โครงการธรรมศึกษาวิจัย

คัมภีร์พุทธศาสน์

ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คัมภีร์พุทธศาสน์

ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานของฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ที่ได้สำเร็จลงแล้วด้วยดีนั้นอาจประมวลลงในประโยชน์ ๓ ประการนี้ คือ
  ๑. ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา
  ๒. ประโยชน์ต่อสังคม
  ๓. ประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย

  ๑. ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาคัมภีร์พุทธศาสน์จึงเป็นประโยชน์อย่างมากมายต่อพระศาสนาโดยตรงซึ่งพอสรุปกล่าวได้เป็น ๓ ประการ คือ
๑.๑ การรักษาพระศาสนา

คัมภีร์ที่รักษาพระพุทธพจน์และพระพุทธพจน์นี้เองที่เป็น

ศาสดาของศาสนาดังที่พระพุทธองค์ตรัสคราวใกล้ปรินิพพานว่า “อานนท์ ธรรมและวินัยที่เราแสดงไว้แล้วบัญญัติแล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อกาลล่วงไปแห่งเรา” จึงเป็นอันยืนยันได้ว่าตราบใดที่ยังมีพระไตรปิฎก ตราบนั้นก็ยังมีพระธรรมวินัยตราบใดที่ยังมีพระธรรมวินัย ตราบนั้นชาวพุทธเราก็ยังมีพระศาสดาและตราบใดที่เรายังมีพระศาสดาตราบนั้นศาสนาของเราก็ยังมีอยู่

 ๑.๒การป้องกันสัทธรรมปฏิรูปคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ทำการตรวจ ชำระคัมภีร์โดยการเทียบเคียงกับคัมภีร์ฉบับต่าง ๆ หรือแม้แต่กับคัมภีร์ของประเทศต่าง ๆตรงไหนที่เห็นว่าผิด ก็จะมีการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง ตามหลักการ ข้อมูลและเหตุผลของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ด้วยเหตุนั้นการที่จะเกิดสัทธรรมปฏิรูปขึ้นในพระไตรปิฎกจึงเป็นการยาก เหมือนกับการฝนทั่งให้เป็นเข็มเป็นการยาก ฉะนั้น

 ๑.๓การเผยแผ่พระศาสนาการที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ตรวจ ชำระคัมภีร์โดยการเทียบเคียงหลักฐานกับคัมภีร์ต่าง ๆ แล้วแปลจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยก็เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาของพุทธศานิก ชนที่เป็นชาวไทยซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจใฝ่ศึกษาหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างมากมายอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคง ยืนยงถาวรอยู่คู่กับโลกนี้ไปตราบนานเท่านาน

  จากประเด็นที่ว่า "ประโยชน์ของงานคัมภีร์พุทธศาสน์ต่อพระพุทธศาสนา"ดังที่กล่าวมานี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในอดีตเป็นต้นมาในอันที่จะทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและต่อมหาวิทยาลัย จึงนับว่าฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ก่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาเป็นอเนกประการ


  ๒.ประโยชน์ต่อสังคม  ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้สร้างสรรค์งานคัมภีร์โดยการแปลและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาแล้วยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมายเพราะหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้วนั้นหากได้นำมาเผยแผ่อย่างถูกต้องตามพุทธประสงค์เหมาะสมแก่บุคคลและสังคมแล้วย่อมมีประโยชน์ต่อสังคมทุกยุคสมัยมีผลานิสงส์ไม่จำกัดกาลเวลา ปฏิบัติเมื่อใดได้ผลเมื่อนั้น ดังนั้นเมื่อฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้รังสรรค์งานเหล่านี้ออกมาสู่พุทธบริษัทแล้วจึงเป็นประโยชน์อย่างประเมินค่ามิได้ แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วก็พอจะกล่าวได้ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม ๓ ประการ คือ

  ๒.๑การให้ข้อมูลทางปริยัติศาสน์ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้ตรวจชำระ แปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา สัททาวิเสส และปกรณ์วิเสสเป็นจำนวนหลายร้อยเล่มเพื่อบริการข้อมูลแก่สังคม หน่วยงานของรัฐ สถาบัน สมาคมและองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาทุกระดับยังขาดข้อมูลทางพุทธศาสนาอยู่มากไม่เพียงพอที่จะบริการแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้อันเป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนข้อมูลแล้วนำไปสู่ความด้อยการพัฒนาทางปัญญามันสมองของประเทศ ก็ลดค่าด้อยลง สังคมจึงเป็นสังคมด้อยพัฒนาอันเป็นเหตุให้ชักจูงไปในทางเสื่อมได้ง่ายขึ้น ชักจูงไปในทางเจริญได้ยากขาดปัญญาในการพิจารณาแก้ปัญหาเมื่อวิกฤตของสังคมเกิดขึ้นจึงทำให้ผู้คนขาดหลักการขาดข้อมูลคือพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง อันเปรียบเสมือนประทีปนำทางทำให้สังคมขาดที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว ที่เป็นหลักชัย เกิดสัทธรรมปฏิรูปเกิดการตีความคำสอนพุทธศาสนาไปในทางที่ผิดเพื่อกอบโกยผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องนานไปปริยัติศาสน์ก็จะเสื่อมสูญไป ดังนั้นฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์จึงถือว่าได้ทำหน้าที่ช่วยจรรโลงพุทธธรรมเพื่อให้สังคมได้เกิดสันติสุขและช่วยแบกรับภาระนี้ด้วยความภาคภูมิใจและยินดีตลอดมา

  ๒.๒การสืบทอดพระธรรมวินัยให้มีอายุยาวนานอยู่คู่สังคมพุทธบริษัทได้ระลึกอยู่เสมอและทราบพุทธประสงค์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคราวใกล้ปรินิพพานว่า “อานนท์ ธรรมและ วินัยที่เราแสดงไว้แล้ว บัญญัติแล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อกาลล่วงไปแห่งเรา” พระพุทธดำรัสนี้ยังดังก้องอยู่ในใจของชาวพุทธตลอดมา แม้เวลาจะล่วงเลยมา ๒๕๐๐กว่าปีก็ตามหน้าที่ในการสืบทอดพระธรรมวินัยได้ทำกันมาอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้๓ เดือน โดยท่านพระมหากัสสปะและพระสงฆ์ ๕๐๐ รูปได้ดำเนินการทำสังคายนาภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอชาต ศัตรูกษัตริย์แห่งแคว้นมคธพระธรรมวินัยจึงเป็นหมวดหมู่ ได้รับการสืบทอดมาอย่างเป็นระบบแผ่ขยายไปสู่สังคมได้อย่างกว้างไกลพุทธบริษัทสมัยต่อมาจึงถือแบบอย่างที่โบราณาจารย์ได้กระทำไว้นั้นมาเป็นตัวอย่างในการดำเนินการสืบทอดพุทธศาสนาให้มีอายุยืนยาวอยู่คู่กับสังคมทุกยุคทุกสมัยคราวใดเกิด สัทธรรม ปฏิรูปคราวนั้นพุทธบริษัทก็จะช่วยกันชำระตรวจสอบให้ถูกต้องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานสืบมาทำให้ปริยัติศาสนาได้เชื่อมต่อให้ปฏิบัติศาสนาและปฏิเวธศาสนาสัมพันธ์กันและเกิดสันติสุขแก่สังคม

  ๒.๓ ช่วยสร้างบุคลากรของพระพุทธศาสนาให้มีคุณภาพฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ได้เป็นเสมือนแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาอันล้ำค่า เป็นเวทีในการศึกษาค้นคว้าวิจัยหลักพุทธธรรมแก่เจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ทุกท่านได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจอย่างจริงจังด้วยความยินดีได้คลุกคลีอยู่กับคัมภีร์ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มการแปลจากภาษาบาลีสู่ภาษาไทย ได้อ่านตรวจสอบ เทียบเคียงความสอดคล้องแห่งพุทธพจน์อยู่เสมอจึงมองเห็นความเชื่อมโยงของคัมภีร์แต่ละเล่มแต่ละสูตรได้อย่างชำนาญในระดับที่น่าพอใจ สามารถเป็นที่พึ่งแก่บรรดานิสิต นักศึกษาครู อาจารย์ในด้านการบริการข้อมูล สืบค้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีคุณภาพด้วยภูมิรู้ ภูมิธรรมเกิดภูมิฐานและลึกซึ้งในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและสังคมมากมาย

  เจ้าหน้าที่ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์นอกจากจะมีความรู้ความชำนาญทางด้านคัมภีร์แล้วยังรู้หลักและวิธีการในการทำงานเป็นทีมรู้จักเลือกสรรและย่อยข้อมูลจากพระไตรปิฎกออกสู่บรรณภพเป็นการสร้างทักษะในการวิเคราะห์พุทธธรรมประยุกต์ธรรมะให้ประชาชนศึกษาแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นการสร้างอุปนิสัยอันดีงามทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธแก่เจ้าหน้าที่ ครูอาจารย์อย่างดียิ่งเพิ่มพลังแห่งความรักและศรัทธาให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงในพุทธศาสนาอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขต่อสังคมสืบไป

คัมภีร์พุทธศาสน์
  พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาตินับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานถึง ๒๕๙๐ ปี ซึ่งอาจสืบค้นได้โดยอาศัยประวัติขององค์ประกอบต่าง ๆเป็นต้น ดังนี้ คือ
  ๑. ประวัติส่วนบุคคล
  ๒. ประวัติศาสนวัตถุ
  ๓. ประวัติคัมภีร์๑.ประวัติส่วนบุคคลโดยประวัติส่วนบุคคลแบ่งออกเป็น ๒ คือ

  ๑.๑ประวัติของพระศาสดามีปรากฏอยู่ทั้งในแบบกระจัดกระจายและแบบบันทึกรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถค้นหาและพิสูจน์ทราบได้จากโบราณวัตถุโบราณสถาน จารึกต่าง ๆ และคัมภีร์พุทธศาสนา
  ๑.๒ประวัติของพระสาวกบางรูปจำแนกโดยย่อเป็น ๒ คือ
    ๑.๒.๑ประวัติของพระสาวกผู้ทรงจำ และเผยแผ่คำสอนตลอดจนนำสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
    ๑.๒.๒ประวัติของพระสาวกผู้จดจารึกคำสอนและสรรสร้างงานอธิบายพุทธพจน์แบ่งแยกลดหลั่นเป็นลำดับชั้นนับแต่อรรถกถาลงมาซึ่งพระสาวกผู้รจนาคัมภีร์ในชั้นนี้ได้รับการขนานนามว่าพระคันถรจนาจารย์และเมื่อท่านเหล่านั้นครั้นรจนาคัมภีร์สำเร็จแล้วก็ได้จารึกนามของตนไว้ก็มีมิได้จารึกนามของตนไว้ก็มีบางทีท่านเหล่านั้นก็ถูกนำชื่อหรือผลงานมาอ้างอิงในวรรณกรรมของพระคันถรจนาจารย์รุ่นหลังๆ เช่น พระมหาปทุมเถระ พระมหาสุมัตเถระชื่อของพระสาวกผู้รจนาคัมภีร์จักมีปรากฏพร้อมกับรายชื่อคัมภีร์ผลงานของท่านอันจะได้กล่าวไว้ในลำดับต่อไป
๒. ประวัติศาสนวัตถุ  ประวัติศาสนวัตถุปรากฏอยู่ในรูปแบบศาสนสถาน โบราณวัตถุ ภาพจิตรกรรม ลายลักษณ์ศิลปวัตถุ และศิลาจารึกเป็นต้นซึ่งต้องอาศัยธีรชนผู้มีความพากเพียรในการศึกษาค้นคว้าวิจัยหรือสันนิษฐานร่วมกันแล้วจัดเก็บรวบรวมเป็นหมวดหมู่
๓.  ประวัติคัมภีร์  ประวัติคัมภีร์มีความเป็นมาแตกต่างกันออกไปซึ่งพระคันถรจนาจารย์ทั้งหลายได้รจนาคัมภีร์ขึ้น เพราะความการุญ เอื้ออาทรหรือเพราะได้รับคำกล่าวชักนำให้เห็นประโยชน์ที่จะพึงมีทั้งแก่ตนและปัจฉิมชนตาชนเพื่ออธิบายพุทธดำรัสให้พาลปโพธชนได้ซาบซึ้งในธรรมรส อรรถรสจนสามารถน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้เกิดทั้งแก่ตนเองหมู่ญาติมิตร และบริวารชน

  อนึ่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้รับการรักษา ทรงจำ ใคร่ครวญพินิจพิเคราะห์และตรวจสอบให้สมบูรณ์ทั้งโดยอรรถและพยัญชนะแล้วนำสอนสืบต่อกันมามิได้ขาดสายนานนับเป็นพัน ๆ ปี โดยในชั้นแรกพระมหาเถระทรงจำนำมาโดยมุขปาฐะ จนถึง พ.ศ. ๔๓๓ อันเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๕จึงมีการจดจารึกลงในใบลานเป็นพระคัมภีร์สืบต่อมาจนเกิดคัมภีร์ต่าง ๆมีคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งปฐมโพธิกาลเป็นต้นไว้ในที่นี้จักนำความมากล่าวโดยสังเขป ดังนี้
  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้วพระสังฆเถระได้ประชุมกันทำสังคายนารวบรวมสัตถุศาสน์หรือพุทธพจน์จัดไว้เป็นหมวดหมู่   ที่เรียกว่าพระไตรปิฎกซึ่งว่าโดยส่วนต่าง ๆดังนี้
  ๑. ว่าโดยรสมี ๑ คือวิมุตติรส
  ๒. ว่าโดยประเภทมี ๒ คือธรรม วินัย 
  ๓. ว่าโดยปิฎกมี ๓ คือพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกพระอภิธรรมปิฎก
  ๔. ว่าโดยนิกายมี ๕คือทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
  ๕. ว่าโดยองค์มี ๙ คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ 
  ๖.ว่าโดยธรรมขันธ์มี ๘๔,๐๐๐ คือพระวินัยปิฎกมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระสุตตันตปิฎกมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอภิธรรมปิฎกมี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
  แล้วทรงจำสืบต่อกันมาจนถึงการทำสังคายนาครั้งที่ ๕ (พ.ศ. ๔๓๓)ในประเทศศรีลังกา และในการทำสังคายนาครั้งนี้พระสังฆเถระทั้งหลายที่ประชุมกันต่างพิจารณาเห็นว่า ในอนาคตกาลกุลบุตรจักมีอินทรีย์ย่อหย่อนไม่สามารถทรงจำพระธรรมวินัยไว้ได้อย่างครบถ้วนพวกเราทั้งหลายควรจดจารพระธรรมวินัยลงในใบลานเถิดแล้วแบ่งหน้าที่กันดำเนินการรจนาจนเสร็จสมบูรณ์นับแต่นั้นมาจึงมีการคัดลอกพระธรรมวินัยเป็นต้นสืบต่อกันมาแล้วนำเผยแผ่ในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเดียวกันให้ได้ศึกษาเล่าเรียนทรงจำแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ สืบต่อกันมา  ในพุทธศตวรรษที่ ๙เมื่อกุลบุตรทั้งหลายมีอินทรีย์ย่อหย่อนลงเป็นลำดับยากที่จะหาผู้มีปัญญาสุขุมคัมภีรภาพสามารถพิจารณาใคร่ครวญพระพุทธพจน์แล้วเข้าใจได้อย่างถ่องแท้พระพุทธโฆสมหาเถระและพระพุทธทัตตเถระเป็นต้นผู้เรืองนามได้มีอุตสาหะเรียบเรียงอรรถกถาขึ้นใหม่ด้วยภาษามคธโดยการย่อเนื้อความที่พิสดาร ตัดเนื้อความที่ซ้ำ ๆ กันออกไปแต่คงวาทะของพระภาณกาจารย์เป็นต้นไว้ ในที่ที่ควรซึ่งคณาจารย์ในยุคนั้นต่างนิยมยกย่องอรรถกถาชุดใหม่นี้ว่ามีเนื้อความสมบูรณ์ทั้งโดยอรรถและพยัญชนะ สมบูรณ์ด้วยวินิจฉัยต่าง ๆอันทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่กุลบุตรรุ่นใหม่ได้โดยรอบด้านทั้งเป็นการรจนาด้วยภาษามคธ จึงสามารถคัดลอกแล้วนำไปเผยแผ่ในนานาประเทศได้ด้วยเหตุนั้นเองจึงทำให้คัมภีร์ปุราณอรรถกถาเป็นต้นที่รจนาไว้ด้วยสีหลภาษาเหลือเพียงชื่อปรากฏอยู่ในอรรถกถาใหม่นี้เท่านั้น
  ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖พระไตรปิฎกและอรรถกถาใหม่นี้ก็นับว่าเป็นการยากที่จะทำความเข้าใจให้ได้โดยตลอดพระเถรานุเถระผู้ทรงภูมิปัญญา เช่นพระอานันทมหาเถระพระธัมมปาลเถระเป็นต้นจึงได้รจนาคัมภีร์ฎีกาเป็นต้นเพื่ออธิบายลีนัตถบทในคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้นให้ชัดเจนทั้งโดยอรรถและพยัญชนะเมื่อเห็นว่าความในฎีกาไม่ชัดเจนก็ได้มีการรจนาคัมภีร์อนุฎีกาขึ้นมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมอีกนอกจากนี้พระอรรถกถาจารย์ยังได้รจนาคัมภีร์ขึ้นอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ในลีลาและลักษณะต่างๆที่รวมเรียกคันถันตระ
ลำดับความสำคัญของคัมภีร์พุทธศาสน์  ชาวพุทธมักนิยมยกย่องพระพุทธพจน์ให้เป็นประดุจเจดีย์อันเป็นที่เคารพเพราะพระพุทธพจน์เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์อีกอย่างหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ซึ่งพระสิริรัตนปัญญาเถระได้ผูกคาถาเป็นปริศนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธพจน์นี้เอาไว้เป็นต้นว่า

            ปาทเปโก ภวกฺขนฺโธ       สรสาโข พหูทโล
            สิเนรุคฺโค สุผลโท        อวิสุ อิตินามโก

  แปลว่าต้นไม้ต้นหนึ่งมีลำต้น ๓ มีกิ่ง ๕ มีใบมาก มียอด๑ ให้ผลดี มีนามว่าอวิสุ (นั้นได้แก่ต้นไม้อะไรต้นไม้ต้นนั้นได้แก่ต้นพระไตรปิฎกอันเป็นที่รวบรวมพระพุทธพจน์ทั้งหมด)

  พระธรรมคือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดสามารถศึกษาได้จากพระไตรปิฎกอันถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกในพระพุทธศาสนาดังที่ท่านพระสิริรัตนปัญญาเถระรจนาไว้ในหนังสือวชิรสารัตถสังคหะว่า

            อนญฺากงฺขินา นูน       รเวนานูนการินา
            นูนวาหา วราวุตฺตา       ขนฺธา ติปิฏเก วเร

  พระธรรมขันธ์อันประเสริฐ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นำไปสู่พระนิพพานแน่นอนคือพระวินัย ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตะ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันพระผู้ทรงพระภาคผู้มิได้ทรงมุ่งสิ่งอื่นเลยทรงมีพระสุรเสียงไม่บกพร่อง ทรงมีพระวิริยะมิได้ย่อหย่อน ตรัสไว้แล้วในพระไตรปิฎกอันประเสริฐ

  ด้วยเหตุที่คัมภีร์พุทธศาสน์มีพระไตรปิฎกเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเกิดความสงสัยหรือข้อข้องใจเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ยึดพระไตรปิฎกเป็นหลักในการวินิจฉัย คือให้ตรวจสอบได้ตามหลักมหาปเทส ๔อันได้แก่ที่อ้างอิงใหญ่หรือหลักใหญ่สำหรับใช้อ้าง เพื่อสอบสวนเทียบเคียงเริ่มหมวดแรกที่เป็นชุดใหญ่ คือ
  ๑.พุทธาปเทสยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นอ้าง
  ๒. สังฆาปเทสยกเอาพระสงฆ์ขึ้นอ้าง
  ๓. สัมพหุลัตเถราปเทสยกเอาพระเถระจำนวนมากขึ้นอ้าง
  ๔. เอกเถราปเทสยกเอาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นอ้าง
  เมื่อพิจารณาอย่างกว้างออกไปโดยคลอบคลุมถึงคำสอนรุ่นหลัง ๆ หรือลำดับรองลงมาโดยวางเกณฑ์วินิจฉัยคำสอนความเชื่อและการปฏิบัติเป็น ๔ ขั้น คือ
  ๑. สุตตะได้แก่พระไตรปิฎก
  ๒. สุตตานุโลมได้แก่มหาปเทส(ยอมรับอรรถกถาด้วย)
  ๓. อาจริยวาทได้แก่อรรถกถา(ตลอดถึงฎีกาและอนุฎีกา)
  ๔. อัตตโนมัติได้แก่มติบุคคลนอกเหนือจาก ๓ ข้อต้น

  อนึ่งสุตตะคือพระพุทธพจน์ที่มาในพระไตรปิฎกนั้น ท่านถือว่าเป็นมาตรฐานใหญ่หรือจัดว่าเป็นเกณฑ์สูงสุด ดังคำว่า “แท้จริง สุตตะเป็นของคืนกลับไม่ได้มีค่าเท่ากับการกสงฆ์(ที่ประชุมพระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูป ผู้ทำสังคายนาครั้งที่ ๑)เป็นเหมือนครั้งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังสถิตอยู่ ส่วนพาหิรกสูตรอันเป็นสูตรภายนอกคือพระสูตรที่ไม่ได้ยกขึ้นสู่การสังคายนาใหญ่ทั้ง ๓ ครั้งตลอดถึงสูตรของนิกายมหาสังฆิกะ(นิกายใหญ่ที่จัดเป็นหินยานสืบต่อมาจากภิกษุชาววัชชีบุตรและพัฒนาเป็นมหายาน)ท่านก็ได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ว่า “... ไม่พึงยึดถือ(พาหิรกสูตร)ควรตั้งอยู่ในอัตตโนมัตินั่นแหละ” หมายความว่า อัตตโนมัติในนิกายของตน(เถรวาท)สำคัญกว่าสูตรที่มาจากนิกายอื่น

  ด้วยยึดเหตุผลเป็นต้นตามที่กล่าวมานี้นักปราชญ์ทางศาสนาจึงได้จัดลำดับความสำคัญของคัมภีร์ตามมติของโบราณาจารย์เป็น ๕ชั้น คือ

  ๑.คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้
  ๒.คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก
  ๓.คัมภีร์ฎีกา(มูลฎีกา)หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา
  ๔.คัมภีร์อนุฎีกาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายมูลฎีกา,ฎีกา
  ๕.คัมภีร์คันถันตระหมายถึงคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา

  พุทธศานิกชนผู้ต้องการจะเข้าใจในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงตามพระพุทธประสงค์ สามารถศึกษาค้นคว้าได้จากคัมภีร์เหล่านี้ซึ่งรายชื่อของคัมภีร์เหล่านี้จะได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในส่วนที่ว่าด้วยชื่อพระคัมภีร
ประโยชน์คัมภีร์พุทธศาสน์

  คัมภีร์ระดับต่าง ๆตามที่กล่าวมานั้นล้วนเอื้ออำนวยประโยชน์ ๓ ประการ คือ (๑) ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (๒) สัมปรายิกัตถประโยชน์ (๓) ปรมัตถประโยชน์ ให้แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามได้ตามสมควรแก่กำลังของปัญญินทรีย์ ซึ่งสามารถเปรียบคัมภีร์เหล่านั้นกับบ้านเมืองได้ดังนี้

  ๑.คัมภีร์พระไตรปิฎกเปรียบเหมือนเมืองหลวงอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรณ์คือรัตนชาติ ตลอดจนอัญมณีต่าง ๆ อย่างมากมายซึ่งล้วนเป็นของสาธารณะ อันนรชนผู้มีความสามารถย่อมหยิบฉวยยึดครองเป็นสมบัติของตัวได

  ๒.คัมภีร์อรรถกถาและคัมภีร์ฎีกาเปรียบเหมือนคู่มืออันล้ำค่าซึ่งเขียนบอกวิธีในการหยิบฉวยยึดครองเอารัตนชาติหรืออัญมณีที่ตนพึงพอใจได้

  ๓.คัมภีร์คันถันตระเปรียบเหมือนอัครสถานอันโอฬารงดงามอลังการด้วยเครื่องประดับอันวิจิตร เพียบพร้อมด้วยสัจจภาวะและมายาภาวะอันสามารถสนับสนุน อุปถัมภ์ ค้ำจุนส่งเสริมเพิ่มพูนสติปัญญาแก่ผู้พบเห็นที่มีวิจารณญาณ หรือบั่นทอนทำลายสติปัญญาของผู้พบเห็นที่ขลาดเขลา เบาปัญญา หลงงมงายประพฤติผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกดังคนบอดเพราะโมหะ

  ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานี้ ไม่ว่าระดับใด ชั้นใด หรือเล่มใดล้วนอำนวยประโยชน์แก่นรชนผู้มีปัญญาทั้งนั้น

ชื่อคัมภีร์พุทธศาสน์

  นักปราชญ์ฝ่ายศาสนาได้จัดลำดับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาออกเป็นโดยประเภทตามลำดับความสำคัญ๕ ชั้น คือ

    ๑. คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้
    ๒.คัมภีร์อรรถกถาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายพระไตรปิฎก
    ๓.คัมภีร์ฎีกา(มูลฎีกา)หมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายอรรถกถา
    ๔.คัมภีร์อนุฎีกาหมายถึงคัมภีร์ที่อธิบายมูลฎีกา, ฎีกา
    ๕.คัมภีร์คันถันตระหมายถึงคัมภีร์ที่นอกจากพระไตรปิฎก อรรถกถามูลฎีกา ฎีกา อนุฎีกา

  ท่านอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถได้แต่งคัมภีร์ตั้งแต่ชั้นอรรถกถาลงมาเอาไว้มากมายยากที่จะรวบรวมไว้ได้ทั้งหมด แต่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับท่านที่มีความสนใจจึงได้พยายามรวบรวมมาเสนอเป็นเพียงบางส่วน ดังนี้

  ๑. คัมภีร์พระไตรปิฎก
  คัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงคัมภีร์ที่บันทึกพระพุทธพจน์ไว้ ซึ่งแบ่งออกไเป็น ๓คัมภีร์ คือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ดังนี้

พระวินัยปิฎกมี ๕ พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๘ เล่ม คือ

เล่มที่

ชื่อ

เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่







พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

พระวินัยปิฎก

มหาวิภังค์(ภิกขุวิภังค์) ภาค ๑

มหาวิภังค์(ภิกขุวิภังค์) ภาค๒

ภิกขุนีวิภังค์ ๓

มหาวรรค ภาค ๑

มหาวรรค ภาค ๒

จูฬวรรค ภาค๑

จูฬวรรค ภาค ๒

ปริวาร ๘





พระสุตตันตปิฎกมี ๕ นิกาย ๓๗พระคัมภีร์จัดเป็น ๒๕ เล่ม คือ๑. ทีฆนิกาย มี ๓ พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๓ เล่มดังนี้



ทีฆนิกาย ทีฆนิกาย

ทีฆนิกาย

สีลขันธวรรค

มหาวรรค

ปาฏิกวรรค


๑๐

๑๑

๒. มัชฌิมนิกาย มี ๓พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๓ เล่มดังนี้


มัชฌิมนิกาย มัชฌิมนิกาย มัชฌิมนิกาย

มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์

๑๒

๑๓

๑๔

๓. สังยุตตนิกาย มี ๕พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๕ เล่มดังนี้



๑๐

๑๑

สังยุตตนิกาย

สังยุตตนิกาย

สังยุตตนิกาย

สังยุตตนิกาย

สังยุตตนิกาย

สังยุตตนิกายสคาถวรรค สังยุตตนิกาย นิทานวรรค สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

๑๕

๑๖

๑๗

๑๘

๑๙

๔. อังคุตตรนิกาย

มี ๑๑พระคัมภีร์

แบ่งเป็น ๕ เล่มดังนี้

๒๐

๒๑

๒๒

๒๓

๒๔

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกาย

อังคุตตรนิกายเอกก-ทุก-ติกนิบาต

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

อังคุตตรนิกายปัญจก-ฉักกนิบาต

อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

อังคุตตรนิกายทสก-เอกาทสกนิบาต

๒๐

๒๑

๒๒

๒๓

๒๔

๕. ขุททกนิกาย มี ๑๕พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๙ เล่มดังนี้

๑๗

๒๕

๑๘

๑๙

๒๐

๒๑

๒๒

๒๓

๒๔

๒๕

ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย

ขุททกนิกาย ขุททกนิกาย

ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-

สุตตนิบาตวิมานวัตถุ-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถาชาตกะภาค ๑

ชาตกะ ภาค ๒

มหานิเทสจูฬนิเทสปฏิสัมภิทามรรคอปทาน ภาค๑

อปทาน ภาค ๒



-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก

๒๕

๒๖

๒๗

๒๘

๒๙

๓๐

๓๑

๓๒

๓๓

พระอภิธรรมปิฎกมี ๗พระคัมภีร์แบ่งเป็น ๑๒ เล่ม คือ








๑๐

๑๑

๑๒

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎกพระอภิธรรมปิฎกพระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก อภิธรรมปิฎก

พระอภิธรรมปิฎกธัมมสังคณี

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์

พระอภิธรรมปิฎกธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ

พระอภิธรรมปิฎก ยมก ภาค๑

พระอภิธรรมปิฎก ยมก ภาค ๒

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๑

พระอภิธรรมปิฎกปัฏฐาน ภาค ๒

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๓

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค๔

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๕

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาค ๖

๓๔

๓๕

๓๖

๓๗

๓๘

๓๙

๔๐

๔๑

๔๒

๔๓

๔๔

๔๕