคัณฐี ” ”๕.ปุคคลปัญญัตติคัณฐี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๖. ยมกคัณฐี ” ”๖.อภิธัมมัตถสังคหคัณฐี พระญาณวรเถระ(ปฐมจออองสั่งทาสยาดอ)๗. อภิธัมมัตถสังคหคัณฐี พระชาครเถระ๘. อภิธัมมัตถสังคหคัณฐีพระวรสัมโพธิเถระ๙.อภิธัมมัตถสังคหคัณฐี พระชินจักกาภิวังสเถระ๑๐. อภิธัมมคัณฐี พระกัสสปเถระ๑๑. อภิธัมมัตถสังคหคัณฐี พระวิจารเถระ๑๒. อภิธัมมัตถสังคหคัณฐีบทพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๕.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในคัมภีร์คันถันตระมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย๑. โลกสัณฐานโชตรณคัณฐีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.ปริตตสังเขปคัณฐี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๓. เตปิฏกคัณฐี พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๖.คัมภีร์คันถันตระประเภทคัณฐีที่อธิบายคุฬหบทในคัมภีร์สัททศาสตร์มีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย๑. พาลาวตารคัณฐี พระจักกปาลเถระ๒. สมาสคัณฐี พระชาครเถระ๓. สัททัตถเภทจินตาคัณฐีปทพระวิสุทธาจารเถระและพระจันทิมาเถระ๔. สัททัตถคัณฐี พระวิจารเถระ๕. ทุฏฐักขรคัณฐี พระญาณวรเถระ
๒.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนา
คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนา เป็นคัมภีร์อธิบายลีนัตถบทใน อรรถกถาสังคหอรรถกถา มูลฎีกา และสังคหฎีกา มีรายชื่อดังนี้๑.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในวินยอรรถกถามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. สมันตปาสาทิกาโยชนาพระญาณกิตติเถระ๒. ปาราชิกกัณฑโยชนาพระสิริมังคลาจารย์๓. ปาจิตยาทิโยชนาพระชาคราภิวังสเถระ
๒.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในพระสูตรมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. นิธิกัณฑสุตตอัตถโยชนาพระจารินทาลาภเถระ๒.ธัมมปทัตถคาถันตรโยชนา พระสิริสุมังคลเถระ๓. ตุลัตถโยชนา พระอุกกังวังสเถระ๔. ปัจจเวกขณโยชนา ” ”
๓.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในพระอภิธรรมมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. อัฏฐสาลินีโยชนาพระญาณกิตติเถระ๒.สัมโมหวิโนทนีโยชนา ” ” ๓.ปัญจปกรณโยชนา ” ”๔. อัฏฐสาลินีอัฏฐกถาโยชนา พระสิริมังคลาจารย์๕.สัมโมหวิโนทนีอัฏฐกถาโยชนา ” ”๖.ธาตุกถาโยชนา พระสารทัสสีเถระ ๗.ธาตุวัตถุโยชนา พระกวิธชเถระ
๔.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในสังคหอรรถกถามีรายชื่อดังนี้
วินยสังคหะ
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ขุททสิกขาโยชนาพระวนวาสีเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.วินยวินิจฉยโยชนา ” ”
อภิธัมมสังคหะ
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. อภิธัมมัตถสังคหโยชนา อูโสม (อูตาโส)๒. อภิธัมมัตถสังคหโยชนาอูกวี (อูเชวงเมง) ๓. สังคหโยชนาพระกวิธชเถระ
