ก.การอธิบายทางของสิ่งที่เป็นสาเหตุทางศีลธรรม

  ข.โดยผ่านอริยสัจ ๔

  ค.ผ่านทางการบำรุงกำลัง

  ง.ผ่านทางการเกิดขึ้นการพึ่งพาอาศัย

  ขั้นที่ ๒ และทาง ๔ ประการที่จะอธิบายสิ่งที่เหมือนกันทุกอย่าง เพื่ออธิบายทั้ง ๒ ลักษณะแห่งคุณสมบัติ กล่าวคือ กระบวนการแห่งการเกิดขึ้นและความดับ (สมุทัย นิโรธ) ในคำอื่นๆ ความเป็น (ภวะ) และความเป็นของความดับ (ภวนิโรธ)

  ในขั้นที่ต่ำกว่าสัมมาทิฏฐิจะกระตุ้นให้มนุษย์เข้าใจสิ่งที่เป็นสาเหตุของศีลธรรม (กมฺมสงฺคตญาณ) ซึ่งส่งให้เห็นความเข้าใจของกุศลกรรมบถ (กุศลกรรม) และอกุศลกรรม ๑๐ (อกุศลกรรม) การกระทำความดีนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี เขาควรได้รับรางวัลหรือคำชมเชย และนำความสุขในปัจจุบันและในภายหลัง กุศลกรรมบถ ๑๐ จึงถูกเรียกว่าข้อปฏิบัติทางกายที่ดี (กุศลกรรมบถ) การกระทำทางกายที่ไม่ดี ให้ผลเป็นสิ่งที่ไม่ดี พวกเขามีข้อบกพร่องและนำความทุกข์มาให้ การเกิดขึ้นแห่งความเจ็บปวดในปัจจุบันและในภายหลัง อกุศลกรรมบถ ๑๐ ถูกเรียกว่า ข้อปฏิบัติแห่งความชั่ว (อกุศลกรรมบถ)

  พระพุทธเจ้าในสถานที่แสดงธรรมมากกว่าหนึ่งครั้ง พระองค์ได้เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการกระทำทางจิตวิทยา (กมฺม)

  โอภิกษุ นั้นคือเจตนาว่า ฉันเรียกว่า กรรม ความมีการกระทำที่ผ่านทางกาย การพูด และใจ มันเป็นความเข้าใจของการที่เป็นสาเหตุทางศีลธรรม ซึ่งกระตุ้นความคิดของมนุษย์ให้ต่อเนื่องไปสู่ความชั่วหรือความดี เขาผู้ซึ่งมีความรู้ อะไรเป็นสาเหตุแห่งศีลธรรมว่า ความรู้ที่ดีว่ามันคือการกระทำด้วยตัวเขาเองว่า ทำให้ความทนทุกข์ในชีวิตหรือตรงกันข้าม เขารู้ว่าสาเหตุที่ถูกต้องของความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมกันของชีวิตที่เกิดมา เป็นสิ่งดีหรือการกระทำความชั่วของปัจเจกชนแต่ละคนในอดีตและชีวิปัจจุบัน ลักษณะของเขาเป็นสิ่งที่สามารถกำหนดให้ล่วงหน้าโดยการเลือกของเขาเอง ความคิด การกระทำ ซึ่งเขาสามารถเลือกได้ เป็นเรื่องของร่างกายที่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้าใจในตำแหน่งของเขาในนี้ในจักรวาลที่ลึกลับ และความประพฤติในเส้นทางที่สนับสนุนศีลธรรม และความก้าวหน้าทางใจ สัมมาทิฏฐิชนิดนี้เป็นทางเกี่ยวกับโลกให้ประโยชน์ในการรู้แจ้งของความจริง ๔ ประการ

  ในขณะที่มาปรึกษากับหลักการรับสัมมาทิฏฐิในทางของอริยสัจ ๔ กันเถอะ พวกเราได้มีรุ่งอรุณแห่งอริยสัจ ๔ โดยไม่ถูกแยกจากขันธ์ ๕ ภายนอกของสิ่งที่ค้นหาไม่ถึง ความเข้าใจของธรรมชาติเกี่ยวกับความจริงของขันธ์ ที่บอกเป็นนัยเรื่องความรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ มันก็คือ ความจำเป็นอย่างมากที่จะมีความคิดที่ชัดเจนในขันธ์ ๕ ซึ่งได้อธิบายในข้อปลีกย่อยในบทที่ ๓

