๓.๓ประเด็นวิเคราะห์ความขัดแย้งในพระพุทธดำรัสหากทรงตรัสแสดงเรื่องต้นกำเนิดของโลกว่าเป็นพุทธมติ
ในพรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุประมาณ๕๐๐
รูป ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทานั้น
หลังจากทรงแสดงเรื่องศีล ๓ชั้นคือ จูฬศีล มัชฌิมศีล
และมหาศีลแล้ว ได้ทรงแสดงลัทธิหรือทิฏฐิ ๖๒ ประการไว้โดยละเอียด
ลัทธิหรือทิฏฐิเหล่านี้บางครั้งก็เรียกว่าวาทะอันเป็นทฤษฎีความเชื่อของพวกสมณพราหมณ์ในสมัยนั้นจำแนกเป็นวาทะแสดงลัทธิโดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่า
ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ลัทธิ และปรารภขันธ์ส่วนอนาคตและปัจจุบัน
ซึ่งเรียกว่า อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิรวมทั้งสิ้น ๖๒ลัทธิ๓๒
ลัทธิหรือวาทะเหล่านี้เป็นเรื่องทางอภิปรัชญาพระพุทธองค์ทราบดี
และแม้สมณ-พราหมณ์เหล่านั้นก็ทราบแต่อาจไม่ทราบละเอียดครบถ้วนเท่าพระพุทธองค์ดังจะชี้ให้เห็นข้างหน้า
ทฤษฎีเหล่านี้ พระพุทธเจ้าอาจทรงนำมาตรัสเล่าประกอบการแสดงธรรมในกาลที่ทรงกำหนดรู้ว่าควรหรือไม่ควรแสดงตามอัธยาศัยของผู้ฟัง
เช่นกรณีของสามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะ เป็นต้นแต่ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงยอมรับทฤษฎีเหล่านี้ว่าเป็นพุทธมติหรือความรู้ที่เกิดจากพระสัพพัญญุตญาณ
ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงตรัสหรือทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญาเกียวกับโลกคือทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดหรือวิวัฒนาการของโลก
เพราะทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลยแต่กลับทำให้ผู้เชื่อถือต้องประสบทุกข์เหมือนปลาติดข่าย
ลัทธิเหล่านี้ซึ่งเป็นมติของพวกพราหมณ์เป็นที่รู้กันมากในหมู่คนสมัยนั้นในขณะเดียวกันก็มีคนเป็นอันมากอยากทราบถึงพุทธมติว่ามีอย่างไรตรงกันหรือแตกต่างกันกับพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ปัญหาเหล่านี้เป็นอัพยากตปัญหาคือปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ
มี ๑๐ประการคือ
ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือ
๑.โลกเที่ยงหรือ
๒. โลกไม่เที่ยงหรือ
๓.โลกมีที่สุดหรือ
๔. โลกไม่มีที่สุดหรือ
๕.ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือ
๖.ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหรือ
๗.หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหรือ
๘.หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกหรือ
๙.หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือ*
๑๐.หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ
ในมิลินทปัญหา
ท่านเรียกอัพยากตปัญหาว่าฐปนียปัญหา
คือปัญหาใดถ้าพยากรณ์ไปมีแต่โทษหาประโยชน์มิได้ ก็ต้องงดเสียคือพักไว้ไม่พยากรณ์๓๓
๓.๓.๑กรณีตัวอย่างของพระมาลุงกยบุตร
พระมาลุงกยบุตรทราบว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบอัพยากตปัญหา
จึงรู้สึกไม่พอใจ และจักเข้าไปทูลถามอีกถ้าพระพุทธองค์ทรงตอบก็จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ต่อไปถ้าไม่ทรงตอบก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
เมื่อได้โอกาสจึงนำปัญหานั้นเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ตรัสว่า
ถ้าบุคคลใดจะพึงกล่าวว่าตราบใดที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบอัพยากตปัญหาตราบนั้นเราก็จักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคต่อให้บุคคลนั้นสิ้นชีวิตไปพระองค์ก็จะไม่ตอบเรื่องนั้นแล้วทรงตรัสย้ำว่า
"มาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแลเธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่าเป็นปัญหาที่เราไม่ตอบและจงจำปัญหาที่เราตอบว่าเป็นปัญหาที่เราตอบเถิด
ปัญหาอะไรเล่าที่เราไม่ตอบ
คือปัญหาว่า "โลกเที่ยง
โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุดชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน
ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก
หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่"เราไม่ตอบ
เพราะเหตุไรเราจึงไม่ตอบ
เพราะปัญหานั้นไม่มีประโยชน์ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัดเพื่อดับ เพื่อสงบระงับ
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อ ตรัสรู้ และเพื่อนิพพานเหตุนั้นเราจึงไม่ตอบ
ปัญหาอะไรเล่าที่เราตอบ
คือปัญหาว่า "นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-ปฏิปทา"เราตอบ
เพราะเหตุไรเราจึงตอบ
เพราะปัญหานั้นมีประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับเพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพานเหตุนั้นเราจึงตอบ
มาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแลเธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่า
เป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหาที่เราตอบว่าเป็นปัญหาที่เราตอบเถิด"๓๔
กรณีตัวอย่างของพระมาลุงกยบุตรหากใช้ภาษาพูดชาวบ้านก็เรียกว่าเข้าไปต่อรองพระพุทธเจ้าด้วยการทูลขอให้ทรงแสดงพุทธมติเรื่องทฤษฎีโลก
ด้วยการเอาบวชอยู่หรือสึกเป็นเดิมพันทีเดียว
แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงตอบ แต่เรื่องนี้เมื่อทรงเทศนาจบแล้วพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระพุทธภาษิตเป็นอย่างยิ่ง
๓.๓.๒กรณีตัวอย่างของเจ้าลิจฉวีนามสุนักขัตตะ
ในปาฏิกสูตรเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งนามว่าสุนักขัตตะเข้ามาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคด้วยใจหวังว่าจักทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
อันเหนือธรรมดามนุษย์ให้ตนได้ชม อนึ่งยังหวังที่จะให้พระผู้มีพระภาคทรงประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกอันเป็นพุทธมติให้ตนได้ทราบถ้าไม่ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และตรัสเรื่องทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกก็จักลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์เสียแม้กระนั้นพระผู้มีพระภาคก็มิได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์และตรัสเรื่องทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกเลย
เป็นผลให้เจ้าลิจฉวีนามสุนักขัตตะขุ่นเคืองใจและลาสิกขาออกไป๓๕
จากกรณีเจ้าลิจฉวีนามสุนักขัตตะนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุทธองค์จะไม่ตรัสหรือตอบปัญหาเรื่องทฤษฎีกำเนิดของโลกโดยเด็ดขาดและธรรมดาว่าพระวาจาของพระพุทธเจ้า
ไม่เป็นสองคือตรัสความจริงคำไหนคำนั้น
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเรื่องต้นกำเนิดของโลกในอัคคัญญสูตรจะเป็นความขัดแย้งกันเองของพระพุทธดำรัส
หรือ พระพุทธพจน์หรือไม่จักวิเคราะห์ในตอนข้างหน้า
๓.๔ประเด็นวิเคราะห์เรื่องต้นกำเนิดของโลกในอัคคัญญสูตรว่าไม่ใช่พุทธมติ
กุญแจดอกสำคัญที่ช่วยไขคำตอบว่าเรื่องต้นกำเนิดของโลกในอัคคัญญสูตรไม่ใช่พุทธมติ
คือปาฏิกสูตรนั่นเองพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภัคควโคตรปริพาชกเมื่อคราวประทับอยู่ที่นิคมของชาวมัลละชื่ออนุปิยะในแคว้นมัลละในเวลาเช้าได้เสด็จเข้าไปยังอนุปิยนิคมเพื่อบิณฑบาต
แต่ทรงเห็นว่ายังเช้าอยู่มากจึงเสด็จเข้าไปหาภัคควโคตรปริพาชกถึงอารามของเขา
และทรงได้รับการปฏิสันถารเป็นอันดีและเมื่อภัคควโคตรปริพาชกกราบทูลถามถึงเรื่องเจ้าลิจฉวีนามสุนักขัตตะก็ได้ทรงเล่าให้ฟังดังกล่าวในตอนที่แล้วเรื่องทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกที่ตรัสกะภัคควโคตรปริพาชกจึงสืบเนื่องกับเรื่องเจ้าลิจฉวีนามสุนักขัตตะดังกล่าวแล้วดังความต่อไปว่า
"ภัคควะ
ก็เรารู้ชัดทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกเรารู้ชัดความเป็นมาของทฤษฎีนั้น
และรู้ชัดยิ่งกว่านั้นและเมื่อรู้ชัดยิ่งกว่านั้นจึงไม่ยึดมั่น
เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ชัดความดับด้วยตนเองที่เมื่อรู้ชัด ตถาคตจึงไม่ดำเนินไปสู่ความเสื่อม
ภัคควะมีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง
เราจึงเข้าไปถามเขาอย่างนี้ว่า 'ทราบว่าท่านทั้งหลายบัญญัติทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างจริงหรือ'
สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วยืนยันว่า
'เป็นเช่นนั้น'
เราจึงถามต่อไปว่า 'พวกท่านประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้าง
ว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง มีความเป็นมาอย่างไร' สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วก็ตอบไม่ได้
กลับย้อนถามเราเราถูกเขาถามแล้วจึงตอบว่า ...[มีข้อความคล้ายคลึงกับอัคคัญญสูตร]
ท่านทั้งหลายประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์ว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้าง
ว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง มีความเป็นมาอย่างนี้ ใช่หรือไม่"สมณพราหมณ์เหล่านั้นตอบอย่างนี้ว่า
'ท่านพระโคดมพวกข้าพเจ้าก็ได้ยินมาอย่างที่ท่านพระโคดมตรัสนั้นแหละ'"๓๖
ข้อความที่ว่า
"มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามลัทธิอาจารย์"และข้อความที่ว่า"ท่านพระโคดมพวกข้าพเจ้าก็ได้ยินมาอย่างที่ท่านพระโคดมตรัสนั่นแหละ"หมายความว่าอย่างไร
ก็หมายความว่าทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้วาเสฏฐะและภารทวาชะฟังก็ดีตรัสเล่าให้ภัคควโคตรปริพาชกฟังก็ดี
ไม่ใช่พุทธมติไม่ใช่ความจริงหรือความรู้ที่เกิดจากพระสัพพัญญุตญาณแต่เป็นเพียงทูเรนิทานที่พวกสมณพราหมณ์บางพวกประกาศเป็นทฤษฎีขึ้นตามที่บูรพาจารย์ในลัทธิของตน
เล่าขานและ จดจำสืบต่อกันมา จนจำไม่ค่อยได้ นึกไม่ออกถึงกับทูลถามพระพุทธเจ้าก็มี
จึงตรัสว่า พระองค์ทรงรู้ชัดทฤษฎีเหล่านั้นด้วยและรู้ชัดถึงที่มาของทฤษฎีเหล่านั้นด้วย
จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่นจึงทรงรู้ชัดความดับด้วยพระองค์เองเมื่อทรงรู้ชัดเช่นนี้จึงไม่ดำเนินไปสู่ความเสื่อม
๔.๑บทสรุป
จากหลักฐานต่างๆ
ที่ยกมาเป็นประเด็นโต้แย้งว่าเรื่องต้นกำเนิดของโลกในอัคคัญญู-สูตรนั้นไม่ใช่พุทธมติเพราะเหตุผลสรุปได้ดังนี้
๑.การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องนี้ก็เพื่ออนุวัติตามอัธยาศัยของผู้ฟังคือวาเสฏฐสามเณรและภารทวาชสามเณร
ซึ่งเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพทมาก่อนมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับลัทธิของพวกพราหมณ์เป็นอย่างดีสมกับที่พระองค์ทรงเป็นวิภัชชวาที
๒.เป็นการหักล้างทำลายความเชื่อและความถือตัวของพวกพราหมณ์ว่าวรรณะของตนประเสริฐที่สุดแต่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวตำหนิพวกพราหมณ์ว่า
แม้แต่เรื่องพระพรหมสร้างโลกพวกพราหมณ์ก็จำกันไม่ได้
เพราะหากจะถือตามนั้นก็ไม่ใช่วรรณะพราหมณ์ประเสริฐสุดแต่เป็นวรรณะกษัตริย์ต่างหาก
ทั้งนี้โดยได้ยกคำของสนังกุมารพรหมมาอ้างแต่เมื่อว่าโดยมติของพระพุทธศาสนาธรรมนั่นแลเป็นเครื่องวัดความเป็นผู้ประเสริฐของคน
๓.ในอัคคัญญสูตรนั้นเองที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องต้นกำเนิดของโลกอันเป็นของเก่าแก่โบราณมิได้นี้ก็แสดงว่าเรื่องนี้เป็นคติความเชื่อของพวกพราหมณ์มาช้านาน
หาใช่เป็นพุทธมติที่ทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณไม่
๔.ข้อยืนยันอย่างชัดเจนที่สุดว่าเรื่องต้นกำเนิดที่ตรัสว่าไม่ใช่พุทธมติมีปรากฏอยู่ในปาฏิกสูตรซึ่งจัดเป็นอัพยากตปัญหา
คือปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบเพราะไม่มีประโยชน์
ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เรื่องที่เป็นพุทธมติ มีประโยชน์เป็นไปเพื่อข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เท่านั้นจึงจะทรงตอบ
เพราะฉะนั้นบทสรุปจากการวิเคราะห์เรื่องนี้
จึงขอชี้ชัดลงไปเป็นคำตอบสุดท้ายว่า "เรื่องต้นกำเนิดของโลกในอัคคัญญสูตรไม่ใช่พุทธมติแต่เป็นมติของสมณพราหมณ์บางพวกที่เชื่อถือกันอยู่ในสมัยพุทธกาลนั้นหากมีพระพุทธประสงค์จะทรงรู้
ก็อาจหยั่งรู้ด้วยพระสัพพัญญุต-ญาณได้แต่พระสัพพัญญูจะทรงหยั่งรู้เฉพาะเรื่องที่ควรกำหนดรู้เท่านั้น
คือเป็นเรื่องจริงเรื่องแท้ มีประโยชน์
แม้กระนั้นเมื่อจะตรัสก็ทรงรู้กาลที่ควรจะตรัสการยกเรื่องอื่น ๆ มาตรัส
ก็เป็นเพียงอุทาหรณ์ อุปมาอุปมัยเช่นเรื่องที่เป็นทูเรนิทาน
เพื่อให้ต้องอัธยาศัยของผู้ฟังใช่เรื่องที่ยกมาแสดงนั้นจะถือเป็นพุทธมติทุกเรื่องเสมอไปก็หาไม่
๑. มหาจุฬาเตปิฏกํ สุตฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกาเย ปาฏิกวคฺคปาลิ. กรุงเทพฯ: มหาจุฬา-ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.๒. พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยพระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙-๑๓. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.๓.พระพุทธโฆสาจารย์. ปฐมสมันตปาสาทิกา แปล เล่ม ๑-๒ พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.๔. พระติปิฎกจุฬาภัยเถระ, มิลินทปัญหา.พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระวิสุทธิวงศาจารย์ (สุง ธฺาโภ)วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพมหานคร ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.๕. จันทบุรีนฤนาถ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. ปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษสันสกฤต. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ในคราวฉลองอายุครบ ๕ รอบ หม่อมหลวงบัวกิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช๒๕๑๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ศิวพร, ๒๕๑๓.๖. ป. หลงสมบุญ. พจนานุกรมบาลี-ไทย.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๙.๗. สุชีพ ปุญญานุภาพ.พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
****************
-----------------------------๑ มหาจุฬาเตปิฏกํ
[เล่ม
๑๑] สุตฺตปิฏเก ทีฆนิกาเย ปาฏิกวคฺคปาลิ อคฺคฺสุตฺต (กรุงเทพฯ,
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๐),
ข้อ ๑๑๑-๑๔๐,
หน้า ๖๘-๘๔;
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๑ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคอัคคัญญสูตร (กรุงเทพฯ,
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๙),
ข้อ ๑๑๑-๑๔๐,
หน้า๘๓-๑๐๒.
* ป.ธ.๗,
พ.ม.,
พธ.บ.(มจร.),ศศบ.(มสธ),
M.Lib.Sc. (B.H.U.), PGDSC (Rome
Univ.)๒ ใจความสำคัญของพระสูตร
ตั้งแต่ภาคอุทเทศ -ภาคนิคมน์นี้ ผู้เขียนคัดจาก "บทนำ"
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๙),
หน้า [๒๒-๒๖].
๓ ป. หลงสมบุญ,
พจนานุกรมบาลี - ไทย.
(กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๙),
หน้า ๕.๔พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระจันทบุรีนฤนาถ, ปทานุกรมบาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต.ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวฉลองอายุครบ ๕ รอบ หม่อมหลวงบัว กิติยากรวันที่
๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒ (กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์ ศิวพร,
๒๕๑๒),
หน้า๗.๕ มหาจุฬาเตปิฏกํ [เล่ม ๑๑]
สุตฺตปิฏเก ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺคปาลิ อคฺคฺสุตฺต,
ข้อ ๑๒๑,
หน้า ๗๓.๖
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๑๑พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร, ข้อ ๑๒๑, หน้า ๙๐.๗สุมังคลวิลาสินี
อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, หน้า ๑๗๘ - ๑๘๑.๘พระพุทธโฆสาจารย์,
ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล
พิมพ์ครั้งที่ ๖. (กรุงเทพฯ, มหามกุฏราชวิทยาลัย,
๒๕๓๕),
หน้า ๒๐๕-๒๐๖.
๙ พระพุทธโฆสาจารย์,
ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล
พิมพ์ครั้งที่ ๖, หน้า ๒๐๑-๒๐๒.๑๐ พระพุทธโฆสาจารย์,
ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล
พิมพ์ครั้งที่ ๖, หน้า ๒๐๓.๑๑ คัมภีร์เหล่านี้ทั้งหมดผู้เขียนเป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์
ทั้งภาคภาษาบาลีและคำแปลภาษาไทยมีจำหน่ายที่หอสมุดแห่งชาติ
กรมศิลปากร.๑๒ สุชีพ ปุญญานุภาพ,
พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน.
พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. (กรุงเทพฯ, มหามกุฏราชวิทยาลัย,
๒๕๓๕),
หน้า ๓๕๕.๑๓ พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค บทนำ. (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๙),
หน้า
[๒๒}.๑๔ มหาจุฬาเตปิฏกํ [เล่ม ๑๓]
สุตฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกาเย ปาฏิกวคฺคปาลิอคฺคฺสุตฺต, ข้อ ๑๑๔, หน้า ๖๙.๑๕พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกายปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร. ข้อ
๑๑๔, หน้า
๘๔.๑๖ พระพุทธโฆสาจารย์,
สุมงฺคลวิสาสินีทีฆนิกายฏฺกถา ปาฏิกวคฺควณฺณนา อคฺคญฺสุตฺตวณฺณนา, ข้อ ๑๑๔,
หน้า ๔๗.๑๗พระพุทธโฆสาจารย์,
สุมังคลวิลาสินี
อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พรรณนาอัคคัญญสูตรข้อ [๑๑๔] หน้า ๑๗๑.๑๘ มหาจุฬาเตปิฏกํ
สุตฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกาเย ปาฏิกวคฺคปาลิอคฺคญฺสุตฺต. ข้อ ๑๑๙,
หน้า ๗๒.๑๙พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคอัคคัญญสูตร,
ข้อ ๑๑๙,
หน้า ๘๘. ๗๖.๒๐ มหาจุฬาเตปิฏกํ [เล่ม ๑๓]
สุตฺตนฺตปิฏเกทีฆนิกาเย ปาฏิกวคฺคปาลิ อคฺคฺสุตฺต,
ข้อ ๑๒๔,
หน้า ๗๕ และข้อ ๑๒๖,
หน้า๗๖.๒๑
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร, ข้อ ๑๒๔, หน้า ๖๒ และข้อ ๑๒๖, หน้า ๙๓.๒๒พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายมัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค
วาเสฏฐสูตร. (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙),
หน้า ๕๗๒ - ๕๘๓.๒๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย
ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๑๓พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
สีลขันธวรรค เตวิชชสูตร. (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๙),
หน้า ๒๓๐-๒๔๗.๒๔พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกายปาฏิกวรรค. อัคคัญญสูตร.
(กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙),
ข้อ ๑๑๓ หน้า๘๔.๒๕
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ, หน้า ๘๗.๒๖พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ
อัคคัญญสูตร, หน้า ๘๔.๒๗พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ
อัคคัญญสูตร, หน้า ๘๔.๒๘พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ
อัคคัญญสูตร, หน้า ๑๐๒.๒๙พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ
อัคคัญญสูตรฯ, หน้า ๘๗ - ๘๘.๓๐พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬา
อัคคัญญสูตร, หน้า ๘๘.๓๑ สุมังคลวิลาสินีอรรถกถาทีฆนิกาย
ปาฏิกวรรค อัญญสูตร, หน้า ๑๘๖.๓๒พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๙ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกายสีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร.
(กรุงเทพ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙),
หน้า๑-๔๗.
* คำว่าตถาคตในที่นี้
เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้เรียกหมายถึง อัตตา หรืออาตมัน.๓๓ พระติปิฎกจุฬาภัยเถระ,
มิลินทปัญหา.พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระวิสุทธิวงศา-จารย์ (สุง ธฺาโภ)วัดพิชยญาติการาม
กรุงเทพมหานคร ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสวันที่
๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕), หน้า ๒๔๐-๒๔๑.๓๔พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๓ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายมัชฌิมปัณณาสก์
จูฬมาลุงกยสูตร. (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙),
ข้อ๑๒๘,
หน้า ๑๔๑.๓๕ พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เล่ม ๑๑พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ปาฏิกสูตร. (กรุงเทพฯ,
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๓๙),
ข้อ ๑-๖,
หน้า ๑-๗.๓๖
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเล่ม ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
ปาฏิกสูตร. (กรุงเทพฯ, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙),
ข้อ ๓๖-๔๐,
หน้า ๒๗-๒๙.