๕.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในมูลฎีกามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ธาตุกถามูลฎีกาโยชนาพระสารทัสสีเถระ
๖.คัมภีร์คันถันตระประเภทโยชนาที่อธิบายลีนัตถบทในสังคหฎีกามีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑.อภิธัมมัตถวิภาวินีอัตถโยชนา พระญาณกิตติเถระ๒. อภิธัมมัตถวิภาวินีโยชนา อูกวิ (อูเชวงเมง) ๓. อภิธัมมัตถวิภาวินีปทโยชนา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๓.คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์
คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์เป็นคัมภีร์อธิบายคุฬหวากยัตถะด้วยการนำข้อความที่ต้องการอธิบายมาเรียบเรียงวากยะเสียใหม่ให้เป็นอุตตานวากยัตถะ คัมภีร์วิวรณ์นี้มีหลายระดับ ดังนี้
๑.คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์กลุ่มพระวินัยมีรายชื่อดังนี้
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. สมันตปาสาทิกาวิวรณ์พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.ปาติโมกขวิวรณ์ ” ”
๒.คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์กลุ่มพระสูตรมีรายชื่อดังนี้
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. จตุภาคัฏฐกถาวิวรณ์พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.ธัมมปทัฏฐกถาวิวรณ์ ” ” ๓.เวสสันตรชาตกัฏฐกถาวิวรณ์ ” ”
๓.คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์กลุ่มพระอภิธรรมมีรายชื่อดังนี้
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ปรมัตถกถาวิวรณ์พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.อภิธัมมัตถสังคหวิวรณ์ ” ” ๓.สัจจสังเขปกถาวิวรณ์ ” ”๔.อภิธัมมัตถสังคหฎีกาวิวรณ์ ” ”
๔.คัมภีร์คันถันตระประเภทวิวรณ์กลุ่มสัททศาสตร์มีรายชื่อดังนี้
ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. กัจจายนวิวรณ์พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๒.กัจจายนสารวิวรณ์ ” ” ๓.สัททัตถเภทจินตาวิวรณ์ ” ”๔.สัททวุตติวิวรณ์ ” ”๕.ลิงคัตถวิวรณ์วินิจฉัย ” ”๖.ลิงคัตถวิวรณะ พระสัทธัมมกิตติเถระ๗.ลิงคัตถวิวรณฎีกา ” ”๘.ลิงคัตถวิวรณ์ พระสุภูตจันทนเถระ
๔.คัมภีร์คันถันตระประเภทบันทึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเป็นต้น
คัมภีร์คันถันตระประเภทนี้ได้แก่คัมภีร์ที่บันทึกเรื่องราวของพระพุทธเจ้า พระสาวกตลอดถึงประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เป็นต้น มีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ทีปวังสะพระโบราณเถระผู้ไม่ปรากฏนามชาวลังกา๒. ทีปวังสฎีกา พระชาคราภิวังสธชติปิฏกธรมหาธัมมราชา-ธิราชคุรุมหาเถระแห่งวัดทักขิณาราม เมืองบันดล๓.มหาวังสะ พระมหานามเถระเป็นต้น ชาวลังกาตามคำอาราธนาของทีฆสันตเสนาบดี๔.