โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ความเป็นพระอรหันต์

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ความเป็นพระอรหันต์

  ความเป็นพระอรหันต์ถึงที่สุด หน้าที่เหลืออยู่คือ การหยุดความตาย ความรู้สึกทางกิเลสไม่เกิดขึ้นอีก และเพราะว่าการถอนราคะ และไม่มีการเกิดใหม่ และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินทางความรู้สึก และดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ความรู้สึกของเขาไม่กลายเป็น สีติภวิสสติ

  “เมื่อร่างกายถึงความแตกต่างทำลายความรู้สึกทั้งหมดเข้าสู่ความเย็นรวมทั้งมีความสงบความรู้สึกทางกิเลสเข้าถึงความสูญไปนี้เป็นความรู้ในนิพพานธาตุโดยปราศจากสิ่งที่เหลือค้างใดๆ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)

จากจุดที่เข้าถึงความเป็นพระอรหัตเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้บรรลุเมื่อบุคคลเข้าถึงการถอนรากโดยสิ้นเชิงจากกิเลส๓ตัวที่ทำให้กลายเป็นราคะโทสะโมหะเขาก็จะถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวนของสังสาระจากความซ้ำซากของยางเหนียวเขาจะมีความรู้สึกที่เป็นอิสระจากโลกความเกี่ยวข้องที่จะทำให้เขากลับมาเกิดอีกไม่มีเพราะว่าเขามีความเข้าใจในนิพพานความหยุดชั่วคราวทั้งหมดของความต่อเนื่องและความมีความเป็น  (ภวนิโรธ) เขาอยู่เหนือภาวะธรรมดาและการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโลกและมีสถานภาพอยู่เหนือโลกด้วยตนเองในขณะที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกผลวิบากกรรมของเขาจะยังคงมีผลแม้ว่าเขาจะถูกกระตุ้นด้วยกิเลสสามตัวจากกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ  เขามีภูมิคุ้มกันจากความชั่วทั้งมวลที่จะทำให้จิตใจเสื่อมในตัวเขาจะไม่มีภาวะแอบแฝงหรือความมีอคติ (อนุสัย) เขาได้พ้นจากความดีและความชั่วเขาอยู่เหนือภาวะทั้งสองคือความดีและความเลวเขาไม่กังวลกับเรื่องอดีต, อนาคตหรือแม้แต่ปัจจุบันไม่มีอะไรที่เขาจะยึดมั่นถือมั่นในโลกและไม่เกิดความยุ่งยากเขากังวลกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต, ใจของเขาจะไม่หวั่นไหวกับการกระทบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทางโลกเช่นความเศร้า, มลทินและความเข้มแข็ง (อโสกังวิระชังเขมัง)

  ดังนั้นนิพพานจึงเป็นขั้นสุดยอดแห่งการรู้แจ้งในชีวิตนี้อย่างแท้จริง (ทิฏฐธัมมนิพพาน)

  สำหรับนักคิดถามใจตัวเองจะไม่แสวงหาสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจในภาวะนี้ซึ่งสามารถที่จะยืนยันความมีอยู่แห่งพระอรหัตและไม่มีภาวะอื่นๆไม่โลกนี้ก็อาณาจักรแห่งความสุขที่ล้ำลึกอื่นใด

  หากว่าจะรู้สึกถึงความมีอยู่ด้วยการประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจจากภาวะตามธรรมชาติและรู้ว่าลำดับแรกที่จะช่วยในเรื่องของความทุกข์อันเป็นสิ่งทำให้เสื่อมจะทำให้เกิดความกระหาย, เขาไม่รู้ว่าความเสื่อมจะทำลายล้างอะไร, เพราะว่าเขาไม่เคยประสพเขาจะเป็นอย่างนั้นเขาจะรู้ว่าความรู้แจ้งด้วยตนเองและอะไรเป็นภาวะที่ปราศจากความเสื่อม, อะไรเป็นนิพพานหรือความรู้แจ้งซึ่งเป็นความรู้สึกที่แท้จริง, ความเป็นพระอรหัตเป็นไวพจน์ของนิพพานและไม่เกี่ยวกับการบอกเล่า, แต่พระอรหัตไม่สามารถไม่จะกล่าวได้ว่ามีลักษณะแห่งการรู้แจ้งอย่างไร, ซึ่งทำให้เข้าใจภาวะนิพพานในลักษณะอื่น, ใครผู้ซึ่งปล่อยวางกระหายที่จะรู้ถึงการปลดปล่อยที่เขาได้รับแต่จะไม่อธิบายภาวะที่ปลดปล่อยต่อใครๆ

  อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนมากกล่าวถึงเรื่องนี้ซึ่งไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้สำหรับประสพการณ์ด้วยตนเอง, การรู้แจ้งด้วยตนเองการรู้แจ้งเป็นสิ่งที่บุคคลจะรู้แจ้งได้จำเพาะตนแต่ละคนต้องปฏิบัติด้วยตนเองและปรับปรุงตัวเองให้เคร่งครัดเหล่านี้นอกจากความต้องการประจำวันไม่ต้องกังวลว่ามากเท่าไรกับการพัฒนาในภายใน, เขาสามารถปลดปล่อยด้วยใจของตน

  อะไรเป็นความแตกต่างที่จะรู้ซึ้งถึงภาวะนิพพานโดยปราศจากพื้นฐาน  เบญจขันธ์เหลือค้าง (อนุปาทิเสสนิพพาน) ในโลกอื่น, การปรินิพพานหรือขั้นสุดท้ายถึงความเป็นพระอรหัต

  มีคำกล่าวจากท่านอทุธนะที่ว่า

  ดูก่อนภิกขุมีความไม่เกิดไม่ริเริ่มไม่กระทำไม่มีเงื่อนไขหรือว่าไม่เกิดไม่ริเริ่มไม่กระทำ  และไม่มีเงื่อนไขหลบหนีไม่ได้จากการเกิดสิ่งที่ก่อให้เกิดกรรมและสภาวะเนื่องจากมีความเกิดไม่มีปัจจัย, ไม่มีการกระทำ, และไม่มีสภาวะดังนั้นจึงออกจากการเกิดปัจจัยทำให้เกิด, กรรมและสภาวะ

  ที่นี่ไม่มีทั้งธาตุและวัตถุธาตุน้ำ ( การประสาน ) ความร้อน, การเคลื่อนไหวไม่ใช่สังสาระจักรของอวกาศที่ไม่มีขอบเขตไม่ใช่ทั้งความรู้สึกที่ไม่มีขอบเขตของอวกาศไม่ใช่ทั้งระบบจักรวาลไม่มีอะไรไม่ใช่จักรวาลแห่งความพึงพอใจหรือไม่ใช่ทั้งความพึงพอใจและยินดีไม่ใช่ทั้งโลกนี้และโลกอื่นไม่ใช่พระอาทิตย์และพระจันทร์ขณะนี้ไม่มีการมาไม่มีการไปไม่มีการดำรงอยู่ทั้งไม่มีการตายไม่มีการเกิดปราศจากปัจจัยเกื้อหนุนไม่มีการดำรงอยู่ปราศจากเป้าหมายแห่งการรับรู้โดยแท้จริงนี้ก็คือการสิ้นสุดแห่งการทุกข์ (ทุกข์)

  มันเป็นความสะอาดจากภาวะที่เป็นความพ้นเรียกว่าการปรินิพพานเป็นขั้นตอนซึ่งมีการรวมตัว๕ประการจากความรู้สึกความเข้าใจการสร้างจิตและอายตนะและส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะยุติการรวมตัวดังนั้นจึงเป็นขั้นที่ไม่มีสถานที่มันคือสิ่งที่อยู่ไกลมากและอยู่ภายนอกจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความเกี่ยวข้อง

  มันไม่ใช่ทั้งผลและสาเหตุไม่ใช่สาเหตุแห่งการเกิดและผลมันไม่ใช่หนทาง (มรรค) หรือผลมันเป็นสภาพสมบูรณ์ไม่มีภาวะไม่มีการปรุงแต่ง

