โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ประมวลเรื่องยักษ์

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทนำ


 ยักษ์ มี ๒ จำพวก คือจำพวกหนึ่งมีรูปร่างสวยงามและมีรัศมี เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่คนพวกนี้เป็นเทวดายักษ์ อีกพวกหนึ่งมีรูปร่างน่าเกลียด ไม่มีรัศมีพวกนี้เป็นดิรัจฉานยักษ์ เทวดายักษ์นี้บางทีมีความพอใจในการเบียดเบียนสัตว์นรกให้เดือดร้อน ฉะนั้นเมื่อมีจิตคิดอยากจะเบียดเบียนสัตว์นรกขึ้นในเวลาใดเวลานั้นก็นิรมิตตัวเป็นนายนิรยบาลลงไปสู่นิรยโลกเที่ยวลงโทษสัตว์นรกเหล่านั้นตามความพอใจของตนหรือเมื่อมีความต้องการอยากจะกินสัตว์นรกขึ้นมาก็นิรมิตตัวเป็นแร้งยักษ์กายักษ์ สุนัขยักษ์ แล้วก็พากันจับสัตว์นรกเหล่านั้นกินเสียเทวดายักษ์เหล่านี้อยู่ในความปกครองของท้าวกุเวรหรือเวสสุวัณต่อไปนี้จะได้นำเรื่องของยักษ์มาศึกษาดังต่อไปนี้

 เรื่องสัตว์อยู่ในครรภ์ได้อย่างไร
 อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับบนภูเขาอินทกูฏซึ่งอินทกยักษ์ครอบครองเขตกรุงราชคฤห์ แล้วได้กราบทูลว่า"ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่ารูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้อย่างไร กระดูกและก้อนเนื้อจะมาแต่ไหนสัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"รูปนี้เป็นกลละมาก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ปุ่ม ต่อจากนั้น มีผม ขน และเล็บเป็นต้นเกิดขึ้นมารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น" (สัง.๑๕/อินทกสูตร/๘๐๑-๘๐๓/๒๔๘)ยักขสังยุตอรรถกถาธิบาย
 อินทกยักษ์ทูลว่าถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กล่าวรูปอย่างนี้ว่า สัตว์ บุคคลกระดูกและก้อนเนื้อของสัตว์นั้นจะมาแต่ไหน ท่านถือเอากระดูก ๓๐๐ ท่อนด้วยศัพท์ว่าอัฏฐิ ชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ด้วยศัพท์ว่า ยกปิณฑะ ถ้ารูปไม่มีชีวะกระดูกเหล่านี้และชิ้นเนื้อเหล่านี้ของเขาย่อมมาแต่ไหน สัตว์นี้ติดอยู่ ข้องอยู่เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดาด้วยเหตุไรหนอ ? ได้ยินว่า ยักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่าสัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียว จึงกล่าวตามความเห็นว่ามารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลาและเนื้อเป็นต้นปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไปเหมือนฟองน้ำถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้
 เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่าสัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้น เจริญขึ้นโดยลำดับจึงตรัสว่ากลละมีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์ ๓เส้น สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่ากลละ มีสีคล้ายกัน ฉันนั้น"
 เมื่อกกละนั้นล่วงไป ๗ วัน ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อจึงชื่อว่าอัมพุทะ ชื่อกลละก็หายไป สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นกลละอยู่ ๗ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นอัมพุทะ"
 เมื่อัมพุทะนั้นล่วงไป ๗ วันก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาล เม็ดพริกไทย จริงอยู่เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนดีใส่ลงในกระเบื้องตากแดดเม็ดพริกไทยนั้นแห้ง ๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด เปสิมีรูปร่างอย่างนี้ชื่อว่าอัมพุทะก็หายไป สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นอัมพุทะอยู่ ๗ วันแก่ข้นขึ้น เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นเปสิ"
 เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วัน ก้อนเนื้อชื่อฆนะมีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น ชื่อว่าเปสิก็หายไปสมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า"เป็นเปสิอยู่ ๗ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้นเปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็นฆนะ สัณฐานแห่งฆนะเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรมเหมือนไข่ไก่เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ"
 ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่มขึ้น ๕ แห่งเพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ ๒ และเป็นศีรษะ ๑ มีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่ง ตามกรรม" ต่อแต่นี้ไปทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒สัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้นเหล่านี้ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์ จริงอยู่สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้นติดเป็นอันเดียวกับแผ่นท้องของมารดาสายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว รสอาหารแล่นไปตามสายสะดือนั้นดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น เด็กนั้นย่อมเป็นอยู่ในท้องมารดา ๑๐ เดือน
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้องของมารดาโดยลำดับไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว

 เรื่องราคะโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนเตียงชนิดมีเท้าตรึงติดกับแม่แคร่อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์เขตบ้านคยา ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์เดินผ่านเข้าไปไม่ไกลพระองค์ขรยักษ์ได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า"นั่นสมณะ"สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า"นั่นไม่ใช่สมณะ เป็นสมณะน้อย แต่จะเป็นสมณะหรือสมณะน้อยเราพอจะรู้ได้"ได้เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วได้เหนี่ยวพระกายของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบพระกายไปเล็กน้อย
 สูจิโลมยักษ์ทูลถามว่า"ท่านกลัวเราไหม สมณะ ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่กลัวท่านเลย แต่สัมผัสของท่านเลวทราม"สูจิโลมยักษ์กราบทูลว่า "เราจักถามปัญหาท่าน ถ้าท่านไม่ตอบเรา ๆจักทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เราไม่เห็นใครเลยในโลก ทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเราให้พลุ่งพล่าน หรือฉีกหัวใจเราหรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคาได้ เอาเถอะท่านจงถามตามที่ท่านจำนงเถิด"
 สูจิโลมยักษ์ทูลถามว่า"ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดีและความสยดสยองเกิดแต่อะไรความตรึกในใจเกิดแต่อะไรแล้วตักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกาฉะนั้น ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า"ราคะและโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดีและความสยดสยองเกิดแต่อัตภาพ ความตรึกในใจเกิดแต่อัตภาพนี้แล้วดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกาฉะนั้นอกุศลวิตกเป็นอันมากเกิดแต่ความเยื่อใยคือตัณหาเกิดในตนแล้วแผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลายเหมือนย่านไทรเกิดแต่ลำต้นไทรแล้วแผ่ซ่านไปในป่าฉะนั้นชนเหล่าใดย่อมรู้อัตภาพนั้นว่าเกิดแต่สิ่งใดชนเหล่านั้นย่อมบรรเทาเหตุเกิดนั้นเสียได้ ท่านจงฟังชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงกิเลสนี้ซึ่งข้ามได้ยาก และไม่เคยข้ามเพื่อความไม่มีภพอีกต่อไป" (สัง.๑๕/สูจิโลมสูตร/๘๐๗-๘๑๐/๒๔๙-๒๕๐)อรรถกถาธิบาย
 เตียงที่เท้ายาวคือเตียงที่เขาเจาะในท่ามกลางสอดทำด้วยแม่แคร่เตียงนั้นไม่มีคำว่า นี้ข้างบน นี้ข้างล่างเตียงนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนั้นก็ได้ตามต้องการ เขาย่อมตั้งเตียงนั้นไว้ในเทวสถานโรงเรือนที่เขาปูลาดแผ่นหินไว้บนแผ่นหิน ๔ แผ่น เขาเรียกว่า เตียงซ้อนตั่งยักษ์นั้นบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป มาแต่ที่ไกลมีเหงื่อไคลท่วมตัว ไม่ลาดเตียงของสงฆ์ที่เขาแต่งตั้งไว้ดีแล้วนอนด้วยความไม่เอื้อเฟื้อภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้นได้มีการกระทำนั้นเหมือนสีดำที่ผ้าขาวเธอไม่อาจยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นในอัตภาพนั้นได้ทำกาละแล้วมาเกิดเป็นยักษ์ที่ทิ้งขยะ ใกล้ประตูบ้านคยา ก็เมื่อเขาเกิดมาแล้วก็มีขนแหลมแข็งทั่วตัวคล้ายขนวัว ต่อมาวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูโลกในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นยักษ์นั้นมาสู่คลองอาวัชชนจิตครั้งแรก จึงทรงดำริว่ายักษ์นี้เสวยทุกข์ใหญ่ตลอดพุทธันดรหนึ่งความสวัสดีจะพึงมีแก่เขาเพราะอาศัยเราหรือไม่หนอ ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งมรรคเบื้องต้นลำดับนั้น ทรงใคร่จะทำการสงเคราะห์ยักษ์นั้น ทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้วห่มจีวรใหญ่ขนาดสุคตประมาณละพระคันธกุฎีดุจวิมานเทวดา เสด็จไปสู่ที่ทิ้งขยะเหม็นด้วยซากศพช้าง วัว ม้า มนุษย์และสุนัขเป็นต้นประทับนั่งในที่นั้นเหมือนนั่งในพระคันธกุฎีใหญ่
 สูจิโลมยักษ์มีรูปร่างแข็งทื่อเหมือนหลังจระเข้เหมือนหลังคาไม่เรียบด้วยกระเบื้องมุงหลังคา ได้ยินว่าเขาเป็นอุบาสกผู้ประกอบด้วยศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วันหนึ่งไม่ได้ปูผ้าห่มของตนบนที่ปูลาดของสงฆ์นอนบนพื้นที่ปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอันวิจิตรในวิหาร อาจารย์บางพวกกล่าวว่าแบ่งน้ำมันของสงฆ์ทาสรีระด้วยมือของตน เขาไม่อาจเกิดในสวรรค์ด้วยกรรมนั้นมาเกิดเป็นยักษ์ที่กองขยะใกล้ประตูแห่งบ้านคยานั้น สรีระทั้งสิ้นของเขาผู้เกิดแล้วจึงมีประการดังกล่าวแล้ว เขาทั้ง ๒ เป็นสหายกัน ยักษ์ ๒ตนนั้นแสวงหาอาหารหรือไปสู่ที่สมาคม ไปในที่ใกล้กัน ในยักษ์ ๒ ตนนั้นสูจิโลมยักษ์ไม่เห็นพระศาสดา ขรยักษ์เห็นก่อนจึงพูดกะสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะสูจิโลยักษ์จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย สมณะนี้เข้ามายังที่อยู่ของท่านไปนั่งอยู่คนเดียว สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า นั่นไม่ใช่สมณะ นั่นเป็นสมณะน้อย (สมณกะ)ได้ยินว่า เขาสำคัญว่า ผู้ใดเห็นเราแล้วกลัวหนีไป เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณะน้อยผู้ใดไม่กลัว เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณะ เพราะฉะนั้น สูจิโลมยักษ์สำคัญว่าผู้นี้เห็นเราแล้วกลัวจักหนีไป จึงกล่าวอย่างนี้ สูจิโลมยักษ์เนรมิตรูปที่น่ากลัวอ้าปากกว้าง พองขนทั่วตัวน้อมเข้าไปหา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปหน่อยหนึ่งเหมือนทองอันมีค่าประกอบด้วยรัตนะร้อยอย่างตรัสว่า สัมผัสของท่านเลว ไม่น่าชื่นใจเขาควรจะถูกเว้นเหมือนคูถ เหมือนไฟ และเหมือนงูเห่าไม่ควรรับด้วยสรีระอันมีผิวพรรณดุจทองนี้ สูจิโลมยักษ์โกรธต่อคำว่า สัมผัสของเราเลวจึงกล่าวว่า สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน จริงอยู่อมนุษย์ต้องการจะซัดจิตของคนเหล่าใด มันก็เนรมิตอัตภาพที่น่ากลัว ให้มีหน้าขาวท้องเขียว มือและเท้าแดง ศีรษะโต นัยน์ตาถลน แสดงแก่คนเหล่านั้น ส่งเสียงที่น่ากลัวยัดมือเข้าในปากของพวกคนกำลังพูด ขยี้หัวใจ สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน
 พวกเด็กจับกามาแล้วปล่อยขว้างไปฉันใดบาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากที่ไหนก็ปล่อยจิตไปฉันนั้นอัตภาพนี้เป็นต้นเค้าของวิตกเหล่านั้น เหตุนั้นวิตกนั้นจึงชื่อว่ามีอัตภาพเป็นต้นเค้าพวกเด็กผูกเชือกที่ข้อขาของมันแล้วปล่อยกาที่ผูกไว้ด้วยเชือกยาวมันบินไปได้ไกลก็ตกลงมาแทบเท้าของเด็กเหล่านั้นอีกฉันใดบาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากอัตภาพนี้ก็ปล่อยจิตฉันนั้น
 เถาย่านไทรในป่าอาศัยต้นไม้ใดเกิดขึ้นมันพันต้นไม้นั้นทบไปมาตั้งแต่โคนถึงยอด ตั้งแต่ยอดถึงโคนปกคลุมห้อยย้อยขยายไปอยู่ฉันใดกิเลสกามเป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามหรือสัตว์เป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามด้วยกิเลสกามนั้นฉันนั้น ก็ผู้ใดย่อมรู้อัตภาพ ย่อมรู้สิ่งที่เป็นต้นเค้าของอัตภาพนั้นผู้นั้นย่อมบรรเทาคือนำออกซึ่งสมุทัยสัจอันเป็นต้นเค้าของทุกขสัจกล่าวคืออัตภาพด้วยมรรคสัจ ผู้นั้นเมื่อนำสมุทัยสัจออกได้จึงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ข้ามยากนี้ได้ไม่เคยข้ามสังสารวัฏที่มีเบื้องปลายที่ใคร ๆ รู้ไม่ได้ แม้ในภายในแห่งความฝันเพื่อประโยชน์แก่นิโรธสัจคือความไม่เกิดอีก เพราะเหตุนี้ เพื่อจะทรงประกาศอริยสัจ ๔จึงทรงยังพระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอด ในที่สุดแห่งเทศนาสูจิโลมยักษ์ยืนอยู่ในที่นั้นเอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนาแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลก็ชื่อว่าพระโสดาบันทั้งหลายย่อมไม่ตั้งอยู่ในอัตภาพที่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้นหัวหูดขนแหลมอย่างเข็มทั้งปวงที่ร่างกายของสูจิโลมยักษ์จึงร่วงไปพร้อมกับได้โสดาปัตติผลสูจิโลมยักษ์นั้นจึงนุ่งผ้าทิพย์ ห่มผ้าทิพย์ โพกผ้าทิพย์ทรงเครื่องประดับของหอมและมาลัยทิพย์ มีผิวพรรณดังทองได้ปกครองภุมมเทวดา

 เรื่องสานุสามเณรถูกยักษ์เข้าสิง
 พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ พระมหาวิหารเชตวัน บุตรของอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสานุถูกยักษ์เข้าสิงอุบาสิกาได้ปริเวทนาการว่า"ฉันได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่าชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น บัดนี้ ฉันเห็นในวันนี้ยักษ์เล่นกับสามเณรสานุ"
 ยักษ์กล่าวว่า"ท่านได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่าชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๘, ๑๔, และ ๑๕แห่งปักษ์ ตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น เป็นการชอบท่านพึงบอกสานุผู้ฟื้นขึ้นแล้วว่า ยักษ์สั่งว่า "ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามกทั้งในที่แจ้งและที่ลับถ้าท่านจักกระทำหรือกำลังกระทำกรรมอันลามกไซร้ถึงท่านจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์"
 สามเณรสานุฟื้นขึ้นแล้วถามว่า"โยมญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่หายไปโยมยังเห็นฉันเป็นอยู่ ไฉนเหตุไรโยมจึงร้องไห้ถึงฉัน ?"
 อุบาสิกากล่าวว่า"ลูกเอ๋ยญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่หายไปแต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะกลับมาในกามนี้อีกญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้วเรายกท่านขึ้นจากเถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว ท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึงอีกเรายกท่านขึ้นจากเหวแล้ว ท่านอยากจะตกลงไปสู่เหวอีก เราจะโพนทะนาแก่ใครเล่าว่าขอท่านจงช่วยกัน ขอความเจริญจงมีแก่ท่านประดุจสิ่งของที่ขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แต่ท่านอยากจะเผามันเสียอีก" (สัง. ๑๕/สานุสูตร/๘๑๔ -๘๑๘/๒๕๑-๒๕๒)อรรถกถาธิบาย
 เล่ากันว่าบุตรนั้นเป็นบุตรคนเดียวของอุบาสิกา นางให้บุตรบรรพชาในเวลาเป็นหนุ่มสานุสามเณรนั้นตั้งแต่เวลาบรรพชาแล้ว มีศีลถึงพร้อมด้วยวัตรสามเณรได้ทำวัตรแก่อาจารย์ อุปัชฌาย์และพระอาคันตุกะเป็นต้น เดือนละ ๘ วันลุกแต่เช้าเข้าไปตั้งน้ำไว้ในโรงน้ำ กวาดโรงฟังธรรม ตามประทีปประกาศฟังธรรมด้วยเสียงไพเราะ พวกภิกษุทราบกำลังของสามเณรนั้นจึงเชื้อเชิญว่าพ่อเณร จงกล่าวบทสรภัญญะเถิด สามเณรนั้นไม่นำอะไรมาอ้างว่า ลมเสียดแทงหัวใจของผมหรือโรคไอรบกวน ขึ้นธรรมาสน์กล่าวบทสรภัญญะเหมือนยังแม่น้ำคงคาในอากาศให้ตกลงอยู่ฉะนั้น ลงมากล่าวว่าขอส่วนบุญในสรภัญญะนี้จงมีแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้าส่วนมารดาบิดาของสามเณรนั้นไม่รู้ว่าส่วนบุญสามเณรนั้นให้แล้วก็มารดาของสามเณรในอัตภาพก่อนนั้นเกิดเป็นนางยักษิณี นางมากับพวกเทวดาฟังธรรมแล้วจึงกล่าวว่า ลูก ข้าพเจ้าขออนุโมทนาส่วนบุญอันสามเณรให้แล้วก็ธรรมดาพวกภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลกเหล่าเทวดามีความละอาย มีความเคารพในสามเณรนั้นย่อมสำคัญสามเณรนั้นเหมือนท้าวมหาพรหมและเหมือนกองไฟยกนางยักษิณีนั้นขึ้นเป็นที่เคารพดูแล ด้วยความเคารพในสามเณร ได้ให้อาสนะ น้ำก้อนข้าวอันล้ำเลิศแก่นางยักษิณีด้วยสำคัญว่า มารดาของสานุในสถานที่ฟังธรรมและยักขสมาคมเป็นต้นพวกยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่พบนางยักษิณีนั้นหลีกทางให้ลุกจากอาสนะ
 สามเณรนั้นถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้าถูกความไม่ยินดีบีบคั้น เมื่อไม่อาจจะบรรเทาความไม่ยินได้จึงปล่อยให้ผมและเล็บยาวรกรุงรัง ทั้งสบงและจีวรสกปรกเหลือเกิน ไม่บอกแก่ใครถือบาตรและจีวรไปยังประตูเรือนของมารดาแต่ผู้เดียวเท่านั้นอุบาสิกาเห็นสามเณรไหว้แล้วได้กล่าวว่า ลูกเมื่อก่อนเจ้ามาในที่นี้กับอาจารย์อุปัชฌาย์ หรือภิกษุหนุ่มและสามเณรเพราะเหตุไรในวันนี้เจ้ามาแล้วแต่ผู้เดียวเล่า สามเณรนั้นบอกความเป็นผู้กระสันอุบาสิกาเป็นคนมีศรัทธา แสดงโทษในการอยู่ครองเรือนโดยประการต่าง ๆ กล่าวสอนสามเณรเมื่อไม่อาจจะให้สามเณรนั้นยินยอมได้คิดว่า กระไรเสีย สามเณรจักกำหนดแม้ตามธรรมดาของตนได้ จึงชักชวนกล่าวว่า ลูกเจ้าจงหยุดอยู่จนกว่าแม่จะให้จัดข้าวยาคูและภัตรพร้อมแก่เจ้าแม่จักถวายผ้าที่พอใจแก่เจ้าผู้ดื่มข้าวยาคูทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงจัดอาสนะถวายสามเณรนั่งแล้วอุบาสิกาให้จัดข้าวยาคูและของขบเคี้ยวถวายเสร็จแล้วโดยครู่เดียวเท่านั้น ต่อมานางคิดว่า จักให้จัดภัตให้พร้อมนั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกล สมัยนั้นนางยักษิณีนั้นรำพึงอยู่ว่า สามเณรได้อาหารอะไรในที่ไหนหนอแลหรือไม่ได้ รู้ว่าสามเณรนั้นนั่งแล้วเพราะจะสึกคิดว่าสามเณรอย่าพึงให้ความละอายเกิดขึ้นระหว่างเทวดาของเราเราจะไปทำอันตรายในการสึกของสามเณรมาแล้วสิงที่ร่างบิดคอให้ล้มลงที่พื้นสามเณรมีนัยน์ตาเหลือก น้ำลายไหล ดิ้นอยู่ที่พื้น
 อุบาสิกาเห็นอาการแปลกของบุตรมาแล้วโดยเร็ว กอดบุตรให้นอนบนขาชาวบ้านทั้งสิ้นมาทำพิธีมีพลีกรรมเป็นต้น อุบาสิกา เมื่อคร่ำครวญ ได้กล่าวว่าพวกมนุษย์คิดว่า เราจักทำการรับและการส่งอุโบสถดิถีที่ ๘จึงสมาทานองค์อุโบสถในดิถีที่ ๗ บ้าง ดิถีที่ ๙ บ้าง เมื่อทำการรับและการส่งดิถีที่๑๔ และ ๑๕ สมาทานในดิถีที่ ๑๓ บ้าง ในวันปาฏิบทบ้าง มนุษย์คิดว่าพวกเราจักทำการส่งการอยู่จำพรรษา เป็นผู้รักษาอุโบสถเป็นนิตย์กึ่งเดือนระหว่างปวารณาทั้งสอง
 นางยักษิณีกล่าวว่าถ้าเจ้าเหาะหนีไปเหมือนนกอย่างนั้น เจ้าก็พ้นไปไม่ได้ ครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้จึงปล่อยสามเณร สามเณรลืมตา มารดาสยายผมร้องไห้สะอึกสะอื้น สามเณรนั้นไม่รู้ว่าเราถูกอมนุษย์สิงแล้ว แลดูอยู่คิดว่า ในกาลก่อน เรานั่งบนตั่งแล้วมารดานั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกลเรา แต่เดี๋ยวนี้ เรานั่งแล้วบนพื้นส่วนมารดาของเราร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ชาวบ้านทั้งสิ้นก็ประชุมกันแล้วนั่นอะไรกันหนอ ทั้งที่นอนนั่นแหละกล่าวว่า แม่ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือเป็นต้น
 มารดากล่าวว่า คนใดสึกแล้วแม้จะเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว เพราะฉะนั้นญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงบุคคลนั้น บัดนี้นางเมื่อแสดงโทษในการอยู่ครองเรียนแก่สามเณรนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ได้ยินว่าการอยู่ครองเรือนชื่อว่าเถ้ารึง เพราะอรรถว่าร้อนระอุ ขอท่านจงช่วยกันขอความเจริญจงมีแก่ท่าน แล้วกล่าวอยู่ว่า เจ้าอยากสึกถูกยักษ์สิงเราจะยกโทษบอกอาการอันแปลกนี้แก่ใครเล่า เจ้าออกจากเรือนบวชในพระพุทธศาสนาแล้วเหมือนสิ่งของที่เขาขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้แต่ท่านยังปรารถนาจะถูกเผาในการอยู่ครองเรือน เช่นถูกเผาใหญ่อีกหรือเมื่อมารดากล่าวอยู่ สามเณรนั้นกำหนดแล้ว กลับได้หิริและโอตตัปปะ จึงกล่าวว่าเราไม่ต้องการคฤหัสถ์ มารดายินดีว่า ดีละลูก ถวายโภชนะอันประณีตให้ฉันแล้วจึงถามว่า ลูก เจ้าอายุกี่ปี สามเณรตอบว่า แม่ ยี่สิบปีบริบูรณ์ อุบาสิกากล่าวว่าลูก ถ้าเช่นนั้น ขอเจ้าจงทำการอุปสมบทเถิด ได้ถวายผ้าจีวรแล้วสามเณรนั้นได้ทำจีวรแล้วอุปสมบท เรียนพระพุทธพจน์อยู่ ทรงพระไตรปิฎกยังพระพุทธพจน์นั้นได้บริบูรณ์ ในอาคตสถานแห่งศีลเป็นต้นไม่นานบรรลุความเป็นพระอรหันต์ เป็นพระธรรมกถึกผู้ใหญ่ ดำรงอยู่ได้ ๑๒๐ ปีให้ชมพูทวีปทั้งสิ้นสั่นสะเทือนแล้วก็ปรินิพพาน

 เรื่องนางยักษิณีปลอบให้ลูกฟังธรรม
 พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญให้รื่นเริงอยู่ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน ภิกษุเหล่านั้นตั้งใจมนสิการประมวลไว้ด้วยใจทั้งหมด เงี่ยโสตลงสดับพระธรรม
 นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพสุปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า"นิ่งเสียเถิดลูกอุตรา นิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุจนกว่าแม่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดาจบพระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันเป็นเครื่องเปลื้องตนเสียจากกิเลสเครื่องร้อยกรองทั้งปวง เวลาที่ปรารถนาในธรรมนั้นจะล่วงเลยแม่ไปเสียลูกของตนเป็นที่รักในโลก ผัวของตนเป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนั้นเป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและผัวนั้น เพราะลูกหรือผัวที่รักพึงปลดเปลื้องจากทุกข์ไม่ได้ เหมือนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องเหล่าสัตว์จากทุกข์ได้ในเมื่อโลกอันทุกข์วงล้อมแล้ว ประกอบด้วยชราและมรณะ แม่ปรารถนาจะฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเพื่อพ้นจากชราและมรณะจงนิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุ"
 ปุนัพสุพูดว่า"แม่จ๋า ฉันจักไม่พูดอุตราน้องสาวของฉันก็จักเป็นผู้นิ่งเชิญแม่ฟังธรรมอย่างเดียวการฟังพระสัทธรรมนำความสุขมาให้ เราไม่รู้พระสัทธรรมจึงได้เที่ยวไปลำบากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นผู้ทำความสว่างไสวแก่เทวดาและมนุษย์ผู้ลุ่มหลงมีพระสรีระครั้งสุดท้าย มีพระจักษุแสดงธรรมอยู่"
 ยักษิณีพูดว่า"น่าชื่นชมนักลูกผู้นอนบนอกของแม่เป็นคนฉลาดลูกของแม่ย่อมรักใคร่พระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเจ้าจงมีความสุขเถิด วันนี้แม่เป็นผู้ย่างขึ้นไปในพระศาสนาแม่และเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว แม้แม่อุตราก็จงฟังแม่" (สัง. ๑๕/ปุนัพสุสูตร /๘๒๒-๘๒๕/๒๕๒-๒๕๓)

อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มหาชนภายหลังเสวยพระกระยาหารทรงส่งมหาชนแล้ว สรงสนานในซุ้มลงสรงประทับนั่งตรวจดูโลกธาตุทางทิศตะวันออกบนบวรพุทธาสนะที่เขาจัดไว้ในบริเวณพระคันธกุฎีพวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลและบิณฑบาตเป็นวัตร จาริกไปรูปเดียวหรือสองรูปเป็นต้นออกจากที่พักกลางวันและที่อยู่ของตน ๆ แล้วมาถวายบังคมพระทศพลนั่งประหนึ่งวงอยู่ด้วยม่านแดง พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสธรรมีกถาประกอบด้วยนิพพาน
 นางยักษิณีมารดาปุนัพพสุอุ้มธิดาจูงบุตร กำลังแสวงหาอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นที่ริมกำแพงและริมคูหลังพระเชตวัน ไปถึงซุ้มประตูพระเชตวันโดยลำดับก็พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ว่า อานนท์ เธอนำบาตรมาเถิดนำจีวรมาเถิด จงให้ทานแก่คนกินเดนเถิด แผ่ไปโดยรอบได้ประมาณ ๑๒ ศอกเท่านั้นถ้าบริษัทนั่งอยู่ถึงที่สุดจักรวาล พระสุรเสียงของพระองค์ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ย่อมไปถึงบริษัท ย่อมไม่เลยออกไปภายนอกบริษัทแม้เพียงองคุลีหนึ่งด้วยพระดำริว่าพระสุรเสียงอันไพเราะอย่าเสียไปโดยไม่ใช่เหตุเลยนางยักษิณียืนอยู่ภายนอกบริษัทจึงไม่ได้ยินเสียงในที่นั้นเมื่อนางยืนที่ซุ้มพระทวาร ยืนเฉพาะพระพักตร์โดยพุทธวิถีอันใหญ่พระคันธกุฎีย่อมปรากฏ นางเห็นบริษัทไม่ไหวติงเว้นการคะนองมือเป็นต้นด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้าเหมือนเปลวประทีปในที่ไม่มีลมแล้วคิดว่า ก็ในที่นี้จักมีสิ่งของบางสิ่งแจกแน่ เราจักได้ซึ่งเนยใส น้ำมันน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ ที่ไหลออกอยู่จากบาตรบ้าง จากมือบ้างก็หรือที่ตกแล้วบนพื้น จึงเข้าไปภายในวิหารอารักขเทวดาสิงอยู่ที่ซุ้มประตูเพื่อห้ามอวรุทธกยักษ์เห็นอุปนิสัยของนางยักษิณีแล้วจึงไม่ห้ามพระสุรเสียงอันไพเราะตัดผิวเป็นต้นไปจดเยื่อในกระดูกของนางพร้อมกับการไปโดยความเป็นอันเดียวของบริษัทตั้งอยู่บุตรน้อยทั้งหลายเตือนนางยักษิณีผู้ยืนไม่ไหวติงเพื่อฟังธรรม นางยักษิณีคิดว่าบุตรน้อยทั้งหลายจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเราจึงปลอบบุตรน้อยทั้งหลายอย่างนี้ว่า นิ่งเสียเถิดลูกอุตราขอลูกจงนิ่งตลอดเวลาที่แม่ฟังธรรมเถิด ปุนัพพสุกล่าวว่า ฉันจักไม่พูดเลยแม้อุตตราน้องสาวของฉันก็จักเป็นผู้นิ่ง แม่ เราไม่รู้พระสัทธรรมนี้ในกาลก่อนบัดนี้ จึงเสวยทุกข์ มีความหิวกระหายเป็นต้นเที่ยวไปลำบากอยู่ลำบาก
 พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงกำหนดบริษัททรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของนางยักษิณีและยักขทารก เปลี่ยนเทศนาแล้วจึงมาแสดงเรื่องสัจจะ ๔นางยักษิณียืนฟังธรรมอยู่ในประเทศนั้นกับบุตรตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลส่วนธิดาของนางยักษิณีก็มีอุปนิสัย แต่ไม่อาจจะรับเทศนาได้ เพราะเป็นเด็กเกินไปบัดนี้ นางยักษิณีเมื่อจะทำอนุโมนาแก่บุตรจึงกล่าวคำเป็นต้นว่าดีหนอลูกชื่อว่าเป็นบัณฑิต แม่เป็นผู้ขึ้นพร้อมแล้วแต่วันนี้เป็นผู้ย่างพร้อมแล้วในพระศาสนา แม้เจ้าจงมีความสุขเถิด แม่และเจ้าเห็นอริยสัจจะ ๔ที่แม่แทงตลอดเถิดนางยักษิณีละภาวะมีฝีและหิตเป็นต้นทั้งหมดเหมือนสูจิโลมยักษ์พร้อมด้วยการแทงตลอดสัจจะนั่นแลจึงกลับได้ทิพยสมบัติพร้อมด้วยบุตร เมื่อมารดาและบิดาได้ความเป็นใหญ่ในโลกความเป็นใหญ่นั้นก็มีแก่บุตรทั้งหลายด้วยชื่อฉันใดส่วนธิดาของนางได้สมบัติแล้วด้วยอานุภาพของมารดาฉันนั้น จำเดิมแต่นั้นนางกับด้วยบุตรน้อยทั้งหลายได้ต้นไม้เป็นที่อยู่ ณ ต้นไม้ใกล้พระคันธกุฎีแล้วได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังธรรมทั้งเช้าเย็น อยู่จำเพาะในที่นั้นแลตลอดกาลนาน