โครงการธรรมศึกษาวิจัย

คัมภีร์เรื่องนิพพาน

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์


คัมภีร์เรื่องนิพพาน

ไม่มีคัมภีร์ใดว่านิพพานเป็นอัตตา มีแต่คัมภีร์ว่านิพพานเป็นอนัตตา

   เมื่อสำรวจมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระไตรปิฎก และอรรถกถา ( คัมภีร์ ระดับสูงสุด ) ตามถ้อยคำของคัมภีร์นั้นๆ เอง ( ไม่ใช่อ่านแล้วมาสรุปเอง ) ก็เป็นที่ชัดเจนว่า

 - ไม่มีหลักฐานในคัมภีร์ใดเลย ที่กล่าวถ้อยคำระบุลงไปว่านิพพานเป็นอัตตา

-แต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตานั้นมี และมีหลายแห่ง

  พระไตรปิฎกและอรรถกถากล่าวคำระบุชัดว่า

  นิพพานเป็นอนัตตา ( ไม่เป็นอัตตา )

   ในพระไตรปิฎก และอรรถกถาหลายแห่ง กล่าวคำระบุชัดลงไปทีเดียว

( โดยไม่ต้องตีความแล้วสรุปเอา ) ว่านิพพานเป็นอนัตตา

   ก. พระไตรปิฎก

   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๘ กล่าวคำระบุชัด ดังนี้

   อนิจฺจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา ฯ

   นิพฺพานญเจว ปณฺณตฺติอนตฺตา อิติ นิจฺฉยา ฯ(วินย. ๘/๘๒๖/๒๒๔)

   แปลว่า: " สังขารทั้งปวงอันปัจจัยปรุ่งแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติ เป็นอนัตตา วินิจฉัยมีดังนี้ "

   ในพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ กล่าวถึงนิพพานในชื่อของนิโรธอริยสัจจ์ว่าเป็นอนัตตา ดังนี้

   จตูหากาเรหิ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ... นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ  (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๕๔๖/๔๕0)

   แปลว่า: " สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา โดยอาการ ๔ คือ

  ... นิโรธ มีอรรถ คือนิโรธ เป็นความหมายว่าเป็นอนัตตา " * ( นิโรธเป็นชื่อหนึ่งของ นิพพาน )

   * อรรถกถาอธิบายว่า : อนตฺตฏฺเฐนาติ จตุนฺนมฺปิ สจฺจานํ อตฺตวิรหิตตฺตา อนตฺตฏฺเฐน  (ปฏิสํ.อ.๒/๒๒๙)

   แปลว่า: " คำว่า ' โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา ' หมายความว่า โดยความหมายว่าเป็นอนัตตา เพราะสัจจะ แม้ทั้ง ๔ เป็นสภาวะปราศจากอนัตตา "

   ข. อรรถกถา

   อรรถกาถาหลายแห่งหลายคัมภีร์ กล่าวระบุชัดลงไปด้วยถ้อยคำของท่านเอง ( โดยตัวหนังสือ หรือพยัญชนะ ไม่ต้องเอามาตีความ ) ว่านิพพานเป็นอนัตตา เช่น

   " สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตานิ นิพฺพานํ อนฺโตกริตฺวา วุตฺตํ  (นิทฺ.อ.-จูฬ.๘)

   แปลว่า: " ข้อความว่า ' ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ' นั้นพระพุทธองค์ตรัสรวมทั้งนิพพานด้วย "  " สพฺเพ ธมฺมาติ นิพฺพานมฺปิ อนฺโตกริตฺวา วุตฺตา อนตฺตา อวสวตฺตนฏฺเฐน"    (นิทฺ.อ.-มหา.๒๑๙)

   แปลว่า: " ข้อความว่า ' ธรรมทั้งปวง ' ตรัสไว้รวมแม้ทั้งนิพพานด้วย ชื่อว่าเป็นอนัตตา โดย ความหมายว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ "

   " สพฺเพ ธมฺมาติ นิพฺพานมฺปิ อนฺโต กตฺวา วุตฺตา อนตฺตาติ อวสวตฺตนฏฺเฐน  (ปฏิสํ.อ.๑/๖๘)

   แปลว่า: " ข้อความว่า ' ธรรมทั้งปวง ' ตรัสรวมแม้ทั้งนิพพานเข้าด้วย ชื่อว่าเป็นอนัตตา โดยความหมายว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ "พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับการถืออัตตาไม่ว่าอย่างใดๆ

   ลัทธิศาสนาทั่วไปล้วนสอนให้ยึดถืออัตตาในลักษณะต่างๆ ตั้งแต่หยาบไปจนละเอียด บางลัทธิก็ยึดเรื่องอัตตา หรืออาตมันเป็นหลัการสำคัญ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่สอนหลักอนัตตา พระพุทธเจ้าทรงสอน

  ให้ละการยึดถืออัตตา โดยประการทั้งปวง เมื่อละสิ่งที่เคยยึดมั่นอย่างใดอย่าง

หนึ่งเป็นอัตตาแล้ว ก็ไม่สอนให้ยึด อะไรอื่นเป็นอัตตาหรือยึดถืออัตตาอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปอีก

   มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งตรัสแสดงหลักการเกี่ยวกับอัตตาไว้เพื่อให้ชาวพุทธชัดเจนในธรรมของตนว่า

   "ดูก่อนเสนิยะ ศาสดา๓ประเภทนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก กล่าวคือ

   ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน และในเบื้องหน้า

   ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เฉพาะในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในเบื้องหน้า

   ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า

   ในศาสดา๓จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า นี้เรียกว่าศาสดาผู้เป็นสัสตวาท

   ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เฉพาะในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในเบื้องหน้า นี้เรียกว่าศาสดาผู้เป็นอุจเฉทวาท

   ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า นี้เรียกว่า ศาสดาผู้สัมมาสัมพุทธะ"

  (อภิ.ก. ๓๗/๑๘๘/๘๒ และดู อภิ.ปุ. ๓๖/๑๐๓/๑๗๙)

   ** อรรถกถาอธิบายทิฏฐิของศาสดาประเภทสัสสตวาท ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิดจากสภาวะความเป็นจริง )ว่า อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต

  ปญฺญเปตีติ อตฺตา นาเมโก อตฺถิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโตติ ภูตโต ถิรโต ปญฺญเปติ

  แปลว่า : " ข้อความว่า บัญญัตติอัตตา โดยเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ หมายความว่า บัญญัติ โดยความเป็นของจริง โดยเป็นของมั่นคงว่ามีภาวะอย่างหนึ่งอันเป็นอัตตา ซึ่งเที่ยง ( นิจจะ ) คงที่ ( ธุวะ ) ยั่งยืน ( สัสสตะ )

หนังสือ "นิพพาน อนัตตา" ของพระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต ) หน้า ๔๒-๔๘

   หนทางสุดท้ายที่ผู้สอนนิพพานเป็นอัตตาจะนำมาใช้ ก็คือ การอ้างว่าตนรู้อย่างนี้จากผลการ ปฏิบัติ ตนเองได้ปฏิบัติ แต่ผู้อื่นไม่ได้ปฏิบัติ

   การพิจารณาเรื่องใดก็ต้องให้วิธีการตรงกับเรื่องที่พิจารณานั้น เรื่องที่กำลังพิจารณาในที่นี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติและไม่ใช่เรื่องความคิดเห็นด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงว่า ข้อความใน คัมภีร์ว่าอย่างไร เหมือนกับจะพิสูจน์ว่าใครพูดจากล่าวถ้อยคำไว้อย่างไรก็ต้องไปหาหลักฐานคือบันทึกถ้อยคำที่เขาพูดหรือเขาเขียนไว้มาดูกัน ไม่ใช่มาอ้างว่าตัวไปปฏิบัติการอะไรรู้มา เมื่อตรวจสอบหลักฐาน

  เรื่องนี้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่าท่านว่าไว้อย่างไร ก็ต้องไปเอาคัมภีร์เหล่านั้นมาเปิดดู ถึงจะไปนั่งเข้า สมาธิทำภาวนาอย่างไร

  ถ้าไม่ไปเปิดคัมภีร์ดูก็ไม่มีทางสำเร็จ และเมื่อยกข้อความในคัมภีร์มาอ้างแล้ว ถ้า มีการพูดเสริมเติมอะไร

  ผู้ที่ได้ศึกษาดีแล้วก็จะแยกได้ว่า ส่วนไหนเป็นของคัมภีร์ ส่วนไหนเป็นของผู้แสดง ความคิดเห็นพูดขยายออกไป

   ถ้าไปอ้างว่าตัวเองปฏิบัติ ผู้อื่นไม่ปฏิบัติ ก็กลายเป็นเปิดประเด็นใหม่ ผู้ปฏิบัติที่อ้างว่าตนเห็นจาก การปฏิบัติว่านิพพานเป็นอัตตา