  ความทุกข์และการเกิดขึ้นซึ่งเป็นความกระหายในทางโลก (โลกียะ) แต่พระนิพพานไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก, อยู่ภายนอกสิ่งที่เป็นภาวะและดังนั้นสาเหตุที่อยู่ไกลออกไปและผลลัพธ์ทั้งหมดทั้งสิ้น  ทุกสิ่งทุกอย่างทางโลกีย์เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกัน, แต่พระนิพพานเป็นภาวะดำรงอยู่ซึ่งไม่เกี่ยวพันกันอย่างแท้จริง

  ในคำสอนที่สำคัญ (ภวยอนุปสูตร) ในจุดไหนที่มีการเกิดขึ้นและพึ่งพาอริยสัจ๔เป็นสิ่งที่ยกขึ้นมากล่าวพระพุทธเจ้ามักจะกล่าวสอนพระภิกษุว่า

  การพิจารณาอย่างถ่องแท้ในความจริงใดๆในโลก (อิทังสัจจันติอุปนิจจติ)  ให้ตรวจสอบว่าความจริงอันประเสริฐทำให้เข้าใจในการบรรลุขณะที่จิตใจต้องการความเป็นจริงอันประเสริฐ

มีคำกล่าวว่า

  “นิพพานไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวง

  สำหรับการที่จะรู้ความจริงอันประเสริฐ

  แต่โดยเหตุนี้เขาย่อมรู้ความจริง

  ความปรารถนาที่บุคคลปรารถนาแล้วต้องการให้เข้าถึง”

นี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างเท่านั้นซึ่งพระพุทธเจ้าใช้ความจริงเป็นตัวแทนของนิพพานเราจะพบได้ในคำกล่าวต่อไปนี้

  “ภิกษุความจริงอันประเสริฐเป็นชื่อของนิพพาน

  ในความเป็นจริงเขาได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

  นี่เป็นวิธีการทำลายและดับตัณหา”

เช่นเดียวกับความหมายที่เสมอกัน (จตุวิภังคสูตร) ความเป็นพระอรหันต์เป็นความสงบอย่างสมบูรณ์ในภายใน (ไฟ๓กอง) คือราคะโทสะโมหะดับอย่างสิ้นเชิงอยู่ภายใน (ปัจจัตตังเยวปรินิพพายิ)

  เมื่อประสพความทุกข์ความไม่สบาย  หรือความรู้สึกทางธรรมชาติ, เพื่อที่จะรู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งไม่เที่ยงและรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่คงทนเพื่อที่จะไม่ยึดติดกับความคิดในใจของตนเองว่ามันไม่มีความเพลิดเพลินกับสิ่งที่เป็นกิเลส

  ประสบการณ์อะไรก็ตามที่เกิดกับบุคคลเป็นเหตุให้พอใจหรือเป็นกลางๆประสบการณ์ของเขาปราศจากการผูกมัดที่คงอยู่ปราศจากการเกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ (วิสังยุตโต) เขาก็จะรู้ว่าการสลายไปแห่งสังขารร่างกายหลังจากวาระสุดท้ายของชีวิตความรู้สึกทั้งมวลประสบการณ์ทั้งมวลจะกลายเป็นความเย็น  กลายเป็นความสงบ (สิทธิภวิสสันติ)  ในขณะที่น้ำมันในตะเกียงเผาไหม้โดยอาศัยน้ำมันและไส้ตะเกียงและเผาไหม้จนหมด  ทั้งไส้และน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงที่จะหมดลง

  แม้ว่าเมื่อพระภิกษุรู้สึกถึงประสบการณ์เกี่ยวกับจุดจบของสังขารเขาจะรู้ว่า “ประสบการณ์กับรู้สึกที่สังขารกำลังบ่ายหน้าไปสู่จุดจบและเมื่อได้ประสบกับความรู้สึกที่ชีวิตใกล้จะสิ้นสุด  เขาจะรู้ว่า “เราประสบกับความตายในไม่ช้า” และเขาจะรู้ว่า “ร่างกายจะแตกดับและเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต” ความรู้สึกทั้งมวล, ความสุขจะไม่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงในขณะนี้จะกลายเป็นความเย็นเมื่อพระภิกษุได้สละความรู้สึกยึดมั่นก็จะได้บรรลุความสุดยอดทางปัญญาเพราะว่าความรู้ในการทำลายความทุกข์ทั้งมวล (ทุกขะ) เป็นความสุดยอดทางปัญญาอันประเสริฐ