  การวิเคราะห์ของพระพุทธเจ้าที่ถูกเรียกกันว่า เข้าไปเปลี่ยนแปลงขันธ์ ทำให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่สิ่งใดที่ยึดถือ ไม่มีอะไรที่จะรักษาได้ชั่วนิรันดร์ ในความสืบเนื่องของขันธ์

  ความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่มั่นคงเป็นลักษณะที่จำเป็นในการสิ่งที่มีอยู่โดยการรับรู้โดยประสาทสัมผัส พวกเราไม่สามารถจะกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่เคลื่อนไหวเองได้หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ทนอยู่ได้นาน แม้ในขณะที่เรากล่าวมันก็เสื่อมลงไป ขันธ์เป็นสิ่งที่รวมกันและถูกกำหนดและจะเป็นอย่างนั้นตลอดกาล อย่างไรก็ตามกรรมจะเป็นเหตุและผล ความไม่ตายเป็นจิตสำนึกของใจ และส่วนประกอบไม่เปลี่ยนแปลงและในขณะที่ยังไม่ดับ แต่เป็นขั้นตอนที่ช้าๆ ร่างกายทางกายภาพดัดแปลงจากชั่วครู่ชั่วคราวได้อีกด้วย จากขณะหนึ่งไปขณะหนึ่ง เราผู้ซึ่งเห็นอย่างชัดเจนว่า ขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้และไม่มั่นคง นี้เป็นสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าให้คำเปรียบเทียบ ๕ ประการที่น่าสนใจมาก ๕ ประการที่จะบรรยายถึงความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของขันธ์ ๕ เขาเปรียบเทียบรูปแบบทางวัตถุหรือร่างกายเป็นกลุ่มก้อนไปสู่หยดน้ำ การทำลายของฟองน้ำ ความเข้าใจที่ลวงตา การจิตนาการทางจิต และสิ่งมายาหรือสิ่งลวงตา และตรัสบอกภิกษุ อย่างนั้นแหละ ก้อนเนื้อ ฟองน้ำ ภาพลวงตาในความเพ้อฝัน มายาหรือลวงตา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

  อะไรก็ตามวัตถุธาตุไม่ว่าอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายในหรือภายนอกไม่มีการลดหรือเบาบาง ทะนงตัวหรือต่ำ ใกล้หรือไกล วัตถุที่นักบวชมองเห็นพิจารณาตรวจดูและมีสติ การมองในเวลาที่ทำสมาธิและการปฏิบัติรวมทั้งการเอาใจจดจ่อเป็นความว่างเปล่า เขาไม่พบสาระและปราศจากเนื้อแท้ อะไรที่เป็นเนื้อแท้และมีอะไรที่คงทนหรือไม่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสในความหมายสิ่งที่รวมกันและเหลืออยู่ และตรัสว่า อะไรคือสาระ เป็นอารมณ์หรือไม่ ในสภาวะอารมณ์ที่ได้มองเห็นในความรู้สึกทางวิญญาณ

  ด้วยเหตุนี้พวกเราพบว่าสิ่งนี้มีความก้านหน้ามากกว่าเดิม การวิเคราะห์ในรูปขันธ์ ๕ เป็นสัมมาทิฏฐิที่จะรู้ว่าภายใน (วิปัสสนา) การที่ตั้งจิตอยู่ในงานทำให้ความจริงภายในของขันธ์๕ ที่เกาะตัวกัน โดยมีลักษณะ ๓ อย่าง (ไตรลักษณ์) กล่าวคือความไม่เที่ยง, ความไม่สามารถคงทนอยู่ได้,ความไม่ใช่ตัวตน

  พระอรรถกถาได้อธิบายไว้ดังนี้

  “ ขันธ์ ๕ มีลักษณะไม่คงที่  อะไรก็ตามที่ไม่คงที่  จะเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคงทนอยู่ได้  อะไรก็ตามที่เป็นทุกข์  มันปราศจากตัวตน  อะไรที่ปราศจากตัวตน นั่นไม่ใช่เรา  เราไม่ใช่อย่างนั้น  ไม่มีอะไรในตัวเรา  ดังนั้น เราจะมองเห็นในปัญญาอย่างสมบูรณ์  (สมฺมาปญฺญา)  ที่เป็นอย่างนั้น  ใครก็ตามที่มองเห็นปัญญาอย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริง ใจของเขาไม่ยึดติดและปล่อยวางจากกิเลส เขาได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ

  ท่านนาคารชุนได้บันลือด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า เมื่อคติของอาตมันคือตนและวิญญาณดับ ความคิดว่ามีตัวเราได้ดับและเป็นความอิสระจากความคิดและการมีตัวเรา

  นั่นไม่ใช่ขันธ์ ๕ เท่านั้นที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ อนัตตา แต่เหตุและสภาวะที่เป็น ก่อให้เกิดการรวมตัว และไม่คงที่ ไม่ถาวร และไม่สามารถอยู่ได้และปราศจากตัวตน จุดนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงบ่อยครั้งมาก

  สังขารที่เป็นวัตถุ, และนามรูป , ทัศนคติ ส่วนปลีกย่อยในจิตใจ และวิญญาณ เหล่านี้ ไม่เที่ยง อะไรเป็นสาเหตุ และสภาวะที่มีการเกิดขึ้น แห่งกฏ ๓ ประการ ที่มีความไม่เที่ยงอยู่ด้วย  ความไม่คงที่คืออย่างไร  การรวมตัวที่เกิดขึ้นจากอะไรที่ไม่คงที่ นี้แหละคือความคงที่

  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่คงทน อะไรเป็นสาเหตุและสภาวะมีการเกิดขึ้นของสิ่งที่รวมกัน ๓ อย่าง สิ่งเหล่านั้นไม่คงทน นั่นคือ อย่างไร การเกิดขึ้นของสิ่งที่รวมตัวกันจากสิ่งซึ่งไม่คงทนเป็นสิ่งที่น่าสนุกหรือ ?

  รูปธรรม และนามธรรม นั่นปราศจากตัวตน (อนัตตา) อะไรก็ตามซึ่งเป็นสาเหตุ และสภาวะที่มีการเกิดขึ้นของสิ่ง ๓ อย่าง นั่นปราศจากตัวตนด้วย นั่นเป็นอย่างไร? การเกิดขึ้นของการรวมตัวจากอะไร ซึ่งปราศจากตัวตน (อัตตา)

  ผู้เป็นอริยสาวก (สุตว อริยสาวโก) ได้เข้าใจสิ่งที่ไร้กังวล จากวัตถุทั้งหลาย และวิญญาณ  อายตนะ, การบำเพ็ญทางจิต  ผ่านความไร้กังวล และถอดถอนความรู้สึกนั้นออก ผ่านความรู้สึกที่อคติ ฉะนั้นเขาได้ถูกปลดปล่อยอย่างเป็นอิสระ การถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เขาจะเข้าใจถึงความรู้ที่นำไปสู่ความเป็นอิสระ  การทำลายความเกิดอยู่ในชีวิตที่บริสุทธิ์ (สว่าง, ประเสริฐ) ไม่มีอะไรมากกว่าการได้ให้สิ่งที่มันเป็นกระทำให้ ความหมายไม่มีอะไรมากกว่าการที่สิ่งที่รวมกันมีการเปลี่ยนแปลงหรือการเกิดใหม่

  โดยการดับอวิชชา โดยอาศัยความรู้ที่เกิดขึ้น โดยการดับความกระหาย ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเกิด 

  จะเป็นอย่างนี้เสมอเมื่อพวกเราได้เห็นความจริงตามธรรมดาในความคิดที่เป็นทัศนะของเราที่จะกลายเป็นเมฆหมอกมลทินเพราะว่าการจินตนาการล่วงหน้าของคนเรา  ความละโมบและความวิบัติความปรารถนาและความไม่ปรารถนาของเราพวกเราจมอยู่กับคิดจินตนาการที่เกิดทางอายตนะภายในและภายนอกเวทนาที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆเป็นภาพลวงตาและมายาอวัยวะที่รับความรู้สึกทำให้เกิดภาพลวงตาและทำให้เห็นผิดจากความเป็นจริงและพวกเราตกอยู่ในภาวะแค่การมองเห็นผิดจากความจริง  ดังนั้นการเห็นของเราจึงเป็นการเห็นนอกทาง (วิปริตะทัสสนะ)

  พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงมายา๓ชนิด (วิปัลลาส , วิปาริยาส) ความติดใจของมนุษย์กล่าวคือมายาในสิ่งที่เราเห็นการจินตนาการทัศนคติ  เมื่อบุคคลยึดติดอยู่ในภาพมายาเหล่านี้เขาก็จะเข้าใจและจะมองเห็นได้อย่างถูกต้อง

  ก.เขามองเห็นความมั่นคงในความไม่มั่นคง

  ข.ความตั้งอยู่ได้ใสนความไม่สามารถคงทนอยู่ได้ (สภาพและความสุขในความทุกข์)

  ค.ไม่มีตัวตนในตน (วิญญาณในสภาวะไร้วิญญาณ)

  ง.ความงามในความเสื่อมไป

  เขาคิดและแสดงในอาการทีผิดพลาดเหมือนๆกันมายแต่ละอย่างทำหน้าที่ใน๔ทางและนำให้บุคคลหลงทางมีมลทินและเรื่องสับสนนี้เนื่องด้วยปฏิกิริยาความไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ (อโยนิโสมนสิการ) สัมมาทิฏฐิเพียงอย่างเดียวขับเคลื่อนมายาเหล่านี้และช่วยให้บุคคลตระหนักถึงธรรมชาติที่เป็นความจริงว่าเป็นสิ่งที่เน้นความสำคัญของสิ่งที่ปรากฏมันเป็นเพียงเมื่อบุคคลออกมาจากเมฆหมอกแห่งมายาและความวิปริตเขาจะพบกับแสงสว่างกับอิสระภาพที่แท้จริงที่เป็นเหมือนพระจันทร์ที่เต็มดวงมีปัญญาหลักแหลมหลังจากที่จมอยู่ในเมฆหมอก

  พระพุทธเจ้าได้มอบอิสระภาพที่สมบูรณ์สู่ผู้มีความสงสัยและถามข้อสงสัยและคำถามว่าอะไรเป็นความสงสัยและสิ่งที่เป็นคำถามเพื่อความไม่มีความลับในการสอน  ในคำสอนนั้นพระสาวกเป็นผู้ปฏิบัติและดำเนินตามตถาคตและจะได้รับความสว่างและไม่เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอีกต่อไปขณะที่พระสาวกที่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนเป็นคำตรัสบอกที่พระพุทธเจ้าได้ชี้ให้เห็นปัญหาและจะเป็นสิ่งที่พระสาวกจะต้องไปให้ถึงจุดหมาย

  พระมหากัจจายนะมีตัวอย่างและวิถีทางที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสบอก

อาวุโส  .. สัมมาทิฏฐิคืออะไร? สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร? ในโลกนี้มีส่วนประกอบมากที่สุดที่มีความเกี่ยวพันกัน๒ส่วน  คือความดำรงอยู่กับความไม่ดำรงอยู่  ความเป็นอมตะกับภาวะที่ถูกทำลายล้างขณะที่ผู้ซึ่งมีอิสระภาพที่สมบูรณ์ได้มองเห็นการเกิดขึ้นของโลกที่มันเป็นคือไม่ยึดถือรวมทั้งทัศนะวิสัยที่เรามองเห็นอยู่

  โลกนี้มีส่วนประกอบมากที่สุด  ความยึดมั่นในความทะยานอยากและอนุสัยที่ยึดเป็นโซ่ตรวนความปรารถนาเป็นตัวกรรม  พระอริยะผู้ประเสริฐได้เปิดเผยความติดยึดและความอยากที่เป็นอนุสัยเหมือนโซ่ตรวนจนคิดว่านี้แหละคือตัวเรา (วิญญาณ)

  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความทุกข์ (มาจากขันธ์๕ที่เป็นยางเหนียว) และจะดับได้เมื่อเรารู้ในทุกข์พระอริยสาวกผู้ไม่มีความคิดสงสัยเขาไม่รู้สึกยุ่งยากใจเขาได้รู้แจ้งด้วยตัวเขาเองโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือจนถึงขณะนี้นี่เป็นส่วนแห่งสัมมาทิฏฐิ

  ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่นี้คือสิ่งสูงสุดไม่มีความมีอยู่นี้คือสิ่งสูงสุดการที่จะหลีกเลี่ยงจากส่วนสุดทั้งสองพระองค์ได้สอนธรรมสายกลางไม่ติดอยู่ในความโง่เขลามีความมุ่งมั่นพากเพียรดังนั้นความทุกข์ในอวิชชาทั้งมวลสามารถดับได้อย่างสมบูรณ์  ความพากเพียรที่จะหยุดความทะยานอยากจึงเข้าสู่ความดับทุกข์ทั้งมวล