  ก็คงจะต้องไปเถียงกับผู้ปฏิบัติอีกฝ่ายหนึ่ง ที่กล่าวว่าเขาก็เห็นจากการ ปฏิบัติว่านิพพานเป็นอนัตตา แต่ว่าให้ถูกต้องแล้ว

  ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงย่อมจะไม่สับสนในเรื่องนี้ จะแยกได้ว่า ส่วนใดเป็นเรื่องของหลักฐานทางเอกสารส่วนใดป็นเรื่องของผลจากการปฏิบัติ

   และตรงนี้อีกเช่นกันคือจุดที่อาตมาได้บอกไว้แล้วว่า เพื่อให้เกิดความตรงไปตรงมา และเป็นการใช้เสรีภาพทางปัญญาที่พระพุทธศาสนาเปิดโอกาสอยู่แล้ว ถ้าความรู้จากผลการปฏิบัติของท่านไม่ตรงกับที่พระไตรปิฎกและอรรถกถาว่าไว้ ก็ควรเถียงกับพระไตรปิฎกและอรรถกถานั้นอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่า

   การแสดงหลักธรรมสำคัญให้ผิดเพี้ยนไปด้วยวิธีบิดเบือนอำพรางหลักฐานนี่สิ เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่าพฤติการณ์ของบุคคลบางกลุ่มบางคณะที่มัวหมองวุ่นวายเสียอีก

  เพราะเป็นการทำลายถึงรากเหง้าของพระพุทธศาสนา หรือเป็นการลบล้างพระพุทธศาสนาออกไปเลย  เรียกว่าเป็นการทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งร้ายแรงกว่าการประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย ที่เป็นเพียงการทำสกปรกเปรอะเปื้อนแก่พระศาสนา ซึ่งเราสามารถชำระล้างออกไปได้

   นอกจากนั้นประเด็นการอ้างผลจากการปฏิบัติ ไม่ควรจะยกมาพูดในกรณีนี้เลย เพราะปัญหา ในหมู่คณะของตนเองว่าที่ปฏิบัติอยู่นั้น ตรงตามคำสอนและความหมายของธรรมกายอย่างที่หลวงพ่อ สดท่านประสงค์หรือไม่ ก็ยังไม่ยุติ

  ไม่ต้องพูดถึงปัญหาที่ว่าการปฏิบัตินั้นตรงตามพุทธประสงค์หรือไม่

   แท้จริง การปฏิบัติต่างๆ ทั้งหลายนั่นเสียอีกที่จะต้องมีวิธีตรวจสอบว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือไม่ สำหรับในกรณีนี้ก็คือการตรวจสอบว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาหรือไม่

   เมื่อมีการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่น่าสงสัยว่า ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาหรือไม่ หรือเป็นการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็ตาม หรือว่ามีการปฏิบัติต่างกันของต่างบุคคลต่างกลุ่ม จะต้องวินิจฉัยว่า การปฏิบัติของใครหรือของกลุ่มไหนถูกต้อง อยู่ในพระพุทธศาสนา ก็ตาม ผู้ที่ตัดสินชี้ขาดก็คือ

  พระพุทธเจ้าแม้แต่ผลของการปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน เมื่อหลายคนปฏิบัติกันไปแล้ว ได้พบประสบเห็นหรือหยั่งรู้ อะไร อาจจะเป็นผลที่ถูกต้อง หรือเป็นผลที่ผิดพลาดเกิดจากความหลงหรือเข้าใจผิดของตน แม้แต่จะเป็นผลที่ถูกต้อง ก็มีหลายชั้นหลายระดับ เมื่อเป็นการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาผู้ที่จะตัดสินชี้ขาดว่าเป็นผลที่ถูกต้องหรือผิดพลาด และเป็นผลในขั้นไหนระดับไหน ก็คือพระพุทธเจ้า

   เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว จะตัดสิน ได้อย่างไร ใครจะตัดสิน ก็ตอบได้ว่า ต้องตัดสินด้วยคำสอนหรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คำสอนหรือคำตรัสของพระพุทธเจ้านั้นจะหาได้ที่ไหน บันทึกไว้ที่ใด ตอบได้ว่าอยู่ในพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกเป็นที่บรรจุคำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอน หรือคำตรัสของพระพุทธเจ้าเท่าที่เก็บรวบรวมไว้ได้มีอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านรักษากันไว้ในพระไตรปิฎก

   เมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งใครเป็นพระศาสดาแทนพระองค์จึงไม่มีบุคคลใดเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดคำสอน การปฏิบัติ และผลการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาแทนพระองค์ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

  ธรรมและวินัย คือคำสั่งสอนที่พระองค์ได้ทรงแสดงแล้ว และบัญญัติไว้แล้วแก่

  พระสาวกทั้งหลาย จะเป็นพระศาสดา ของชาวพุทธในเมื่อ พระองค์ล่วงลับไปแล้ว

ต้องย้ำว่า ธรรมและวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติไว้ ไม่ใช่ธรรมและวินัยที่ใคร ก็ตามจะมาอ้างว่าตนได้รู้ได้เห็น จากการปฏิบัติของตน หรือจากญาณหยั่งรู้ของตน เพราะธรรม หรือวินัยที่บุคคลนั้นเห็น (ถ้าไม่ตรงกับธรรมและวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติ ) ก็เป็นธรรมหรือวินัยของผู้นั้นไม่ใช่ธรรมหรือวินัยของพระพุทธเจ้า

   ธรรมและวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติไว้เท่าที่เก็บรวบรวมมาได้ มีอยู่ในพระไตรปิฎก คือ พุทธพจน์ใน พระไตรปิฎกนั้น รวมมาได้และรักษาไว้ได้เท่าไร ก็มีเท่านั้น พระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้า ที่จะตัดสินคำสอน การปฏิบัติ และผลการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงมีความสำคัญสูงสุดและเราก็มีพุทธพจน์ที่แสดง ธรรมและวินัย ของพระพุทธองค์อยู่เท่านั้นกับที่ท่านนำจากพระไตรปิฎกไปอ้างอิงไว้ในคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น จะหาที่อื่นไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นพระอรหันต์สาวกและพระเถราจารย์ตลอดมาทุกรุ่นจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญสูงสุดที่จะรักษาพระไตรปิฎกไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้อย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ เมื่อใดพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกหมดไป ก็ต้องยอบรับความจริงว่าเมื่อนั้นมาตราฐานของพุทธศาสนาได้หมดสิ้นไปแล้ว

   พระไตรปิฎกบาลีของพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นที่ยอมรับนับถือในวงการพุทธศาสนาทุกฝ่ายทั่วทั้งหมดว่า เป็น คัมภีร์บรรจุพุทธพจน์ที่เก่าแก่ดั้งเดิมและมั่นคงยืนนานที่สุดเท่าที่มีอยู่ ดังได้พูดมาข้างต้นแล้ว นอกจากความเก่าแก่ต่อเนื่อง แล้ว ระบบการจัดหมวดหมู่ การลำดับเนื้อหา วิธีการทางภาษา เช่น คำชุด ข้อความซ้ำๆ และการบรรจุพระสูตรและเนื้อ ความที่เหมือนกันให้กระจายอยู่หลายแห่งหลายเล่ม โดยอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ทรงจำต่างกลุ่มกันอย่างท้าทายการตรวจสอบเป็นต้น วิธีการเหล่านี้ซึ่งมีรายละเอียดมากไม่อาจบรรยายไว้ในที่นี้ เป็นทั้งเครื่องแสดงความตั้งใจจริงของ พระเถระในอดีตที่จะรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพุทธพจน์และเป็นเครื่องเสริมสร้างความมั่นใจว่า

  คัมภีร์ได้รับการนำสืบกันมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงอยู่ ไม่ว่าจะรักษาไว้ดีอย่างไร เนื้อหาที่มากมาย และกาลเวลาที่ยาวนานเป็นพันๆ ปี ย่อมต้องมีช่องให้เกิด ความตกหล่นคลาดเคลื่อนขาดเกินไปบ้าง แต่จากเหตุผลที่ว่ามาแล้ว ก็สบายใจได้ว่าความบกพร่องเหล่านั้นจะมีอัตราส่วนน้อยยิ่งและที่ปรากฏอยู่แก่ผู้ที่ศึกษาก็เห็นชัดว่า หลักการใหญ่ ถ้อยความสำคัญๆ

  และเนื้อหาส่วนมากอยู่ในสภาพ ที่มั่นใจได้

   คำในจดหมายถึง บก. "สมาธิ" ฉบับที่ ๗๑ ที่ว่า " พระไตรปิฎกก็คือตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งที่มีอายุยืนยาวนานมาถึง ๒๕00 ปี จึงย่อมมีการต่อเติมเสริมแต่งกันมา และแปลผิดบ้างถูกบ้าง " ข้อความนี้ อ่านแล้วน่าห่วงมากถ้าชาวพุทธมากคนมีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะมีท่าทีที่ผิดต่อพระพุทธศาสนา เป็นความเสื่อมแก่ทั้งตนเอง

  และต่อพระศาสนาโดยส่วนรวม ท่านที่พูดอย่างนี้เป็นผู้ทำร้ายพระศาสนา แม้ถ้ามิใช่โดยตั้งใจ ก็ทำไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ตนกำลังพูดถึง อีกทั้งท่าทีของการพูดก็มีลักษณะของการลบหลู่ ไม่เห็นความสำคัญ จะพาผู้อื่นไขว้เขวไปด้วย

   พระไตรปิฎกไม่ใช่เป็นเพียงตำราเก่าแก่ ที่อยู่มากับเวลาแล้วเก่าไปตามกาลเท่านั้น แต่เป็นหลักฐานสมัยโบราณที่มี ระบบการรักษาอย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จัก พระไตรปิฎกมิใช่มีเพียงเล่มหนึ่ง แต่เป็นประมวลแห่งหลักฐานที่มีปริมาณ มากมาย การต่อเติมเสริมแต่งทำได้ยากยิ่งนัก และเพื่อป้องกันการแปลผิดแปลถูกก็ได้รักษาไว้ในภาษาเก่า ให้อยู่ในรูปลักษณ์ดั้งเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแม้ถ้าจะมีการแปลผิดไปบ้างก็จะมีต้นฉบับเดิมไว้ตรวจสอบได้ตลอดไป และไม่ให้คำแปลผิดไปนั้นไปกระทบต่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของต้นฉบับเดิม

   พุทธพจน์ในกาลามสูตรที่ว่า " อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอ้างตำรา " มีไว้สำหรับการใช้อ้างของบุคคลที่ตั้งใจศึกษาหาความรู้จริงซึ่งเป็นผู้มีความเคารพ และมองเห็นความสำคัญของคัมภีร์หรือตำรา

  อย่างถูกต้องเช่นเดียวกับพุทธพจน์อีกข้อหนึ่งที่ว่า " อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครู ของเรา " ก็มีไว้สำหรับการใช้อ้างของบุคคลที่ใฝ่ธรรม แสวงปัญญา ซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักเคารพ และมองเห็น ความสำคัญของครูอาจารย์

  ไม่ใช่มีไว้สำหรับการใช้อ้างของผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ขาดความเคารพลบหลู่ คุณค่าและความสำคัญของครูอาจารย์และคัมภีร์ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้น หรือแม้แต่ความเชื่อ เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ว่าจะยังไม่สามารถเข้าถึงความรู้แจ้งประจักษ์ใน เรื่องนั้น อย่างน้อยก็เป็นหลักให้เดินอยู่ในแนวทางของพระพุทธศาสนา ไม่ถูกดึงเขวออกไปนอกทางเสียก่อนที่จะมีโอกาสเข้าถึงความจริงนั้นพุทธศาสนิกชนจึงต้องเชื่อกรรม เชื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแม้จะยังไม่รู้แจ้งประจักษ์สภาวธรรมจากการปฏิบัติ อย่างน้อยก็ไม่หลงออกไปเชื่อลัทธิหวังอำนาจดล บันดาล หรือลัทธินอนคอยโชค ปัจจุบันนี้การที่มีสภาพไขว้เขวต่างๆ เกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่เรียกว่าเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างน่าเป็นห่วง ก็เพราะเราไม่ให้ความสำคัญที่จะเน้นกันให้พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อหรือยึดถือในหลักการพื้นฐานที่ถูกต้องเหล่านี้

   ในพระพุทธศาสนาท่านสอนไว้ ให้ผู้เชี่ยวชาญธรรม กับผู้ชำนาญฌาน มองเห็นคุณค่าของกันและกัน เพราะต่างก็จะเป็นส่วนเสริมกำลังของพระศาสนา จึงไม่ควรจะนำคุณความดีต่างด้านมาข่มขี่กระทบกระทั่งกัน เราเพียงแค่กระตุ้นเตือนกันให้ไม่ประมาท ให้ผู้รู้ปริยัติก็เอาใจใส่ที่จะปฏิบัติด้วย