มหาวังสฎีกา พระมหานามเถระ ฯลฯ เสนาบดี๕. จูฬวังสะ พระมหานามเถระ ชาวลังกาผู้รจนามหาวังสะ๖. มหาโพธิวังสะ(เดิมเป็นภาษาสีหฬ)พระอรหันตเถระรูปหนึ่ง ต่อมาพระมหาอุปติสสเถระชาวสิงหฬแปลเป็นภาษามคธ๗. มหาโพธิวังสฎีกา หรือ สหัสสรังสีฎีกา พระมหากัสสปเถระ ชาวพม่าในรัชสมัยของพระเจ้านรปติ สมัยพุกาม๘. ทาฐาธาตุวังสะ เดิมเป็นภาษาสิงหล พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม(ต่อมาพระธัมมกิตติเถระผู้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตรผู้รจนาสารัตถทีปนี เป็นต้นแปลเป็นภาษามคธ๙. ทาฐธาตุวังสฎีกาพระมหาสามิ(ชาวลังกา ผู้อยู่ในมหาวิหาร เมืองอนุราธะปุระ) ๑๐. อนาคตวังสปาฬิพระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม๑๑.อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่อสมันตภัททกา)พระมหาอุปติสสเถระ ๑๒. อนาคตวังสอรรถกถา(ชื่ออมตรสธารา)พระมหาอุปติสสเถระ ๑๓. มหาถูปวังสะพระวาจิสสรเถระ๑๔. จูฬถูปวังสะพระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม๑๕.นลาฏธาตุวังสวัณณนา ” ” ๑๖.นลาฏธาตุวังสะ ” ” ๑๗.นลาฏธาตุวังสฎีกา ” ”๑๘.ฉเกสธาตุวังสะ ” ”๑๙. สีหฬวัตถุกถา ” ” ๒๐. สหัสสวัตถุกถา ” ”๒๑. ทสวัตถุกถา ” ”๒๒. สิริมหามายาวัตถุกถา ” ” ๒๓. จตุรารักขา ” ” ๒๔. จตุรารักขาวัณณนา ” ” ๒๕. สัมพุทเธคาถา ” ” ๒๖. นรเทวนามคาถา ” ” ๒๗. ยทา หเว จีวรัตถิคาถา ” ” ๒๘. อตีตานาคตปัจจุปปันนพุทธวันทนาคาถา ” ” ๒๙. อสีติมหาสาวกวันทนาคาถา ” ” ๓๐. นวหรคุณวัณณนา ” ” ๓๑. วีสติโอวาทคาถา ” ” ๓๒. อนันตพุทธวันทนาคาถา ” ” ๓๓. อัฏฐวีสติพุทธวันทนาคาถา ” ” ๓๔. อุปาสกาลังการ พระอานันทาจารย์ชาวลังกา๓๕. ปริตตฎีกาพระเตโชทีปเถระ ชาวพม่า๓๖.โสตัตถกีนิทาน พระจูฬพุทธโฆสเถระ ชาวลังกา๓๗. ตถาคตุปปัตติ พระญาณคัมภีร์ ชาวพุกาม๓๘. พุทธโฆสุปปัตติพระเถระชาวพุกามผู้ไม่ปรากฏนาม๓๙.อรหัตตมัคควัณณนา ” ” ๔๐.วชิรสารัตถสังคหะ พระสิริรัตนปัญญาเถระ๔๑. วชิรสารัตถสังคหฎีกา ” ”๔๒. ราชินทราชนารมภิเธยยทีปนีพระเถระชาวเมืองปินยะผู้ไม่ปรากฏนาม๔๓. ราชินทราชนามภิเธยยทีปนี พระอนันตธชเถระ หรือราชินทราชนาภิเธยยโสธนี (ต่องปีลาสยาดอ)๔๔. ราชาธิราชนามัตถทีปนีพระญาณวรเถระ(ปฐมะจ่ออ่องสั่งทาสยาดอ)๔๕. ราชินทราชสุธัมมจารทีปนี พระปัญญาสามีเถระ (มองถ่องสยาดอ) ๔๖. ราชินทราชปุญญทีปนีพระสังฆเถระสลิหสยาดอ๔๗. โลกทีปนีพระปตูจีสังฆเถระ หรือ ปตูจีสยาดอ ๔๘. โลกุปปัตติปกาสนี อัคคปัณฑิตเถระ๔๙. โลกทีปกสาระ พระเมธังกรเถระชาวพม่า๕๐. โลกปัญญัตติพระเถระชาวลังกาผู้ไม่ปรากฏนาม๕๑.โลกวิทู พระอนันตธชเถระ (ต่องปีลาสยาดอ)๕๒. กัมมัฏฐานทีปนี พระสารีบุตรเถระ ชาวลังกา๕๓. โอกาสทีปนี พระปตูจีสังฆเถระ หรือปตูจีสยาดอ๕๔. โอกาสโลกสูทนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๕๕. ฉคติทีปนีพระอสมโฆสเถระ ชาวลังกา๕๖.จันทสูริยคติทีปนี ” ”๕๗.สังขยาปกาสกะ พระญาณวิลาสเถระ ๕๘.สังขยาปกาสกฎีกา พระสิริมังคลาจารย์๕๙. มังคลัตถทีปนี ” ” ๖๐.โลกียปัญญาสชาตกะ พระเถระชาวเชียงใหม่ ผู้ไม่ปรากฏนาม๖๑. ชินจริต พระเมธังกรเถระชาวลังกา๖๒. ชินาลังการะ พระพุทธทัตตเถระ๖๓. ชินาลังการฎีกา พระพุทธรักขิตเถระ๖๔. ชินาลังการอภินวฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๖๕.ชินมหานิทาน ” ”๖๖. โสตัปปมาลินี ” ” ๖๗. วีสติโอวาทคาถา ” ” ๖๘. ปสาทชนนที ” ”๖๙. สัมภารวิบาก ” ”๗๐. สัมปิณฑมหานิทาน ” ” ๗๑. สารัตถสังคหะ พระพุทธัปปิยเถระ ๗๒. สมันตกูฏ พระเวทหเถระ๗๓. สมันตกูฏวัณณนา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๗๔. ชาตัตถกีนิทาน พระจูฬพุทธโฆสเถระ ๗๕. ชาตกวิโสธน พระอริยวังสเถระ๗๖. พุทธโฆสาจริยนิทานพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๗๗. โลกนีติท่านสิริมหาจตุรังคพลเสนาบดี ๗๘.ธัมมนีติ โบราณาจารย์ผู้ไม่ปรากฏนาม๗๙. ราชนีติ ” ”๘๐.สุตวัฑฒนนีติ ” ”๘๑. เตภูมิกถาพระยาลิไทธัมมิการ๘๒.เตภูมิโลกวินิจฉัย พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๘๓. จามเทวีวังสะ พระโพธิรังสีเถระ๘๔. สิหิงคนิทาน ” ”๘๕.จูฬคันถวังสะ พระนันทปัญญาจารย์๘๖.ชินกาลมาลีปกรณ์ พระรัตนปัญญา๘๗.ปฐมสมโพธิกถา พระสุวัณณรังสีเถระ๘๘.สารัตถสังคหะ พระนันทาจารย์๘๙.วิสุทธิมัคคทีปนี อุตตรารามเถระ๙๐.เวสสันตรทีปนี พระสิริมังคลาจารย์๙๑.จักกวาลทีปนี ๙๒. สาสนวังสะ ๙๓. สังคีติยวังสะ สมเด็จพระวันรัตวัดพระเชตุพน๙๔. มหายุทธกาลวังสะ ๙๕. จูฬยุทธกาลวังสะ ๙๖. พุทธปาทลักขณะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๙๗. นมักการะพระพุทธโฆสาจารย์๙๘. นมักการฎีกาพระเรวตาภิปัณฑิตธชสาสนวังส มหาธัมมราชคุรุเถระ๙๙. ทสโพธิสัตตุปปัตติกถา พระปัณฑิตเถระ๑๐๐. ทันตธาตุนิพพานพระพุทธทัตตเถระ๑๐๑. โพธิวังสะ ๑๐๒. สาสนวังสะพระปัญญาสามิเถระ๑๐๓.นาคราชุปปัตติกถา ๑๐๔.โวหารัตถเภทะ ๑๐๕. วิวาทวินิจฉัย๑๐๖. ปัชชมธุพระพุทธัปปิยเถระ๑๐๗. รูปสาทชนนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๐๘.ราชเสวกทีปกะ ” ”๑๐๙. นิรยกถาทีปกะ ” ”๑๑๐. อุโปสถวินิจฉัย ” ”๑๑๑. ญาโณทัย ” ”๑๑๒. มธุสารัตถทีปนี พระอานันทเถระ (ชาวเมืองหงสาวดี)๑๑๓. สุตตสังคหะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๑๔.สุตตสังคหวัณณนา ๑๑๕. สตตปริตต ๑๑๖. ปัญจคติฎีกา ๑๑๗. มหามูลกัมมัฏฐาน ๑๑๘. มิลินทปัญหาสังเขป ๑๑๙. มิลินทปัญหาสังเขปฎีกา ๑๒๐. สัทธัมมสังคหะ ๑๒๑. จูฬสัทธัมมสังคหะ ๑๒๒. พาหุ ๑๒๓. พาหุฎีกา ”๑๒๔.ปสาทนียกถา ๑๒๕. สัมธัมโมปรายนะ ๑๒๖. สัมธัมโมปรายนฎีกา ๑๒๗. อุปปาตสันติ ๑๒๗. อรุณวตีสุตตะ ๑๒๙. ชัมพูปติสุตตะ ๑๓๐. ทสปุญญกิริยวัตถุ ๑๓๑. มหาทิพพมันตะ ๑๓๒. อุณหิสวิชัย ๑๓๓. อสีตยานุพยัญชนกถา ๑๓๔. มธุรวาหินี ชัมพูทีป พระรัฏฐปาลเถระ (วังกวิหารวาสี)๑๓๕. มธุรวาหินีชัมพูทีปฎีกา พระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๓๖. มธุรวาหินี สีหฬ ๑๓๗.มธุรวาหินี สีหฬฎีกา ๑๓๘.มธุรสวาหินีวัตถุ (ชาวเมืองพุกาม)๑๓๙. มธุรสวาหินีสันเทสกถา มหาสิริชัยอำมาตย์๑๔๐. นโมฎีกา พระถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๔๑. ติปิฏกสังขยา ” ”๑๔๒. ปฐมสมโพธิกถาพระสุวัณณรังสีเถระ๑๔๓. วังสมาลินีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม๑๔๔.วังสมาลินีฎีกา
๕.คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์
คัมภีร์คันถันตระประเภทสัททศาสตร์นี้นับเป็นคัมภีร์มูลรากของพระปริยัติธรรมมี๔ คือ
๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ ๒.คัมภีร์พจนานุกรม๓. คัมภีร์ฉันท์ ๔. คัมภีร์อลังการะ
๑. คัมภีร์ไวยากรณ์
คัมภีร์ไวยากรณ์เป็นคัมภีร์ที่แสดงข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของมคธภาษาได้อย่างเป็นระบบนักปราชญ์จัดคัมภีร์เหล่านั้นไว้เป็น ๒ ระดับ คือ
๑. คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่โดยคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ๑. สูตร ๒. วุตติ ๓. อุทาหรณ์
คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่นักปราชญ์แบ่งออกเป็น ๓ สาย คือ
๑. กัจจายนะ
๒. โมคคัลลานะ
๓. สัททนีติ
คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายกัจจายนะมีรายชื่อดังนีชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. กัจจายนพยากรณะพระมหากัจจายนเถระ
๒. นยาสะ ชื่อมุขมัตตทีปนีพระวชิรพุทธิเถระ
๓. นยาสฎีกา ชื่อสันเปียนอำมาตย์ชื่อสันเปียน
๔. นยาสฎีกา ชื่อนิรุตติสารมัญชูสาพระทาฐานาคราชคุรุเถระ
๕. มุขมัตตสาระ พระคุณสารเถระ
๖. มุขมัตตสารฎีกา พระคุณสารเถระ
๗. ปทรูปสิทธิ พระพุทธัปปิยเถระ
๘. ปทรูปสิทธิฎีกาพระพุทธัปปิยเถระ
๙. สุตตนิทเทสพระสัทธัมมโชติปาลเถระ
๑๐. กัจจายนวัณณนา พระมหาวิชิตาวีเถระ
๑๑. กัจจายนัตถทีปนีพระชาคราภิวังสเถระ
๑๒. พาลาวตาร พระสัทธัมมกิตติเถระ
๑๓. พาลาวตารปุราณฎีกา ชื่อสุโพธิกาพระสิริสุมังคลยติสสรเถระ
๑๔. พาลาวตารอภินวฎีกาพระเรวตเถระ
๑๕. กัจจายนสังเขปพระชาคราภิวังสเถระ
๑๖. นิรุตติสารมัญชูสาฎีกาพระสิริสุนันทธัมมราชปวราธิปติเถระ
คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายโมคคัลลานะมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. โมคคัลลานพยากรณ์พระโมคคัลลานเถระ
๒. วุตติวิวรณปัญจิกา
๓. โมคคัลลานปัญจิกาฎีกาชื่อสารัตถวิลาสินีปัญจิกา พระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ
๔. ณฺวาทิโมคคัลลานะพระสังฆรักขิตมหาสามิเถระ
๕. ปทสาธนะ พระปิยทัสสีเถระ
๖. ปทสาธนฎีกา ชื่อพุทธัปปสาธนีพระวาจิสสรเถระ
๗. นิรุตติทีปนีพระญาณธชเถระ(แลดีสยาดอ)
๘. ปโยคสิทธิพระวนรัตนเมธังกรเถระ
๙. โมคคัลลานปัญจิกาปทีปะพระราหุลเถระ
คัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่สายสัททนีติมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. สัททนีติ ปทมาลาพระอัคควังสเถระ
๒. สัททนีติ ธาตุมาลา
๓. สัททนีติ สุตตมาลา
๔. สัททนีติฎีกา ชื่อสาธุชชนปโมทนีพระปัญญาสามิเถระ
๒. คัมภีร์ไวยากรณ์น้อยมีองค์ประกอบไม่ครบทั้ง ๓ เหมือนคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่แต่ก็รจนาขึ้นเพื่ออธิบายอรรถนัยอันลึกซึ้งในคัมภีร์ไวยากรณ์ใหญ่นั่นเองโดยมุ่งหมายให้โสตุชนได้เข้าถึงอรรถนัยอันสุขุมคัมภีรภาพในพระไตรปิฎก อรรถกถาเป็นต้น ซึ่งมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย๑.สัมพันธจินตา พระสังฆรักขิตมหาสามิ๒. สัมพันธจินตาปุราณฎีกาพระมหากัสสปเถระ๓. สัมพันธจินตาอภินวฎีกา พระติปิฎกธราอภยเถระ๔. การิกาพระธัมมเสนาปติเถระ
๕. การิกาฎีกา ” ”
๖. สัททัตถเภทจินตาพระสัทธัมมสิริเถระ
๗. สัททัตถเภทจินตาปุราณฎีกาพระติปิฎกธรอภยเถระ