  ถึงตอนนี้จะเริ่มมีความชัดเจนว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยเห็นว่าโลกนี้มีผู้หญิงผู้ชายหรือปัจเจกชนซึ่งไม่มีอะไรที่คงที่นอกจากการเคลื่อนไหวความมีอยู่ในความคงที่และสิ่งอื่นๆที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตอนนี้เมื่อได้เห็นชีวิตและแสงสว่างส่องทางชีวิต  เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งที่ดำรงอยู่มีความสืบทอดกันเป็นปัจจัยการประชุมกันของธาตุต่างๆ  เขาจะเริ่มเข้าใจอย่างที่มันเป็น

  เขาไม่ยึดถือในทัศนะที่ผิดในความเชื่อส่วนบุคคลเชื่อในวิญญาณหรือตัวตน (สักกายทิฏฐิ) เพราะว่าเขารู้เรื่องสัมมาทิฏฐิว่าความดำรงอยู่โดยปรสาทสัมผัสซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุ (ปฏิจจสมุปบาท) แต่ละสภาวะที่เกิดมีบางสิ่งบางอย่างอีก  และเป็นความดำรงอยู่ทีสัมผัสกับสภาวะเขารู้ว่าผลลัพธ์ไม่มีตัวเราไม่ยืนยันว่ามีตัวตนในจิตใจในตนของชีวิตเพราะฉะนั้นเขามีอิสระจากความคิดวิญญาณในโลกเล็กๆ (ชีวาตมัน) หรือวิญญาณในโลกกว่าง (ปรมาตมัน)

  ด้วยเหตุนี้การรู้แจ้งของอริยสัจ๔เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นจนเข้าถึงความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ผู้เจาะผ่านสมบูรณ์ในขันธ์  ๕ได้ทะลุผ่านการมองเห็นขันธ์ว่าไม่คงที่และปราศจากตัวตน  ด้วยเหตุนี้การย้ำเตือนของพระพุทธเจ้าที่หมั่นเตือนพระภกษุให้เข้าใจเรื่องการวิเคราะห์ที่เรียกการสร้างการดำรงอยู่  โดยขันธ์

  มีตัวอย่างมากมายที่พระสาวกจระรับการช่วยให้ติตพบกับความจริบงของธรรมชาติของขันธ์ที่ถูกบันทึกในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า  สำหรับตัวอย่างที่เป็นสภาพอารมณ์โดยสังเขปอย่างตัวอย่างในบทกลอนนี้

  การใคร่ครวญในสิ่งที่มันเป็น

  การขึ้นไปและการตกลงของขันธ์

  เราได้พบความสว่างในใจที่เป็นอิสระจากมลทิน

  จึงเป็นความสำเร็จในคำสอนของพระพุทธเจ้า

  นามขันธ์และการดำรงอยู่เป็นเหตุให้เกิดผลขณะที่พวกเรามองดูจากด้านบนผ่านทะลุสิ่งที่ไม่น่าเชื่อในฉับพลันของการเกิดขึ้น, การมีอยู่, การดับ (อัปปนาฐิติภังคะ) เป็นการเคลื่อนที่ไม่มีขอบเขตของทะเลหรือที่กว้างใหญ่ที่พัดผ่านเอาทุกสิ่งให้จมลงสู่สุดยอดแห่งมหาสมุทร

  อันที่จริงชีวิตมนุษยืมีการเปรียบได้กับภูเขาที่เป้นแนวยาวมีการไหลและวุ่นวายอยู่ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง

  ด้วยเหตุนี้ผลรวมของคำสอนที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดในพุทธศาสนาเป็นส่วนประกอบทั้งหมดที่มีเงื่อนไขแห่งการดำรงอยู่ที่เป้นกระบวนการและไม่เป็นกลุ่มที่จะยึดถือตลอดไปได้แต่การเปลี่ยนแปลงก็เกิดดับเร็วเป็นลำดับผู้คนเห็นว่าใจและร่างกายเป็นสิ่งที่เป็นตัวตนคงที่เขาไม่เห็นการอุบัติขึ้นของสิ่งเหล่านั้นและการแตกทำลายไปแต่เป้นความเห็นที่คิดว่าสังขารมีลักษณะอย่างเดียวเขาเห็นสิ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มก้อน (ฆนสัญญา)

  ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นและพราหมณ์ผู้ซึ่งมีความเห็นในแนวทางที่แตกต่างกันไม่คิดว่าขันธ์๕เกาะตัวกันหรือรูปนามที่แยกกัน

  ในกรณีนี้โดยธรรมชาติของมนุษย์ได้พิจารณาร่างกายและตัวตนว่าตนได้ครอบครองร่างกายและรวมในตนเองตนเองรวมอยู่ในร่างกายมีความรู้สึกในทำนองเดียวกันการมองเห็นและไม่ทิ้งความคิดอย่างนั้น 

  มันเป็นการยากจริงๆมี่ผู้คนเคยชินในความคิดจนเป็นนิสัยทั้งร่างกายและจิตใจภายนอกกับการเดินทางของจิตเป็นการแยกจากกันไม่ได้ที่จะได้ประสบการณ์ผิดของทั้งหมดตราบใดที่บุคคลเห็นผิดในกระบวนการการเคลื่อนไหวเขาจะไม่เข้าใจคำว่าอนัตตา  คำสอนของพระพุทธเจ้านี้คือว่าทำไมบุคคลคนที่หยาบคายและตั้งคำถามอย่างไม่เหมาะสมจึงเป็นอย่างนั้นถ้าไม่มีบุคคลที่ยืนกรานสิ่งที่มีตัวตนไม่มีหลักการที่เปลี่ยนแปลงมีตัวตนหรือวิญญาณ (อาตมัน) อะไรเป็นประสบการณ์ผลลัพธ์ของการกระทำในโลกนี้และโลกหน้า

  คำอธิบายที่แตกต่างได้เป็นประเด็นที่ร้อนแรงพระพุทธเจ้าได้อธิบายในข้อปลีกย่อยในธรรมชาติที่จางหายไปของขันธ์๕อย่างไรที่เขามีความว่างเปล่าในตนและมานะทิฏฐิในใจของตน

  การดำรงอยู่เพื่อความดับและก็เกิดขึ้นนความคิดของนักบวชวัตถุร่างกายไม่ใช่ตัวตนความรู้สึกไม่ใช่ตนการมองเห็นไม่ใช่ตนความคิดไม่ใช่ตนวิญญาณไม่ตนดังนั้นอะไรที่ไม่ใช่ตนอะไรที่เป็นตนเป็นผลกระทบด้านอารมณ์ความรู้สึก

  พระพุทธเจ้าทรงรู้ถึงวาระจิตของพระสาวกความคิดในเรื่องรูปขันธ์ไม่คงที่ไม่น่าพอใจและไม่ใช่ตัวตน

  มันเป็นการผิดพลาดที่จะกล่าวว่าการกระทำเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่มีผลเป็นความผิดพอๆกันที่จะกล่าวว่าผู้กระทำและผู้ซึ่งมีประสบการณ์อย่างหนึ่งจะเป็นผลลัพธ์ให้บุคคลแตกต่างกันเหตุผลธรรมดาที่ว่าอะไรที่พวกเราเรียกว่าชีวิตพวกเราได้เห็นก่อนแล้วว่ามันได้ไหลไปตามภาวะของกฎแห่งสังขารและกระบวนการทางจิตหรือพลังงานที่เกิดขึ้นและการดับไปและมันเป็นได้ที่จะกล่าวว่าผู้กระทำได้รับผลของตนเองเนื่องจากว่าเขากำลังมีความเสื่อมไปในทุกขณะของชีวิตมันคือการดำเนินต่อไปโดยปราศจากช่องว่างเด็กๆก็จะไม่เหมือนวัยรุ่นวัยรุ่นก็จะไม่เหมือนผู้ใหญ่เขาทั้งไม่เหมือนกันหรือแตกต่างกันมีเพียงร่างกายและกระบวนการทางจิต

  ดังนั้นโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า

  ไม่มีผู้กระทำอย่างแท้จริง

  ไม่มีใครซึ่งเป็นผู้รับผล

  มีแต่ปรากฏการณ์ที่ว่างเปล่าเกิดขึ้น

  อะไรเป็นความหมาย? คำคามก็คือไม่มีอะไรที่แน่นอนในตัวเราใจของเราในร่างกายนี้ตัวตนหรือวิญญาณนี้หรือกระบวนการทางจิตที่มีแต่การรับรู้ความรู้สึกและประสบการณ์อื่นๆแต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปถึงที่สุดของตัวตนและวิญญาณภายหลังการตาย

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี