โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ต้นกำเนิดของโลกและจักรวาล

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทที่  ๑

ต้นกำเนิดของโลกและจักรวาล

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงต้นกำเนิดของโลกมาตรัสเล่าประกอบหลักธรรมของพระองค์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกพราหมณ์เข้าใจเรื่องระบบวรรณะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากเดิมอย่างไรเรื่องที่ตรัสเล่ามีใจความดังนี้
 ๑. ทรงตัดตอนแห่งสังวัฏฏกัปของโลกในช่วงสุดท้าย คือ ช่วงที่โลกเสื่อมลงจน สลายไป สัตว์โลกส่วนมากที่รอดชีวิตได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม มีสภาพเป็นกายทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีแผ่ซ่านออกจากกาย สัญจรอยู่ในอากาศ สถิตอยู่ในวิมานอันงดงามนานแสนนาน
 ๒. จากนั้น ทรงแสดงการกำเนิดหรือวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่ตอนต้นแห่ง วิวัฏฏกัป คือ ช่วงที่โลกกลับก่อตัวขึ้นใหม่เริ่มจากสภาพที่เป็นน้ำแผ่เต็มอวกาศอันเวิ้งว้าง ว่างเปล่า ไม่มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดวงดาวใดๆ ทั่วบริเวณมืดมิด โลกค่อยๆ แข็งตัวขึ้นมีพืชพรรณเกิดขึ้นตามลำดับคือ

(๑) ง้วนดิน ลอยอยู่บนผิวน้ำ (๒) สะเก็ดดิน (๓)เครือดิน

(๔) ข้าวสาลีเกิดเองตามธรรมชาติ ผลิตผลเป็นข้าวสารสุกไม่มีแกลบและรำ
 ๓. ในขณะเดียวกัน ทรงแสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของโลก ดังต่อไปนี้
 ๓.๑มีพรหมพวกหนึ่งจากชั้นอาภัสสรพรหมจุติลงมาเกิดในโลกระยะแรกเริ่ม ที่ยังเป็นพื้นน้ำสัตว์โลกพวกนี้ยังมีสภาพร่างกายเป็นทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีกายสัญจรอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับสมัยที่อยู่ในชั้นอาภัสสรพรหม
 ๓.๒ ต่อมาเมื่อเกิดง้วนดินขึ้น สัตว์โลกหรือมนุษย์พวกแรกได้ใช้บริโภคเป็นอาหารแทนปีติทำให้ร่างกายหยาบขึ้น รัศมีกายหายไป ตอนนี้เกิดมี ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดวงดาวขึ้น
 ๓.๓ เมื่อสัตว์โลกพวกนี้บริโภคง้วนดินนานๆเข้า ร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้น บางพวกผิวพรรณดี บางพวกมีผิวพรรณเลวจึงเกิดการเหยียดผิวกันขึ้น เพราะเหยียดผิวกัน ง้วนดินจึงหายไปพวกเขาจึงเกิดความโหยหาขึ้นเป็นครั้งแรก
 ๓.๔ เมื่อสะเก็ดดินเกิดขึ้นสัตว์โลกพวกนี้จึงใช้สะเก็ดดิน เป็นอาหารแทนง้วนดิน ที่หายไปเมื่อบริโภคสะเก็ดดินไปนานๆ ร่างกายได้เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ผิวพรรณต่างกันมากขึ้นการเหยียดผิวกันก็รุนแรงขึ้น ทำให้สะเก็ดดินหายไป พวกสัตว์โลกได้เกิดความรู้สึกโหยหาขึ้นไปอีก
 ๓.๕ เมื่อเครือดินเกิดขึ้นพวกเขาก็ใช้เครือดินเป็นอาหารแทนสะเก็ดดิน ที่หายไป และเมื่อบริโภคไปนานๆจึงมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมากขึ้น การเหยียดผิวก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนเครือดินหายไป พวกเขากลับรู้สึกโหยหาต่อไปอีก
 ๓.๖ เมื่อขาวสาลี (เกิดเอง) เกิดขึ้น พวกเขาก็ใช้ข้าวสาลีนี้เป็นอาหารแทนและเมื่อบริโภคข้าวสาลีไปนานๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมากขึ้นคือเกิดอวัยวะเพศชายและเพศหญิงขึ้นทำให้เกิดลักษณะเป็นมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิงเด่นชัด เมื่อคนต่างเพศเพ่งมองกันจึงเกิดความรู้สึกทางเพศขึ้น และได้เสพเมถุนธรรมกัน การเสพเมถุนธรรมนี้เขาถือว่าเป็นความชั่ว ฉะนั้น เมื่อเห็นผู้ใดเสพเมถุนธรรมกันคนส่วนมากจะพากันขับไล่อกไป จากหมู่ต่อมาผู้นิยมเสพเมถุนธรรมจึงแยกตัวไปปลูกเรือนอยู่เพื่อมิให้ผู้อื่นเห็นพวกนี้มีคำเรียกต่อมาว่า ผู้ครองเรือน (อาคาริก) ผู้ไม่มีเรือน เรียกว่า อนาคาริกซึ่งต่อมาได้แก่นักบวช
 ๓.๗ ข้าวสาลีเกิดเองนี้มีลักษณะพิเศษ คือต้นที่ถูกเก็บผลไปในตอนเช้า จะผลิตผลขึ้นใหม่อีกในตอนเย็นหรือต้นที่ถูกเก็บผลในตอนเย็น จะผลิตผลขึ้นใหม่อีกในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงมีข้าวสาลี ให้บริโภคอย่างไม่บกพร่อง ทั้งนี้เพราะพวกนี้ยังไม่มีการสะสมคืออยากบริโภคเวลาไหน ก็ไปเก็บมาบริโภค เพียงครั้งละมื้อ ต่อมาเมื่อมีการสะสมขึ้นคือ บางพวกเก็บมาครั้งเดียว สำหรับบริโภคทั้งเช้าและเย็นบ้าง เก็บไว้บริโภค ๒วันบ้าง ๔ วันบ้าง ๘ วันบ้าง ทำให้ต้นข้าวสาลีที่ถูกเก็บผลไปแล้ว ไม่ผลิตผลอีกต่อไปโดยนัยนี้ข้าวสาลีก็ค่อยลดจำนวนลวง จนมหาชนมองเห็นภัยเฉพาะหน้า
 ๔.ต่อจากนี้ ตรัสเล่าถึงวิวัฒนาการของระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไว้อย่างน่าสนใจยิ่งคือ ตรัสเล่าว่ามหาชนได้ประชุมกันเพื่อแก้ไขป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นโดยตกลงให้แบ่งสรรที่ดินให้แต่ละคน (ครอบครัว) มีสิทธิครอบครองเพื่อทำมาหากินและคัดเลือกผู้มีลักษณะดีให้ทำหน้าที่ปกครองดูแลในฐานะเจ้าของแผ่นดิน จึงมีคำว่าขัตติยะ (ตรงกับคำว่า กษัตริยะ ในภาษาสันสกฤต) เกิดขึ้นโดยประชาชนยินดีแบ่งปันผลประโยชน์แก่ผู้ปกครองนั้นเนื่องจากผู้ปกครองทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนพอใจ จึงมีคำว่า ราชา เกิดขึ้นและเนื่องจาก ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มหาชนคัดเลือก แต่งตั้งจึงมีชื่อว่า มหาสมมตราชด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ กลุ่มคนที่เรียกว่า กษัตริย์จึงเกิดขึ้น
 ต่อมาเมื่อมีคนละเมิดสิทธิของผู้อื่น และกระทำการทุจริตต่าง ๆ มากขึ้น จึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งช่วยทำหน้าที่สั่งสอนและทำพิธีลอยบาปให้ จึงมีคำว่า พราหมณ์เกิดขึ้น พวกนี้ก็ได้รับการบำรุงเลี้ยงดูจากประชาชน พวกที่นิยมเสพเมถุนธรรมซึ่งเป็นผู้ครองเรือนและมีหน้าที่ทำงานต่างๆ ตามถนัด จึงมีชื่อว่า เวสสา คือพวกแพศย์ นอกจากนี้ยังมี ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งทำการงานที่ต่ำกว่าพวกแพศย์จึงมีชื่อว่า สุททะ หรือ ศูทร
 ตรัสเล่าต่อไปว่า ต่อมามีกษัตริย์ผู้เบื่อหน่ายหน้าที่ปกครอง จึงออกไปบวชเป็นบรรพชิต เรียกตัวเองว่า สมณะคำว่า สมณะ จึงเกิดขึ้น แม้พวกพราหมณ์ พวกแพศย์และพวกศูทรที่เบื่อหน่ายหน้าที่ของตน ๆ ออกบวชเป็นบรรพชิตก็เรียกว่า สมณะเหมือนกัน
  ภาคนิคม
 ตรัสสรุปว่าการเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และแม้สมณะล้วนเป็นโดยธรรม คือหน้าที่มิใช่โดยวรรณะอย่างที่พวกพราหมณ์เข้าใจ ทั้ง ๕ พวกนี้ ถ้าประพฤติอธรรม คือกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายก็ไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต นรกเหมือนกัน ถ้าประพฤติธรรมคือ สุจริต ๓ หลังจากตายก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เหมือนกันแล้วตรัสสอนให้เจริญโพธิปักขิยธรรมในที่สุดทรงยกคำภาษิตของสนังกุมารพรหมมาสนับสนุนพระพุทธภาษิตข้างต้นว่า

ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุดส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะจัดว่าเป็นผู้ประเสริฐในหมู่เทพและมนุษย์๒

  ความปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
 [๑๒๑] วาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพากันใช้มือปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ เพื่อจะบริโภคเมื่อใดสัตว์เหล่านั้นพากันใช้มือปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ เพื่อบริโภคเมื่อนั้นรัศมีที่ซ่านออกจากร่างกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปเมื่อรัศมีที่ซ่านออกจากร่างกายหายไป ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏกลางคืน กลางวันก็ปรากฏ เมื่อกลางคืน กลางวันปรากฏ เดือนหนึ่ง ครึ่งเดือนก็ปรากฏเมื่อเดือนหนึ่ง ครึ่งเดือนปรากฏ ฤดูและปีก็ปรากฏ ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ โลกนี้จึงได้กลับฟื้นขึ้นอีก๖
 พระพุทธพจน์ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกมีเพียงเท่านี้ แต่ในสุมังคลวิลาสินี อรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคพระพุทธโฆสาจารย์ท่านอธิบายโดยละเอียดพิสดารว่า
 "... ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ชื่อว่า จนฺทิมสุริยา. บทว่า ปาตุรเหสํ แปลว่าปรากฏขึ้น.ก็บรรดาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นอย่างไหนปรากฏก่อน ใครอยู่ในที่ไหนประมาณของใครเป็นอย่างไร ใครอยู่สูง ใครหมุนเร็ววิถีทางของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นเป็นอย่างไร เที่ยวไปได้อย่างไรทำแสงสว่างในที่มีประมาณเท่าใด.
 ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้งสองไม่ปรากฏพร้อมกัน.ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นก่อน. ก็เมื่อรัศมีเฉพาะตัวของสัตว์เหล่านั้นได้หายไปความมืดมนจึงได้มีขึ้น. สัตว์เหล่านั้นทั้งกลัวทั้งสะดุ้งคิดกันว่าคงจะดีหนอถ้าแสงสว่างปรากฏขึ้นมาดังนี้ต่อแต่นั้นดวงอาทิตย์อันให้ความกล้าเกิดขึ้นแก่มหาชนก็ได้ตั้งขึ้น.ด้วยเหตุนั้นดวงอาทิตย์นั้นจึงได้นามว่า สุริโย ดังนี้. เมื่อดวงอาทิตย์นั้นทำแสงสว่างตลอดวันแล้วอัสดงคตไป ความมืดมนก็กลับมีขึ้นอีก. สัตว์เหล่านั้นพากันคิดว่า คงจะเป็นการดีหนอ ถ้าหากว่าพึงมีแสงสว่างอย่างอื่นเกิดขึ้นดังนี้.ทีนั้นดวงจันทร์รู้ความพอใจของสัตว์เหล่านั้นจึงเกิดขึ้นมา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแลดวงจันทร์จึงได้นามว่า จนฺโท ดังนี้. บรรดาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นดวงจันทร์อยู่ในวิมานภายใน ล้วนแล้วด้วยแก้วมณี วิมานภายนอกล้วนแล้วด้วยแก้วผลึก.ทั้งภายในและภายนอกร้อนจัด.ว่าโดยประมาณดวงจันทร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๙ โยชน์ เส้นรอบวง ยาว ๒๕๐ โยชน์.ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๐ โยชน์ เส้นรอบวงยาว ๒๕๐โยชน์.
 ดวงจันทร์อยู่ข้างล่างดวงอาทิตย์อยู่ข้างบน. ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นอยู่ห่างกันโยชน์หนึ่ง.จากส่วนล่างของดวงจันทร์ถึงส่วนบนของ ดวงอาทิตย์ มีระยะ ๑๐๐โยชน์.
 ดวงจันทร์หมุนไปทางด้านตรงช้าแต่หมุนไปทางด้านขวางเร็ว หมู่ดาวนักษัตรก็หมุนไปในสองด้านดวงจันทร์หมุนไปใกล้หมู่ดาวนั้นๆ เหมือนแม่โคเข้าไปหาลูกโคฉะนั้น.ส่วนหมู่ดาวไม่ทิ้งที่อยู่ของตนเลย. การหมุนไปของดวงอาทิตย์ทางตรงเร็วไปทางขวางช้า. ดวงอาทิตย์นี้ โคจรห่างดวงจันทร์แสนโยชน์ในวันปาฏิบทจากวันอุโบสถกาฬปักษ์. เวลานั้นดวงจันทร์ปรากฏเหมือนรอยเขียนฉะนั้น.ดวงอาทิตย์โคจร ห่างไปเป็นระยะแสนโยชน์ ในปักษ์ที่ ๒ ดวงอาทิตย์ได้โคจรห่างไปดังที่กล่าวแล้วนี้ เป็นระยะแสนๆ โยชน์จนถึงวันอุโบสถ.ลำดับนั้นดวงจันทร์ก็ใหญ่ขึ้นโดยลำดับ ไปเต็มดวงในวันอุโบสถ.โคจรห่างออกไปแสนโยชน์ในวันปาฏิบทอีก. โคจรห่างออกไปเป็นระยะแสนโยชน์ ในปักษ์ที่ ๒ดวงอาทิตย์โคจรห่างไปดังกล่าวแล้วนี้เป็นระยะแสนๆ โยชน์จนถึงวันอุโบสถ.ทีนั้นดวงจันอับแสงลงโดยลำดับแล้วไม่ปรากฏทั้งดวงในวันอุโบสถดวงอาทิตย์ลอยอยู่เบื้องบนให้ดวงจันทร์อยู่เบื้องล่างย่อมปกปิดดวงจันทร์ไว้ได้เหมือนภาชนะเล็กถูกถาดใหญ่ปิดไว้ฉะนั้น.เงาของดวงจันทร์ไม่ปรากฏเหมือนเงาเรือนไม่ปรากฏในเวลาเที่ยง.ดวงอาทิตย์นั้นเมื่อเงาไม่ปรากฏ แม้ตัวเองก็ไม่ปรากฏเหมือนประทีปในกลางวันไม่ปรากฏแก่หมู่ชนผู้ยืนอยู่ไกลฉะนั้น.
 ก็พึงทราบวินิจฉัยในคำว่าวิถีของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นอย่างไร ต่อไปนี้ วิถีมีดังนี้คือ วิถีแพะ วิถีช้าง วิถีของโค.บรรดาวิถีเหล่านั้น น้ำเป็นของปฏิกูลสำหรับแพะทั้งหลายแต่น้ำนั้นเป็นที่ชอบใจของช้างทั้งหลาย เป็นที่ผาสุกของฝูงโคเพราะมีความเย็นและความร้อนเสมอกัน. ฉะนั้น ในเวลาใดดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นสู่วิถีของแพะ เวลานั้นฝนไม่ตกเลยแม้สักเม็ดเดียว เมื่อใดดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นสู่วิถีของช้าง เมื่อนั้นฝนจะตกแรงเหมือนท้องฟ้ารั่ว.เมื่อใดดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นสู่วิถีของโคเมื่อนั้นความสม่ำเสมอของฤดูก็ย่อมถึงพร้อมกัน.
 ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ย่อมเคลื่อนอยู่ภายนอกภูเขาสิเนรุเป็นเวลา ๖ เดือน และโคจรอยู่ภายในอีก ๖ เดือน.ความจริงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นย่อมโคจรไปใกล้ภูเขาสิเนรุในเดือน ๘.แต่นั้นเคลื่อนออกไปโคจรอยู่ในภายนอก ๒ เดือนแล้วเคลื่อนไปอยู่โดยท่ามกลางในต้นเดือน ๑๒. แต่นั้นเคลื่อนมุ่งหน้าต่อจักรวาฬแล้วโคจรอยู่ใกล้ๆ จักรวาฬเป็นเวลา ๓ เดือน แล้วเคลื่อนออกห่างมาอีก ไปอยู่ตรงกลางจักรวาฬในเดือน ๕ ต่อแต่นั้นในเดือนอื่นก็เคลื่อนมุ่งหน้าต่อภูเขาสิเนรุ แล้วไปโคจรอยู่ใกล้ๆ ภูเขาสิเนรุในเดือน ๘ อีก.
 พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำแสงสว่างในที่นี้ประมาณเท่าใด ดังนี้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ย่อมทำแสงสว่างในทวีปทั้ง ๓ โดยพร้อมกัน. กระทำได้อย่างไร.ก็เวลาพระอาทิตย์ขึ้นในทวีปนี้เป็นเวลาเที่ยงในปุพพวิเทหทวีป เวลาที่พระอาทิตย์ตกในอุตตรกุรุทวีปเป็นมัชฌิมยามในอมรโคยานทวีป. เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในปุพพวิเทหทวีปเป็นเวลาเที่ยงในอุตตรกุรุทวีปเวลาที่พระอาทิตย์ตกในอมรโคยานทวี เป็นมัชฌิมยามในทวีปนี้.เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในอุตตรกุรุทวีป เป็นเวลาเที่ยงในอมรโคยานทวีปเวลาที่พระอาทิตย์ตกในทวีปนี้ เป็นเวลามัชฌิมยามในปุพพวิเทหทวีป.เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในอมรโคยานทวีป เป็นเวลาเที่ยงในทวีปนี้เวลาที่พระอาทิตย์ตกในบุพพวิเทหทวีป เป็นเวลามัชฌิมยามในอุตตรกุรุทวีปฉะนี้แล.
 พึงทราบวินิจฉัยในสองบทว่า นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ ต่อไปดาวนักษัตรมีดาวฤกษ์ เป็นต้น และหมู่ดาวทั้งหลายที่เหลือย่อมปรากฏพร้อมกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์. บทว่า รตฺตินฺทิวา ความว่าตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงอรุณขึ้น เป็นเวลากลางคืนตั้งแต่เวลาอรุณขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกจัดเป็นเวลากลางวันกลางคืนและกลางวันย่อมปรากฏอย่างว่ามานี้. ต่อแต่นั้น ๑๕ ราตรี จัดเป็นกึ่งเดือน ๒กึ่งเดือนเป็นเดือน กึ่งเดือนและเดือนหนึ่งปรากฏอย่างว่ามานี้. ทีนั้น ๔เดือนจัดเป็น ๑ ฤดู ๓ ฤดู เป็น ๑ ปีทั้งฤดูและปีจึงปรากฏอย่างว่ามานี้๗.
 การบรรยายลักษณะสัณฐานของพระจันทร์และพระอาทิตย์ยกขึ้นเฉพาะที่ผู้เขียนพิมพ์ตัวดำไว้ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามความจริงของหลักดาราศาสตร์ในปัจจุบันแล้วและพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสโลกสัณฐานว่าเป็นเช่นนี้ไว้ที่ไหนในพระไตรปิฎกเพราะฉะนั้นแนวอธิบายนี้ไม่ใช่เป็นพุทธมติ แต่เป็นมติของพระพุทธโฆสาจารย์ตามแนวโลกทัศน์ของพราหมณ์ซึ่งเป็นพื้นความรู้เดิมของท่านอย่างแน่นอน
 อนึ่ง ในปฐมสมันตปาสาทิกาพระพุทธโฆสาจารย์ได้อธิบายพุทธคุณบทว่า โลกวิทูไว้ตอนหนึ่งว่า"จริงอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงรู้แจ้ง คือได้ทรงทราบ ได้ทรงแทงตลอดแล้วซึ่งโลกธาตุอันไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยพระพุทธญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดตลอดอนันตจักรวาลอย่างนี้ คือ จักรวาลหนึ่ง ว่าโดยส่วนยาวและส่วนกว้างมีประมาณล้านสองแสนสามพันสี่ร้อยห้าสิบโยชน์...
 ในโลกธาตุนั้นดวงจันทร์ (วัดโดยตรงโดยส่วนยาวส่วนกว้างและส่วนสูง) ๔๙ โยชน์, ดวงอาทิตย์ประมาณ ๕๐โยชน์, ภพดาวดึงส์ประมาณหมื่นโยชน์, ภพอสูร อวีจิมหานรกและชมพูทวีปก็มีประมาณเท่านั้น, อมรโคยานทวีป ประมาณ ๗ พันโยชน์, ปุพพวิเทหทวีปก็มีประมาณเท่านั้น, อุตรกุรุทวีป ประมาณ ๘ พันโยชน์, ก็แล ทวีปใหญ่ๆ ในโลกธาตุนี้แต่ละทวีปๆ มีทวีปเล็กๆ เป็นบริวาร ทวีปละห้าร้อยๆ, จักรวาลหนึ่งแม้ทั้งหมดนั้นชื่อว่าโลกธาตุหนึ่ง, ในระหว่างแห่งจักรวาลนั้น เป็นโลกันตริกนรก". แม้โอกาสโลก, (โลกคือแผ่นดิน) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้แจ้งแล้วโดยประการทั้งปวงด้วยประการอย่างนี้. พระผู้มี พระภาคนั้นทรงพระนามาว่า โลกวิทูเพราะความที่พระองค์ทรงรู้แจ้งโลก โดยประการทั้งปวงแม้ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้."๘
 
 ความจริงความหมายของคำว่าโลกวิทู ในแง่ของสังขารโลก (โลกคือสังขาร) และ สัตวโลก (โลกคือหมู่สัตว์)พระพุทธโฆสารย์ท่านตีความพระพุทธพจน์ได้ถูกต้องแล้วตาม พุทธมติ แต่ในแง่ของโอกาสโลก (โลกคือแผ่นดิน) ผู้เขียนว่าท่านดึงเข้าหามติพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธมติ ทั้งๆที่ตอนแรกท่านตีความพระพุทธพจน์ตามจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกายถูกต้องแล้วว่า "จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงรู้คือทรงรู้ทั่วถึง ทรงแทงตลอดโลก โดยประการทั้งปวง โดยสภาพบ้าง โดยสมุทัยบ้างโดยนิโรธบ้าง โดยอุบายเป็นเหตุพึงนิโรธบ้าง. เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนอาวุโส! ในที่สุดแห่งโลกใดแล ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติเราไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกนั้นว่า อันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถึง ด้วยการไป (ด้วยกาย), ดูก่อนอาวุโส ! และเราไม่กล่าวว่า การยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกเลยจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้, ดูก่อนอาวุโส ! อีกอย่างหนึ่ง เราย่อมบัญญัติโลกความเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลกที่กเลวระประมาณวาหนึ่งนี้แล ซึ่งมีสัญญามีใจ,
 "ที่สุดแห่งโลก บุคคลไม่พึงถึงได้ด้วยการไป (ด้วยกาย) ในกาลไหนๆ และจะไม่มีการพ้นจากทุกข์ได้ เพราะยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก.เพราะเหตุนั้นแล ท่านผู้รู้แจ้งโลก มีปัญญาดี ถึงที่สุดแห่งโลก อยู่จบพรหมจรรย์แล้วเป็นผู้สงบ รู้ที่สุดแห่งโลกแล้วย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลกอื่น"๙
 
 อนึ่งในการอธิบายเรื่องสังขารโลกตามนัยแห่งขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรคท่านก็กล่าวไว้ชัดแจ้งคือ
 "โลก ๑ คือสรรพสัตว์ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร, โลก ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑, โลก ๓ คือ เวทนา ๓, โลก ๔ คืออาหาร๔, โลก ๕ คืออุปาทานขันธ์ ๕, โลก ๖ คืออายตนะภายใน ๖, โลก ๗ คือวิญญาณฐิติ ๗, โลก ๘คือโลกธรรม ๘, โลก ๙ คือสัตตาวาส ๙, โลก ๑๐ คืออายตนะ ๑๐, โลก ๑๒ คืออายตนะ ๑๒, โลก๑๘ คือธาตุ๑๘."๑๐
 จากข้อสังเกตเปรียบเทียบมติของพระพุทธโฆสาจารย์เกี่ยวกับโอกาสโลกที่ท่านอธิบายไว้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า ไม่ใช่พุทธมติคือความรู้ที่เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแต่เป็นมติของพระอรรถกถาจารย์คือพระพุทธโฆสาจารย์ซึ่งดึงเอาภูมิความรู้เดิมของท่านตามทัศนะพราหมณ์มาขยายความพระพุทธพจน์
 โลกทัศน์ในแนวคิดของพราหมณ์ที่เข้ามาเป็นคำอธิบายพระไตรปิฎกตามพระพุทธ-โฆสาจารย์มีอิทธิพลต่อความคิดและความเชื่อของพระคันถรจนาจารย์รุ่นหลังมากดังจะเห็นได้ว่ามีคัมภีร์ในชั้นฎีกาอธิบายโอกาสโลกตามแนวนี้และเพิ่มเติมเสริมแต่งไปจนกลายเป็น สิ่งเหลือเชื่อและเป็นไปไม่ได้คัมภีร์ดังกล่าวเช่น จักกวาลทีปนี, โลกทีปนี, โลกทีปกสาร, โลกุปปัตติเป็นต้น๑๑แม้วรรณกรรมชิ้นเอกสมัยสุโขทัย คือไตรภูมิพระร่วงก็ได้แนวคิดไปจากพระอรรถกถาจารย์และพระคันถรจนาจารย์ท่านอื่นๆสมุดภาพไตรภูมิพระร่วงสมัยกรุงธนบุรี และเตภูมิกถาสมัยรัชกาลที่ ๑แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีแนวคิดจากที่มาแหล่งเดียวกันในสมัยปัจจุบันก็มีวรรณกรรมไทยเรื่อง ภูมิวิลาสินี และโลกทีปนี เป็นต้นของพระพรหมโมลี (วิลาสญาณวโร) วัดยานนาวาตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่หลายครั้ง
 จะเห็นได้ว่าเรื่องต้นกำเนิดของโลกและพัฒนาของโลกซึ่งมีแหล่งที่มาจากพระไตรปิฎก ทีฆนิกายปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร อันเป็นพระพุทธพจน์ นั้น ได้รับการตีความเพิ่มเติมเสริมต่อกันเรื่อยมา และเพราะเป็นพระพุทธพจน์คนทั่วไปจึงเข้าใจและเชื่อว่าเป็น พุทธมติซึ่งผู้เขียนจะยกแต่ละประเด็นขึ้นมาวิเคราะห์และโต้แย้งในตอนหลัง
 มติของสุชีพ ปุญญานุภาพ
 อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพถือเป็นปราชญ์ผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกและอรรถกถาฎีกา อีกท่านหนึ่งได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องต้นกำเนิดของโลกตามอัคคัญญสูตรไว้ว่า
 "พระสูตรนี้มีลีลาแสดงความเป็นมาของโลก แต่แสดงแล้วก็ยกธรรมะเป็นจุดสูงสุดในเทวดาและมนุษย์.วรรณะทั้ง ๔ ก็มาจากคนพวกเดียวกัน ไม่มีใครวิเศษกว่ากันแต่ภายหลังคนเข้าใจผิดดูหมิ่นกันไปเอง. การแสดงเรื่องความเป็นมาของโลกอาจวินิจฉัยได้เป็น ๒ ประการ คือประการแรก เป็นการเอาหลักของศาสนาพราหมณ์มาเล่าแต่อธิบายหรือตีความเสียใหม่ให้เข้ารูปเข้ารอยกับคติธรรมทางพระพุทธศาสนาอันชี้ให้เห็นว่า พราหมณ์เข้าใจของเก่าผิด จึงหลงยกตัวเองว่าประเสริฐ.อีกอย่างหนึ่ง เป็นการเล่าโดยมิได้อิงคติของพราหมณ์ โดยถือเป็นของพระพุทธศาสนาแท้ๆก็แปลกดีเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบส่วนใหญ่กับส่วนเล็กในทางวิทยาศาสตร์แล้วปรมาณูที่มีโปรตอนเป็นศูนย์กลาง มีอีเล็กตรอน เป็นตัววิ่งวน รวมทั้งมีนิวตรอนเป็นส่วนประกอบด้วยนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกับสุริยระบบ ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ (PLANETS) เช่นโลกเรา และดาวพระศุกร์ พระเสาร์เป็นต้นวนรอบคล้ายอีเล็กตรอน มีบางโอกาสที่ปรมาณูอาจถูกแยก ถูกทำลาย เพราะเหตุภายนอกเช่นที่นักวิทยาศาสตร์จัดทำฉันใด สุริยระบบ หรือ SOLAR SYSTEM ก็เช่นเดียวกันอาจถูกทำลายหรือสลายตัว แล้วเกิดใหม่ได้เพราะมีระบบสุริยะอื่นเข้ามาใกล้หรือมีเหตุอื่น เกิดขึ้น ในการเกิดก็เช่นเดียวกันเมื่อทำลายได้ก็อาจรวมตัวได้ ในเมื่อธาตุไฮโดรเย็นกับออกซิเยนรวมตัวกันเป็นน้ำพวกฝุ่นผงที่แหลกก็เข้ามารวมตัวกับน้ำได้และแข้นแข็งขึ้นในที่สุดเป็นเรื่องเสนอชวนให้คิด แต่มิได้ชวนให้ติดในเกร็ดเพราะสาระสำคัญอยู่ที่การถือธรรมะเป็นใหญ่เป็นหลักของสังคมทุกชั้น."๑๒

 จะเห็นได้ว่า สุชีพปุญญานุภาพ ก็นำเสนอทัศนะแบบแบ่งรับแบ่งสู้ คืออาจเป็นมติของพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้ายกมาอธิบายเสียใหม่เพื่อให้เข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหรืออีกนัยหนึ่งเป็นพุทธมติก็เป็นได้เพราะดูสอดคล้องกับหลักการวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อยแต่ผู้เขียนเห็นว่าเหตุผลที่จะรองรับความเป็นพุทธมติในเรื่องนี้ยังอ่อนไปในประเด็นของดาราศาสตร์
 ใน "บทนำ" ของพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกายปาฏิกวรรค เมื่อกล่าวถึงอัคคัญญสูตร อาจารย์อดิศักดิ์ ทองบุญ ซึ่งเป็นผู้เรียบเรียง "บทนำ" ของพระไตรปิฎกเล่มนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ใน ๒ข้อแรกว่า

 ๑.รูปแบบและวิธีการที่ทรงใช้แสดงพระสูตรนี้คล้ายกับพระสูตรที่ ๓ ข้างต้น [จักกวัตติสูตร] คือทรงสาธกนิทานโบราณคดีมาสนับสนุนหลักธรรมของพระองค์ ทำให้เร้าใจชวนฟังชวนอ่านเป็นอย่างยิ่ง

 ๒.นับเป็นพระสูตรแรกที่ทรงแสดงเรื่องต้นกำเนิดหรือวิวัฒนาการของโลกไว้อย่างแจ่มแจ้งโดยมิได้มีผู้ใดทูลขอให้ทรงแสดงวิวัฒนาการของโลกที่ทรงแสดงนี้คล้ายมติทางวิทยาศาสตร์ คือโลกเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่มีผู้สร้างไม่มีผู้ทำลาย."๑๓

 ข้อที่น่าสังเกต ๒ ประการนี้ก็คล้ายคลึงกันกับหมายเหตุของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ดังกล่าวมาแล้ว และในข้อ ๒นั้นดูเหมือนจะให้น้ำหนักว่าเป็นพุทธมติ เมื่อผู้เขียนพบกับอาจารย์อดิศักดิ์ ทองบุญได้ออกความเห็นเชิงโต้แย้งว่า ไม่เชื่อว่าเป็นพุทธมติท่านชี้แจงว่าได้แสดงความคิดเห็นไปตามอรรถกถา เพราะถ้าไม่เชื่อพระอรรถกถาจารย์แล้วก็ไม่รู้จะเชื่อหรืออ้างใครเมื่อไม่เข้าใจพระพุทธพจน์ ส่วนผู้ใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อตามพระอรรถกถา-จารย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยนั้นคณะบรรณาธิการยึดแนว พระอรรถกถาจารย์และพระฎีกาจารย์เป็นหลักบางแห่งที่ขัดแย้งกันก็ลงหมายเหตุเชิงอรรถไว้เป็นหลายนัยให้ผู้รู้หรือผู้อ่านได้วินิจฉัยด้วยตัวเอง


 ในการยกประเด็นขึ้นโต้แย้งว่าเรื่องต้นกำเนิดของโลกไม่ใช่พุทธมติผู้เขียนได้ถือเอาพระไตรปิฎกทั้งฉบับภาษาบาลีและฉบับภาษาไทยของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมด้วยอรรถกถาอัคคัญญสูตรทั้งฉบับภาษาบาลีและภาษาไทย ของอาจารย์ พร รัตนสุวรรณ แห่งสำนักค้นคว้าทางวิญญาณเป็นทางสอบทานและอภิปรายโต้แย้ง โดยขอตั้งประเด็นเป็นเรื่องๆ ไปดังนี้