๓.๑ประเด็นวิเคราะห์จากข้อความในอัคคัญญสูตร
 ๓.๑.๑ ในข้อ ๑๑๔มีข้อความว่า "ตคฺฆ โว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสุ พฺราหฺมโณ วเสฏฺโฐ วณฺโณ ... เต จ พฺรหฺมญฺเจว อพฺภาจิกฺขนฺติ, มุสา จ ภาสนฺติ, พหุญฺจ อปุฺํปสวนฺติ"๑๔ "วาเสฏฺฐะและภารทวาชะพวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของตนไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่าวรรณะที่ประเสริฐที่สุดคือวรรณะพราหมณ์ เท่านั้น ... ก็พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวตู่พรหมและพูดเท็จพวกเขาจะต้องประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก"๑๕
 พระพุทธโฆสาจารย์แก้ความตอนนี้ไว้ในสุมังคลวิลาสินีว่า
 "ตคฺฆโว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสู"ติ เอตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ, สามิวจนํวา, ตุมฺหากํ พฺราหฺมณาติ อตฺโถ. โปราณนฺติ โปราณกํ อคฺคฺํ โลกุปปตฺติจริยวํสํ.อสรนฺตาติ อชานมานา. อิทํ วุตฺตํ โหติ. เอกํเสน โว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํโลกุปฺปตฺตึ อนนุสฺสรนฺตา อชานนฺตา เอวํ วทนฺตีติ. "ทิสฺสนฺติ โข ปนา"ติ เอวมาทิเตสํ ลทฺธิภินฺทนตฺถาย วุตฺตํ"๑๖
 "คำว่า โว ในคำว่า ตคฺฆโว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสุ นี้ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่งเป็นฉัฏฐีวิภัติ. อธิบายว่า พราหมณ์ทั้งหลายระลึกเรื่องเก่าของท่านไม่ได้จึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า โปราณํ ความว่า วงศ์แห่งความประพฤติผู้อุบัติขึ้นในโลกที่รู้กัน ว่าเลิศเป็นของเก่า. บทว่า อสรนฺตา แปลว่ารู้ไม่ได้.มีคำอธิบายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วาเสฏฐะ พราหมณ์ทั้งหลาย ระลึกไม่ได้รู้ไม่ได้ซึ่งการอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นของเก่าของท่าน จึงพากันกล่าวอย่างนี้.คำว่า ทิสฺสนฺติ โข ปน ดังนี้เป็นต้นพระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อประโยชน์แก่การทำลายความเห็นของพราหมณ์เหล่านั้น"๑๗
 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อคามว่า "พฺราหฺมณา โปราณํ อสรนฺตา เอวมาหํสุ" คือพวกพราหมณ์ระลึกเรื่องเก่าของตนไม่ได้จึงกล่าวอย่างนั้น คำว่า โปราณํพระอรรถกถาจารย์แก้ความว่า โปราณกํ อคฺคฺํ โลกุปฺปตฺติจริยวํสํ คือวงศ์แห่งความประพฤติผู้อุบัติขึ้นในโลกที่รู้กันว่าเลิศเป็นของเก่า"คำแปลนี้ตามที่ท่านแปลอรรถกถาไว้เป็นภาษาไทยแปลเอาความก็คือเรื่องต้นกำเนิดของโลกนั่นเอง
 คำศัพท์ที่เป็นกุญแจไขไปสู่ข้อโต้แย้งที่ชัดเจนก็คือคำว่าโปราณํ หรือ โปราณกํ ซึ่ง ก็แปลว่าเรื่องเก่า เรื่องโบราณเล่าขานกันมาแต่เมื่อไรไม่ปรากฏมีมาก่อนพุทธกาลนานนักหนาอย่างแน่นอน
 เมื่อพระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่าโบราณ ก็เป็นเรื่องความเชื่อหรือความเข้าใจของผู้คนก่อนสมัยพระพุทธองค์มาแล้วช้านาน ย่อมจะเป็นพุทธมติ คือความรู้ที่เกิดจากพระสัพพัญญุตญาณมิได้
 ในพระไตรปิฎกนั้นเมื่อกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นคือนิทาน จะมีอยู่ ๓ ประเภทคือ

(๑) ทูเรนิทานคือเรื่องที่เกิดขึ้นมานานนักหนาแล้ว จนไม่มีใครทราบว่าเกิดขึ้นแต่เมื่อใด

(๒)อวิทูเรนิทาน คือเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานนัก แต่ก็ก่อนสมัยพุทธกาลซึ่งอาจยังมีร่องรอยหลักฐานปรากฏอยู่

(๓) สันติเกนิทาน คือเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ๆในเวลาไม่นาน ซึ่งหมายถึง สมัยของพระพุทธองค์
 เรื่องโบราณในที่นี้จัดเป็นประเภททูเรนิทานและเมื่อเป็นเรื่องของพระพรหมที่พวกพราหมณ์นับถือและกล่าวอ้างว่าพวกตนเป็นบุตรเป็นโอรส เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม เกิดจากพระพรหม เป็นผู้ที่พรหมสร้างขึ้นเป็นทายาทของพระพรหม เรื่องความเชื่อเช่นนี้ก็ต้องเป็นมติของพราหมณ์ และคำว่า "มติ"เมื่อเป็นของพราหมณ์ จึงไม่ใช่พุทธมติ คือความรู้ ที่เกิดจากพระสัพพัญญุตญาณเป็นเพียงความรู้ธรรมดาที่เกิดจากการเรียนและทรงจำมาตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนเหมือนนักเรียนได้เรียนและจำนิทานอีสปมาแล้วอย่างนั้น
 พระพุทธเจ้าของเรานั้นได้ศึกษาศิลปศาสตร์ ๒๘ ประการ สำเร็จมาแต่ครั้งทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะจึงเป็นอันยืนยันได้ว่า เรื่อง "โบราณเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโลก"แบบนี้ก็ได้ทรงเรียนรู้ตามแบบอย่างของพราหมณ์สมัยนั้นมาแล้วเมื่อพวกพราหมณ์จำเรื่องโบราณของตนไม่ได้ หรืออาจจำได้แต่ตีความผิดๆเข้าข้างพวกตนเองว่าเป็นพวกวรรณะประเสริฐ เพื่อยกย่องตนเองและข่มผู้อื่นพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นต้องยกเรื่องนี้มากล่าว "เตสํ ลทฺธิ- ภินฺทนตฺถาย วุตฺตํพระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อประโยชน์แก่การทำลายความเห็นของพราหมณ์เหล่านั้น"ดังที่พระอรรถกถาจารย์ท่านแก้ความไว้นั้นถูกต้องชัดเจนแล้ว
 พระพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าเรื่องต้นกำเนิดโลก ทรงขึ้นต้นว่า "โหติ โข โส วาเสฏฺโฐ สมโย, ยํ กทาจิ กรหจิ ทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน อยํ โลโกสํวฏฺฏติ..."๑๘แปลว่า วาเสฏฐะและภารทวาชะ สมัยหนึ่งครั้นเวลาล่วงเลยมาช้านานโลกนี้เสื่อม..."๑๙
 ประเด็นคำศัพท์อยู่ที่ "ยํ กทาจิ กรหจิทีฆสฺส อทฺธุโน อจฺจเยน" ซึ่งแปลตามศัพท์มีความหมายว่าเมื่อกาลหรือเวลาล่วงไปช้านานจนบอกไม่ได้ว่าเป็นกาลไหนก็ไม่มีใครรู้ นั่นคือ มีคำกทาจิ กรหจิ กำกับ คำว่า ทีฆสฺส อทฺธุโน อย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเรื่องโบราณนี้เกิดขึ้นมานานเหลือเกิน นานเท่าใดไม่มีใครรู้แต่พวกพราหมณ์ เชื่อกันมาอย่างนั้นแถมยังจำรายละเอียดของเรื่องที่ตนเชื่อมาไม่ได้ทั้งหมดจึงสำคัญผิดว่าตนเป็นบุตรเป็นโอรสของพระพรหมเกิดจากโอษฐ์ของพระพรหมไป
 ๓.๑.๓ ในช่วงที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่องนี้ได้ทรงย้ำถึง ๒ ครั้งในท้ายข้อ ๑๒๔ และข้อ๑๒๖ถึงเรื่องที่พวกพราหมณ์จำเรื่องโบราณไม่ได้ว่า "ตเทว โปราณํ อคฺคฺํ อกฺขรํอนุสรนฺติ, น เตฺววสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ"๒๐แปลว่า "พวกพราหมณ์พากันนึกได้แต่คำโบราณที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกเท่านั้นแต่ไม่รู้เนื้อความแห่งคำนั้นเลย"๒๑
 นี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ข้อความในพระสูตรเองก็ยืนยันว่าพระพุทธพจน์นี้มิใช่พุทธมติ แต่เป็นมติของพราหมณ์.

๓.๒ประเด็นวิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่ทรงแสดงอัคคัญญสูตร
 ๓.๒.๑เพื่อให้สอดคล้องกับอัธยาศัยของวาเสฏฐะและภารทวาชะ
 ตามประวัตินั้นทั้งวาเสฏฐะและภารทวาชะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ วาเสฏฐะเคยเป็นศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ และภารทวาชะเคยเป็นศิษย์ของตารุกขพราหมณ์ ได้สนทนากันเรื่องเหตุที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ภารทวาชะเห็นว่าบุคคลผู้มีชาติกำเนิดมาดีทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดาถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอด ๗ ซั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านกำเนิดได้เมื่ออ้างถึงชาติตระกูล จึงชื่อว่าเป็นพราหมณ์แต่วาเสฏฐะเห็นว่าผู้มีศีลและถึงพร้อมด้วยวัตร จึงจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงพากันไปเข้าเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งขณะนั้นทรงพักอยู่ที่ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านชื่ออิจฉานังคละซึ่งมีพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงหลายคนมาพักอยู่ คือจังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์โปกขรสาติพราหมณ์ ชานุสโสณิพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลคนอื่นๆอีกหลายคน
 พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าบุคคลจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หาไม่แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรมคือการกระทำ ทรงตรัสต่อไปว่า ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ และ ทมะเป็นคุณธรรมสูงสุดของพราหมณ์ แต่ถ้าบุคคลใดถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ เป็นผู้สงบสิ้นภพใหม่แล้ว บุคคลนั้นเป็นทั้งพรหมและท้าวสักกะซึ่งปรากฏว่าเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดง พระสูตรนี้จบลงทั้งสองมาณพต่างกราบทูลยกย่องว่าตรัสได้ชัดเจนไพเราะยิ่งนักแล้วแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิตทั้งนี้ดังมีรายละเอียดปรากฏในวาเสฏฐสูตร๒๒
 ครั้นต่อมามาณพสองคนนี้ถกเถียงกันถึงเรื่องทางไปสู่พรหมโลกวาเสฏฐะอ้างถึงทางที่โปกขรสาติพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์บอกไว้ว่าเป็นทางตรงส่วนภารทวาชะก็อ้างถึงทางที่ตารุกขพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์บอกไว้ว่าเป็นทางตรงเมื่อตกลงกันไม่ได้จึงพากันไปเฝ้ากราบทูล พระผู้มีพระภาคซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ในอัมพวัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี เหนือหมู่บ้านชื่อ มนสากฏะในแคว้นโกศล
 พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าในเมื่อบูรพาจารย์ของพราหมณ์ไม่เคยมีผู้ใดเลยพบเห็นพรหมแล้วจะบอกทางไปสู่พรหมได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคุณสมบัติของพรหมกับคุณสมบัติของพราหมณ์ไม่เหมือนกันหรือเข้ากันไม่ได้พราหมณ์เมื่อตายแล้วจะไปอยู่ร่วมกับพรหมได้อย่างไร
 พระพุทธองค์ทรงรู้จักทางตรงที่จะไปสู่พรหมเป็นอย่างดีทรงอธิบายว่าภิกษุผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล ได้ฌาน ๔ และวิชชา ๘ มีพรหมวิหารธรรม ๔ประจำจิตตลอดเวลาเมื่อตายไปย่อมเข้าไปอยู่ร่วมกับพรหมได้
 ผลของเทศนาบทนี้ทำให้มาณพทั้งสองเลื่อมใสยิ่งนักได้ปฏิญญาณตนถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิตดังรายละเอียดปรากฏในเตวิชชสูตร๒๓
 ในอัคคัญญสูตรคือพระสูตรเรื่องนี้ปรากฏว่ามาณพทั้งสองได้เข้ามาบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าและเนื่องจากเป็นเดียรถีย์มาก่อนจึงต้องมาบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ติตถิยปริวาสเป็นเวลา ๔ เดือนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้อุปสมบทได้
 เนื่องจากท่านทั้งสองเกิดในสกุลพรหมณ์ได้ศึกษาไตรเพทเจนจบมาก่อนแล้วหากอยู่กับพราหมณ์ต่อไปก็คงจะได้เป็นคณาจารย์สั่งสอนไตรเพทแก่ศิษย์รุ่นต่อไปแต่เมื่อเข้ามาบรรพชาในพระพุทธศาสนา จึงถูกพวกพราหมณ์ด่าอย่างสาดเสียดังที่สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
 "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพวกพราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า "วรรณะที่ประเสริฐที่สุดคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณอื่นเลววรรณะที่ขาวคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นดำ พราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์เท่านั้นเป็นบุตรเป็นโอรสเกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม เกิดจากพระพรหม เป็นผู้ที่พระพรหมสร้างขึ้นเป็นทายาทของพระพรหม เจ้าทั้งสองมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเข้าไปอยู่ในวรรณะที่เลวทราม คือสมณะโล้น เป็นคน รับใช้ เป็นคนวรรณะต่ำ (กัณหโคตร)เป็นเผ่าของมาร เกิดจากพระบาทของพระพรหม เธอ ทั้งสองมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเข้าไปอยู่ในวรรณะที่เลวทราม คือ สมณะโล้น เป็นคนรับใช้ เป็นคนวรรณะต่ำเป็นเผ่าของมาร เกิดจากพระบาทของพระพรหมนี้ ไม่เป็นความดี ไม่เป็นการสมควรเลย"๒๔
 จากพระสูตรทั้งสาม คือวาเสฏฐสูตรเตวิชชสูตร และอัคคัญญสูตร ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาเณรทั้งสองรูปนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพราหมณ์และพรหมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบพื้นฐานความรู้ที่สามเณรทั้งสองรูปนี้มีอยู่แล้วการตรัสแสดงเรื่องต้นกำเนิดของโลกตามที่พวกพราหมณ์เชื่อกันว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างจึงสอดคล้องกับอัธยาศัยของสามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะมากที่สุดอันจะทำให้สองท่านนี้เข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้ง่ายดายยิ่งขึ้น


 ๓.๒.๒เพื่อยกคุณธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์และพรหมตามหลักพระพุทธศาสนา
 ในวาเสฏฐสูตรนั้นทรงแสดงคุณธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะการกระทำดีทรงยกย่องตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ และ ทมะ ว่าเป็นคุณธรรมสูงสุดของพราหมณ์ยิ่งหากถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ เป็นผู้สงบ สิ้นภพใหม่แล้วจิตเป็นทั้งพรหมและท้าวสักกะเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นบุคคลจะอยู่วรรณะใดก็เป็นพราหมณ์เป็นพรหม เป็นท้าวสักกะได้ทั้งนั้น หากมีคุณธรรม มีการกระทำอันสุจริตและพัฒนาตนไปตามลำดับขั้น จนถึงดับทุกข์ตัดขาดจากภพใหม่ได้โดยสรุปก็คือจะเป็นพราหมณ์มิใช่เพราะถือว่าตัวเอง เกิดในวรรณะพราหมณ์แต่ขึ้นอยู่กับกรรมอันสุจริตและการพัฒนาตนตามหลักธรรมทารงพระพุทธศาสนา
 
 ๓.๒.๓เพื่อทำลายทิฏฐิคือความเห็นของพราหมณ์
 ข้อนี้ถือเป็นกุศโลบายหรือพุทธวิธีในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นลักษณะที่ปัจจุบันเรียกว่าหนามยอกเอาหนามบ่งคือตรัสลบล้างลัทธิความเชื่อของพราหมณ์หักล้างคำด่าหรือข้อกล่าวหาของพราหมณ์ที่โจมตีพวกวรรณะอื่น ๆ และพระพุทธศาสนาอย่างเช่นในเรื่องวรรณะที่พวกพราหมณ์กล่าวว่า
 
 "วรรณะที่ประเสริฐที่สุดคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นเลว วรรณะที่ขาวคือพราหมณ์เท่านั้น วรรณะอื่นดำพราหมณ์เท่านั้นบริสุทธิ์ ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์ไม่บริสุทธิ์ พราหมณ์เท่านั้นเป็นบุตรเป็นโอรส เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม เกิดจากพระพรหม เป็นผู้ที่พระพรหมสร้างขึ้นเป็นทายาทของพระพรหม"๒๕
 

พระพุทธเจ้าก็ทรงโต้ตอบข้อนี้ว่า
 "วิญญูชนทั้งหลายย่อมไม่รับรองถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า บรรดาวรรณะ ๔ เหล่านี้ ผู้ใดเป็นภิกษุ อรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระ ได้แล้วบรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้น เพราะรู้โดยชอบผู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายในวรรณะ ๔ เหล่านั้น โดยธรรมเท่านั้นไม่ใช่โดยอธรรมเพราะธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า."๒๖


 ข้อที่รุนแรงที่สุดที่พวกพราหมณ์อวดอ้างว่าพวกตนเป็นบุตรของพรหมเกิดจากโอษฐ์ ของพระพรหมก็ถูกพระพุทธเจ้าโต้กลับว่า


 "วาเสฏฐะและภารทวาชะพวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของตนไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่าวรรณะที่ประเสริฐที่สุด คือพราหมณ์เท่านั้น ฯลฯ "พราหมณ์เท่านั้นเป็นบุตร เป็นโอรสเกิดจาก โอษฐ์ของพระพรหม เกิดจากพระพรหม เป็นผู้ที่พระพรหมสร้างขึ้นเป็นทายาทของพระพรหม" วาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ปรากฏชัดอยู่ว่านางพราหมณีของพราหมณ์ทั้งหลายมีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกดื่มนมบ้างก็พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เกิดทางช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้นยังกล่าวอย่างนี้ว่า 'วรรณะที่ประเสริฐที่สุด คือพราหมณ์เท่านั้น ฯลฯเป็นทายาทของพระพรหม' ก็พราหมณ์เหล่านั้น กล่าวตู่พรหมและพูดเท็จพวกเขาจะต้องประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก"๒๗


 อนึ่ง ในข้อที่ว่า วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงคัดค้านโดยอ้างคำของสนังกุมารพรหมที่ว่าวรรณะกษัตริย์ประเสริฐที่สุดว่า
 
 "วาเสฏฐะและภารทวาชะสมดังคาถานี้ที่สนังกุมารพรหมกล่าวไว้ว่า 'ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด ส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะจัดว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทพและมนุษย์'"๒๘


 เมื่อถือตามวรรณะ๔ ที่ว่าผู้ประเสริฐที่สุดก็ไม่ใช่พราหมณ์แต่เป็นกษัตริย์และกษัตริย์ระดับพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยังเคารพอ่อนน้อมต่อพระองค์ดังข้อความว่า


 "วาเสฏฐะและภารทวาชะ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบว่า 'พระสมณโคดม เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูลที่เท่าเทียมกัน' ดังนี้ก็พวกศากยะยังต้องตามเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ตลอดเวลาและพวกเจ้าศากยะยังต้องกระทำการนอบน้อม การอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรม ในพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ด้วยประการดังว่ามานี้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกระทำการนอบน้อม การอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรมนั้นในเราตถาคต ดังที่พวกเจ้าศากยะ กระทำการนอบน้อม การอภิวาทการต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมในพระเจ้าปเสนทิ-โกศลพระองค์มิได้ทรงกระทำการนอบน้อม การอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมนั้นด้วยทรงดำริว่า "พระสมณโคดมมีพระชาติกำเนิดดี เราเองมีชาติกำเนิดไม่ดีพระสมณโคดมทรงแข็งแรง เราเองไม่แข็งแรง พระสมณโคดมมีผิวพรรณผ่องใสเราเองมีผิวพรรณเศร้าหมอง พระสมณโคดมเป็นผู้สูงศักดิ์ เราเองเป็นผู้ต่ำศักดิ์"โดยที่แท้ พระองค์เมื่อจะทรงสักการะธรรม เคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม นอบน้อมธรรมจึงทรงกระทำการนอบน้อม การอภิวาท การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรมในเราตถาคตอย่างนี้ โดยเหตุผลนี้ เธอพึงทราบอย่างนี้ว่า 'ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า'"๒๙


 ข้อนี้ทรงย้ำว่า พระเจ้าปัสเสนทิโกศลที่ทรงเคารพสักการะพระพุทธองค์มิใช่เพราะพระองค์เป็นเจ้าศากยะที่มีศักดิ์แห่งวรรณะกษัตริย์เสมอกัน แต่เพราะคุณธรรมเพราะธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุด
 อนึ่งหากพราหมณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใดมากล่าวว่า ภิกษุสาวกของพระองค์เป็นพวกไหนก็ทรงสอนสามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะว่า
 "วาเสฏฐะและภารทวาชะเธอทั้งสองมีชาติกำเนิดต่างกัน มีชื่อต่างกัน มีโคตรต่างกัน มีตระกูลต่างกันออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อมีผู้ถามว่า 'ท่านเป็นพวกไหน' พึงตอบเขาว่า 'เราเป็นพวกพระสมณศากยบุตร' ดังนี้เถิด ผู้ใดแลมีศรัทธาตั้งมั่นในตถาคต เกิดแต่รากประดิษฐานมั่นคงที่สมณพราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกให้หวั่นไหวไม่ได้ควรจะเรียกผู้นั้นว่า 'เป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเกิดจากพระธรรม อันพระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพระธรรม' ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะคำว่า 'ธรรมกาย' ก็ดี 'พรหมกาย' ก็ดี 'ธรรมภูต' ก็ดี 'พรหมภูต' ก็ดีล้วนเป็นชื่อของตถาคต"๓๐


 จึงสรุปตามประเด็นข้อนี้ว่าที่พระพุทธองค์ตรัสเรื่องต้นกำเนิดของโลกเพราะอัธยาศัยของสามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะแล้วยังทรงแก้ข้อกล่าวหาของพวกพราหมณ์ ล้มล้างความคิดความเชื่อของพราหมณ์ลงเสียสิ้นเป็นการยกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้ปรากฏเหนือลัทธิพราหมณ์
 ผลจากการแสดงพระสูตรนี้สามเณรทั้งสองรูปนั้นมีความชื่นชมยินดีสาธุการและได้บรรลุพระอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทาสี่๓๑