ประมวลเรื่องเทวดา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ


 คำว่า เทวดา หมายถึงชาวสวรรค์ทั้งเพศชายและเพศหญิง ในเทวภูมิ ๖ ชั้น คือ ชั้นจาตุมมหาราชิกา ๑ชั้นดาวดึงส์ ๑ ชั้นยามา ๑ ชั้นดุสิต ๑ ชั้นนิมมานรดี ๑ ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ๑  ชั้นจาตุมมหาราชิกาตั้งอยู่ตอนกลางของภูเขาสิเนรุซึ่งเสมอกันกับยอดเขายุคันธรมีท้าวมหาราช ๔ องค์ปกครอง คือ
 ๑. ท้าวธตรฐปกครองเทวดาคนธรรพ์อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุ
 ๒. ท้าววิรุฬหกปกครองพวกกุมภัณฑ์อยู่ทางทิศใต้ของภูเขาสิเนรุ
 ๓. ท้าววิรูปักข์ปกครองพวกนาคอยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ
 ๔. ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณปกครองพวกยักษ์อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาสิเนรุ
 ชั้นดาวดึงส์เดิมทีเป็นที่อยู่ของพวกอสูร ท้าวเวปจิตติเป็นผู้ปกครอง ยังเป็นป่า ต่อมาท้าวสักกเทวราชกับเทพผู้สหจรรวม ๓๓ องค์เกิดขึ้นจึงเป็นสถานที่รุ่งเรืองมีเวชยันตปราสาท มีสุธรรมาสภาที่ประชุมเทวดา มีสวนนันทวันมีสวนจิตรลดามีโปกขรณีสุนันทาเกิดขึ้นเพราะบุญญานุภาพของท้าวสักกเทวราชและพระราชเทวีเทพนครมีกำแพงล้อม มีเชิงเทินและหอรบพร้อมสรรพ ท้าวเธอมีพระเทวี ๔ องค์ คือพระนางสุธัมมา พระนางสุจิตรา พระนางสุนันทา พระนางสุชาดาโปรดพระนางสุชาดามากเสด็จไปข้างไหนเอาไปด้วย ท้าวเธอมีช้างเอราวัณ ๓ เศียรเป็นพาหนะ (เป็นช้างเทพบุตรจำแลง) มีเวชยันตปราชรถสำหรับทรง พระมาตลีเป็นสารถีพวกเทวดากับพวกอสูรไปปรองดองกัน ทำสงครามกันทุกปี ถึงหน้าดอกจิตตปาตลิของพวกอสูรบานพวกอสูรยกพลมาทำสงครามกับเทวดา ต่างรุกได้บ้าง ต้องล่าถอยบ้าง ในที่สุดพวกอสูรแพ้ถูกพวกเทวดาขับตกสมุทรลงไป ท้าวสักกเทวราชตั้งความเป็นเอกราชขึ้นได้ปกครองตลอดทั่วไป
 ชั้นยามามีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครองชั้นยามานี้ตั้งอยู่ในอากาศจึงไม่มีภุมมเทวดา มีแต่อากาสเทวดาพวกเดียว ส่วนวิมานทิพยสมบัติและร่างกายของเทวดาชั้นยามานี้ประณีตสวยงามมากกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และอายุขัยก็ยืนยาวมากกว่า บริเวณของชั้นยามานี้แผ่กว้างออกไปเสมอด้วยกำแพงจักรวาลมีวิมานอันเป็นที่อยู่ของเทวดาในชั้นนี้อยู่ตลอดทั่วไป
 ชั้นดุสิตมีท้าวสันดุสิตเป็นผู้ปกครองดูเป็นชั้นศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เกิดและเป็นที่อยู่แห่งพระโพธิสัตว์ พระพุทธบิดาพระพุทธมารดาและท่านผู้วิเศษอื่นแต่ไม่พบคำพรรณนาถึงสถานที่นอกจากมีวิมาน
 ชั้นนิมมานรดีมีท้าวสุนิมมิตเป็นผู้ปกครองเทวดาชั้นนี้เป็นจำพวกบริบูรณ์ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งนิรมิตเอาเองได้ไม่มีคู่ครองเป็นประจำ เทพบุตรหรือเทพธิดาที่อยู่ในชั้นนี้เวลาใดอยากเสวยกามคุณซึ่งกันและกันเวลานั้นตนเองก็เนริมิตเป็นเทพบุตรเทพธิดาขึ้น
 ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีมีท้าวนิมมิตวสวัตตี(วสวัตตีมาร)เป็นผู้ปกครองเทวดาชั้นนี้ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ต้องนิรมิตเองมีเทวดาอื่นนิรมิตให้อีกทีหนึ่ง วสวัตตีมารเป็นมิจฉาเทวดาไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นผู้คอยขัดขวางให้เกิดอุปสรรคต่อพระพุทธเจ้านับตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์จนถึงปรินิพพาน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว๓๐๐ ปี พระมหาเถระอุปคุตได้ทรมานพระยามารเสียจนสิ้นพยศให้กลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจนถึงกับปรารถนาพุทธภูมิในกาลข้างหน้า
 ในเทวตาและเทวปุตตสังยุตนี้คำว่า เทวดา ประสงค์เอาเทพบุตรเทพธิดาองค์ใดองค์หนึ่งในบรรดาชั้นรูปาวจรภูมิโดยเฉพาะเทวดาชั้นดาวดึงส์เทวดาทั้งหลายเมื่อมาสู่ที่บำรุงของพระพุทธเจ้าหรือพุทธสาวก ย่อมมาในเวลามัชฌิมยามนี้เป็นนิยามของเทวดาทั้งหลายเทวดาทั้งหลายเมื่อมาสู่โลกมนุษย์ละวรรณะที่มีอยู่ตามปกติและฤทธิ์ตามปกติแล้วทำอัตภาพให้หยาบทำวรรณะได้มากอย่าง ทั้งทำฤทธิ์ก็ได้หลายอย่างเมื่อจะไปสู่สถานที่ทั้งหลายมีสถานที่เป็นที่แสดงมหรสพเป็นต้นย่อมมาด้วยกายอันตนตกแต่งแล้วเทวดาทั้งหลายชั้นกามาวจรแม้มีกายอันตนมิได้ตกแต่งแล้วก็สามารถเพื่อจะมาในที่นั้นได้เทวดาทั้งหลายมาสู่ที่บำรุงแห่งบุคคลผู้เลิศในโลกด้วยประโยชน์อันใดเป็นผู้ใคร่เพื่อทูลถามถึงประโยชน์อันนั้นจึงทำอัญชลีกรรมอันรุ่งเรืองแล้วด้วยอันประชุมแห่งเล็บทั้งสิบนมัสการประดิษฐานไว้เหนือศีรษะแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง จริงอยู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรเคารพในฐานครูย่อมยืนอยู่ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง โดยเว้นโทษของการยืน ๖ อย่าง คือ ยืนไกลเกินไป ๑ยืนใกล้เกินไป ๑ ยืนเหนือลม ๑ ยืนในที่สูง ๑ ยืนตรงหน้าเกินไป ๑ ยืนข้างหลังเกินไป๑
 จริงอยู่ บุคคลผู้ยืนไกลเกินไปถ้าประสงค์จะพูดก็จะต้องพูดเสียงดังถ้ายืนใกล้เกินไปย่อมจะเบียดเสียดกัน ถ้ายืนเหนือลมย่อมเดือดร้อนด้วยกลิ่นตัวถ้ายืนในที่สูงย่อมประกาศถึงความไม่เคารพยืนตรงหน้าเกินไปถ้าประสงค์จะมองก็จะต้องจ้องตากันยืนข้างหลังเกินไปถ้าใคร่จะเห็นหน้าก็จะต้องชะเง้อคอดู
 ความประสงค์ของเทวดาทั้งหลายผู้มายังมนุษย์โลกคือ ต้องการทูลถามปัญหา ๑ ต้องการแสดงความเห็นของตนเอง ๑ต้องอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าและพุทธสาวก ๑ ต้องการบำเพ็ญกุศล ๑ต้องการตักเตือนภิกษุเป็นต้น ๑ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 ๑.๑เรื่องการข้ามโอฆะ
 เทวดาทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ข้ามโอฆะอย่างไร ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ข้ามโอฆะได้แล้ว
 เทวดาทูลถามว่าพระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เมื่อเราพักอยู่เราก็จมอยู่โดยแท้ เมื่อเราเพียรอยู่เราก็ลอยอยู่โดยแท้"
 เทวดาทูลว่า"นานนักหนอที่ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสพพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พัก ไม่เพียรข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้" (สัง.๑๕/โมฆตรณสูตร/๑-๓/๑-๒)อรรถกถาธิบาย
 โอฆะ (ห้วงน้ำ) มี ๔ คือ กาโมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑ ความยินดีพอใจในกามคุณ ๕ชื่อว่ากาโมฆะ ความยินดีพอใจในรูปารูปภพและความใคร่ในฌาน ชื่อว่าภโวฆะ ทิฐิ ๖๒ชื่อว่าทิฏโฐฆะ ความไม่รู้ในสัจจะ ๔ ชื่อว่าอวิชโชฆะ
 กาโมฆะย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทอันสหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง
 ภโวฆะย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทอันสหรคตด้วยโลภทิฏฐิคตวิปปยุต ๔ ดวง
 ทิฏโฐฆะย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิคตะ ๔ ดวง
 อวิชโชฆะย่อมเกิดขึ้นในอกุศลทั้งปวง
 ธรรมทั้งหมดนี้ชื่อว่าโอฆะเพราะเป็นเหตุนำสัตว์ไป ให้สัตว์ตกไปในเบื้องต่ำ จริงอยู่โอฆะนี้ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจของตนให้ตกไปในเบื้องต่ำ คือให้เกิดในทุคติต่าง ๆ มีนรกเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ให้ไปในเบื้องบน คือพระนิพพาน ย่อมให้เป็นไปในเบื้องต่ำ คือ ในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗และสัตตาวาส ๙
 ธรรมทั้งหมดนี้ชื่อว่าโอฆะ เพราะเป็นหมู่ใหญ่เหตุหมู่แห่งกิเลสนี้ใหญ่แผ่กระจายอำนาจไปตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคภูมิหมู่แห่งกิเลสคือโอฆะนี้ใด ชื่อว่ามีความยินดีพอใจในกามคุณ ๕
 ธรรมดาบุคคลผู้ข้ามโอฆะต้องยืนอยู่ในที่อันตนควรยืนต้องพยายามในที่อันตนพึงข้ามจึงข้ามไปได้ แต่พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราไม่พักอยู่ไม่เพียรอยู่ ข้ามได้แล้วซึ่งกองกิเลส คือกิเลสเพียงดังโอฆะ (ห้วงน้ำวน)อันแผ่ควบคุมไปตั้งแต่อเวจีนรกจนถึงภวัคคภูมิ"จิตของเทวดาก็จะแล่นไปสู่ความสงสัยว่า "นั่นอะไรหนอ"จึงชื่อว่าไม่ทราบเนื้อความแห่งปัญหา
 การเทศนาของพระพุทธองค์ มี ๒อย่าง คือ แสดงโดยนิคคหมุขะ และอนุคคหมุขะ บรรดา ๒ อย่างนั้นบุคคลเหล่าใดมีความถือตัวว่าเป็นบัณฑิต ย่อมสำคัญในสิ่งที่ตนยังไม่รู้ ว่ารู้แล้วดุจพราหมณ์ ๕๐๐ ที่บวชเป็นบรรพชิต เพื่อข่มมานะของพราหมณ์และบรรพชิตเหล่านั้นพระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมเช่นกับพระสูตรทั้งหลายมีมูลปริยายสูตรเป็นต้นนี้ชื่อว่านิคคหมุขเทศนา สมดังที่ตรัสไว้ว่า "อานนท์เราจักกล่าวข่มบุคคลผู้ควรกล่าวข่ม เราจักกล่าวยกย่องบุคคลผู้ควรยกย่องภิกษุใดมีธรรมเป็นสาระ ภิกษุนั้นจักดำรงอยู่"
 ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้ตรงใคร่ต่อการศึกษาพระพุทธองค์ย่อมทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นกระทำให้เป็นผู้รู้ได้ง่ายเช่นในสูตรทั้งหลายมีอากังเขยยสูตรเป็นต้น ทั้งยังชนเหล่านั้นให้ปลอดโปร่งใจ เช่น "ดูก่อนติสสะผู้ยินดียิ่ง…ด้วยโอวาทอันเรากล่าวแล้ว ด้วยการศึกษาอันเรากล่าวแล้วด้วยอนุสาสนีอันเรากล่าวแล้ว"นี้ชื่อว่าอนุคคหมุขเทศนา
 เทวบุตรนี้มีมานะกระด้างสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต เขาได้มีความคิดว่า "เราย่อมรู้โอฆะย่อมรู้ซึ่งความที่พระตถาคตเจ้าทรงข้ามโอฆะได้แล้วแต่เรายังไม่รู้เหตุเพียงเท่านี้ว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้ามโอฆะด้วยเหตุนี้ได้อย่างไร"เรารู้อรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ คำใดน้อยหรือมากที่เรายังไม่รู้เราจักรู้คำนั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกแล้วเพราะคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างไรนั้นเรายังไม่ทราบ"
 พระบรมศาสดาจึงตรัสปัญหาทำให้เป็นปัญหาซ่อนเร้นเข้าใจยาก ด้วยพระดำริว่า "เทวบุตรนี้ยังไม่ละมานะนี้ ก็ไม่ควรเพื่อจะรับธรรมเทศนาเปรียบเหมือนผ้าที่ยังเศร้าหมอง (ยังไม่ซักให้สะอาด)ไม่ควรจะย้อมสีเราจักข่มมานะของเทวบุตรนี้ก่อนแล้วจักประกาศเนื้อความนั้นแก่เธอโดยไม่มีจิตต่ำเช่นนี้ถามอยู่"
 เทวบุตรผู้มีมานะอันพระพุทธองค์นำออกแล้วทูลถามว่า "พระองค์ไม่พักไม่เพียรข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า ?"
 พระพุทธองค์เมื่อจะตรัสตอบปัญหา จึงแสดงธรรมหมวดทุกะ ๗ หมวด คือ ว่าด้วยอำนาจกิเลสเมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่าย่อมจม ว่าด้วยอำนาจอภิสังขาร เมื่อบุคคลเพียรชื่อว่าย่อมลอย ๑ ว่าด้วยตัณหาทิฐิ เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่าย่อมจมว่าด้วยอำนาจกิเลสที่เหลือและอภิสังขารทั้งหลาย เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอย ๑ว่าด้วยอำนาจแห่งตัณหา เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่าย่อมจม ว่าด้วยอำนาจแห่งทิฐิเมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอย ๑ ว่าด้วยสัสสตทิฐิ เมื่อบุคคลพักอยู่ชื่อว่าย่อมจม ว่าดเวยอุจเฉททิฐิ เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอยเพราะภวทิฐิยึดมั่นในมานะอันเฉื่อยชา แต่วิภวทิฐิยึดมั่นในการแล่นเลยไป ๑ว่าด้วยอำนาจการติด เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่าย่อมจม ว่าด้วยอำนาจอุทธัจจะเมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอย ๑ ว่าด้วยกามสุขัลลิกานุโยค เมื่อบุคคลพักอยู่ชื่อว่าย่อมจม ว่าด้วยอัตตกิลมถานุโยค เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอย ๑ว่าด้วยอำนาจแห่งอกุสลาภิสังขารทั้งหมด เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่าย่อมจมว่าด้วยอำนาจแห่งกุสลาภิสังขารอันเป็นโลกีย์ทั้งหมด เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่าย่อมลอย๑ สมดังที่ตรัสที่ตรัสไว้ว่า "จุนทะ อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่อกุศลธรรมทั้งหมดเหล่านั้นพึงส่งไปในเบื้องต่ำ กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่กุศลธรรมทั้งหมดเหล่านั้นพึงส่งไปในเบื้องบน"
 เทวดาฟังวิสัชนาปัญหานี้แล้วดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลเป็นผู้ยินดีแล้ว เลื่อมใสแล้ว ประกาศอยู่ซึ่งความยินดีและความเลื่อมใสของตนแล้วจึงกล่าวว่า "นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก"ได้บูชาพระทศพลด้วยของหอมทั้งหลายและพวงดอกไม้ทั้งหลายแล้วกลับไปสู่ภพของตน

 ๑.๒เรื่องวิธีข้ามโอฆะ
 เทวดาทูลถามว่าบุคคลควรตัดเท่าไร ควรละเท่าไร ควรบำเพ็ญคุณอันยิ่งเท่าไรภิกษุล่วงธรรมเครื่องข้องเท่าไร พระองค์จึงตรัสว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าบุคคลควรตัดสังโยชน์เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างควรละสังโยชน์เป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง ควรบำเพ็ญอินทรีย์อันยิ่ง ๕ อย่างภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง เรากล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว (สัง.๑๕/กติฉินทิสูตร/๑๑-๑๒/๓-๔)อรรถกถาธิบาย
 คำว่า"โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕"เป็นเครื่องฉุดคร่าให้ตกไปในเบื้องต่ำเหมือนกับก้อนหินที่เขาผูกเท้าไว้จะพึงตัดสังโยชน์นั้นได้ด้วยพระอนาคามิมรรคและคำว่าว่า"อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕"ซึ่งฉุดคร่าไว้เบื้องบนเหมือนกับกิ่งไม้ที่บุคคลใช้มือจับไว้ จะพึงละสังโยชน์นั้นได้ด้วยพระอรหัตตมรรคเมื่อบุคคลเจริญคุณวิเศษให้มากยิ่งขึ้นกว่าเพื่อต้องการตัดและเพื่อต้องการละสังโยชน์เหล่านั้นควรเจริญอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น
 ธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่างได้แก่ เครื่องข้องคือราคะ ๑ เครื่องข้องโทสะ ๑ เครื่องข้องคือโมหะ ๑เครื่องข้องคือมานะ ๑ เครื่องข้องคือทิฐิ ๑

 ๑.๓เรื่องการทราบมรรคผลนิพพาน
 เทวดาทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ พระองค์ย่อมทรงทราบมรรคเป็นทางหลีกพ้นผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัดของสัตว์ทั้งหลายหรือ ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเราย่อมรู้จัก
 เทวดาทูลถามว่า"พระองค์ทรงทราบอย่างไรเล่า ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เราย่อมรู้จักมรรคเป็นทางหลีกพ้นผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัดของสัตว์ทั้งหลายเพราะความสิ้นภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล ๑ เพราะความสิ้นแห่งสัญญาและวิญญาณ ๑เพราะความดับ ๑ เพราะความสงบแห่งเวทนาทั้งหลาย ๑" (สัง.๑๕/นิโมกขสูตร/๔-๖/๒-๓)อรรถกถาธิบาย
 จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมหลีกพ้นจากเครื่องผูกคือกิเลสได้ด้วยมรรค ท่านจึงกล่าวว่ามรรคเป็นทางหลีกพ้นของสัตว์ทั้งหลาย ส่วนในขณะแห่งผลสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผู้คือกิเลส ท่านจึงกล่าวว่าผลเป็นความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งหลายทุกข์ทั้งปวงของสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับไปเพราะบรรลุพระนิพพาน ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระนิพพานเป็นที่สงัด
 ธรรมเหล่านี้ทั้งหมด (มรรค ผล)เป็นชื่อของพระนิพพาน เพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมหลุดพ้นย่อมสงบระงับจากทุกข์ทั้งหมดเพราะบรรลุพระนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานท่านจึงกล่าวว่าหลีกพ้น หลุดพ้นที่สงัด
 ความสิ้นไปรอบแห่งกัมมภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูลหรือความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลินและภพ ได้แก่สังขารอันกัมมภพถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอภิสังขารคือ กรรม ๓ อย่าง ขัน ๒ คือเวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์ อันประกอบด้วยธรรมคือสังขารขันธ์นั้นอันสัญญาและวิญญาณขันธ์ถือเอาแล้ว แต่เวทนาอันประกอบด้วยขันธ์ ๓ คือ สัญญา สังขารและวิญญาณขันธ์เหล่านั้น ท่านถือเอาแล้วด้วยการถือเอานามธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้นนิพพานซึ่งดับกิเลสยังมีชีวิตอยู่ (สอุปาทิเสสนิพพาน)อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไปคือเป็นที่สงัดแห่งนามขันธ์ ๔ อันเป็นอนุปาทินนกะ (ไม่มีใจครอง)
 ความดับและความสงบแห่งเวทนาอันเป็นอุปาทินนกะ ได้แก่ขันธ์ ๓ อันประกอบด้วยเวทนานั้นเป็นธรรมอันท่านถือเอาแล้วโดยการถือเอาเวทนารูปขันธ์ท่านก็ถือเอาด้วยสามารถแห่งวัตถุและอารมณ์ของนามขันธ์เหล่านั้นนิพพานอันไม่มีกัมมชรูปและวิบากขันธ์เหลืออยู่ (อนุปาทิเสสนิพพาน)จึงตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไป คือเป็นที่สงัดแห่งขันธ์ ๕อันเป็นอนุปาทินนกะ
 สังขารขันธ์ ท่านถือเอาโดยการถือเอานันทิ (ความเพลิดเพลิน) รูปขันธ์คืออุปปัตติภพ เมื่อกล่าวโดยย่อ ขันธ์ ๓เป็นธรรมอันท่านถือเอาด้วยสัญญาขันธ์เป็นต้นพระนิพพานอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งความไม่มีต่อไปคือเป็นที่สงัดแห่งขันธ์ ๕

 ๑.๔เรื่องยานพาหนะไปพระนิพพาน
 เทวดาทูลถามว่า"ป่าชัฏชื่อโมหนะอันหมู่นางอัปสรประโคมแล้ว อันหมู่ปีศาจสิงอยู่แล้วทำไฉนจึงจะหนีไปได้ ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดังประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาสติเป็นเกราะกั้นของรถนั้นเรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถียานชนิดนี้มีอยู่แก่หญิงหรือชาย เขาย่อมไปในสำนักพระนิพพานด้วยยานนี้" (สัง.๑๕/อัจฉราสูตร/๑๔๓-๑๔๔/๓๗)อรรถกถาธิบาย
 เทวบุตรองค์นี้เคยบวชในพระพุทธศาสนาบำเพ็ญวัตรปฏิบัติอยู่ ปวารณาแล้วในกาลแห่งตนมีพรรษา ๕ทำมาติกาทั้งสองให้แคล่วคล่อมแล้ว ศึกษาแล้วถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเรียนพระกรรมฐานอันเป็นที่พอใจแล้ว เป็นผู้ประพฤติเบาพร้อม เข้าไปสู่ป่าคิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตว่า มัชฌิมยามอันใดเป็นส่วนแห่งการนอนเมื่อมัชฌิมยามนั้นถึงพร้อมแล้ว เราก็ยังกลัวต่อความประมาท จึงสละเตียงนอนแล้วพยายามทั้งกลางคืนและกลางวันทำกรรมฐานไว้ในใจลมทั้งหลายเพียงดังศัสตราเกิดขึ้นในภายในแห่งภิกษุนั้น ทำลายชีวิตเสียแล้วภิกษุนั้นได้ทำกาละในเพราะธุระคือความเพียรอนึ่งภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจงกรมอยู่ในเพราะการจงกรมก็ตามยืนอยู่เพราะอาศัยส่วนที่เป็นเครื่องเหนี่ยวไว้ก็ตามวางจีวรไว้ที่สุดแห่งที่จงกรมเหนือศีรษะแล้วนั่งหรือนอนก็ตามกำลังแสดงธรรมบนธรรมาสน์อันเขาตกแต่งในท่ามกลางแห่งบริษัทก็ตามย่อมทำกาละภิกษุนั้นทั้งหมดชื่อว่ากระทำกาละในเพราะธุระคือความเพียรภิกษุนี้ก็ทำกาละแล้วในที่เป็นที่จงกรมเพราะความที่ตนเป็นผู้มีอุปนิสัยน้อยจึงยังมิได้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ถือปฏิสนธิในภพดาวดึงส์ที่ประตูวิมานใหญ่ราวกะหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้นอัตภาพของเทวบุตรนั้นมีสามคาวุตเกิดขึ้นเหมือนเสาระเนียดปิดทองในขณะนั้น
 ภายในวิมาน นางอัปสรประมาณหนึ่งพันเห็นเทวบุตรนั้นแล้วกล่าวว่าเทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักให้เทวบุตรนั้นพอใจจึงถือเอาเครื่องดนตรีมาแวดล้อมแล้วเทวบุตรนั้นย่อมไม่รู้ซึ่งความที่ตนเป็นผู้จุติแล้วก่อนยังสำคัญว่าตนเป็นบรรพชิตอยู่นั่นแหละจึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยวถึงที่อยู่จึงเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่งดุจภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเอาผ้าที่วางกองไว้ข้างบนมาทำเฉวียงบ่าข้างหนึ่งสำรวมอินทรีย์ทั้งหลายแล้วได้ยืนก้มหน้าอยู่ พวกนางอัปสรเหล่านั้นทราบว่าเทวบุตรนี้เป็นเทวบุตรมาแต่สมณะโดยเห็นการเคลื่อนไหวกายของเทวบุตรนั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่เทวบุตรผู้เป็นเจ้า นี้ชื่อว่าเทวโลกขณะนี้มิใช่โอกาสที่จะทำสมณธรรม ที่นี้เป็นโอกาสที่จะเสวยสมบัติเทวบุตรนั้นได้ยืนอยู่เหมือนอย่างนั้น นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่าเทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้ จึงบรรเลงดนตรีทั้งหลายเทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ ได้ยืนอยู่แล้วเหมือนอย่างนั้นเทพธิดาทั้งหลายเหล่านั้นจึงวางกระจกอันให้เห็นกายทั้งหมดไว้ข้างหน้าเทวบุตรนั้นเห็นเงาในกระจกแล้วจึงทราบความที่ตนเป็นผู้จุติแล้วได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะสมบัติด้วยอันคิดว่าเราทำสมณธรรมมิได้ปรารถนาฐานะเช่นนี้ เราปรารถนาพระอรหัตอันเป็นอุดมประโยชน์พิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทองจึงคิดว่า ชื่อว่าสมบัติในสวรรค์นี้เป็นของหาได้ง่ายความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยากราวกะนักมวยปล้ำหยั่งลงสู่ที่ที่รบกันย่อมต้องการของมีค่า แต่กลับได้กำแห่งหัวมันจึงมิได้เข้าไปสู่วิมานเลย ผู้อันหมู่นางอัปสรแวดล้อมแล้วด้วยทั้งศีลมิได้ทำลายนั่นแหละมาสู่สำนักของพระทศพล ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวว่าป่าชัฏชื่อโมหนะอันหมู่แห่งนางอัปสรให้กึกก้องแล้วด้วยการขับร้องและดนตรีเทวบุตรนั้นย่อมกล่าวทำหมู่แห่งนางอัปสรนั้นว่าเป็นหมู่แห่งปีศาจย่อมไม่ชอบใจที่จะกล่าวหมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งเทวดาย่อมกล่าวหมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งปีศาจ ก็เพราะจิตตนิยมโดยความเป็นผู้หนักแน่นของตน และไม่กล่าวว่าสวนนันทวันว่าเป็นสวนนันทวันย่อมกล่าวสวนนันทวันว่าเป็นป่าโมหนะ (ป่าเป็นที่หลง) การออกไปจักมีได้อย่างไรการก้าวออกไปจักมีได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระองค์จงตรัสบอกวิปัสสนาอันเป็นปทัฏฐาน (เหตุใกล้)แห่งพระอรหัตแก่ข้าพระองค์
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอยู่ว่าเหตุที่เทวบุตรนี้กำหนดอยู่นั่นแหละเป็นอะไรหนอทรงทราบแล้วซึ่งความที่เทวบุตรนั้นเป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ จึงทรงดำริว่าเทวบุตรนี้ทำกาละเพราะความเพียรอันแรงกล้าแล้วเกิดในเทวโลกทั้งอัตภาพของเธอนั้นในที่เป็นที่จงกรมนั่นแหละแม้ในวันนี้ก็มิได้ทำลายศีลมาแล้ว ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นก่อนว่าเธอจงชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน จงเจริญสมาธิ จงทำกัมมัสสกตปัญญาให้ตรงราวกะนายช่างจิตรกรทำการตกแต่งฝาผนัง บอกแก่อันเตวาสิกผู้ไม่มั่นใจในการกระทำผู้เริ่มทำครั้งแรก ผู้ไม่ชำนาญในการทำฉะนั้นแต่เมื่อบุคคลผู้กระทำเคยประกอบแล้วประกอบทั่วแล้วพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมตรัสบอกสุญญตาวิปัสสนาทีเดียวซึ่งเป็นสภาวะสุขุมลึกซึ้งอันเป็นปทัฏฐานแห่งพระอรหัตมรรค
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าพระทัยดีว่าเทวบุตรนี้เป็นผู้กระทำ ผู้มีศีลยังมิได้ทำลายก็มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต เมื่อจะทรงบอกสุญญตาวิปัสสนาจึงตรัสคำมีอาทิว่า มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ชื่อว่าทางตรงเพราะความที่ทางนั้นไม่มีการคดทั้งหลาย มีการคดทางกายเป็นต้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัยทรงหมายเอาพระนิพพาน จริงอยู่ ในพระนิพพานนั้น ภัยอะไร ๆ ก็ไม่มีหรือภัยนั้นย่อมไม่มีแก่ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไม่มีเสียงดังทรงพระประสงค์เอามรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนอย่างว่าเมื่อเพลาแห่งรถไม่มีน้ำมันหยอด หรือเมื่อคนขึ้นมากเกินไป ธรรดารถก็ต้องมีเสียงดังคือย่อมส่งเสียงดัง ฉันใด รถคืออริยมรรค ฉันนั้นหามิได้ จริงอยู่รถคืออริยมรรคนั้นแม้สัตว์ตั้ง ๘๔,๐๐๐ ขึ้นอยู่โดยการนำไปคราวเดียวกันย่อมไม่ดังย่อมไม่ส่งเสียง
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ารถประกอบพร้อมแล้วด้วยล้อคือธรรมทั้งหลายกล่าวคือความเพียรทางกายและทางใจ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หิริเป็นฝาของรถนั้นก็ทรงถือเอาโอตตัปปะด้วยศัพท์ว่าหิรินั่นแหละ จริงอยู่เมื่อนักรบทั้งหลายยืนอยู่บนรถอันมีในภายนอกย่อมมีฝาที่ทำด้วยไม้เพื่อต้องการแก่อันมิให้ตกไป ฉันใดหิริและโอตตัปปะแห่งรถคือมรรคนี้อันมีทั้งภายในและภายนอกเป็นสมุฏฐานเป็นเครื่องป้องกันฉันนั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สติเป็นเกราะกั้นของรถนั้นจริงอยู่ สติอันสัมปยุตด้วยรถคือมรรคแม้นี้เป็นเกราะกำบังราวกะรถของนักรบที่หุ้มด้วยวัตถุทั้งหลายมีหนังสีหะเป็นต้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถี จริงอยู่สัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนานำหน้าไป คือเป็นเครื่องดำเนินไปก่อนแห่งมรรคนั้นมีอยู่เพราะเหตุนั้น มรรคนั้นจึงชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐินำหน้า ธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้านั้นเหมือนอย่างว่าเมื่อราชบุรุษทั้งหลายทำหนทางให้สะอาดโดยการนำชนทั้งหลายมีคนบอดคนง่อยเป็นต้นออกไปก่อนแล้วพระราชาจึงเสด็จมาในภายหลัง ฉันใดเมื่อธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นอันสัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนาชำระให้หมดจดแล้วด้วยสามารถแห่งความเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นสัมมาทิฏฐิแห่งมรรคอันกำหนดรู้อยู่ซึ่งวัฏฏะได้แล้วในภูมิ จึงเกิดขึ้นในภายหลังฉันนั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าให้เทศนาสำเร็จแล้ว ในที่สุดทรงแสดงสัจจะ ๔ในเวลาที่สุดลงแห่งเทศนา เทวบุตรตั้งอยู่เฉพาะแล้วในโสดาปัตติผล เหมือนอย่างว่าในเวลาที่พระราชาเสวยพระกระยาหาร พระองค์ก็ยกขึ้นเสวยโดยประมาณของพระองค์บุตรที่นั่งอยู่ที่ตักก็ย่อมทำคำข้าวโดยประมาณแก่ปากของตน ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ทรงแสดงเทศนาอันสุดยอดคือพระอรหัตอยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมบรรลุธรรมทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นโดนสมควรแก่ธรรมเป็นอุปนิสัยของคนฉะนั้นแม้เทวบุตรนี้ก็บรรลุโสดาปัตติผลแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวัตถุทั้งหลายมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป

 ๑.๕เรื่องชีวิตถูกชราต้อนเข้าหามรณะ
 เทวดากล่าวว่า"ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อนเข้าไปเรื่อยเมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็นภัยในมรณะพึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองและตรัสว่า"บุคคลเมื่อเห็นภัยในมรณะพึงละโลกามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด" (สัง.๑๕/อุปเนยยสูตร/๗-๘/๓)อรรถกถาธิบาย
 ฝูงโคอันนายโคบาลย่อมต้นไปฉันใด ชีวิตนี้ก็ฉันนั้น อันชราย่อมต้อนไปสู่สำนักแห่งความตายความที่ชีวิตคืออายุนั้นเป็นของน้อยโดยอาการ ๒ อย่าง คือเพราะเป็นไปกับด้วยรสคือความเสื่อมสิ้นไป และเพราะประกอบด้วยขณะคือครู่เดียว
 ความที่ชีวิตเป็นไปกับด้วยรสคือความเสื่อมสิ้นไป ดังพระดำรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นอยู่นาน บุคคลนั้นก็พึงเป็นอยู่ร้อยปี ต่ำกว่าบ้างเกินกว่าบ้าง"
 ความที่ชีวิตประกอบด้วยขณะคือครู่เดียว คือเมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยมากคือสักว่าเป็นไปเพียงจิตดวงเดียวเท่านั้น (ขณะมี ๓ คือ อุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ)อุปมาด้วยล้อแห่งรถ เมื่อหมุนไป ย่อมหมุนไปโดยส่วนแห่งกงรถหนึ่งเท่านั้นเมื่อหยุดอยู่ ก็ย่อมหยุดอยู่โดยส่วนแห่งกงรถหนึ่ง ฉันใดชีวิตของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปในขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง ฉันนั้นเมื่อจิตดวงนั้นสักว่าแตกแล้ว ท่านก็เรียกว่า สัตว์ตายแล้วเหมือนคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
 "ในขณะแห่งจิตอันเป็นอดีตบุคคลชื่อว่าเป็นอยู่แล้ว มิใช่กำลังเป็นอยู่ มิใช่จักเป็นอยู่ในขณะแห่งจิตอันเป็นอนาคตบุคคลชื่อว่าจักเป็นอยู่มิใช่เป็นอยู่แล้วมิใช่กำลังเป็นอยู่ในขณะแห่งจิตอันเป็นปัจจุบันบุคคลชื่อว่ากำลังเป็นอยู่มิใช่เป็นอยู่แล้วไม่ใช่จักเป็นอยู่"
 "ชีวิตอัตตภาพ สุขและทุกข์ทั้งหมดประกอบด้วยจิตดวงเดียวขณะของจิตนั้นย่อมเป็นไปเร็วพลัน"
 "จิตเหล่าใดของสัตว์ที่กำลังดำรงอยู่หรือกำลังตายแตกดับไปแล้วในปวัตติกาลนี้ จิตเหล่านั้นทั้งหมดหาได้กลับมาเกิดอีกไม่แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน"
 "เพราะจิตไม่เกิดสัตว์โลกก็ชื่อว่าไม่เกิด เพราะจิตเกิดขึ้นเฉพาะหน้า สัตว์โลกก็ชื่อว่าเป็นอยู่เพราะความแตกดับแห่งจิต สัตว์โลกจึงชื่อว่าตายแล้วนี้เป็นบัญญัติเนื่องด้วยปรมัตถ์"
 ภัยมี ๓ อย่าง คือการเข้าถึงความตายแห่งชีวิตตินทรีย์ ๑ ความที่ชีวิตินทรีย์มีอายุเล็กน้อย ๑ความที่ไม่มีเครื่องต้านทานของบุคคลผู้อันชราต้อนไปแล้ว ๑เมื่อบุคคลเข้าถึงชราแล้วหรือถูกชราต้อนเข้าไปสู่สำนักแห่งความตาย ใคร ๆชื่อว่าสามารถเพื่อจะให้ความป้องกัน คือให้ความปลอดภัยให้เป็นที่พึ่งอาศัยย่อมไม่มีวิญญูชนพึงทำบุญทั้งหลายอันนำความสุขมาให้ เพราะเหตุนั้น เทวดาหมายเอารูปาวจรฌานจึงถือเอาบุพเจตนา มุญจนเจตนา และอปรเจตนาแล้วกล่าวถึงบุญทั้งหลาย ถือเอาความชอบใจความใคร่ และความสุขในฌานแล้ว จึงกล่าวว่าบุญทั้งหลายนำความสุขมาให้
 เทวดาได้มีความคิดว่า "โอหนอสัตว์ทั้งหลายเจริญฌานแล้ว มีฌานยังไม่เสื่อม กระทำกาละแล้วพึงดำรงอยู่ในพรหมโลกตลอดเวลาอันยาวนาน คือประมาณ ๑ กัปบ้าง ๔ กัปบ้าง ๘ กัปบ้าง ๑๘กัปบ้าง ๓๒ กัปบ้าง ๖๔ กัปบ้าง"เพราะตนเองเกิดในพรหมโลกที่มีอายุยาวนานจึงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้กำลังตายกำลังเกิดที่มีอายุน้อยในเทวดาชั้นกามาวจรเบื้องต่ำเช่นกับการตกลงแห่งเม็ดฝนพอถูกกระทบก็แตกไปเพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวอย่างนี้
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่าเทวดาย่อมกล่าววัฏฏกถา (ถ้อยคำอันเป็นไปในวัฏฏะ) อันไม่เหมาะสมจึงทรงแสดงวิวัฏฏกถาแก่เทวดานั้น
 โลกามิสมี ๒ อย่าง คือ ปริยายโลกามิส (โลกามิสที่เป็นเหตุ) นิปปริยายโลกามิส (โลกามิสที่ไม่เป็นเหตุ) วัฏฏะอันเป็นในภูมิ๓ เรียกว่าปริยายโลกามิส ปัจจัยคือเครื่องอาศัย ๔ อย่