๘. สัททัตถเภทจินตาอภินวฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๙. สัททัตถเภทจินตาทีปนี ” ”
๑๐. กัจจายนสาระ พระยสเถระ
๑๑. กัจจายนสารปุราณฎีกาพระสิริสัทธัมมวิสาลเถระ
๑๒. กัจจายนสารอภินวฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๑๓. กัจจายนสารโยชนา
๑๔. กัจจายนเภทะ พระมหายสเถระ
๑๕. กัจจายนเภทปุราณฎีกาพระอริยาลังการเถระ
๑๖. กัจจายนเภทอภินวฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๑๗. สัททสารัตถชาลินีพระมหานาคิตเถระ
๑๘. สัททสารัตถชาลินีฎีกาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๑๙. สัททพินทุ พระเจ้าจ๊ะสวา
๒๐. สัททพินทุฎีกา ชื่อคันถสาระพระสิริสัทธัมมกิตติมหาผุสสเรวตเถระ
๒๑. วาจจวาจกพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๒๒. วาจจวาจกปุราณฎีกาพระมหาสัทธัมมนันทีเถระ
๒๓. วาจจวาจกอภินวฎีกาพระนันทิยเถระ
๒๔. วาจจวาจกทีปนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๒๕. วาจโกปเทสะ พระมหาวิชิตาวีเถระ
๒๖. วาจโกปเทสฎีกา
๒๗. สัททวุตติ พระสัทธัมมปาลเถระ
๒๘. สัททวุตติ ปเทสกปุราณฎีกาพระสารีบุตรชาวเมืองพุกาม
๒๙. สัททวุตติ ปเทสกอภินวฎีกาพระชาครเถระ
๓๐. คันถาภรณะพระอริยวังสธัมมเสนาปติเถระ
๓๑. คันถาภรณปุราณฎีกาพระสุวัณณรังสีเถระ
๓๒. คันถาภรณอภินวฎีกาพระชาครเถระ
๓๓. คันถาภรณโยชนาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนามชาวเมืองปิ้นยะ
๓๔. วิภัตยัตถะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๓๕. วิภัตยัตถฎีกา ชื่อวิภัตยัตถวิภาวินีพระสุตพุทธินามกเถระ
๓๖. วิภัตยัตถทีปนีปุราณฎีกาพระวิมลาภิชชมหาราชคุรุมหาเถระ
๓๗. วิภัตยัตถอภินวโสมฎีกาพระโสมเถระ
๓๘. วากยัตถทีปนีพระเตชาภิวังสเถระ
๓๙. สังวัณเณตัพพสังวัณณนาสุปุจฉาวิสัชชนาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๔๐. อักขรเภทะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๔๑. คันถัฏฐิ
๔๒. ปทจินตา
๔๓. จาทฺยัตถทีปนี
๔๔. จูฬนิรุตติพระอุบาลีชาวเมืองปิ้นยะ
๔๕. ลิงคมาลา
๔๖. พาลัปปโพธนะ พระเถระผู้ไม่ปรากฏนามชาวปิ้นยะ
๔๗. สัททาจันมอย ” ” (ชาวพุกาม)
๔๘. สัททาจันแนด ” ” (ชาวพุกาม)
๔๙. ลิงคัตถวิวรณฎีกา ” ”
๕๐. สัมพันธมาลินี ” ” (ชาวพุกาม)
๕๑. อักขรสัมโมหัจเฉทนี ” ”
๕๒. อักขรโกสัลละ ” ”
๕๓. อักขรโกสัลลฎีกา ” ”
๕๔. โมคคัลลานพยัญชิกาพระสังฆรักขิตมหาสามิ
๕๕. สัททาวตาระพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๕๖. นิรุตติปิฎก สัททาแง ” ”
๕๗. สัททเนตติ สัททาแง ” ”
๕๘. คัมภีรัตถะ ” ”
๕๙. นยมุขทีปนี ” ”
๖๐. นิรุตติเภทสังคหะ ” ”
๖๑. รูปเภทปกาสนี ” ”
๖๒. นวรูปเภทปกาสนี ” ”
๖๓. สัททลักขณะ ” ”
๖๔. สังวัณณนานยทีปนี ” ”
๖๕. พาลัปปโพธนฎีกาชื่ออภินวจุลลนิรุตติ พระสิริสัทธัมมาลังการเถระ
๖๖. การกปุปผมัญชรีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๖๗. แลดีปทมาลา พระญาณธชเถระ (อาจารย์แลดี)
๖๘. กัมมวัฑฒหานิปเภทกะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๖๙. นยาสปรทีปวัณณนาพระฉปทเถระ
๗๐. อัตถพยาขยานพระจูลพุทธเถระ
๗๑. สัททลักขณฎีกา ” ”
๒คัมภีร์พจนานุกรม
คัมภีร์พจนานุกรมได้แก่คัมภีร์ที่รวบรวมนามนามต่าง ๆ บ้าง ให้ความหมายของธาตุต่าง ๆ บ้างแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑.คัมภีร์พจนานุกรมประเภทอภิธานมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. อภิธานัปปทีปิกาพระมหาโมคคัลลานเถระ (ชาวลังกา)
๒. อภิธานัปปทีปิกาฎีกาสิริจตุรังคพลมหาอำมาตย์
๓. อภิธานัปปทีปิกาสูจิพระสุภูติเถระ
๔. ธาตุวัตถสังคหะพระวิสุทธาจารเถระ
๕. ธาตุมัญชูสาพระสีลวังสเถระ
๖. ธาตุปปัจจยทีปนีพระวรสัมโพธิเถระ
๗. ธาตุปปาฐะพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๘. ธาตุสมุจจยะ ” ”
๙. ธาตุอักขระ ” ”
๑๐. เอกักขรโกสะ ” ”
๑๑. เอกักขรโกสฎีกา ” ”
๑๒. เอกักขรโกสอภินวฎีกาพระชาคราภิวังสเถระ
๑๓. วิภัตติมาลาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๑๔. ธาตวัตถทีปนีฎีกาพระปัณฑวังสาภิธชธิปติ
วรมหาธัมมราชาธิราชคุรุมหาเถระ
๑๕. ปัญญัตตตถาวลิ ” ”
๑๖. ธาตวัตถทีปกะพระอัคคธัมมาลังการกวิธช
มหาธัมมราชาธิราชคุรุมหาเถระ
๑๗. วิภัตติกถาพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๑๘. วิภัตติกถาฎีกา ” ”
๑๙. ลิงคอภิธานพระอนิลลาภิวรอตุลธิปติสิริปวร
มหาธัมมราชาธิราชคุรุมหาเถระ
๒๐. ปาฬิธาตุอภิธานพระปาฬิปาโมกขฉราญาณเถระ
๒๑.อุปสารอภิธานชื่ออุปสัคควิภาวินี พระปาฬิปาโมกขฉราญาณเถระ
๒๒. อาขยาตปทอภิธานชื่ออาขยาตปทวิภาวินี พระเถระชาวพม่า
๒๓. นิปาตทีปนีพระเถระผู้ไม่ปรากฏนาม
๒. คัมภีร์พจนานุกรมประเภทปาลิ-ไทยมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์รจนาโดย
๑. ปาฬิลิปิกรมพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์)
๒. อักขรานุกรมธรรมบทพระยาพจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์)
๓. บาลีสยามอภิธาน ต.นาคประทีป
๔. ธาตุปปทีปิกาหลวงเทพดรุณานุศิษย์
๕. ปทานุกรมธรรมบทพระยาปริยัติธรรมธาดา
๖. ปทานุกรมมังคลัตถทีปนีคณะจตุรมิตร (เปรียญ)
๗. ปทานุกรมสมันตปาสาทิกา ” ”
๘. วจนานุกรมสมาสท้องพระเทพวราภรณ์ (เปลี่ยน ปุณฺโณ ป.ธ.๙)
๙. ศัพท์หมวดไทยบาลีพระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป ป.ธ.๙
๑๐.พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนาไทย-อังกฤษ และอังกฤษ-ไทย
สุชีพ ปุญญานุภาพ
๑๑. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤตไทย-อังกฤษ หน่วยวิจัยทางพระพุทธศาสนา กรมการศาสนา
๑๒. พจนานุกรมบาลี-ไทย แปลกสนธิรักษ์
๑๓. พจนานุกรมบาลี-ไทยฉบับนักศึกษาพระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ), รศ.ดร.จำลอง สารพัดนึก
๑๔. พจนานุกรมบาลี ไทย อังกฤษสันสกฤต พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ
๑๕.พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลธรรม) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
๑๖.พจนานุกรมพุทธศาตร์(ฉบับประมวลศัพท์) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
๑๗. คัมภีร์พระอภิธานศัพท์บาลี-ไทย ฉบับ ว.พ.ต.
๑๘. พจนานุกรมบาลี-สันสกฤต-ไทยอังกฤษ น.ท.ฉลาด บุญลอย, เสฐียร พันธรังษี พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต
๑๙. พจนานุกรมบาลีไทย ป.หลงสมบุญ
๒๐. ปทานุกรมพระไตรปิฎกฉบับบาลี-ไทย พระราชปริยัติโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม)
๓. คัมภีร์ฉันท์
คัมภีร์ฉันท์ได้แก่คัมภีร์ที่แสดงฉันท์ของภาษาบาลีที่กำหนดบังคับบาทต่าง ๆด้วยมาตราเสียงหนัก-เบาเป็นต้นมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. วุตโตทัยพระสังฆรักขิตมหาสามิ
๒. วุตโตทัยปุราณฎีกาพระนววิมลพุทธิ (ชาวเมืองพุกาม)
๓. ฉันโทสารัตถวิกาสินีอภินวฎีกา พระสัทธัมมญาณเถระ
๔. วจนัตถโชติกอภินวฎีกาพระเวปุลลเถระ
๕. กวิสารอภินวฎีกาพระธัมมานันทเถระ
๖. สุทุททสวิกาสนีอภินวฎีกาปฐมเซกผิวเถระ
๗. ฉัปปัจจยทีปกอภินวฎีกาพระปัญญาสีหเถระ
๘. กวิสาระ ” ”
๙. ฉันทนิทานพระธัมมพุทธเถระ
๑๐. วุตโตทยมาสินี ” ”
๑๑. กาพยสฺรวิลาสินี ” ”
๑๒. กาพยสาลวิลาสินีวัณณนาพระสารพุทธิมะ
๑๓. กาพยคันถะ ” ”
๑๔. กาพยคันถฎีกา ” ”
๑๕. กวีกัณฐาภรณะ ” ”
๑๖. ฉันโทมัญชรีวิสุทธาจารมหาเถระ
๑๗. ฉันโทมัญชรีฎีกาชื่อฉันโทสารัตถมัญชูสา ญาณินทนามเถระ
๑๘. วุตโตทัยวรรณนา ” ”
๑๙. วุตติพยาขยาน ” ”
๒๐. อนุวุตติพยาขยาน ” ”
๒๑. ฉันทวุตติปทีปะ ” ”
๒๒. ปริภาสัชฌาสยะ ” ”
๔. คัมภีร์อลังการะ
คัมภีร์อลังการะได้แก่คัมภีร์ที่แสดงถึงความวิจิตรพิสดาร ความงดงามความสามารถในการนำบทบาลีต่าง ๆ มาใช้ในการแต่งฉันท์เป็นต้นมีรายชื่อดังนี้ชื่อคัมภีร์ รจนาโดย
๑. สุโพธาลังการะพระสังฆรักขิตมหาสามิปาทเถระ๒.สุโพธิลังการปุราณฎีกา ” ”๓.สุโพธาลังการอภินวฎีกาพระสิริธัมมกิตติรตนปัชโชตเถระ
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี