ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทาง

วิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

คำนำ

คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก๑ โดยมีเนื้อหาสาระที่สะท้อนให้เห็น ความเป็นไปของโลก ตามเนื้อหาในพระสูตร และยังมีเนื้อหาอันเป็นคำสอนที่มีปรากฎอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ  ในทรรศน์ของนักค้นคว้า และคติความเชื่อของศาสนานั้น เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา และสามารถนำมาเปรียบเทียบในการตั้งข้อสังเกต ให้เกิดความเข้าใจได้เป็นอย่างดี  ในคติความเชื่อความศรัทธา อันเป็นคำสอนของศาสดาทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

จึงหวังว่า  จากการรวบรวมเนื้อหา และจัดขึ้นเป็นรูปเล่มนี้ คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ใคร่ในการศึกษาบ้าง  หากเกิดข้อบกพร่องขึ้น อันเนื่องมาจากการค้นคว้าและรวบรวม  จึงขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว.

  อาจารย์ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

    มหาบัณฑิตมหามกุฏราชวิทยาลัย

    นักวิชาการทางพระพุทธศาสนา

  สารบัญ

เรื่อง  หน้า

บทที่ ๑ ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก

.ธรรมชาติ

.ธรรมนิยาม

.วิวัฒนาการ

๔.กำเนิดมนุษย์

บทที่ ๒ โลก  จักรวาล

บทที่ ๓ เปรียบเทียบกำเนิดชีวิตโลกและจักรวาล

บทที่  ๑

ทฤษฎีวิวัฒนาการโลก

ตามหลักฐานในทางดาราศาสตร์ปัจจุบันได้แสดงการกำเนิดสุริยจักรวาลไว้

กำเนิดสุริยจักรวาล

จักรวาลของเราที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางนั้นได้ถือกำเนิดมาจากกลุ่มแก๊สร้อนกลุ่มหนึ่งของทางช้างเผือก เมื่อประมาณ 5,000 ล้านปีมาแล้วจักรวาลนี้เป็นจักรวาลที่มีความไม่ธรรมดาอยู่หลายประการ เช่น มีสิ่งมีชีวิตมีวงโคจรของดาว

เคราะห์บริวารของจักรวาลนี้ที่แทบจะอยู่ในระนาบเดียวกันหมดนอกจากนี้ดาวเคราะห์ส่วนมากจะหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียวกันยกเว้นดาวศุกร์และพลูโตซึ่งหมุนสวนทิศกับดาวดวงอื่นๆที่แปลกสุดแปลกคือดาวมฤตยูนั้นจะตะแคงตัวหมุน ครั้นเมื่อนักดาราศาสตร์เปรียบเทียบความเร็วในการโคจรของดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์แล้วเขาก็พบว่าดวงอาทิตย์ของเราหมุนช้าอย่างแทบไม่น่าเชื่อแค่นี้ยังไม่พอนักวิทยาศาสตร์ก็ยังรู้แปลกที่ยังตอบไม่ได้ว่าเหตุใดดวงจันทร์ของโลกและดวงจันทร์ของดาวพลูโตจึงมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับดาวแม่ในขณะที่ดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆนั้นเล็กนิดเดียวและดวงจันทร์เหล่านั้นมาจากไหนเหตุใดดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จึงประกอบด้วยธาตุหนักแต่เหล่าดาวที่อยู่ไกลจึงมีองค์ประกอบที่เป็นธาตุเบาเหตุใด และเหตุใด

กำเนิดเอกภพ
 

สิ่งที่น่าตื่นเต้นล่าสุดกับการกำเนิดของเอกภพ(จักรวาล)ก็คือความรู้ที่ว่ากำเนิดที่แท้จริงของเอกภพไม่ใช่การบิกแบง (BIG BANG:การระเบิดใหญ่) แต่มีเหตุการณ์หลายขั้นตอนเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและเมื่อย้อนเวลาขึ้นไปอีกเราก็ได้รู้ว่า เอกภพเกิดขึ้นมาจากศูนย์เมื่อคิดจากสามัญสำนึกธรรมดา ก็ไม่น่าจะแปลกอะไรเลยแต่เมื่อคิดย้อนกลับจากปัจจุบันไปสู่อดีตเราจะพบกับเอกภพที่มีทั้งสภาพที่มีความหนาแน่นและความร้อนสูงเป็นอนันต์ (ซึ่งฮอว์คิงและเพนโรสเรียกสภาพนี้ว่าจุดซิงกูลาริตี)ซึ่งในสภาพนั้นเราจะไม่สามารถบอกได้ (ทางทฤษฎี) เลยว่าก่อนหน้านั้นเอกภพมีความเป็นมาอย่างไรนั่นก็คือเท่าที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้ได้ง่ายนักว่าเอกภพเกิดมาจากศูนย์ ตราบใดที่พิสูจน์ทางทฤษฎีไม่ได้ ถึงจะเชื่อก็บอกไม่ได้แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถบอกได้แล้วนั่นก็แสดงว่า (มนุษย์)ได้สามารถตีผ่านจุดซิงกูลาริตีได้แล้ว ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้น

จักรวาลคือรูปทรงมหึมาประกอบด้วย กาแลกซีต่างๆ นับ100,000,000,000 (แสนล้าน) กาแลกซีและกาแลกซีทางช้างเผือกเป็นส่วนประกอบย่อยเล็กๆ อันหนึ่งในกาแลกซีเหล่านั้นแต่เมื่อเทียบกับโลกแล้วกาแลกซีจะโตกว่ามากมายแสนคณานับ ไม่มีใครทราบว่าจักรวาลมีขอบเขตหรือจะไปได้ไม่สิ้นสุดนอกจากมวลสารที่กล่าวมาแล้วองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นที่ว่างหรือที่เรียนว่าอวกาศอย่างไรก็ตามยังมีอะตอม ของไฮโดรเจน ประมาณ 1 อะตอมต่อ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตรมีอุณหภูมิต่ำมาก ประมาณ 3 เคลวิน

กาแลกซีต่างๆ ในจักรวาล

ดวงอาทิตย์โลกและดาวเคราะห์ทั้งหลายเป็นองค์ประกอบย่อยเล็กๆ ในกาแลกซีทางช้างเผือกนอกจากมวลสารที่เป็นดาวฤกษ์ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ยังมีมวลสารประหลาดเรียกว่าหลุมดำ ซึ่งไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ หลุมดำสามารถดึงดูดทุกๆ สิ่งที่อยู่ใกล้เข้าไปในตัวของมัน แม้แต่แสงซึ่งเราคิดว่าเป็นพลังงานก็ยังถูกหลุมดำดึงดูดลงไปจนไม่มีทางที่จะมีแสงสะท้อนกลับออกมาได้ดังนั้นหลุมดำจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากไม่มีแสงที่จะปรากฎต่อสายตาหรือเครื่องมือใดๆแต่อาศัยปรากฏการณ์ที่มีแรงดึงดูดมหาศาลทำให้ดาวฤกษ์ที่อยู่โคจรเข้าใกล้ถูกแรงดึงดูดทำให้แนวทางโคจรเปลี่ยนไปนักดาราศาสตร์ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและประมาณว่ามวลสารส่วนที่เป็นหลุมดำมีมากกว่าส่วนที่เป็นมวลสารที่เรามองเห็นเสียอีก

กาแลกซีทางช้างเผือก

จักรวาลเกิดขึ้นเมื่อ 14,000 ล้านปีมาแล้ว สัญนิษฐานว่าเกิดมาจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (big bang) มิติของสถานที่ และเวลาได้เกิดขึ้น ในบัดนั้น และได้มีรังสีคอสมิก (Cosmic Rays) กระจายออกไป มวลสารและพลังงานมหาศาลที่เกิดขึ้นได้พุ่งออกจากจุดเดียวกัน ต่อมาเมื่ออุณหภูมิเย็นลงเหลือ 3300 เซลเซียส มวลสารค่อยจับตัวเป็นอะตอมมีการจับตัวของมวลสารกลายเป็นดาวฤกษ์มีแสงสว่างส่องออกมา และเกิดเทหวัตถุท้องฟ้าอีกหลายชนิด ดวงอาทิตย์ของเราก็ได้ก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้วจักรวาลมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไปยิ่งมากอัตราการขยายตัวก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นลำดับและจักรวาลก็จะเย็นตัวลงตามลำดับและในที่สุดจะไม่มีดาวฤกษ์ดวงใดสามารถส่องแสงได้อีกต่อไป

คัมภีร์ทางพุทธศาสนา

กล่าวถึงกำเนิดของสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลาย “สภาวธรรม” คือ สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นไปเอง เป็นอยู่เองโดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมาทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันเป็นไปเองอย่างนั้น โดยอาศัยอำนาจของเหตุปัจจัยในตัวมันเอง ว่าโดยสภาวธรรมแล้วมี ๒ ประการ คือ

๑.ธรรมชาติคือตัววัตถุที่มีอยู่เอง อันเป็นส่วนประกอบที่เกิดจากลักษณะ ๔ อย่าง เป็นอย่างน้อย เรียกว่า ธาตุ ได้แก่

ธาตุดิน คือ สิ่งที่มีลักษณะแค่นแข็ง

ธาตุน้ำ คือ สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ

ธาตุลม คือ สิ่งที่มีลักษณะพัดไปมา

ธาตุไฟ คือ สิ่งที่มีลักษณะร้อน

ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธรรมธาตุ” เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในโลกเป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมชาติ

๒.ธรรมนิยามเป็นกฏธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ตามหลักเหตุผลของปัจจัยทั้งหลายอันเป็นส่วนประกอบของสังขาร กฏธรรมชาติมีหลักว่า เมื่อธาตุหรือธรรมธาตุเหล่านี้ผสมหรือสงเคราะห์เข้ากัน ตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็จะเกิดปรากฏการ คือแสดงตัวออกมาให้เห็นแตกต่างไปจากธาตุเดิมของมัน ที่เราเรียกโดยสมมติว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่น ธาตุดินผสมธาตุน้ำ ก็จะมีลักษณะเป็นโคลนตม ธาตุไฟผสมกับธาตุน้ำในอัตราส่วนที่ไฟมากกว่าน้ำ น้ำก็จะกลายเป็นไอระเหยไปในอากาศ แล้วเย็นลงอีก จึงจับตัวเป็นก้อนเมฆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า ธรรมนิยามหรือกฏธรรมชาติหรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวักบผู้สร้างผู้บันดาลเลยพุทธศาสนาเป็น (อเทวนิยม) ไม่เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลในทุก ๆ สรรพสิ่งตามหลักความเชื่อทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม.(เทวนิยม)

พุทธศาสนานั้นได้กล่าวถึงมนุษย์ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ รูปธรรม(กาย) นามธรรม (จิต) ซึ้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรื่องขันธ์ ๕ อันเกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง คือ

๑. รูปธรรมคือ กายนั้นได้มาจากพ่อและแม่ ในอภิธรรมปิฏกนั้น กล่าวว่า  วิญญาณเข้ามาปฏิสนธิในครรภ์มรรดาโดยมีวิวัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเชื้อของพ่อแม่ผสมกันติดแล้ว ก็เริ่มก่อตัวเป็นต่อมเล็ก ๆ ใส ๆ ดังน้ำมันงาที่ติดอยู่ที่ขนเนื้อทราย (ปฐํม  กลํล ) หลังจากนั้นก็ขยายตัวเปลี่ยนสภาพเข้มข้นขึ้นเป็นระยะๆ  หลังจากนั้นประมาณ ๕ สัปดาห์ก็จะงอกเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นแขนขาและศีรษะ จนมีอวัยวะครบทุกอย่าง จึงคลอดออกมาเป็นทารก เริ่มรับรู้อารมณ์ภายนอกโดยผ่านทางอินทรีย์ทั้ง ๖ นี่คือกระบวนการเกิดขึ้นเป๋นโครงสร้างทางกาย.

๒. นามธรรมคือ จิตมีปรากฏการณ์ ๔ อย่าง ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อกายรับรู้โลกภายนอก โดยผ่านอายตนะ ๖ เรียกว่า วิญญาณ จึงเกิดความรู้สึกอารมณ์ขึ้นแล้ว เกิดการจำได้หมายรู้อารมณ์และปรุงแต่งให้คิดเพื่อจะแสดงพฤติกรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง กระบวนการทางจิตนี้ เป็นการทำหน้าที่ของเนื้อเยื่อสมอง (มุทธา) โดยการอ้างหลักฐานตามที่พระอัสสชิเถระกล่าวตอบอุปติสปริพาชกว่า…

“ เย  ธมฺมา  เหตุปฺปภวา  เตสํ  เหตํ ฺ  ตถาคโต (อาห) เตสญฺจ  โย นิโรโธ จ  เอวํวาที มหาสมโณ.”

“สิ่งใดเกิดจากเหตุ  พระตถาคตตรัสถึงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และตรัสถึงความสิ้นสุดลงแห่งสิ่งเหล่านั้นด้วย ”นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงตรัสถึง กฏแห่งความจริงไว้หลายประการ ในที่นี้จะขอยกขึ้นแสดงไว้พอเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจพอสังเขป คือ

พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง สิ่งที่เป็นความจริง และประกอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เช่น อริยสัจ ๔  หลักปฏิจจสมุปบาท กฏแห่งกรรม กฏแห่งไตรลักษณ์ แม้จะมีอยู่หลายประการ แต่ก็เป็นหลักความจริงตามกฏของธรรมชาติ อันมีความเกี่ยวเนื่องกับสัตว์โลกอย่างใกล้ชิดทีเดียว.

ทุกข์เป็นความจริงเพียงประการเดียวของชีวิต โดยทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด  นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ตามพุทธพจน์นี้  ชีวิตมีแต่ความทุกข์เท่านั้น ฉะนั้น ตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างโลกแห่งความทุกข์ให้แก่ตนเอง  ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า แต่ละคนจะทุกข์มากน้อยก็แล้วแต่ตัวเองเป็นผู้กระทำ (กรรม) และเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้น  ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป

คำสอนทางพุทธศาสนา ได้กล่าวว่า  ความทุกข์จะสิ้นสุดลงได้ ต้องดำเนินตามคำแนะนำไว้คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยการบันดาล ตามความพอใจของพระผู้เป็นเจ้า.แม้ในพุทธศาสนา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า บุคคลใด ๆ เมื่อสร้างกรรมดี ได้รับความสุขเป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสวรรค์ และถ้าสร้างกรรมชั่ว ย่อมได้รับความทุกข์ความลำบากแสนสาหัส เป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสู่นรก พระเจ้าไม่ใช่เป็นผู้กำหนดให้เป็นไป

ฉะนั้นจึงเป็นการสรุปให้เห็นได้ว่า  พุทธศาสนา  สอนให้มองไปหาเหตุที่เกิด และสุดท้ายมีผลแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาคริสต์  สอนว่าทุกสรรพสิ่งเป็นไปตามอำนาจความพอใจหรือน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า โดยทำความเข้าใจได้ว่า  พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวล และทำลายด้วย เป็นต้น.

๒.สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร

  พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องวิวัฒนการของชีวิตและโลก

  ๒.๑ พระสูตรนี้เกิดที่บุพพาราม กรุงสาวัตถี

  ๒.๒ บุคคลพระพุทธเจ้ากับสามเณร ๒ รูปชื่อวาเสฏฐกับภารทวาชะผู้เป็นพราหมณ์

  ๒.๓ สาระเป็นคำโต้ตอบ- ถูกพราหมณ์กล่าวว่า  วรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุดวรรณะอื่นเลวทราม  พราหมณ์พวกเดียวเท่านั้นเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ บริสุทธิ์- ไม่บริสุทธิ์  เกิดจากอุระของพรหม  วรรณะอื่นเลวทรามเกิดจากเท้าของพรหม

  ๒.๔ สาระคำตอบของพระพุทธเจ้า  คนก็คือคน เกิดจากมารดา( นางพราหมณี ) มิใช่เกิดจากพรหม  คนจะเลวจะดีเกิดที่การกระทำ มิใช่วรรณะ ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นต้นฯ

.วิวัฒนาการชีวิต โลกและจักรวาลตามหลักพุทธธรรม

เมื่อมีสาเหตุให้โลกถึงความดับ  เหล่าโอปาติกะทั้งหลาย  ย่อมอุบัติในหมู่พรหมอันมีชื่อว่า “อาภัสสรพรหม” ซึ่งล่องลอยอยู่ในจักรวาล  เมื่อโลกเย็น  ย่อมปรากฎน้ำ ความมืดมิด มีแสงสว่าง เกิดง้วนดิน สัตว์กินง้วนดิน ต่อมาเกิดตัณหา ร่างกายหยาบขึ้นรัศมีที่เคยมีแต่เก่าก่อนหายไป พระจันทร์พระอาทิตย์ก็ปรากฎ เดือน  ปี ฤดู  ที่ก็ปรากฎ ง้วนดินปรากฎสภาวะดังรวงผึ้ง  เกิดการดูถูกกันด้วยวรรณะผิวพรรณ สวย-ไม่สวย ต่อมาง้วนดินหมดไป อาหารอื่นกระบิดินคล้ายเห็ด จึงเกิดการดูหมิ่น กระบิดินหมดกลายเป็นเครือดิน  ดุจผลมะพร้าวดูหมิ่นกันด้วยวรรณะ เครือดินหมดไปเกิดข้าวสารี ไม่มีรำ-แกลบ ลักษณะเมล็ดสีขาวสะอาด ต่อมาเกิดเพศหญิง เพศชาย เพ่งดูกันเกิดความกำหนัด สมสู่กัน ( เสพอสัทธรรม ) ต่อมาเกิดอายเพราะโดนดูถูกเพราะเหตุร่วมเสพเมถุน จึงสร้างเรือนกำบังเพื่อการเสพอสัทธรรมนั้น  และต่อมาเกิดการกักตุนอาหารข้าวสารี เพราะความเกียจคร้าน จึงเกดการกักตุนอาหาร ข้าวสารีจึงกลายมีแกลบมีรำ ต่อมาเกิดความลำบากเริ่มอดอยาก จึงแบ่งเขตกันทำการเกษตรและละเมิดสิทธิล่วงล้ำเขต เกิดวีรบุรุษขึ้น ยกบุคคลขึ้นเป็น หัวหน้า ( มหาชนสมบัติ ) มีหัวหน้าเขตมีกษัตริย์  มีราชา  จึงเป็นเหตุให้เกิดวรรณะ ๔ คือ

กษัตริย์  =  หัวหน้าคน

พราหมณ์  =ลอยบาป

แพศย์  =  ยึดมั่นในเมถุน ประกอบงานเป็นแผนก

คติภพแห่งวรรณะทั้ง ๔ นี้

กระทำทุจริตกรรม  จึงไปสู่อบาย

  กระทำสุจริตกรรม  ไปสู่สุคติสวรรค์

  กระทำสุจริตกรรมทุจริตกรรม ก็สุขบ้างทุกข์บ้าง

  สำรวมกายวาจาใจ เจริญในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็ปรินิพพาน วรรณะใดเป็นภิกษุ  สิ้นพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วเพราะรู้ชอบ  วรรณะนั้นปรากฎว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย  โดยธรรมแท้จริง

พระองค์ทรงสรุปว่า ในหมู่ชนที่รังเกียจด้วยโคตร กษัตริย์ประเสริฐสุด  ในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด  ดังพระบาลีแสดงไว้ว่า…..

อหํปิ  วาเสฏฺฐฺ  เอวํ  วทามิ  ขตฺติโย  เสฏฺโฐฺ  ชเนตสฺมิ  เย  โคตฺต ปฏิสาริโน วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  โส  เสฏฺโฐฺ  เทวมานุเสติ.[1]
  หลักธรรมว่าด้วยการวิวัฒนาการ
ในอัคคัญญสูตร ได้หลักธรรมว่าด้วยการวิวัฒนการของชีวิตโลกและจักรวาลเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสถาม สามเณร สามเณรทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้ง ๒ ด้วยคำเหยียดหยามอย่างยิ่งข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันว่า  พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทรามพราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียว บริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเสียแล้ว ไปเข้ารีดวรรณะที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ เป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม ข้อนั้นไม่ดี ไม่สมควร พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนี้

๑.กำเนิดมนุษย์

  ในคัมภีร์อัคคัญญสูตรได้แสดงเรื่องการเกิดของมนุษย์ไว้

“ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ตามที่ปรากฎอยู่ คือ นางพราหมณีทั้งหลายของพวกพราหมณ์ มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกกินนมอยู่บ้าง อันที่จริง พวกพราหมณ์เหล่านั้น ก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้น พากันอวดอ้างอย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม  พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เขาเหล่านั้นกล่าวตู่พรหม และพูดเท็จก็จะประสบแต่บาปเป็นอันมาก ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะทั้งหลายเหล่านี้ มีอยู่ด้วยกันสี่คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียดพูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพนับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรมเป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน อกุศลธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้  แม้แพศย์บางคนในโลกนี้  แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ ฯลฯ มีปรกติฆ่าสัตว์มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพนับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรม เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านั้นมีปรากฎอยู่แม้ในศูทรบางคนในโลกนี้ ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ฝ่ายกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ พราหม์ก็ตาม แพศย์ก็ตาม ศูทรก็ตาม เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม ควรนับว่าเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาววิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ รวมเป็นบุคคล ๒ จำพวก คือพวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำ วิญญูชนติเตียนจำพวกหนึ่ง  พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาว วิญญูชนสรรเสริญจำพวกหนึ่งเช่นนี้ ไฉนพวกพราหมณ์จึงพากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวกเดียวเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มี กำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้เล่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่รับรองถ้อยคำของพวกเขาข้อนั้นเพราะเหตุ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะว่าบรรดาวรรณะทั้ง ๔ เหล่านั้น ผู้ใดเป็นภิกษุสิ้นกิเลสและอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ได้วางภาระเสียแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไปแล้ว เพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายโดยชอบธรรมแท้ มิได้ปรากฎโดยไม่ชอบธรรมเลย ด้วยว่าธรรมเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า

๒.ความเกิดขึ้นแห่งโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงความเกิดขึ้นแห่งโลก

“ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า สัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน

มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน

สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่านั้น

ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น ฯ

ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ้น  แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้นเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากันเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น

ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือแล้วบริโภค ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือ แล้วบริโภคอยู่นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ

เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก



[1] ที. ปา. ๑๑/๕๑–๗๒/๘๗–๑๐๗