โครงการธรรมศึกษาวิจัย
: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
ยักษ์ มี ๒ จำพวก คือจำพวกหนึ่งมีรูปร่างสวยงามและมีรัศมี
เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่คนพวกนี้เป็นเทวดายักษ์
อีกพวกหนึ่งมีรูปร่างน่าเกลียด ไม่มีรัศมีพวกนี้เป็นดิรัจฉานยักษ์
เทวดายักษ์นี้บางทีมีความพอใจในการเบียดเบียนสัตว์นรกให้เดือดร้อน ฉะนั้นเมื่อมีจิตคิดอยากจะเบียดเบียนสัตว์นรกขึ้นในเวลาใดเวลานั้นก็นิรมิตตัวเป็นนายนิรยบาลลงไปสู่นิรยโลกเที่ยวลงโทษสัตว์นรกเหล่านั้นตามความพอใจของตนหรือเมื่อมีความต้องการอยากจะกินสัตว์นรกขึ้นมาก็นิรมิตตัวเป็นแร้งยักษ์กายักษ์
สุนัขยักษ์ แล้วก็พากันจับสัตว์นรกเหล่านั้นกินเสียเทวดายักษ์เหล่านี้อยู่ในความปกครองของท้าวกุเวรหรือเวสสุวัณต่อไปนี้จะได้นำเรื่องของยักษ์มาศึกษาดังต่อไปนี้
๑เรื่องสัตว์อยู่ในครรภ์ได้อย่างไร
อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับบนภูเขาอินทกูฏซึ่งอินทกยักษ์ครอบครองเขตกรุงราชคฤห์
แล้วได้กราบทูลว่า"ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่ารูปหาใช่ชีพไม่
สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้อย่างไร กระดูกและก้อนเนื้อจะมาแต่ไหนสัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร
?"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"รูปนี้เป็นกลละมาก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ
จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ปุ่ม
ต่อจากนั้น มีผม ขน และเล็บเป็นต้นเกิดขึ้นมารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด
สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น"
(สัง.๑๕/อินทกสูตร/๘๐๑-๘๐๓/๒๔๘)ยักขสังยุตอรรถกถาธิบาย
อินทกยักษ์ทูลว่าถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กล่าวรูปอย่างนี้ว่า
สัตว์ บุคคลกระดูกและก้อนเนื้อของสัตว์นั้นจะมาแต่ไหน ท่านถือเอากระดูก ๓๐๐
ท่อนด้วยศัพท์ว่าอัฏฐิ ชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ด้วยศัพท์ว่า ยกปิณฑะ ถ้ารูปไม่มีชีวะกระดูกเหล่านี้และชิ้นเนื้อเหล่านี้ของเขาย่อมมาแต่ไหน
สัตว์นี้ติดอยู่ ข้องอยู่เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดาด้วยเหตุไรหนอ
? ได้ยินว่า
ยักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่าสัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียว
จึงกล่าวตามความเห็นว่ามารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลาและเนื้อเป็นต้นปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไปเหมือนฟองน้ำถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่าสัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้น
เจริญขึ้นโดยลำดับจึงตรัสว่ากลละมีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์
๓เส้น สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่ากลละ
มีสีคล้ายกัน ฉันนั้น"
เมื่อกกละนั้นล่วงไป ๗ วัน
ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อจึงชื่อว่าอัมพุทะ
ชื่อกลละก็หายไป สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นกลละอยู่ ๗ วัน
ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นอัมพุทะ"
เมื่อัมพุทะนั้นล่วงไป ๗ วันก็เกิดเป็นเปสิ
คล้ายดีบุกเหลว เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาล เม็ดพริกไทย จริงอยู่เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนดีใส่ลงในกระเบื้องตากแดดเม็ดพริกไทยนั้นแห้ง
ๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด เปสิมีรูปร่างอย่างนี้ชื่อว่าอัมพุทะก็หายไป
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นอัมพุทะอยู่ ๗ วันแก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นเปสิ"
เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วัน ก้อนเนื้อชื่อฆนะมีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น
ชื่อว่าเปสิก็หายไปสมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นเปสิอยู่ ๗ วัน
ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นฆนะ
สัณฐานแห่งฆนะเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรมเหมือนไข่ไก่เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ"
ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่มขึ้น ๕ แห่งเพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ
๒ และเป็นศีรษะ ๑ มีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่ง ตามกรรม" ต่อแต่นี้ไปทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่
๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒สัปดาห์ จึงตรัสว่า
ผมเป็นต้นเหล่านี้ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์ จริงอยู่สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้นติดเป็นอันเดียวกับแผ่นท้องของมารดาสายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว
รสอาหารแล่นไปตามสายสะดือนั้นดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น
เด็กนั้นย่อมเป็นอยู่ในท้องมารดา ๑๐ เดือน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้องของมารดาโดยลำดับไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว
๒เรื่องราคะโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุ
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนเตียงชนิดมีเท้าตรึงติดกับแม่แคร่อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์เขตบ้านคยา
ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์เดินผ่านเข้าไปไม่ไกลพระองค์ขรยักษ์ได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า"นั่นสมณะ"สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า"นั่นไม่ใช่สมณะ เป็นสมณะน้อย
แต่จะเป็นสมณะหรือสมณะน้อยเราพอจะรู้ได้"ได้เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วได้เหนี่ยวพระกายของพระองค์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบพระกายไปเล็กน้อย
สูจิโลมยักษ์ทูลถามว่า"ท่านกลัวเราไหม สมณะ ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"เราไม่กลัวท่านเลย แต่สัมผัสของท่านเลวทราม"สูจิโลมยักษ์กราบทูลว่า
"เราจักถามปัญหาท่าน ถ้าท่านไม่ตอบเรา ๆจักทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน
หรือจักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เราไม่เห็นใครเลยในโลก ทั้งเทวโลกมารโลก
พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเราให้พลุ่งพล่าน
หรือฉีกหัวใจเราหรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคาได้
เอาเถอะท่านจงถามตามที่ท่านจำนงเถิด"
สูจิโลมยักษ์ทูลถามว่า"ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดีและความสยดสยองเกิดแต่อะไรความตรึกในใจเกิดแต่อะไรแล้วตักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกาฉะนั้น
?"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า"ราคะและโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ
ความไม่ยินดี ความยินดีและความสยดสยองเกิดแต่อัตภาพ
ความตรึกในใจเกิดแต่อัตภาพนี้แล้วดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกาฉะนั้นอกุศลวิตกเป็นอันมากเกิดแต่ความเยื่อใยคือตัณหาเกิดในตนแล้วแผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลายเหมือนย่านไทรเกิดแต่ลำต้นไทรแล้วแผ่ซ่านไปในป่าฉะนั้นชนเหล่าใดย่อมรู้อัตภาพนั้นว่าเกิดแต่สิ่งใดชนเหล่านั้นย่อมบรรเทาเหตุเกิดนั้นเสียได้
ท่านจงฟังชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงกิเลสนี้ซึ่งข้ามได้ยาก และไม่เคยข้ามเพื่อความไม่มีภพอีกต่อไป"
(สัง.๑๕/สูจิโลมสูตร/๘๐๗-๘๑๐/๒๔๙-๒๕๐)อรรถกถาธิบาย
เตียงที่เท้ายาวคือเตียงที่เขาเจาะในท่ามกลางสอดทำด้วยแม่แคร่เตียงนั้นไม่มีคำว่า
นี้ข้างบน นี้ข้างล่างเตียงนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนั้นก็ได้ตามต้องการ
เขาย่อมตั้งเตียงนั้นไว้ในเทวสถานโรงเรือนที่เขาปูลาดแผ่นหินไว้บนแผ่นหิน
๔ แผ่น เขาเรียกว่า เตียงซ้อนตั่งยักษ์นั้นบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป
มาแต่ที่ไกลมีเหงื่อไคลท่วมตัว ไม่ลาดเตียงของสงฆ์ที่เขาแต่งตั้งไว้ดีแล้วนอนด้วยความไม่เอื้อเฟื้อภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้นได้มีการกระทำนั้นเหมือนสีดำที่ผ้าขาวเธอไม่อาจยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นในอัตภาพนั้นได้ทำกาละแล้วมาเกิดเป็นยักษ์ที่ทิ้งขยะ
ใกล้ประตูบ้านคยา ก็เมื่อเขาเกิดมาแล้วก็มีขนแหลมแข็งทั่วตัวคล้ายขนวัว
ต่อมาวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูโลกในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นยักษ์นั้นมาสู่คลองอาวัชชนจิตครั้งแรก
จึงทรงดำริว่ายักษ์นี้เสวยทุกข์ใหญ่ตลอดพุทธันดรหนึ่งความสวัสดีจะพึงมีแก่เขาเพราะอาศัยเราหรือไม่หนอ
ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งมรรคเบื้องต้นลำดับนั้น
ทรงใคร่จะทำการสงเคราะห์ยักษ์นั้น ทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้วห่มจีวรใหญ่ขนาดสุคตประมาณละพระคันธกุฎีดุจวิมานเทวดา
เสด็จไปสู่ที่ทิ้งขยะเหม็นด้วยซากศพช้าง วัว ม้า
มนุษย์และสุนัขเป็นต้นประทับนั่งในที่นั้นเหมือนนั่งในพระคันธกุฎีใหญ่
สูจิโลมยักษ์มีรูปร่างแข็งทื่อเหมือนหลังจระเข้เหมือนหลังคาไม่เรียบด้วยกระเบื้องมุงหลังคา