  ในความเป็นจริงเขาได้ปล่อยวางและสละความคิดฟุ้งซ่านเรื่องต่างๆที่ไม่เป็นความจริงและพบว่านิพพานเป็นความจริง  (ตัง  สัคคัง) ดังนั้นพระภิกษุผู้สละก็จะปล่อยวางกับเป็นจริงขั้นสูงเพราะว่าความรู้อันประเสริฐสูงสุด (ปรมังอริยังสัคคัง) เป็นนิพพานซึ่งเป็นความจริง (ไม่ใช่ไม่จริง) ในรตนสูตรมีคำกล่าวว่า

  “อดีตของเขาได้ตายไปแล้วกรรมใหม่ไม่เกิดขึ้น

  ใจที่ส่งไปแล้วในอนาคตกลายเป็นสิ่งที่ไม่ผูกมัด

  เชื้อได้ตายไปแล้วเขาไม่มีความปรารถนาที่จะเกิดอีก

  สภาวะเหล่านั้น(และความแน่วแน่) จึงเป็นการเข้าสู่ความสว่าง”

  นี้เป็นจุดมุ่งหมายของพระอรหัตซึ่งเป็นความสิ้นสุด (ปรินิพพุโต) หนทางของบุคคลเหมือนกับนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า  ไม่สามารถที่จะหาร่องรอยได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นความผิดที่จะกล่าวว่าพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพานเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างไร  เนื่องจากว่าไม่มีสถานที่หรือสภาพหรือสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดำรงอยู่  พระนิพพานไม่มีตำแหน่งที่อยู่  ดังนั้นความสิ้นสุดครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ที่จะแสดงเป็นคำพูดในตำราเรียกว่าปรินิพพุโตปรินิพพายีเป็นความสิ้นสุดอย่างสิ้นเชิง  ดับอย่างสิ้นเชิงซึ่งเป็นจุดหมายที่ชัดเจนโดยเป็นการหยุดชั่วขณะของการดับภพ (ภวนิโรธ) สังสารวัฏจะหยุดลง  ขณะนี้  อะไรเกิดขึ้นที่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหัตหลังจากที่ชีวิตสิ้นสุดลงเราไม่สามารถที่จะอธิบายได้ไม่มีปริมาตรไม่มีขนาด .นี้เป็นคำถามที่ไม่มีที่สิ้นสุด (อวยกตา)

  สิ่งสิ้นสุดของความจริงความจริงที่ไม่สามารถจะอธิบายได้และอธิบายไม่ได้ (อนัตตา) 

มีคำถามเรื่อง “อุปาสิวา” เป็นคำถามหรือไม่ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการมีอยู่ของชีวิตหรือความสุขชั่วนิรันดร์คำตอบของพระพุทธเจ้ามีลักษณะที่แน่ชัดว่า

  “บรรดาผู้ถึงที่สุดไม่มีลักษณะที่บอกขนาด

  ไม่มีอะไรในตัวเขาเพราะไม่มีอะไรจะกล่าว

  ไม่มีอะไรในทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว

  ไม่มีอะไรที่กล่าวได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหว”

  การไม่ปรากฏของอัตตา  (อาตมัน) วิญญาณหรือตนเองทำให้บรรลุนิพพานหรือทำให้แจ้งนิพพานเป็นตัวสกัดกั้นการวิพากวิจารณ์ในขั้นแรกให้พยายามทำความเข้าใจซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกเรียกถึงความมีอยู่การดำรงอยู่ย่อมไหลไปในตัวเองและสาระ  มันเป็นกระบวนการเราได้ทำใจในความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหลืออยู่คล้ายกับผลที่จะตามมาโดยลำดับและในเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนการดับอย่างสมบูรณ์ของหลักการนี้เป็นกระบวนการที่ไหลไปของวัตถุและทางจิตใจ  ลำดับขั้นที่จะรู้ว่าปรินิพพาน  เราอย่าได้คิดว่ามีตัวเราหรือวิญญาณที่จะเข้าสู่นิพพานนิพพานเป็นอมตะหรือทำลายกิเลสในภาวะของนิพพาน

  คำถามซึ่งจะทำให้บรรลุผลหรือสิ่งที่ทำให้รู้แจ้งนิพพานเกิดขึ้นเพราะว่าความเชื่อที่มั่นคงของตนเองตัวกูของกู (อหังการ, มมังการ) ในบุคคลและคำถามทุกอย่างอยู่รอบๆตัวเรา  แต่ไม่มีเราหรือตนเองเบื้องหลังการกระทำของเรา, จิตวิญญาณประกอบด้วยวัตถุทางกายภาพไม่มีผู้กระทำในผู้กระทำไม่มีนักคิดที่จะคิดว่านิพพานคืออะไร  แต่ไม่มีบุคคลใดที่ไม่มีชีวิตอยู่ซึ่งจะรู้แจ้ง. ปรากฏการณ์ได้ไหลไปเรื่อยๆภายในตัวมันเองในภาษาทางการเราได้กล่าวถึงบุคคลผู้หญิงตัวเราตนเอง  ดังนั้นสภาวะมีแต่ไหลไปข้างหน้าแต่ในความรู้สึกที่สูงสุดไม่มากไปกว่าการเป็นอยู่ของปัจเจกชนหลักการที่จะเข้าไปสู่หลักการที่จะทำให้ดับเท่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติแห่งการรู้แจ้ง, ธรรมชาตินั้นทั้งหมดเป็นความดับ

  ขันธ์๕ในความปรารถนาที่จะมีอยู่ความทะยานอยากทำให้เกิดขึ้น (เหตุ) ของความทุกข์ที่เกิดขึ้นในขันธ์๕ของความทะยานอยากการดับความอยากจะต้องเป็นกระบวนการในแนวเดียวกันดังนั้นกระบวนการนี้ทำให้เกิดการดำรงอยู่และหลักการการดับและไม่มีความยั่งยืนตัวเราหรือของเราซึ่งทำให้เกิดการรวมตัวและขั้นสุดท้ายจากการขุดรากถอนโคนสิ่งเหล่านั้น, ตัวแทนภายนอกไม่มากก็น้อย  ขณะนี้มีสิ่งที่เป็นไปและการเปลี่ยนแปลงนี้คือความเห็นที่ถูกต้อง

  นิพพานของพุทธศาสนาถูกเรียกว่าเป็นความสูงสุด (ปรมังสุขัง) และพวกเราจะเห็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่า,ความสุขนี้เป็นสิ่งที่นำมาเกี่ยวกับความสมบูรณ์ความสงบความดับอย่างสมบูรณ์ของอายตนะทั้งหมดในปัจจุบันนี้การกล่าวนี้โดยแท้จริงการป้องกันอย่างสมบูรณ์,  พวกเราซึ่งมีประสพการณ์แห่งความรู้สึกเพลิดเพลินยินดีกับความสามารถในการรับรู้ได้ของพวกเรา

  ท่านอุทายี พระสาวกของพระพุทธเจ้าได้เผชิญกับปัญหาเป็นอย่างมาก. ท่านสารีบุตรได้สนทนากับพระภิกษุ นั่นคือพระนิพพาน ท่านทั้งหลายนี่เป็นความสุข นี้คือนิพพาน ท่านทั้งหลายนี้คือความสุข  ดังนั้นท่านอุทายีได้ตอบว่า  ปราศจากกิเลสแล้วเป็นความสุข  ในเรื่องนิพพานไม่มีภาวะแห่งการกล่าวว่าเป็นความรู้สึก

  คำพูดของพระสารีบุตรนี้เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันอย่างเต็มที่โดยการยอมรับของพระพุทธเจ้าประสบการณ์อะไรก็ตามญาณ, อายตนะและความทุกข์ทั้งมวล (ยังกิญจิเวทะยิตังตังทุกขัสส์มิง)

  ขั้นตอนที่จำเป็นที่สุดของทางที่จะขตัดความทุกข์ที่จะเข้าสู่พระนิพพานทิศทางที่พระพุทธเจ้าทรงชี้เป็นทางที่เราจะต้องระมัดระวังในการอบรมสั่งสอนตัวเองเพื่อทำให้เกิดความบริสุทธ์และความสบายอย่างที่สุดจากความยุ่งยากของชีวิตความลึกซึ้งแห่งธรรมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากนอกจากว่าพวกเราจะเข้าถึงด้วยการมีสติอย่างมั่นคง, และความมีสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์การเดินการปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นวิถีทางปฏิบัติของเรา  เราจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางในวันหนึ่ง

  ผู้ศึกษาปฏิบัติจะเรียนรู้จากการเดินยืนนั่งนอนค่อยๆเกิดขึ้นและปฏิบัติด้วยความพากเพียร

  ดังนั้นความยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้แก่มลทิน๓อย่าง  การเคลื่อนไหวอิริยาบถในทุกระยะเพื่อเน้นย้ำให้เข้าถึงความสำเร็จในที่สุด

  โยคีผู้ใสใจในสิ่งที่ผ่านไปแล้วและจดจำเส้นทางของชีวิตถึงแม้ว่าวันนี้นอกจากบรรลุถึงจุดสูงสุดการบรรลุถึงความบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง  แม้กระนั้น  ก็เป็นสันติตลอดกาล

  ส่วน๓  ส่วนของมรรค    อันประเสริฐ

  ปัจฉิมโอวาทในที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทกับพุทธสาวกพระองค์ตรัสว่าคำสอนธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาแทนเราแก่ท่านทั้งหลายหลังจากที่เราจากไป

ชีวิตในหนทางที่พระพุทธเจ้าได้แสดงแล้วได้เป็นสิ่งที่ชัดแจ้งสารธรรมของพระองค์ประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย  วินัยเป็นระบบศีลธรรมที่บริสุทธิ์และยอดเยี่ยม  เป็นการทำให้กายกรรมและวจีกรรมมีความงดงาม

บัญญัติความประพฤติของพระพุทธศาสนา  ได้แก่ศีลเป็นพื้นฐาน  ศีลธรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวกับศีลธรรมเป็นการฝึกฝน  คำสอนเป็นนโยบายทางด้านจิตใจเป็นรากฐานในการพัฒนาทางจิตใจเรียกว่าสมาธิและความรู้แจ้างเรียกว่าปัญญา๓อย่างที่เป็นความเคร่งครัดที่เกี่ยวกับศีลธรรมและปัญญาเป็นพื้นฐานของคำสอนซึงมีความปราณีตและสมบูรณ์เพื่อปลูกฝังและยกบุคคลขึ้นจากที่ต่ำสู่ที่สูงของชีวิตที่มีศีลธรรมเหล่านี้จะพาให้ผู้ที่อยู่ในความมืดไปสู่ความสว่างจากกิเลสไปสู่ความไร้ทุกข์  จากความยุ่งยากไปสู่ความเยือกเย็น

สิ่ง    อย่างเหล่านี้ไม่แยกออกจากกันแต่เป็นส่วนหนึ่งของทานทั้งหมด  ความคิดนี้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ในคำสอนที่แจ่มแจ้งแห่งการให้ความรู้อย่างหนึ่งที่ยุติความชั่วและเพาะปลูกความดี  ชำระล้างใจของท่านเอง

คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนที่ไม่ล้าสมัยที่ถ่ายทอดจากครูอาจารย์เป็นผู้ชี้บอกทางแห่งความสะอาดที่ออกจากทุกข์  อย่างไรก็ตามเกี่ยวโยงไปสู่มรรค๘  (อริโยอัฏฐังคิโกมัคโค) แม้จะเรียกว่าทางแห่งพระอริยะ๘  ประการ  โดยไม่กำหนดว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะ  วรรณะหรือเผ่าพันธุ์ใดนี้เป็นความหมายและความยอดเยี่ยมอันประเสริฐ

มรรค๘  แบ่งออกเป็น๓  ชั้นคือ  ศีลสมาธิปัญญา  นี้เป็นลักษณะเฉพาะพระพุทธศาสนาและแยกออกจากทุกศาสนาและปรัชญา

ส่วนประกอบ๘  ประการของมรรคมีดังนี้คือ

๑.  ความเห็นชอบ      สัมมาทิฏฐิ    กลุ่มปัญญา

๒.  ความดำริถูกต้อง      สัมมาสังกัปปะ    ,,

๓.  วาจาชอบ    สัมมาวาจา  กลุ่มศีล 

๔.  การงานชอบ  สัมมากัมมันตะ    ,,

๕.  อาชีพชอบ   สัมมาอาชีวะ    ,,

๖.  พยายามชอบ  สัมมาวายามะ    กลุ่มสมาธิ

๗.  สติชอบ  สัมมาสติ    ,,

๘.  สมาธิชอบ  สัมมาสมาธิ    ,,

หนทางดังกล่าวนี้  ในคำสอนของพระองค์ครั้งแรก  พระพุทธเจ้าเรียกว่าทางสายกลาง  (มัชฌิมาปฎิปทา)  เพราะว่า  เป็นการหลีกเลี่ยงส่วนสุดโต่งทั้ง๒  คือ  การหมกมุ่นในกาม  ความยินดีในทางต่ำ  ที่จะนำไปสู่โลกีย์  และความชั่วนี้เป็นส่วนปลายสุด  การทรมานตนเองในรูปแบบที่ตัดขาดซึ่งทำให้เป็นความทุกข์อันเป็นส่วนปลายสุดของทาง

การดำรงชีวิตในพระราชวังท่ามกลางเสี่ยงเพลงและการร่ายรำ  ความฟุ่มเฟือยและความยินดี  โพธิสัทธา  รู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์  ความรู้สึกยินดีพอใจไม่สามรถนำมนุษย์ไปสู่อันเป็นความจริงและนำพาเราไป๖  ปี  ของการบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวด  เป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ผ่ายผอม  การปฎิยัติอย่างพากเพียรทำให้พระองค์ค้นหาความบริสุทธ์และนำพาจิตใจขั้นสุดท้ายให้ประสบผลสำเร็จ

มันเป็นสิ่งไร้ประโยชน์และความพยายามที่ไร้สาระ  การหลีกเลี่ยงส่วนที่สุด    อย่างนี้  พระองค์ดำเนินไปตามทางแห่งการปฏิบัติทางจิตฝึกเพื่อให้สำเร็จจนรู้สึกได้ด้วยตนเอง  เพื่อค้นหา  ทางสายกลางอันประกอบด้วยองค์ประกอบ    อย่าง

ในขั้นนี้เป็นคำอธิบายที่รวบรวบ  องค์๓ประการ  และสิ่งเหล่านี้ได้ชี้นำเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จในทางที่ประกอบด้วยส่วนประกอบ    ประการที่จะอธิบาย  ส่วนประกอบจะชี้ชัดลงไปถึงความสมบูรณ์ทั้งหมดขององค์เหล่านั้นในขั้นตอนดังกล่าว

การปฎิบัติต้องมีการประคับประคองอย่างสม่ำเสมอในจิตที่เป็นขั้นตอนที่เป็นแนวทางในการแสดงออกทีเป็นรูปเป็นร่าง  แม้ว่า  องค์ประกอบที่รวมกันกล่าวการดำเนินตามทางในการรู้สึกอย่างสูงสุดขั้นตอน    ประการมีความหมายส่วนประกอบทางศีลธรรม    ประการ

สิ่งเหล่านี้ต้องพึ่งพาอาศัยกันและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  และเป็นขั้นสูงสุด  หน้าที่ของสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันองค์เหล่านี้ไม่ได้ติดตามและปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหลังข้อใดข้อหนึ่งในข้อปฏิบัติ  แม้ว่าทางที่ต่ำสุดแต่ละอย่างและทุกองค์ประกอบเจือปนกับขั้นตอนของสัมมาทิฏฐิ  เพื่อที่จะเป็นกุญแจไขไปสู่พุทธศาสนา

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลายเพียงสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวก็หาไม่  ไม่ใช่ปัจจัย    อย่าง  ที่ทำให้เราเดินทางยาวนาน  ท่องเที่ยวยาวนานอยู่ในสังสาระ  ระหว่างท่านและเรา  อะไรคือ    ประการ  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  และปัจจัยเกื้อหนุนนอกจากเมื่อองค์    ประการเหล่านี้  ดูกรภิกษุทั้งหลายสัมมาทิฏฐิและพระอริยะถอนรากจากความทะยานอยากในสังสารวัฏทำลายการเกิดใหม่และไม่มีการกลับมาเกิดอีก”

พระองค์ได้กล่าวต่อไปว่า  “ดูกรภิกษุ  สมาธิมีศีลเป็นเครื่องรองรับนำไปให้เกิดผลมหาศาล  นำให้เกิดความได้เปรียบ (ผลกำไร)  ปัญญาเป็นเครื่องรองรับจิตใจอย่างทั้งหมดและขจัดความมัวเมาอย่างสิ้นเชิง  ความรู้สึกปรารถนาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง  ความผิดพลาดและความไม่รู้

คำกล่าวเหล่านี้ของพระพุทธเจ้าได้อธิบายส่วนหน้าที่และจุดประสงค์  ที่ทำการพัฒนาเรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญาการปลดปล่อยมีความหมายถึงความรู้สึก  ความรู้สึกการดำรงอยู่  ของความสิ้นสุด  แห่งการถอนราก    ประการ  คือ  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  หรืออวิชชา (โลภะ  โทสะ  โมหะ)  เหล่านั้นจะทำลายจิตใจแห่งความคิดของมนุษย์  เหล่านี้เป็นสาเหตุแรก  ถูกกำจัดโดยผ่านการฝึกในศีล  สมาธิ  และปัญญา

ดังนั้น  มันจึงเป็นความบริสุทธิ์ที่สูงสุดที่คำสอนของพระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นความบริสุทธิ์  ความสุขทางใจอย่างสมบูรณ์  อิสระจากมลทินกระตุ้นที่สะสมมาทั้งหมด

ขณะนี้  การปลดปล่อยจากมลทินทางจิตใจ ,  ความอิสระนี้จากความเจ็บป่วย  ความสงบอย่างสมบูรณ์และละวางความยึดถืออย่างสิ้นเชิง  ไม่ยึดติดคนใดคนหนึ่ง  ไม่เท่านั้น  พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดยังสะสางความยึดในโซ่ตรวนของตัณหา  ยกเว้นความยึดถือตัวตน

ทางนี้  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ซึ่งเป็นคำสอนที่พระองค์ทรงสอนถึงการปฏิบัติ    ประการ 

(ทวิติสิกขา)  และไม่ถึงจุดจบในตัวมันเอง  แต่ละข้อมีความหมายถึงจุดสุดท้าย  หน้าที่ข้อหนึ่งไม่สามารถที่เป็นอิสระต่อข้ออื่นๆได้  เหมือนกรณีของแท่นบูชาจะตกถึงพื้นถ้ามีขาเดียว  ดังนั้นในกรณีนี้ข้อเดียว  ไม่สามารถทำหน้าที่โดยปราศจากข้ออื่นๆ  ได้เลย.

  องค์ประกอบ    ประการเหล่านี้  จะรองรับซึ่งกันและกัน  ศีลหรือการควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด  สมาธิและสมาธิในการสนับสนุนปัญญา  ปัญญาช่วยกำจัดเมฆหมอกของปกคลุมทุกสิ่งที่ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนไปสู่การเห็นชีวิต  และทั้งหมดของชีวิตให้กระจ่างแจ้งและสิ้นสุดลง

  มันเป็นความบริสุทธิ์อย่างสมบูณ์ที่ว่าการมีส่วนช่วยซึ่งกันและกันในธรรมวินัย (ธมฺมวินย)  หรือความรู้  และวิชชาจรณะ  (วิชฺชาจรณ)  ข้อบัญญัติ    ประการ  ในกระบวนการเดียวที่จะปลูกฝังความเจริญ  จากมือชำระล้างมือ  และเท้าล้างเท้า  เพื่อที่จะทำการชี้นำให้ไปพบปัญญาอันบริสุทธิ์และปัญญาที่มีผู้ชี้นำส่วนประกอบนี้อาจจะเกิดในใจของผู้ศึกษาในพุทธศาสนา  มีความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงจรของนักปรัชญา  ที่นับถือการสอนของพระพุทธเจ้า  จากการพิจารณาในส่วนของคำสอนของอภิปรัชญาโดยปราศจากคุณค่าของหลักการที่สำคัญ