  และผู้ที่ปฏิบัติก็ให้เรียนรู้ปริยัติให้พอแก่การด้วย เพื่อประโยชน์จะได้สมบูรณ์ การกระทำอย่างนี้ เป็นกิจที่สมควรโดยธรรม

   จุดสำคัญก็คือ เมื่อมีความผิดพลาดจากหลักพระศาสนาเกิดขึ้น จะเป็นผู้รู้ปริยัติแต่เข้าใจและเผยแพร่ความรู้ผิดๆ ไปก็ตาม จะเป็นผู้ปฏิบัติแต่หลงทางเสียหลักก็ตาม ผู้ที่รู้เข้าใจมองเห็นก็ควรเอาใจใส่ที่จะช่วยกันชี้แจงบอกกล่าว เพื่อให้ เกิดความถูกต้องอันจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้ที่รู้หรือปฏิบัติผิดพลาดไปนั้น แก่พระศาสนา และแก่มหาชนการเขียนชี้แจงอธิบายต่างๆ ที่มุ่งตรงต่อวัตถุประสงค์ คือ มุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างนี้ ก็จะไม่มีการกล่าวร้ายกันไม่มีการยึดถือเป็นฝักฝ่าย เป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่พระศาสนา และบรรยากาศแห่งความใฝ่รู้ใฝ่ธรรมและแสวงหาปัญญาก็จะเกิดขึ้น

   เราควรจะเห็นแก่พระศาสนาส่วนรวม เห็นแก่ธรรม ถือธรรมเป็นใหญ่ ถ้าลัทธิที่ตนยึด ถือหรือทิฏฐิของตนมีส่วนใดผิดพลาดไปจากหลักใหญ่ของพระศาสนา ก็ควรยอมรับในส่วนนั้น จะได้ปรับปรุงเข้าให้ถูกต้อง ซึ่งจะมีแต่ความดีงาม และทำให้เกิดความสมบูรณ์ ไม่ควรสละ พระศาสนา หรือลบล้างธรรม

  เพื่อจะรักษาทิฏฐิหรือลัทธิของตน พุทธศาสนิกชนทุกคนควรจะ ตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาหลักการของพระพุทธศาสนา และเอาใจใส่รับผิดชอบใน การทำหน้าที่รักษาสืบต่อพระพุทธศาสนา อย่าเห็นแก่บุคคลมากกว่าเห็นแก่ธรรม หรือยอมสละธรรมเพราะเห็นแก่บุคคล

   ความเป็น อนัตตา นี้ เป็นคำสอนสำคัญยิ่งหลักหนึ่ง ในบรรดาหลักธรรมสำคัญที่เป็นข้อพิเศษ ของพระพุทธศาสนาซึ่งทำให้พระพุทธศาสนาเป็นพระพุทธศาสนา อันแตกต่างหรือแยกออกได้จากศาสนาอื่น การเข้าใจถูกต้องหรือถือผิดต่อหลักอนัตตานี้ มีความสำคัญถึงขั้นเป็นความเป็นความตายของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ถ้าเราถือผิดหลงผิดในเรื่องนี้ ก็เท่ากับเป็นการช่วยทำลายพระพุทธศาสนาเพราะฉะนั้นจึงควรทำใจให้บริสุทธิ์เป็นกลาง ตัดความรู้สึกที่จะกระทบกระทั่ง ตัดความเห็นแก่ท่านผู้นั้นผู้นี้และแม้แต่ความยึดถือต่างๆ ที่เนื่องด้วยตนและของตนออกเสีย มุ่งแต่อรรถมุ่งแต่ธรรม คิดแต่จะเข้าให้ถึง

  ความจริง เอาธรรมเอาความเป็นจริงเป็นที่หมาย สละละปล่อยวางสิ่งขวางใจได้ เพื่อเห็นแก่ความบริสุทธิ์แห่งพระสัทธรรมและความดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติดี หรือปฏิบัติก้าวหน้าไปแล้วในระหว่าง ก็อาจจะมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกิดขึ้นได้บ้าง เมื่อรู้เห็นเข้าใจจุดที่ผิดพลาดนั้นแล้ว แก้ไขหรือปรับให้สอดคล้องตามธรรม ความดีที่มีอยู่แล้ว ก็จะยิ่งงอกงามสมบูรณ์เป็นผู้ที่ท่านยกย่องสรรเสริญในพระพุทธศาสนา