ได้ยินว่าเขาเป็นอุบาสกผู้ประกอบด้วยศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ
วันหนึ่งไม่ได้ปูผ้าห่มของตนบนที่ปูลาดของสงฆ์นอนบนพื้นที่ปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอันวิจิตรในวิหาร
อาจารย์บางพวกกล่าวว่าแบ่งน้ำมันของสงฆ์ทาสรีระด้วยมือของตน
เขาไม่อาจเกิดในสวรรค์ด้วยกรรมนั้นมาเกิดเป็นยักษ์ที่กองขยะใกล้ประตูแห่งบ้านคยานั้น
สรีระทั้งสิ้นของเขาผู้เกิดแล้วจึงมีประการดังกล่าวแล้ว
เขาทั้ง ๒ เป็นสหายกัน ยักษ์ ๒ตนนั้นแสวงหาอาหารหรือไปสู่ที่สมาคม
ไปในที่ใกล้กัน ในยักษ์ ๒ ตนนั้นสูจิโลมยักษ์ไม่เห็นพระศาสดา
ขรยักษ์เห็นก่อนจึงพูดกะสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะสูจิโลยักษ์จึงกล่าวว่า
ดูก่อนสหาย สมณะนี้เข้ามายังที่อยู่ของท่านไปนั่งอยู่คนเดียว
สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า นั่นไม่ใช่สมณะ นั่นเป็นสมณะน้อย (สมณกะ)ได้ยินว่า
เขาสำคัญว่า ผู้ใดเห็นเราแล้วกลัวหนีไป เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณะน้อยผู้ใดไม่กลัว
เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณะ เพราะฉะนั้น สูจิโลมยักษ์สำคัญว่าผู้นี้เห็นเราแล้วกลัวจักหนีไป
จึงกล่าวอย่างนี้ สูจิโลมยักษ์เนรมิตรูปที่น่ากลัวอ้าปากกว้าง พองขนทั่วตัวน้อมเข้าไปหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปหน่อยหนึ่งเหมือนทองอันมีค่าประกอบด้วยรัตนะร้อยอย่างตรัสว่า
สัมผัสของท่านเลว ไม่น่าชื่นใจเขาควรจะถูกเว้นเหมือนคูถ
เหมือนไฟ และเหมือนงูเห่าไม่ควรรับด้วยสรีระอันมีผิวพรรณดุจทองนี้
สูจิโลมยักษ์โกรธต่อคำว่า สัมผัสของเราเลวจึงกล่าวว่า สมณะ
เราจักถามปัญหากะท่าน จริงอยู่อมนุษย์ต้องการจะซัดจิตของคนเหล่าใด
มันก็เนรมิตอัตภาพที่น่ากลัว ให้มีหน้าขาวท้องเขียว มือและเท้าแดง
ศีรษะโต นัยน์ตาถลน แสดงแก่คนเหล่านั้น ส่งเสียงที่น่ากลัวยัดมือเข้าในปากของพวกคนกำลังพูด
ขยี้หัวใจ สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน
พวกเด็กจับกามาแล้วปล่อยขว้างไปฉันใดบาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากที่ไหนก็ปล่อยจิตไปฉันนั้นอัตภาพนี้เป็นต้นเค้าของวิตกเหล่านั้น
เหตุนั้นวิตกนั้นจึงชื่อว่ามีอัตภาพเป็นต้นเค้าพวกเด็กผูกเชือกที่ข้อขาของมันแล้วปล่อยกาที่ผูกไว้ด้วยเชือกยาวมันบินไปได้ไกลก็ตกลงมาแทบเท้าของเด็กเหล่านั้นอีกฉันใดบาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากอัตภาพนี้ก็ปล่อยจิตฉันนั้น
เถาย่านไทรในป่าอาศัยต้นไม้ใดเกิดขึ้นมันพันต้นไม้นั้นทบไปมาตั้งแต่โคนถึงยอด
ตั้งแต่ยอดถึงโคนปกคลุมห้อยย้อยขยายไปอยู่ฉันใดกิเลสกามเป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามหรือสัตว์เป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามด้วยกิเลสกามนั้นฉันนั้น
ก็ผู้ใดย่อมรู้อัตภาพ ย่อมรู้สิ่งที่เป็นต้นเค้าของอัตภาพนั้นผู้นั้นย่อมบรรเทาคือนำออกซึ่งสมุทัยสัจอันเป็นต้นเค้าของทุกขสัจกล่าวคืออัตภาพด้วยมรรคสัจ
ผู้นั้นเมื่อนำสมุทัยสัจออกได้จึงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ข้ามยากนี้ได้ไม่เคยข้ามสังสารวัฏที่มีเบื้องปลายที่ใคร
ๆ รู้ไม่ได้ แม้ในภายในแห่งความฝันเพื่อประโยชน์แก่นิโรธสัจคือความไม่เกิดอีก
เพราะเหตุนี้ เพื่อจะทรงประกาศอริยสัจ ๔จึงทรงยังพระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอด
ในที่สุดแห่งเทศนาสูจิโลมยักษ์ยืนอยู่ในที่นั้นเอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนาแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลก็ชื่อว่าพระโสดาบันทั้งหลายย่อมไม่ตั้งอยู่ในอัตภาพที่เศร้าหมอง
เพราะฉะนั้นหัวหูดขนแหลมอย่างเข็มทั้งปวงที่ร่างกายของสูจิโลมยักษ์จึงร่วงไปพร้อมกับได้โสดาปัตติผลสูจิโลมยักษ์นั้นจึงนุ่งผ้าทิพย์
ห่มผ้าทิพย์ โพกผ้าทิพย์ทรงเครื่องประดับของหอมและมาลัยทิพย์
มีผิวพรรณดังทองได้ปกครองภุมมเทวดา
๓เรื่องสานุสามเณรถูกยักษ์เข้าสิง
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ
พระมหาวิหารเชตวัน บุตรของอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสานุถูกยักษ์เข้าสิงอุบาสิกาได้ปริเวทนาการว่า"ฉันได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่าชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์
๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕และที่
๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น
บัดนี้ ฉันเห็นในวันนี้ยักษ์เล่นกับสามเณรสานุ"
ยักษ์กล่าวว่า"ท่านได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่าชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์
๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๘, ๑๔, และ ๑๕แห่งปักษ์
ตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น
เป็นการชอบท่านพึงบอกสานุผู้ฟื้นขึ้นแล้วว่า ยักษ์สั่งว่า
"ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามกทั้งในที่แจ้งและที่ลับถ้าท่านจักกระทำหรือกำลังกระทำกรรมอันลามกไซร้ถึงท่านจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์"
สามเณรสานุฟื้นขึ้นแล้วถามว่า"โยมญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่หายไปโยมยังเห็นฉันเป็นอยู่
ไฉนเหตุไรโยมจึงร้องไห้ถึงฉัน ?"
อุบาสิกากล่าวว่า"ลูกเอ๋ยญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่หายไปแต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะกลับมาในกามนี้อีกญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น
เพราะเขาเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้วเรายกท่านขึ้นจากเถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว
ท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึงอีกเรายกท่านขึ้นจากเหวแล้ว
ท่านอยากจะตกลงไปสู่เหวอีก เราจะโพนทะนาแก่ใครเล่าว่าขอท่านจงช่วยกัน
ขอความเจริญจงมีแก่ท่านประดุจสิ่งของที่ขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้
แต่ท่านอยากจะเผามันเสียอีก" (สัง. ๑๕/สานุสูตร/๘๑๔ -๘๑๘/๒๕๑-๒๕๒)อรรถกถาธิบาย
เล่ากันว่าบุตรนั้นเป็นบุตรคนเดียวของอุบาสิกา
นางให้บุตรบรรพชาในเวลาเป็นหนุ่มสานุสามเณรนั้นตั้งแต่เวลาบรรพชาแล้ว
มีศีลถึงพร้อมด้วยวัตรสามเณรได้ทำวัตรแก่อาจารย์ อุปัชฌาย์และพระอาคันตุกะเป็นต้น
เดือนละ ๘ วันลุกแต่เช้าเข้าไปตั้งน้ำไว้ในโรงน้ำ กวาดโรงฟังธรรม ตามประทีปประกาศฟังธรรมด้วยเสียงไพเราะ
พวกภิกษุทราบกำลังของสามเณรนั้นจึงเชื้อเชิญว่าพ่อเณร จงกล่าวบทสรภัญญะเถิด
สามเณรนั้นไม่นำอะไรมาอ้างว่า ลมเสียดแทงหัวใจของผมหรือโรคไอรบกวน ขึ้นธรรมาสน์กล่าวบทสรภัญญะเหมือนยังแม่น้ำคงคาในอากาศให้ตกลงอยู่ฉะนั้น
ลงมากล่าวว่าขอส่วนบุญในสรภัญญะนี้จงมีแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้าส่วนมารดาบิดาของสามเณรนั้นไม่รู้ว่าส่วนบุญสามเณรนั้นให้แล้วก็มารดาของสามเณรในอัตภาพก่อนนั้นเกิดเป็นนางยักษิณี
นางมากับพวกเทวดาฟังธรรมแล้วจึงกล่าวว่า ลูก
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาส่วนบุญอันสามเณรให้แล้วก็ธรรมดาพวกภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลกเหล่าเทวดามีความละอาย
มีความเคารพในสามเณรนั้นย่อมสำคัญสามเณรนั้นเหมือนท้าวมหาพรหมและเหมือนกองไฟยกนางยักษิณีนั้นขึ้นเป็นที่เคารพดูแล
ด้วยความเคารพในสามเณร ได้ให้อาสนะ น้ำก้อนข้าวอันล้ำเลิศแก่นางยักษิณีด้วยสำคัญว่า
มารดาของสานุในสถานที่ฟังธรรมและยักขสมาคมเป็นต้นพวกยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่พบนางยักษิณีนั้นหลีกทางให้ลุกจากอาสนะ
สามเณรนั้นถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้าถูกความไม่ยินดีบีบคั้น
เมื่อไม่อาจจะบรรเทาความไม่ยินได้จึงปล่อยให้ผมและเล็บยาวรกรุงรัง
ทั้งสบงและจีวรสกปรกเหลือเกิน ไม่บอกแก่ใครถือบาตรและจีวรไปยังประตูเรือนของมารดาแต่ผู้เดียวเท่านั้นอุบาสิกาเห็นสามเณรไหว้แล้วได้กล่าวว่า
ลูกเมื่อก่อนเจ้ามาในที่นี้กับอาจารย์อุปัชฌาย์
หรือภิกษุหนุ่มและสามเณรเพราะเหตุไรในวันนี้เจ้ามาแล้วแต่ผู้เดียวเล่า
สามเณรนั้นบอกความเป็นผู้กระสันอุบาสิกาเป็นคนมีศรัทธา
แสดงโทษในการอยู่ครองเรือนโดยประการต่าง ๆ กล่าวสอนสามเณรเมื่อไม่อาจจะให้สามเณรนั้นยินยอมได้คิดว่า
กระไรเสีย สามเณรจักกำหนดแม้ตามธรรมดาของตนได้
จึงชักชวนกล่าวว่า ลูกเจ้าจงหยุดอยู่จนกว่าแม่จะให้จัดข้าวยาคูและภัตรพร้อมแก่เจ้าแม่จักถวายผ้าที่พอใจแก่เจ้าผู้ดื่มข้าวยาคูทำภัตกิจเสร็จแล้ว
จึงจัดอาสนะถวายสามเณรนั่งแล้วอุบาสิกาให้จัดข้าวยาคูและของขบเคี้ยวถวายเสร็จแล้วโดยครู่เดียวเท่านั้น
ต่อมานางคิดว่า จักให้จัดภัตให้พร้อมนั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกล
สมัยนั้นนางยักษิณีนั้นรำพึงอยู่ว่า
สามเณรได้อาหารอะไรในที่ไหนหนอแลหรือไม่ได้ รู้ว่าสามเณรนั้นนั่งแล้วเพราะจะสึกคิดว่าสามเณรอย่าพึงให้ความละอายเกิดขึ้นระหว่างเทวดาของเราเราจะไปทำอันตรายในการสึกของสามเณรมาแล้วสิงที่ร่างบิดคอให้ล้มลงที่พื้นสามเณรมีนัยน์ตาเหลือก
น้ำลายไหล ดิ้นอยู่ที่พื้น
อุบาสิกาเห็นอาการแปลกของบุตรมาแล้วโดยเร็ว
กอดบุตรให้นอนบนขาชาวบ้านทั้งสิ้นมาทำพิธีมีพลีกรรมเป็นต้น อุบาสิกา เมื่อคร่ำครวญ
ได้กล่าวว่าพวกมนุษย์คิดว่า เราจักทำการรับและการส่งอุโบสถดิถีที่ ๘จึงสมาทานองค์อุโบสถในดิถีที่
๗ บ้าง ดิถีที่ ๙ บ้าง เมื่อทำการรับและการส่งดิถีที่๑๔ และ ๑๕ สมาทานในดิถีที่ ๑๓
บ้าง ในวันปาฏิบทบ้าง มนุษย์คิดว่าพวกเราจักทำการส่งการอยู่จำพรรษา
เป็นผู้รักษาอุโบสถเป็นนิตย์กึ่งเดือนระหว่างปวารณาทั้งสอง
นางยักษิณีกล่าวว่าถ้าเจ้าเหาะหนีไปเหมือนนกอย่างนั้น
เจ้าก็พ้นไปไม่ได้ ครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้จึงปล่อยสามเณร สามเณรลืมตา
มารดาสยายผมร้องไห้สะอึกสะอื้น สามเณรนั้นไม่รู้ว่าเราถูกอมนุษย์สิงแล้ว แลดูอยู่คิดว่า
ในกาลก่อน เรานั่งบนตั่งแล้วมารดานั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกลเรา
แต่เดี๋ยวนี้ เรานั่งแล้วบนพื้นส่วนมารดาของเราร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
ชาวบ้านทั้งสิ้นก็ประชุมกันแล้วนั่นอะไรกันหนอ
ทั้งที่นอนนั่นแหละกล่าวว่า แม่ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือเป็นต้น
มารดากล่าวว่า คนใดสึกแล้วแม้จะเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว
เพราะฉะนั้นญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงบุคคลนั้น บัดนี้นางเมื่อแสดงโทษในการอยู่ครองเรียนแก่สามเณรนั้น
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ได้ยินว่าการอยู่ครองเรือนชื่อว่าเถ้ารึง
เพราะอรรถว่าร้อนระอุ ขอท่านจงช่วยกันขอความเจริญจงมีแก่ท่าน
แล้วกล่าวอยู่ว่า เจ้าอยากสึกถูกยักษ์สิงเราจะยกโทษบอกอาการอันแปลกนี้แก่ใครเล่า
เจ้าออกจากเรือนบวชในพระพุทธศาสนาแล้วเหมือนสิ่งของที่เขาขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้แต่ท่านยังปรารถนาจะถูกเผาในการอยู่ครองเรือน
เช่นถูกเผาใหญ่อีกหรือเมื่อมารดากล่าวอยู่ สามเณรนั้นกำหนดแล้ว
กลับได้หิริและโอตตัปปะ จึงกล่าวว่าเราไม่ต้องการคฤหัสถ์
มารดายินดีว่า ดีละลูก ถวายโภชนะอันประณีตให้ฉันแล้วจึงถามว่า ลูก เจ้าอายุกี่ปี
สามเณรตอบว่า แม่ ยี่สิบปีบริบูรณ์ อุบาสิกากล่าวว่าลูก ถ้าเช่นนั้น ขอเจ้าจงทำการอุปสมบทเถิด
ได้ถวายผ้าจีวรแล้วสามเณรนั้นได้ทำจีวรแล้วอุปสมบท
เรียนพระพุทธพจน์อยู่ ทรงพระไตรปิฎกยังพระพุทธพจน์นั้นได้บริบูรณ์
ในอาคตสถานแห่งศีลเป็นต้นไม่นานบรรลุความเป็นพระอรหันต์
เป็นพระธรรมกถึกผู้ใหญ่ ดำรงอยู่ได้ ๑๒๐ ปีให้ชมพูทวีปทั้งสิ้นสั่นสะเทือนแล้วก็ปรินิพพาน
๔เรื่องนางยักษิณีปลอบให้ลูกฟังธรรม
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ
พระมหาวิหารเชตวัน ทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญให้รื่นเริงอยู่ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน
ภิกษุเหล่านั้นตั้งใจมนสิการประมวลไว้ด้วยใจทั้งหมด
เงี่ยโสตลงสดับพระธรรม
นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพสุปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า"นิ่งเสียเถิดลูกอุตรา
นิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุจนกว่าแม่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ผู้เป็นพระศาสดาจบพระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันเป็นเครื่องเปลื้องตนเสียจากกิเลสเครื่องร้อยกรองทั้งปวง
เวลาที่ปรารถนาในธรรมนั้นจะล่วงเลยแม่ไปเสียลูกของตนเป็นที่รักในโลก
ผัวของตนเป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนั้นเป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและผัวนั้น
เพราะลูกหรือผัวที่รักพึงปลดเปลื้องจากทุกข์ไม่ได้
เหมือนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องเหล่าสัตว์จากทุกข์ได้ในเมื่อโลกอันทุกข์วงล้อมแล้ว
ประกอบด้วยชราและมรณะ แม่ปรารถนาจะฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเพื่อพ้นจากชราและมรณะจงนิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุ"
ปุนัพสุพูดว่า"แม่จ๋า ฉันจักไม่พูดอุตราน้องสาวของฉันก็จักเป็นผู้นิ่งเชิญแม่ฟังธรรมอย่างเดียวการฟังพระสัทธรรมนำความสุขมาให้
เราไม่รู้พระสัทธรรมจึงได้เที่ยวไปลำบากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นผู้ทำความสว่างไสวแก่เทวดาและมนุษย์ผู้ลุ่มหลงมีพระสรีระครั้งสุดท้าย
มีพระจักษุแสดงธรรมอยู่"
ยักษิณีพูดว่า"น่าชื่นชมนักลูกผู้นอนบนอกของแม่เป็นคนฉลาดลูกของแม่ย่อมรักใคร่พระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเจ้าจงมีความสุขเถิด
วันนี้แม่เป็นผู้ย่างขึ้นไปในพระศาสนาแม่และเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว
แม้แม่อุตราก็จงฟังแม่" (สัง. ๑๕/ปุนัพสุสูตร /๘๒๒-๘๒๕/๒๕๒-๒๕๓)
อรรถกถาธิบาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มหาชนภายหลังเสวยพระกระยาหารทรงส่งมหาชนแล้ว
สรงสนานในซุ้มลงสรงประทับนั่งตรวจดูโลกธาตุทางทิศตะวันออกบนบวรพุทธาสนะที่เขาจัดไว้ในบริเวณพระคันธกุฎีพวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลและบิณฑบาตเป็นวัตร
จาริกไปรูปเดียวหรือสองรูปเป็นต้นออกจากที่พักกลางวันและที่อยู่ของตน ๆ
แล้วมาถวายบังคมพระทศพลนั่งประหนึ่งวงอยู่ด้วยม่านแดง
พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสธรรมีกถาประกอบด้วยนิพพาน
นางยักษิณีมารดาปุนัพพสุอุ้มธิดาจูงบุตร
กำลังแสวงหาอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นที่ริมกำแพงและริมคูหลังพระเชตวัน
ไปถึงซุ้มประตูพระเชตวันโดยลำดับก็พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ว่า
อานนท์ เธอนำบาตรมาเถิดนำจีวรมาเถิด จงให้ทานแก่คนกินเดนเถิด
แผ่ไปโดยรอบได้ประมาณ ๑๒ ศอกเท่านั้นถ้าบริษัทนั่งอยู่ถึงที่สุดจักรวาล
พระสุรเสียงของพระองค์ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ย่อมไปถึงบริษัท
ย่อมไม่เลยออกไปภายนอกบริษัทแม้เพียงองคุลีหนึ่งด้วยพระดำริว่าพระสุรเสียงอันไพเราะอย่าเสียไปโดยไม่ใช่เหตุเลยนางยักษิณียืนอยู่ภายนอกบริษัทจึงไม่ได้ยินเสียงในที่นั้นเมื่อนางยืนที่ซุ้มพระทวาร
ยืนเฉพาะพระพักตร์โดยพุทธวิถีอันใหญ่พระคันธกุฎีย่อมปรากฏ นางเห็นบริษัทไม่ไหวติงเว้นการคะนองมือเป็นต้นด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้าเหมือนเปลวประทีปในที่ไม่มีลมแล้วคิดว่า
ก็ในที่นี้จักมีสิ่งของบางสิ่งแจกแน่ เราจักได้ซึ่งเนยใส น้ำมันน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแน่
ที่ไหลออกอยู่จากบาตรบ้าง จากมือบ้างก็หรือที่ตกแล้วบนพื้น จึงเข้าไปภายในวิหารอารักขเทวดาสิงอยู่ที่ซุ้มประตูเพื่อห้ามอวรุทธกยักษ์เห็นอุปนิสัยของนางยักษิณีแล้วจึงไม่ห้ามพระสุรเสียงอันไพเราะตัดผิวเป็นต้นไปจดเยื่อในกระดูกของนางพร้อมกับการไปโดยความเป็นอันเดียวของบริษัทตั้งอยู่บุตรน้อยทั้งหลายเตือนนางยักษิณีผู้ยืนไม่ไหวติงเพื่อฟังธรรม
นางยักษิณีคิดว่าบุตรน้อยทั้งหลายจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเราจึงปลอบบุตรน้อยทั้งหลายอย่างนี้ว่า
นิ่งเสียเถิดลูกอุตราขอลูกจงนิ่งตลอดเวลาที่แม่ฟังธรรมเถิด
ปุนัพพสุกล่าวว่า ฉันจักไม่พูดเลยแม้อุตตราน้องสาวของฉันก็จักเป็นผู้นิ่ง แม่
เราไม่รู้พระสัทธรรมนี้ในกาลก่อนบัดนี้ จึงเสวยทุกข์
มีความหิวกระหายเป็นต้นเที่ยวไปลำบากอยู่ลำบาก
พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงกำหนดบริษัททรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของนางยักษิณีและยักขทารก
เปลี่ยนเทศนาแล้วจึงมาแสดงเรื่องสัจจะ ๔นางยักษิณียืนฟังธรรมอยู่ในประเทศนั้นกับบุตรตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลส่วนธิดาของนางยักษิณีก็มีอุปนิสัย
แต่ไม่อาจจะรับเทศนาได้ เพราะเป็นเด็กเกินไปบัดนี้
นางยักษิณีเมื่อจะทำอนุโมนาแก่บุตรจึงกล่าวคำเป็นต้นว่าดีหนอลูกชื่อว่าเป็นบัณฑิต
แม่เป็นผู้ขึ้นพร้อมแล้วแต่วันนี้เป็นผู้ย่างพร้อมแล้วในพระศาสนา
แม้เจ้าจงมีความสุขเถิด แม่และเจ้าเห็นอริยสัจจะ ๔ที่แม่แทงตลอดเถิดนางยักษิณีละภาวะมีฝีและหิตเป็นต้นทั้งหมดเหมือนสูจิโลมยักษ์พร้อมด้วยการแทงตลอดสัจจะนั่นแลจึงกลับได้ทิพยสมบัติพร้อมด้วยบุตร
เมื่อมารดาและบิดาได้ความเป็นใหญ่ในโลกความเป็นใหญ่นั้นก็มีแก่บุตรทั้งหลายด้วยชื่อฉันใดส่วนธิดาของนางได้สมบัติแล้วด้วยอานุภาพของมารดาฉันนั้น
จำเดิมแต่นั้นนางกับด้วยบุตรน้อยทั้งหลายได้ต้นไม้เป็นที่อยู่ ณ ต้นไม้ใกล้พระคันธกุฎีแล้วได้เฝ้าพระพุทธเจ้า
ฟังธรรมทั้งเช้าเย็น อยู่จำเพาะในที่นั้นแลตลอดกาลนาน
๕เรื่องอาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาคประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์เขตเมืองอาฬวีอาฬวกยักษ์เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กล่าวว่า"สมณะท่านจงออกมา"พระผู้มีพระภาคก็เสด็จออกมา ยักษ์กล่าวว่า"ท่านจงเข้าไป"พระผู้มีพระภาคก็เสด็จเข้าไป ครั้งที่ ๒ ครั้งที่๓ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำเหมือนอย่างนั้น ครั้งที่ ๔อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า"ท่านจงออกมา"พระผู้มีพระภาคตรัสว่า"เราจักไม่ออกไปละท่านจะทำอะไรก็จงทำเถิด"อาฬวกยักษ์ทูลว่า"เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านพยากรณ์แก่เราไม่ได้เราจักทำจิตของท่านให้ฟุ้งซ่านหรือฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น"
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า"เราไม่เห็นใครเลยในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเราให้ฟุ้งซ่านได้หรือขยี้หัวใจของเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น เอาเถิดเชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด"
อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า"อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้อะไรที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด ?"
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า"ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ความสัตย์แลเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด"
อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า"คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไรบริสุทธิ์ได้อย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า"คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาทล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา"
อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า"คนได้ปัญญาอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก ?"
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า"บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญาเป็นผู้ไม่ประมาท มีวิจาร คนทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไป แล้วย่อมไม่เศร้าโศกเชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะจาคะและขันติ"
อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า"ทำไมข้าพเจ้าจึงจะต้องถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวีเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมากข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้านจากบุรีไปสู่บุรีพลางนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ดี" (สัง.๑๕/อาฬวกสูตร/๘๓๘-๘๔๖/๒๕๗-๒๕๘)อรรถกถาธิบาย
อาฬวกราชาทรงทิ้งเครื่องใช้สำหรับนักฟ้อนรำไว้หลายอย่างเสด็จไปล่าเนื้อ ในวันที่ ๗ เพื่อปราบโจร เพื่อป้องกันพระราชาผู้เป็นศัตรูกันและเพื่อกระทำความพยายาม ทำกติกากับกองพลในวันหนึ่งว่า เนื้อหนีไปข้างผู้ใดเนื้อนั้นเป็นภาระของผู้นั้นเท่านั้น เนื้อหนีไปข้างพระราชา ๆ ทรงถึงพร้อมด้วยเชาว์ทรงธนู ดำเนินตามเนื้อนั้นไปสิ้น ๓ โยชน์ ส่วนเนื้อทรายมีกำลังวิ่งได้เพียง ๓โยชน์เท่านั้น ท้าวเธอทรงฆ่าเนื้อนั้นที่หมดฝีเท้าเข้าไปสู่แหล่งน้ำยืนอยู่ตัดออกเป็น ๒ ท่อน แม้ไม่ต้องการด้วยเนื้อ แต่หาบมาเพื่อได้พ้นความผิดว่าพระราชาไม่สามารถจับเนื้อได้ ทรงเห็นต้นไทรใหญ่มีใบหนา ไม่ไกลเมืองแล้วจึงเสด็จไปถึงโคนต้นไทรนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย ณ ต้นไทรนั้นอาฬวกยักษ์ได้ที่อยู่จากสำนักมหาราชกินสัตว์ที่เข้าไปยังโอกาสอันร่มเงาของต้นไม้นั้นถูกต้องแล้วในเวลาเที่ยงท้าวเธอทรงเห็นยักษ์นั้นเข้ามาเพื่อจะกิน พระราชาได้ทรงทำกติกากับยักษ์ว่าท่านปล่อยเราเถิด เราจักส่งมนุษย์และถาดสำรับมาแก่ท่านทุก ๆ วัน ยักษ์ทูลว่าพระองค์มัวเมาด้วยเครื่องราชูปโภคจักทรงระลึกไม่ได้แต่ข้าพระองค์ไม่ได้เพื่อจะกินสัตว์ที่ไม่เข้าไปถึงที่อยู่และที่ไม่ได้รับอนุญาตข้าพระองค์นั้นพึงเสื่อมจากความเจริญ จึงไม่ปล่อย พระราชาตรัสว่า วันใด เราไม่ส่งไปวันนั้น ท่านไปเรือนของเรา จับเรากินเถิด ยักษ์จึงอนุญาตปล่อยพระองค์ ไปพระองค์ได้เสด็จมุ่งตรงพระนคร
กองพลตั้งค่ายอยู่ริมทางเห็นพระราชาแล้วทูลอยู่ว่าข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์มีภัยมาถึงหรือ ? ลุกขึ้นต้อนรับพระราชาทรงเล่าความเป็นไปนั้น เสด็จไปยังพระนคร เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเรียกผู้รักษาพระนครมา ทรงบอกเรื่องนั้น ผู้รักษาพระนครทูลว่าพระองค์ทรงทำไม่ถูก เพราะพวกอมนุษย์ย่อมได้เพียงการกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อไม่กำหนดชนบทจักถูกเบียดเบียน จงยกไว้เถิด พระองค์ได้ทรงกระทำอย่างนี้ แม้ก็จริงถึงอย่างนั้น พระองค์จงทรงมีความขวนขวายน้อยเสวยรัชสุขสมบัติเถิดข้าพระองค์จักทำสิ่งที่ควรทำในข้อนี้ เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ยืนอยู่ที่ประตูเรือนจำกล่าวว่า ผู้ใดต้องการมีชีวิต ผู้นั้นจงออกไปเถิดหมายเอาเหล่าชนที่ถูกประหาร ผู้ใดออกไปก่อนเขาก็นำผู้นั้นไปเรือนให้อาบน้ำให้บริโภค ส่งไปด้วยคำว่าท่านจงให้ถาดสำรับนี้แก่ยักษ์เถิดยักษ์นิรมิตอัตภาพอันน่ากลัวแล้วเคี้ยวกินผู้พอเข้าไปโคนไม้นั้นเหมือนเง่ามันฉะนั้นได้ยินว่า ด้วยอานุภาพของยักษ์สรีระทั้งสิ้นมีผมเป็นต้นของพวกมนุษย์เป็นเหมือนก้อนเนยใสพวกคนที่เขาใช้ให้ถือภัตไปให้แก่ยักษ์ เห็นยักษ์แล้วก็กลัว จึงบอกแก่มิตรว่าพระราชาจับพวกโจรให้ยักษ์จำเดิมแต่นั้น พวกมนุษย์เลิกทำโจรกรรม สมัยต่อมาเรือนจำว่างเพราะโจรใหม่ไม่มีและเพราะโจรเก่าหมด
ผู้รักษาพระนครทูลพระราชาแล้วพระราชาจึงให้คนเอาทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทิ้งไว้ที่ถนนในเมืองด้วยดำริว่า ถ้ากระไรใคร ๆ พึงถือเอาด้วยความโลภ ใคร ๆ ไม่แตะต้องทรัพย์นั้นแม้ด้วยเท้า ท้าวเธอเมื่อไม่ได้โจร จึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลาย พวกอำมาตย์ทูลว่าพวกข้าพระองค์จะส่งคนแก่ไปทีละคนตามลำดับตระกูล แม้ตามปกติคนแก่นั้นใกล้จะตายอยู่แล้ว พระราชาตรัสห้ามว่า คนทั้งหลายจักทำการก่อกวนว่าพระราชาส่งพ่อของเรา ส่งปู่ของเราไป ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจข้อนั้นเลยพวกอำมาตย์ทูลว่า ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์จะส่งเด็กที่ยังนอนแบเบาะไปก็เด็กที่เป็นอย่างนั้น ยังไม่มีความรักว่า แม่ของเรา พ่อของเราพระราชาทรงอนุญาตแล้ว พวกอำมาตย์ก็ได้ทำอย่างนั้นมารดาของเด็กในเมืองอุ้มเอาพวกเด็กไปและหญิงมีครรภ์หนีไปเลี้ยงเด็กให้เจริญเติบโตในชนบทอื่นแล้วนำมา ด้วยอาการอย่างนี้ ล่วงไปแล้วได้ ๑๒ปี
ต่อมาวันหนึ่ง พวกอำมาตย์ค้นหาทั่วพระนครแล้วก็ไม่ได้เด็กแม้แต่คนเดียว จึงทูลพระราชาว่า เด็กในพระนครไม่มีเลยนอกจากอาฬวกุมารโอรสของพระองค์ภายในบุรี พระราชาตรัสว่า เรารักบุตรฉันใดคนอยู่ในโลกทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่น่ารักยิ่งกว่าตนไม่มีเลย ท่านจงไปจงให้บุตรนั้น แล้วรักษาชีวิตของเราเถิด สมัยนั้นมารดาของอาฬวกกุมารให้บุตรอาบน้ำแล้วตบแต่งทำเป็นเทริดสองชั้นนั่งให้บุตรนอนบนตักอยู่ ราชบุรุษไปแล้วในที่นั้นตามรับสั่งของพระราชาจับเอาบุตรนั้นกับแม่นมของมารดาผู้ร่ำไห้และของพระเทวีหนึ่งหมื่นหกพันหลีกไปว่าพรุ่งนี้จักเป็นภิกษาของยักษ์
วันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติในมหาคันธกุฎีเชตวันวิหาร เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุได้ทรงเห็นอุปนิสัยของอาฬวกกุมารบรรลุอนาคามิผล ของยักษ์บรรลุโสดาปัตติผล และสัตว์๘๔,๐๐๐ ได้ดวงตาเห็นธรรมในที่สุดแห่งเทศนา เมื่อราตรีสว่างแล้ว เสวยพระกระยาหารก่อนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอุโบสถแห่งกาฬปักข์เป็นไปอยู่ เมื่อดวงอาทิตย์ตกพระองค์เดียวไม่มีเพื่อนสอง ทรงบาตรและจีวร เสด็จจากกรุงสาวัตถีไป ๓๐โยชน์ด้วยพระบาททีเดียว เสด็จเข้าไปที่อยู่ของยักษ์นั้นประทับยืนอยู่ใกล้ประตูที่อยู่ ในกาลนั้น อาฬวกยักษ์ได้ไปสู่ยักขสมาคมในป่าหิมวันต์
ยักษ์มีนามว่าคัทรภะผู้รักษาประตูของอาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาในเวลาวิกาลหรือ ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใช่คัทรภะ เรามาเวลาวิกาลถ้าท่านไม่หนักใจเราพึงอยู่ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์คืนหนึ่ง
คัทรภยักษ์ทูลว่าข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่งยักษ์นั้นหยาบคายร้ายกาจไม่ทำการอภิวาทเป็นต้นแม้แก่มารดาบิดาเขาก็ไม่ชอบใจการอยู่ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเรารู้ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์และอันตรายบางอย่างจักไม่มีแก่เรา ถ้าท่านไม่หนักใจเราพึงพักอยู่คืนเดียว
คัทรภยักษ์ได้กราบทูลครั้งที่สองว่าอาฬวกยักษ์เช่นกระเบื้องร้อนจัด ไม่รู้จักว่า มารดาบิดา ว่าสมณพราหมณ์ หรือว่าธรรมย่อมทำจิตของบุคคลผู้มาแล้วในที่นี้ให้ฟุ้งซ่านบ้าง ฉีกหัวใจบ้าง จับที่เท้าบ้างเหวี่ยงไปสมุทรฝั่งโน้น หรือจักรวาลข้างโน้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสครั้งที่สองว่า เรารู้ ถ้าท่านไม่หนักใจเราพึงพักอยู่คืนเดียว
คัทรภยักษ์ทูลว่า ข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้าอนึ่ง ยักษ์นั้นจักพึงฆ่าข้าพระองค์ ผู้ไม่บอกขออนุญาตเสียจากชีวิตก็ได้ข้าพระองค์จะบอกแก่ยักษ์นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าขอท่านบอกได้ตามสบาย
คัทรภยักษ์ทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงรู้เถิดถวายบังคมแล้ว มุ่งหน้าต่อหิมวันต์หลีกไปพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปภายในที่อยู่อาฬวกยักษ์นั่งแล้วในวันมงคลเป็นต้นที่กำหนดไว้แล้วณ บัลลังก์ใด เสวยสิริอยู่ ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์นั้นซึ่งสำเร็จด้วยทิพย์รัตนะเปล่งรัศมีทองหญิงทั้งหลายของยักษ์เห็นรัศมีทองมาถวายบังคมนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆตรัสปกิณณกธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้นโดยนัยเป็นต้นว่า ในกาลก่อน พวกท่านถวายทานสมาทานศีล บูชาผู้ควรบูชา จึงได้สมบัตินี้ แม้ในบัดนี้ ขอพวกท่านจงทำอย่างนั้นอย่าเป็นผู้มีอิสสาและมัจฉริยะกันและกันเลยหญิงเหล่านั้นฟังเสียงกึกก้องอันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วให้สาธุการพันหนึ่ง จึงนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า คัทรภยักษ์ไปป่าหิมวันต์บอกแก่อาฬวกยักษ์ว่า ขอเดชะ ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านพึงทราบพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้วในวิมานของท่าน อาฬวกยักษ์ทำสัญญาแก่คัทรภยักษ์ว่าท่านนิ่งเสียเถิด เราไปแล้วจักทำสิ่งที่ควรทำ นัยว่า อาฬวกยักษ์เกิดความอายในบริษัทจึงได้ทำอย่างนั้นด้วยคิดว่า ใคร ๆอย่าได้ยินในท่ามกลางบริษัท
สาตาคิริยักษ์และเหมวตายักษ์คิดว่าเราถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระเชตวันแล้วจักไปสมาคมยักษ์พร้อมกับบริวารไปทางอากาศด้วยยานต่าง ๆ กันก็ในอากาศทุกแห่งไม่มีทางสำหรับพวกยักษ์เลยทางกับทางจดกันถึงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศส่วนวิมานของอาฬวกยักษ์ตั้งอยู่บนพื้นดินมีผู้รักษาล้อมด้วยกำแพงมีซุ้มประตูจัดไว้ดีแล้ว สูง ๓ โยชน์ เช่นหีบดินคาดด้วยข่ายโลหะข้างบนเบื้องบนวิมานนั้นมีทางเดิน ยักษ์เหล่านั้นมาถึงประเทศนั้นแล้วไม่สามารถจะไปได้ก็ในส่วนเบื้องบนโอกาสที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว จนถึงภวัคคพรหม ใคร ๆไม่สามารถจะไปได้ ยักษ์เหล่านั้นรำพึงว่า นี้อะไร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงลงมาถวายบังคมเหมือนก้อนดินที่เขาซัดไปในอากาศแล้วตกลง ฟังธรรม ทำประทักษิณกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จะไปยังยักขสมาคมเมื่อสรรเสริญวัตถุสามคือพระรัตนตรัยแล้ว ได้ไปยังยักขสมาคมอาฬวกยักษ์เห็นยักษ์เหล่านั้นถอยไป ได้ทำโอกาสว่า ขอท่านทั้งหลายจงนั่งที่นี้ยักษ์เหล่านั้นประกาศแก่อาฬวกยักษ์ว่า อาฬวกะ ลาภของท่านพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่ของท่านขอท่านผู้มีอายุจงเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
อาฬวกยักษ์ฟังการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าจากสำนักของยักษ์เหล่านั้นแล้วเป็นผู้มีใจดังตะฏะตะฏะอยู่เพราะความโกรธภายในเหมือนก้อนเกลือที่ใส่ในไฟจึงพูดว่าใครเล่าเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นซึ่งเข้าไปยังที่อยู่ของเรายักษ์เหล่านั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุไม่รู้จักพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเรา เมื่อกล่าวนัยเป็นต้นว่า ผู้อยู่ในภพดุสิต ตรวจดูมหาวิโลก ๕ครั้ง จนถึงยังธรรมจักรให้เป็นไป กล่าวถึงบรุพนิมิต ๓๒ประการในปฏิสนธิเป็นต้นแล้วจึงกล่าวว่า ท่านไม่ได้เห็นอัศจรรยเหล่านี้อาฬวกยักษ์แม้เห็นแล้วก็พูดว่า ไม่เห็น ด้วยอำนาจความโกรธ ยักษ์ทั้งหลายกล่าวว่าท่านพึงเห็นหรือไม่พึงเห็นก็ตาม ประโยชน์อะไรด้วยท่านจะเห็นหรือไม่เห็นท่านจักทำอะไรพระศาสดาของพวกเราได้ท่านเปรียบพระศาสดานั้นปรากฏเหมือนลูกโคเกิดในวันนั้นในที่ใกล้โคใหญ่ที่ทรงกำลังเหมือนลูกช้างรุ่นในที่ใกล้ช้างซับมันโดยส่วนสามเหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ในที่ใกล้พญาเนื้อ มีคองามด้วยขนห้อยมีแสงพราวแพรวเหมือนลูกกาปีกขาดในที่ใกล้พญาครุฑที่ร่างใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ ท่านจงไปจงทำกิจที่ท่านควรทำเถิด อาฬวกยักษ์โกรธลุกขึ้นกระทืบเท้าซ้ายบนแผ่นมโนศิลากล่าวว่า วันนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นกันพระศาสดาของพวกเจ้า มีอานุภาพมาหรือว่าเรามีอานุภาพมากแล้วยกเท้าขวาเหยียบยอดภูเขาไกรลาสประมาณ ๖๐ โยชน์ ก้อนเหล็กกระจายออกสะเก็ดกระเด็นเหมือนทุบด้วยค้อนเหล็ก เขายืนบนภูเขานั้นประกาศว่า เราเป็นอาฬวกยักษ์เสียงกระจายไปทั่วชมพูทวีป
คนในชมพูทวีปได้ยินเสียง ๔ อย่างทั่วกันคือ เสนาบดียักษ์ชื่อปุณณกะชนะการพนันของพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะปรบมือประกาศว่าเราชนะแล้ว ๑ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพเมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะเสื่อมลงจึงให้วิศวกรรมเทพบุตรเป็นสุนัขประกาศว่าเราจะกัดภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสกอุบาสิกาและอธรรมวาทีบุคคลทั้งปวง ๑เมื่อพระนครถูกพระราชา ๗ พระองค์เข้าไปปิดแล้ว เพราะมีนางปภาวดีเป็นเหตุ ในกุสชาดกพระมหาบุรุษยกนางปภาวดีขึ้นคอช้างกับตนออกไปจากพระนครประกาศว่าเราเป็นสีหัสสรกุสมหาราช ๑ อาฬวกยักษ์ยืนบนยอดเขาไกรลาสประกาศว่า เราเป็นอาฬวกยักษ์๑ ความจริง ในคราวนั้นอาฬวกยักษ์ได้เป็นเช่นกับบุคคลยืนประกาศที่ประตูในสกลชมพูทวีปอนึ่งป่าหิมพานต์กว้างสามพันโยชน์หวั่นไหวแล้วด้วยอานุภาพของอาฬวกยักษ์
อาฬวกยักษ์บันดาลให้ลมบ้าหมูเกิดขึ้นด้วยคิดว่าเราจักให้สมณะหนีไปด้วยลมบ้าหมูนั้นลมเหล่านั้นต่างด้วยลมตะวันออกเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว ทำลายยอดภูเขาได้ประมาณกึ่งโยชน์หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ ถอนกอต้นไม้ในป่าเป็นต้น ทั้งรากพัดไปยังอาฬวีนครทำลายโรงช้างเก่าให้เป็นผุยผง กระเบื้องมุงหมุนลอยไปในอากาศพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่า อันตรายจงอย่ามีแก่ใคร ๆ เลยลมเหล่านั้นถึงพระทศพลไม่อาจแล้วเพื่อจะให้แม้แต่เพียงชายจีวรไหวได้ แต่นั้นบันดาลให้ฝนใหญ่ตกด้วยคิดว่า เราจะให้น้ำท่วมสมณะตาย เมฆตั้งขึ้นเบื้องบนยังฝนให้ตกร้อยห่า พันห่าเป็นต้นด้วยอานุภาพของยักษ์นั้นแผ่นดินเป็นช่องด้วยกำลังสายฝน ห้วงน้ำใหญ่หลากมาบนต้นไม้ในป่าเป็นต้นไม่อาจเพื่อจะให้แม้เพียงหยาดน้ำเปียกที่จีวรพระทศพลได้ แต่นั้นบันดาลให้ฝนแผ่นหินตก ยอดภูเขาใหญ่ ๆมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพลกลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์ แต่นั้นบันดาลให้ฝนเครื่องประหารตก ศัสตรามีดาบ หอก ลูกธนูเป็นต้น ที่มีคมข้างเดียวมีคมสองข้างมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพลกลายเป็นดอกไม้ทิพย์ แต่นั้นบันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตกถ่านเพลิงมีสีคล้ายดอกทองกวาวลอยมาทางอากาศกระจายเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพลแต่นั้น บันดาลให้ฝนเถ้ารึงตกเถ้ารึงร้อนจัดลอยมาทางอากาศตกลงเป็นผงจันทน์ใกล้พระบาทพระทศพล แต่นั้นบันดาลให้ฝนทรายตกทรายละเอียดมากมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศตกลงเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพลแต่นั้น บันดาลให้ฝนเปือกตมตกฝนเปือกตมนั้นมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศตกลงเป็นของหอมทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพลแต่นั้น บันดาลให้ความมืดตั้งขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะกลัวแล้วหนีไปความมืดนั้นเช่นกับความมืดประกอบด้วยองค์สี่ถึงพระทศพลก็หายไปเหมือนถูกแสงสว่างดวงอาทิตย์กำจัดฉะนั้น
อาฬวกยักษ์เมื่อไม่สามารถให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหนีได้ด้วยลมบ้าหมู ฝนใหญ่ ฝนแผ่นหินฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ฝนเปือกตมและด้วยความมืด รวม ๙ อย่างเข้าหาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยตนเอง ด้วยเสนามีองค์ ๔เกลื่อนกล่นด้วยพวกผีมีรูปหลายอย่าง เพื่อประหารมีอย่างต่าง ๆ กันพวกผีเหล่านั้นทำอาการแปลกประหลาดหลายประการแล้วกล่าวว่า พวกเจ้าจงจับ จงฆ่าเสียประหนึ่งว่า ต่างพากันมาอยู่เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก็ไม่สามารถเข้าไปติดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เหมือนแมลงวันเกาะแท่งโลหะที่กำลังเป่าฉะนั้นมารกลับแล้วในเวลามาที่โพธิมัณฑ์เท่านั้น ฉันใด พวกผีไม่กล้าฉันนั้นได้กระทำความยุ่งเหยิงอยู่ประมาณครึ่งคืน อาฬวกยักษ์เมื่อไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหวั่นไหวได้แม้ด้วยการแสดงสิ่งที่น่ากลัวหลายประการประมาณครึ่งคืนด้วยอาการอย่างนี้แล้วคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงปล่อยทุสสาวุธ อันใคร ๆ ทำให้แพ้ไม่ได้ นัยว่าอาวุธ ๔ อย่าง คือ วชิราวุธของท้าวสักกะ ๑ คทาวุธของท้าวเวสวัณ ๑นัยนาวุธของพญายม ๑ ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์ ๑เป็นอาวุธประเสริฐในโลก
ก็ถ้าท้าวสักกะโกรธพึงประหารวชิวุธบนยอดภูเขาสิเนรุพึงแทงทะลุลงไปภายใต้ได้ตลอด ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ คทาวุธอันท้าวเวสวัณปล่อยไปในเวลาโกรธตีศีรษะของยักษ์หลายพันให้ตกลงแล้ว กลับมาตั้งอยู่ยังเงื้อมมืออีกด้วยเหตุเพียงพญายมโกรธ มองดูด้วยนัยนาวุธพวกกุมภัณฑ์หลายพันล้มพินาศไปเหมือนหญ้าบนกระเบื้องร้อน ถ้าอาฬวกยักษ์โกรธพึงปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ฝนไม่ตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยไปในแผ่นดินรุกขชาติมีต้นไม้และหญ้าทั้งหมดเป็นต้นเหี่ยวแห้ง จะไม่งอกขึ้นอีกในระหว่าง ๑๒ ปีถ้าปล่อยไปในสมุทร น้ำจะแห้งหมดเหมือนหยาดน้ำบนกระเบื้องร้อนถ้าปล่อยไปที่ภูเขาแม้เช่นสิเนรุ ภูเขาพึงกระจายออกเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นน้อยอาฬวกยักษปล่อยทุสสาวุธมีอานุภาพมากอย่างนี้ทำให้เป็นผ้าคลุมจับไว้แล้วโดยมากเทวดาในหมื่นโลกธาตุ รีบประชุมกันว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรมานอาฬวกยักษ์ พวกเราจักฟังธรรมในที่นั้นเทวดาประสงค์จะชมยุทธวิธี ประชุมกันแล้วอากาศทั้งสิ้นได้เต็มแล้วด้วยเทวดาอย่างนี้
อาฬวกยักษ์เที่ยวไปแล้วจึงปล่อยทุสสาวุธไปเบื้องบนใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าทุสสาวุธส่งเสียงน่ากลัวมีควันลุกโพลงในอากาศเหมือนฟ้าแลบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตกลงใกล้พระบาทกลายเป็นท่อนผ้าเช็ดเท้าเพื่อทำลายมานะของอาฬวกยักษ์ ๆ เห็นดังนั้นเป็นผู้หมดอำนาจ หมดความจองหอง ลดมานะอันแข็งกระด้างเปรียบเหมือนโคเขาขาดเหมือนงูถูกถอนเขี้ยว จึงคิดว่า ทุสสาวุธของเราไม่ครอบงำสมณะเพราะเหตุอะไรหนอเพราะสมณะประกอบด้วยเมตตาธรรม เอาเถิด เราแค้นสมณะนั้น จะพรากเสียจากเมตตาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า เพราะท่านไม่ได้รับอนุญาตเราเข้าไปยังที่อยู่ของเราแล้ว ยังนั่งในท่ามกลางเรือนสนมเหมือนเจ้าของเรือนข้อนี้คือการบริโภคสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ และการคลุกคลีกับหญิงไม่ควรแก่สมณะ ฉะนั้นถ้าท่านตั้งอยู่ในสมณธรรม ขอท่านจงออกไปเถิดสมณะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า เพราะอาฬวกยักษ์เป็นผู้กระด้างใครไม่อาจแนะนำด้วยความกระด้างตอบได้ เพราะว่าเขาเมื่อใครทำความกระด้างตอบก็กลับเป็นผู้กระด้างขึ้นกว่าเหมือนคนราดน้ำดีที่จมูกของสุนัขดุร้ายสุนัขนั้นพึงดุร้ายขึ้นโดยประมาณยิ่งฉะนั้นส่วนอาฬวกยักษ์อาจแนะนำได้ด้วยความอ่อนโยนแล้วทรงรับคำเป็นที่รักของอาฬวกยักษ์ด้วยพระดำรัสเป็นที่รักว่า ดีละ ผู้มีอายุแล้วจึงเสด็จออกไป
อาฬวกยักษ์เป็นผู้มีจิตอ่อนด้วยคิดว่าสมณะนี้ว่าง่าย พูดคำเดียวก็ออกไปเราพึงครอบงำสมณะผู้อยู่สบายให้ออกไปอย่างนี้โดยไม่ใช่เหตุด้วยการรบตลอดคืนจึงคิดอีกว่า เราไม่อาจรู้ได้ บัดนี้ สมณะออกไปเพราะเป็นผู้ว่าง่ายหรือว่าโกรธออกไป เอาเถิด เราจักทดลองดู จึงกล่าวว่า ท่านจงเข้าไปหาเถิด สมณะพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสคำเป็นที่รักแก่อาฬวกยักษ์ผู้มีจิตอ่อนด้วยเข้าใจว่าเป็นผู้ว่าง่ายอีกเพื่อทำการกำหนดจิต จึงตรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ ก็เสด็จเข้าไปอาฬวกยักษ์ทดลองความเป็นผู้ว่าง่ายบ่อย ๆ จึงกล่าวครั้งที่สอง ครั้งที่สามว่าท่านจงออกมา ท่านจงเข้าไป พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตามถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่พึงทำตามปกติจิตกระด้างของอาฬวกยักษ์จะกลับกระด้างขึ้นกว่า ไม่พึงเป็นภาชนะแห่งธรรมกถาเพราะฉะนั้น บุตรน้อยย่อมปรารถนาสิ่งใด มารดาให้หรือกระทำสิ่งนั้นแล้วจึงปลอบบุตรน้อยผู้ร้องไห้อยู่ให้ยินยอมได้ ฉันใด อาฬวกยักษ์กล่าวสิ่งใดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำสิ่งนั้นเพื่อปลอบให้ยักษ์ผู้ร้องไห้อยู่ด้วยการร้องไห้คือกิเลสยินยอม ฉันนั้น อนึ่งแม่นมให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งกอดจูบทารกผู้ไม่ดื่มน้ำนมแล้วให้ดื่ม ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นโอบรัดไว้ด้วยสรรหาถ้อยคำที่กล่าวแล้วแก่อาฬวกยักษ์นั้นเพื่อให้ได้ดื่มน้ำนมคือโลกุตตรธรรม จึงได้ทรงกระทำแล้ว อนึ่งบุรุษประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔ อย่างให้เต็มในน้ำเต้าย่อมชำระภายในน้ำเต้าให้สะอาดฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔อย่าง คือ โลกุตตรธรรมให้เต็มในจิตของอาฬวกยักษ์ฉันนั้นได้ทรงกระทำการออกและการเข้าจนถึงสามครั้งก็เพื่อให้มละคือความโกรธภายในของอาฬวกยักษ์หมดจด
อาฬวกยักษ์ให้เกิดจิตลามกขึ้นว่าสมณะนี้ว่าง่าย เราสั่งว่าท่านจงออกไปก็ออก สั่งว่าท่านจงเข้าก็เข้า ถ้ากระไรเราให้สมณะนี้ลำบากตลอดคืนยังรุ่งอย่างนี้แล้วพึงจับที่เท้าเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา จึงกล่าวว่าครั้งที่ ๔ ว่าท่านจงออกสมณะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ยักษ์แสวงหากรณียกิจที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นจักสำคัญปัญหาที่ควรถาม ข้อนั้นจักเป็นมุขธรรมกถา แล้วจึงตรัสว่า ผู้มีอายุเราจักไม่ออกไปเด็ดขาด สิ่งใด ท่านควรทำ ท่านจงทำสิ่งนั้นเถิดเพราะอาฬวกยักษ์ได้ถามปัญหาพวกดาบสและปริพาชกผู้มีฤทธิ์สู่วิมานของตนในเวลาไปโดยทางอากาศในกาลก่อนด้วยการคิดอย่างนี้ว่า วิมานทอง หรือวิมานเงินหรือวิมานแก้วมณีอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่อย่างไรหนอ เอาเถิด พวกเราจะดูวิมานนั้นเมื่อตอบไม่ได้ จึงเบียดเบียนด้วยทำจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นต้น ฉะนั้น จึงสำคัญอยู่ว่าเราจักเบียดเบียนแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่าเราจะถามปัญหาท่าน
อาฬวกยักษ์เรียนปัญหามาแต่ที่ไหน ? ได้ยินว่ามารดาบิดาของเขาเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปเรียนได้ปัญหา ๘ข้อพร้อมด้วยคำเฉลย ท่านเหล่านั้นให้เขาเรียนไว้แล้วในเวลาหนุ่มเขาลืมคำเฉลยหมดโดยกาลล่วงไป เขาคิดว่า ปัญหาเหล่านี้จงอย่าพินาศเสียจึงให้เขียนลงบนแผ่นทองด้วยชาด เสร็จแล้วก็เก็บไว้ในวิมานปัญหาเหล่านั้นล้วนเป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฟังปัญหานั้นเพราะอันตรายแห่งลาภที่สละเพื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี อันตรายชีวิตก็ดีการกำจัดพระสัพพัญญุตญาณและรัศมีวาหนึ่งก็ดี ใคร ๆ ไม่อาจทำได้ ฉะนั้นเมื่อทรงแสดงพุทธานุภาพอันไม่ทั่วไปนั้นในโลก จึงตรัสคำเป็นต้นว่าเราไม่เห็นใครเลยในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามความคิดเบียดเบียนของอาฬวกยักษ์อย่างนี้แล้วเมื่อให้เขาเกิดความอุตสาหะในการถามปัญหา จึงตรัสว่า เอาเถิด ท่านผู้มีอายุเชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด ในการตอบปัญหาไม่เป็นเรื่องหนักสำหรับเรา อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาพระสัพพัญญูปวารณาไม่ทั่วไปกับพระปัจเจกพุทธเจ้าพระอัครสาวกและมหาสาวกว่า เชิญถามตามที่ท่านจำนงเถิด เราจักตอบปัญหาทั้งหมดแก่ท่านเมื่อพระสัพพัญญูปวารณาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาแล้วอย่างนี้อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ๔ ข้อว่าอะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้อะไรที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างไรว่าประเสริฐสุด ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงวิสัชนาตามนัยที่พระกัสสปทศพลทรงวิสัชนาแก่เขาจึงตรัสว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจมีเงินทองเป็นต้นย่อมนำมาซึ่งความสุขในการใช้สอยย่อมป้องกันความทุกข์ที่เกิดจากความหิวกระหายเป็นต้น ย่อมระงับความยากจนย่อมเป็นเหตุให้ได้แก้วมีมุกดาเป็นต้น และย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อแห่งโลก ฉันใดแม้ศรัทธาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระย่อมนำมาซึ่งวิบากสุขทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระตามที่เกิดขึ้นย่อมป้องกันทุกข์มีชาติและชราเป็นต้นของผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ศรัทธาย่อมระงับความยากจนแห่งคุณ และเป็นเหตุให้ได้แก้วมีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น ฉันนั้นศรัทธาท่านกล่าวว่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะจัดว่าย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อแห่งโลกตามพระพุทธพจน์ว่า "ผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีลเอิบอิ่มด้วยยศและโภคะ ไปสู่ถิ่นใด ๆ เขาย่อมบูชาในถิ่นนั้น ๆ"ก็เพราะทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธาเป็นเครื่องติดตามไป ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเป็นเหตุแห่งสมบัติทั้งปวงเป็นเค้ามูลแห่งทรัพย์เครื่องปลื้มใจมีเงินและทองเป็นต้นที่เป็นโลกิยะ จริงอยู่ผู้มีศรัทธาทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจส่วนผู้ไม่มีศรัทธาก็มีจิตใจเพียงเพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์เท่านั้น เพราะฉะนั้นทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธา ท่านจึงกล่าวว่าประเสริฐแม้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธาของหญิงเป็นต้นก็ประเสริฐไม่ใช่ของบุรุษฝ่ายเดียวเท่านั้น
ธรรมคือกุศลธรรม ๑๐หรือธรรมมีทานและศีลเป็นต้นอันบุคคลกระทำดีแล้วประพฤติดีแล้วย่อมนำมาซึ่งความสุขของมนุษย์เช่นความสุขของโสณเศรษฐีบุตรและพระรัฐบาลเป็นต้นซึ่งความสุขทิพย์เช่นความสุขของท้าวสักกะเป็นต้นและนิพพานสุขเช่นความสุขของพระมหาปทุมเป็นต้นในปริโยสานสัจจะศัพท์ย่อมปรากฏในหลายอรรถกล่าวว่าคือ ปรากฏในวาจาสัจจะ ในบทเป็นต้นว่าพึงกล่าวคำสัจ ไม่พึงโกรธ ปรากฏในวิรัติสัจจะ ในบทว่าเป็นต้นว่าสมณพราหมณ์ตั้งอยู่ในความสัจ ปรากฏในทิฏฐิสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า เพราะเหตุไรคนทั้งหลายจึงกล่าวสัจจะต่าง ๆ กัน ผู้ตั้งอยู่ในความดีย่อมขัดแย้งกันปรากฏในพราหมณสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณสัจจะมี ๔ อย่างนี้ปรากฏในปรมัตถสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า ก็สัจจะมีอย่างเดียว ไม่มีที่สองปรากฏในอริยสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ มีกุศลเท่าไร แต่ในพระสูตรนี้ท่านประสงค์เอาวาจาสัจจะ ทำปรมัตถสัจจะให้เป็นนิพพาน และทำวิรัติสัจจะให้เป็นภายในสมณพราหมณ์ย่อมยังน้ำเป็นต้นให้เป็นไปในอำนาจด้วยอานุภาพแห่งสัจจะใดย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติชราและมรณะได้ เหมือนสัจจะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า"เขากั้นน้ำด้วยคำสัจ บัณฑิตย่อมกำจัดพิษได้ด้วยสัจจะฝนฟ้าคะนองตกลงด้วยสัจจะ สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในสัจจะย่อมปรารถนาความสงบรสอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้มีอยูในแผ่นดิน สัจจะดีกว่ารสเหล่านั้นสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในสัจจะย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติชราและมรณะได้"
รสที่เกิดจากราก รสที่เกิดจากลำต้นเป็นอาทิมีลักษณะซึมซาบธรรมมีการอยู่ด้วยกำจัดกิเลส เว้นโทษและพยัญชนะที่เหลือเป็นต้น ท่านเรียกว่าธรรมรสโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรสผลไม้ทั้งปวงพระโคดมผู้เจริญมีรูปไม่เป็รส ดูก่อนพราหมณ์ รสแห่งรูปรสแห่งเสียงไม่เป็นอาบัติในเพราะรสแห่งรส ธรรมวินัยนี้มีรสอย่างเดียวกันมีวิมุตติเป็นรส พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีส่วนแห่งอรรถรสธรรมรส คำสัจดีกว่าประเสร
รสที่เกิดจากราก รสที่เกิดจากลำต้นเป็นอาทิมีลักษณะซึมซาบธรรมมีการอยู่ด้วยกำจัดกิเลส เว้นโทษและพยัญชนะที่เหลือเป็นต้น ท่านเรียกว่าธรรมรสโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรสผลไม้ทั้งปวงพระโคดมผู้เจริญมีรูปไม่เป็รส ดูก่อนพราหมณ์ รสแห่งรูปรสแห่งเสียงไม่เป็นอาบัติในเพราะรสแห่งรส ธรรมวินัยนี้มีรสอย่างเดียวกันมีวิมุตติเป็นรส พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีส่วนแห่งอรรถรสธรรมรส คำสัจดีกว่าประเสริฐกว่า ยิ่งกว่า จริงอยู่ รสแห่งรากเป็นต้นย่อมยังร่างกายให้เติบโตชื่อว่านำมาซึ่งความสุขอันประกอบด้วยสังกิเลสรสแห่งสัจจะคือรสแห่งวิติสัจจะและวาจาสัจจะย่อมเพิ่มพูนจิตด้วยสมถะและวิปัสสนาเป็นต้นชื่อว่านำมาซึ่งความสุขอันไม่ประกอบด้วยสังกิเลส วิมุตติรสชื่อว่าดีเพราะมีรสคือปรมัตถสัจจะอบรมแล้ว อรรถรสและธรรมรสก็เหมือนกันเพราะอาศัยอรรถและธรรมที่เป็นอุบายบรรลุวิมุตติรสนั้นย่อมเป็นไป
ในบรรดาผู้มีจักษุบอดข้างเดียวและมีจักษุสองข้างบุคคลผู้มีจักษุสองข้างที่เป็นคฤหัสถ์บำเพ็ญข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์มีการขยันทำการงานถึงสรณะแจกทานสมานทานศีลและรักษาอุโบสถเป็นต้นหรือเป็นบรรพชิตบำเพ็ญข้อปฏิบัติของบรรพชิตกล่าวคือศีลที่ไม่ให้เดือดร้อนต่างด้วยจิตตวิสุทธิที่ยิ่งกว่านั้นเป็นต้นด้วยปัญญาเป็นอยู่ท่านกล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้นว่าประเสริฐที่สุด
อาฬวกยักษ์ได้ฟังปัญหาทั้ง๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาอย่างนี้แล้วก็พอใจ จึงถามปัญหาที่ยังเหลืออีก ๔ข้อเป็นต้นว่า คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าคนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา เพราะสัทธินทรีย์เป็นปทัฏฐานแห่งโสดาปัตติยังคะผู้ใดข้ามโอฆะ ๔ อย่างได้ ผู้นั้นย่อมข้ามห้วงสงสารก็ได้ ล่วงพ้นวัฏทุกข์ก็ได้ย่อมหมดจดจากมลทินคือกิเลสก็ได้ แต่ผู้ไม่มีศรัทธาเมื่อไม่เชื่อก็แล่นไปสู่ที่ข้ามโอฆะไม่ได้ ผู้ประมาทแล้วด้วยการปล่อยใจไปในกามคุณ๕ ก็ข้ามห้วงสงสารไม่ได้ เพราะติดอยู่ในกามคุณนั้นผู้เกียจคร้านคลุกเคล้าด้วยอกุศลธรรมย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้ไม่มีปัญญาไม่รู้ทางบริสุทธิ์ ย่อมไม่บริสุทธิ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าคนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธาก็เพราะพระโสดาบันประกอบด้วยความไม่ประมาทกล่าวคือการกระทำที่ติดต่อกันด้วยการเจริญกุศลธรรมบำเพ็ญมรรคที่ ๒ เว้นมรรคที่จะมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียวย่อมข้ามห้วงสงสารอันเป็นที่ตั้งแห่งภโวฆะที่เหลือยังข้ามไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรคฉะนั้น จึงทรงประกาศสกทาคามิมรรคอันเป็นเครื่องข้ามภโวฆะและพระสกทาคามีว่าบุคคลย่อมข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท และเพราะพระสกทาคามีมีบำเพ็ญมรรคที่ ๓ด้วยความเพียรย่อมล่วงกามทุกข์อันเป็นที่ตั้งแห่งกาโมฆะและกำหนดว่าเป็นกาโมฆะที่ไม่ล่วงแล้วด้วยสกทาคามิมรรคฉะนั้น จึงทรงประกาศอนาคามิมรรคอันเป็นเครื่องข้ามกาโมฆะและพระอนาคามีว่าบุคคลย่อมล่วงความทุกข์ได้ด้วยความเพียร แต่เพราะพระอนาคามีบำเพ็ญปัญญาแห่งมรรคที่๔ อันบริสุทธิ์โดยส่วนเดียวด้วยปัญาอันบริสุทธิ์ ปราศจากเปือกตมคือกามละมลทินอย่างยิ่งกล่าวคืออวิชชาที่ยังละไม่ได้ด้วยอนาคามิมรรค ฉะนั้นจึงทรงประกาศอรหัตมรรคและความเป็นพระอรหันต์อันเป็นเครื่องข้ามอวิชชาว่าบุคคลย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา
ในที่สุดแห่งคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอดนี้อาฬวกยักษ์ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเมื่อจะทูลถามปัญหาที่เจือด้วยโลกุตตระด้วยปฏิภษรของตน จึงทูลถามเป็นต้นว่าบุคคลย่อมได้ปัญญาอย่างไรเล่า ? จริงอยู่ อาฬวกยักษ์รู้อรรถมีปัญญาเป็นต้นแล้วจึงถามยุติแห่งอรรถนั้นว่า บุคคลย่อมได้ปัญญาอย่างไร ด้วยยุติอะไร ด้วยเหตุไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการได้ปัญญาด้วยเหตุ ๔ อย่าง จึงตรัสคำว่าพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้าถึงนิพพานด้วยธรรมอันต่างด้วยกายสุจริตเป็นต้นในเบื้องต้นและต่างด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการในเบื้องปลายอันใดบุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์นั้นจึงได้ปัญญาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระเพื่อบรรลุพระนิพพานก็การได้นั้น ย่อมไม่ได้ด้วยธรรมเพียงศรัทธาเท่านั้นก็เพราะบุคคลเกิดศรัทธาแล้วก็เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยหูฟังธรรม ฉะนั้นจำเดิมแต่เข้าไปหาจนถึงการฟังธรรม ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา ท่านกล่าวไว้ว่าเขาเชื่อธรรมนั้นแล้ว เข้าไปหาอาจารย์อุปัชฌาย์ตามกาลเวลาเข้าไปนั่งใกล้ไหว้ด้วยการกระทำวัตรปฏิบัติเมื่อใดมีจิตใจยินดีในการเข้าไปนั่งใกล้ย่อมเป็นผู้ใคร่จะกล่าวอะไร ๆ เมื่อนั้นเขาเงี่ยหูฟังเพราะความเป็นผู้ใคร่ฟัง ย่อมได้ปัญญา เมื่อเขาตั้งใจฟังอย่างนี้ไม่ประมาทโดยไม่อยู่ปราศจากสติเป็นผู้พิจารณาด้วยความเป็นผู้รู้คำสุภาษิตและทุพภาษิตก็ย่อมได้ปัญญาเหมือนกันเพราะเขาปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อได้ปัญญาด้วยศรัทธาฟังอุบายเป็นเครื่องเข้าถึงปัญญาด้วยการตั้งใจฟัง ด้วยความเคารพไม่หลงลืมข้อที่รับไว้แล้วด้วยความไม่ประมาทถือเอาไม่ยิ่งไม่หย่อนและความไม่ผิดทำให้พิสดารด้วยความเป็นผู้พิจารณาหรือเป็นผู้เงี่ยหูลงด้วยความตั้งใจฟังแล้ว ฟังธรรมอันเป็นเหตุได้ปัญญาครั้นฟังด้วยความไม่ประมาทแล้วทรงจำธรรมใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วด้วยความพิจารณาทำปรมัตถสัจจะให้แจ้งโดยลำดับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหาอีก ๓ ข้อ จึงตรัสว่าบุคคลใดไม่ทำเทศะและกาละเป็นต้นให้เสียหายทำการงานให้เหมาะสมคือให้เป็นอุบายที่จะได้ทรัพย์อันเป็นโลกิยะหรือโลกุตตระเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าผู้ทำการงานให้เหมาะเจาะไม่ทอดธุระด้วยอำนาจความเพียรทางใจ ประกอบด้วยความขยันด้วยอำนาจความเพียรทางกายมีความบากบั่นไม่ย่อหย่อนโดยนัยเป็นต้นว่าก็ผู้ใดไม่สำคัญความเย็นและความร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้าบุคคลย่อมได้โลกิยทรัพย์เหมือนลูกน้องของจุลลกเศรษฐีได้ทรัพย์ ๔แสนโดยไม่ช้าด้วยหนูตัวเดียว และได้โลกุตตรทรัพย์เหมือนพระมหาติสสเถระผู้เฒ่าเขาคิดว่า เราจักอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ อย่างเท่านั้น แล้วทำวัตรปฏิบัติในเวลาง่วงนอนก็เอาใบไม้ชุบน้ำวางไว้บนศีรษะ ลงน้ำประมาณคอ ป้องกันความง่วงนอนบรรลุพระอรหัตโดยพรรษา ๑๐ บุคคลย่อมได้รับชื่อเสียงอย่างนี้ว่าเป็นผู้กล่าวคำสัตย์กล่าวคำจริงด้วยวจีสัจจะบ้าง ว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระอริยสาวกด้วยปรมัตถสัจจะบ้าง ผู้ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการปรารถนา ย่อมผูกเพิ่มพูน กระทำไมตรีได้ หรือผู้ให้ของไม่ดีก็ย่อมได้ของไม่ดี หรือสังคหวัตถุ ๔ท่านก็จัดเอาทานเป็นหัวหน้า กล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมทำไมตรีด้วยสังคหวัตุ ๔นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาปัญหา ๔ ข้อโดยนัยที่เจือโลกิยะและโลกุตตระปะปนกันทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตอย่างนี้ บัดนี้จะทรงวิสัชนาปัญหาที่ ๕ ว่า บุคคลตายไปแล้วจะไม่เศร้าโศกอย่างไร ? ด้วยอำนาจคฤหัสถ์จึงตรัสคำเป็นต้นว่า คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามมีศรัทธาเพราะประกอบด้วยศรัทธาที่ก่อให้เกิดกัลยาณธรรมทั้งปวง มีฆรวาสธรรม ๔ อย่าง คือสัจจะ ทมะ ธิติ จาคะ เขาละโลกนี้แล้วไปสู่โลกอื่นย่อมไม่เศร้าโศกแล้วจะเตือนอาฬวกยักษ์จึงตรัสคำเป็นต้นว่าจงถามธรรมอย่างอื่นกะสมณพราหมณ์เป็นอันมากจงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากที่ปฏิญญาณตนว่าเป็นสะพพัญญูมีปูรณกัสสปเป็นต้นเหล่าอื่นหากจะมีเหตุที่ได้รับชื่อเสียงยิ่งไปกว่าสัจจะอย่างที่เรากล่าวไว้แล้วว่าบุคคลย่อมได้รับชื่อเสียงด้วยคำสัตย์
ยังมีเหตุได้โลกิยปัญญาและโลกุตตรปัญญายิ่งกว่าทมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอ้างถึงปัญญาว่าผู้ตั้งใจฟังย่อมได้ปัญญา หรือว่าเหตุเป็นเครื่องผูกไมตรียิ่งกว่าจาคะอย่างที่ไว้แล้วว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้หรือว่าเหตุที่เป็นเครื่องได้โลกิยะทรัพย์และโลกุตตรทรัพย์ยิ่งกว่าขันติกล่าวคือความพากเพียรโดยอรรถว่านำของหนักหน่วงไปตามที่ทรงอาศัยอำนาจแห่งเหตุนั้นๆ ตรัสไว้ด้วยชื่อว่าธุระและด้วยความขยันว่า มีธุระ ขยัน หรือว่าเหตุที่ไม่เศร้าโศกเพราะละจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นยิ่งกว่าธรรม ๔ อย่างนี้ที่ตรัสไว้ว่า สัจจะ ทมะ ธิติจาคะ
อาฬวกยักษ์ผู้ละความสงสัยแล้ว จึงกล่าวว่า บัดนี้ข้าพระองค์จะพึงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากอย่างไรเล่าเมื่อจะให้คนที่ยังไม่รู้เหตุที่ไม่ถามให้รู้ จึงกล่าวว่า วันนี้ เราได้รู้อยู่ว่าประโยชน์ใดมีอยู่ในสัมปรายภพ เพราะฉะนั้นเหตุแห่งการได้ปัญญาเป็นต้นที่เป็นไปในสัมปรายภพอันใดเราย่อมเหตุนั้นเองตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในวันนี้ บัดนี้เราจะพึงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากอย่างไรเล่าเมื่อจะแสดงความที่ญาณนั้นเป็นเค้ามูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ เมืองอาฬวี เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความเจริญแก่เราทานที่ให้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมีผลมากเรารู้จักพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดทักขิไณยบุคคลพระองค์นั้น ด้วยจาคะครั้นแสดงการบรรลุประโยชน์แก่ตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้จะแสดงข้อปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่าเราจักท่องเที่ยวไปจากเทวคามสู่เทวคามจากเทวคามสู่เทวนคร
การสิ้นสุดแห่งคาถานี้ การแจ้งสว่างแห่งราตรีการส่งเสียงสาธุการ การนำอาฬวกกุมารมายังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ได้มีในขณะเดียวกันพวกราชบุรุษได้ยินเสียงสาธุการแล้วนึกว่าเสียงสาธุการเห็นปานนี้ย่อมไม่บันลือลั่นแก่คนเหล่าอื่น เว้นพระพุทธเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วหนอ ได้เห็นรัศมีพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยืนอยู่ข้างนอกเหมือนก่อน หมดความสงสัย หลบเข้าไปอยู่ข้างในเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์และเห็นอาฬวกยักษ์ยืนประคองอัญชลีอยู่จึงกล่าวกะอาฬวกยักษ์ว่า ดูก่อนมหายักษ์ พระราชกุมารนี้เขานำมาเพื่อพลีกรรมแก่ท่านเชิญท่านจงเคี้ยวกินหรือเชิญกินเขาหรือทำตามต้องการเถิดอาฬวกยักษ์ละอายเพราะความเป็นพระโสดาบันเมื่อถูกเขากล่าวอย่างนี้ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำแปลกประหลาดจึงเอามือทั้งสองประคองพระกุมารนั้นน้อมเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารนี้เขาส่งมาให้ข้าพระองค์ ๆขอถวายกุมารนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับเด็กนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อประโยชน์สุขแก่เด็กนี้เถิดข้าพระองค์เต็มใจยินดีถวายกุมารนี้ผู้มีลักษณะบุญตั้งร้อยทั่วสรรพางค์กายมีทรวดทรงบริบูรณ์แด่พระองค์ขอพระองค์ผู้มีจักษุโปรดรับไว้เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลกเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับกุมารไว้แล้วเพื่อทำมงคลแก่อาฬวกยักษ์และแก่กุมาร จึงตรัสว่า กุมารนี้จงมีอายุยืนส่วนเธอจงเป็นผู้เจริญและมีความสุขจงเป็นผู้ไม่เจ็บไข้ดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก กุมารนี้เข้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ แล้วได้ประทานกุมารแก่ราชบุรุษด้วยพระดำรัสว่าท่านทั้งหลายจงยังกุมารนี้ให้เจริญแล้วส่งให้เราอีก กุมารนี้มีชื่อว่าหัตถกะอาฬวกะเพราะไปสู่มือยักษ์จากมือของพวกราชบุรุษไปสู่พระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจากมือยักษ์แล้วไปสู่มือของพวกราชบุรุษจากพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกชาวนาและคนงานในป่าเป็นต้นเห็นพวกราชบุรุษนำกุมารนั้นกลับมา กลัวแล้วถามว่ายักษ์ไม่ต้องการเพราะเป็นเด็กเกินไปหรือ ? พวกราชบุรุษบอกเรื่องทั้งหมดว่าท่านทั้งหลายอย่างกลัว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทำความปลอดภัยให้แล้วชาวนครอาฬวีทั้งหมดก็กล่าวว่า ดีแล้ว ๆหันหน้าเข้าหายักษ์ด้วยเสียงอึกทึกกึกก้องเป็นอันเดียวกันเมื่อถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปภิกขาจารยักษ์ก็ถือบาตรจีวรมาครึ่งทางจึงกลับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตทรงทำภัตกิจแล้วประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ดีแล้วที่โคนไม้อันเงียบสงัดแห่งใดแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมืองพระราชาและชาวเมืองพร้อมด้วยชนหมู่ใหญ่รวมเป็นอันเดียวกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วนั่งแวดล้อมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระองค์ทรงทรมานยักษ์ผู้ร้ายกาจได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการรณรงค์ของราชกุมารเหล่านั้นให้เป็นต้นแล้วตรัสว่ายักษ์ยังฝน ๙ ชนิดให้ตกอย่างนี้ ทำให้น่าสะพึงกลัวอย่างนี้ ถามปัญหาอย่างนี้เราวิสัชนาแก่ยักษ์นั้นอย่างนี้
ในที่สุดแห่งถ้อยคำธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชาชน ๘๔,๐๐๐พระราชาและชาวเมืองกระทำที่อยู่ของยักษ์ในที่ใกล้ที่อยู่ของท้าวเวสวัณมหาราชเปลี่ยนเป็นเครื่องสักการะมีดอกไม้ของหอมเป็นต้น ให้เป็นเครื่องเซ่นประจำและเขาปล่อยกุมารนั้นผู้ถึงความเป็นวิญญูชนแล้วว่าเธออาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ชีวิต จงไปเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์หัตถกะอาฬวกะเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ไม่นานก็ตั้งอยู่ในอนาคามิผลเรียนพระพุทธพจน์ทั้งปวงมีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศเขาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่ายอดของอุบาสกสาวกของเรา ผู้สงเคราะห์ชุมชนด้วยวัตถุ ๔ คือ หัตถกะอาฬวกะ
๑สัง. ๑๕/สคาถวรรค/หน้า ๒๔๘-๒๕๙
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี