๑.๑๒เรื่องผู้ปฏิบัติธรรมควรทำตัวเหมือนคนถูกหอกแทง
 เทวดาทูลว่า"ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบเพื่อละกามราคะเหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอกมุงมั่นที่จะถอนหอกออกเสียและเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะมุ่งมั่นที่จะดับไฟเสียฉะนั้น"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสริมว่า"ภิกษุควรจะมีสติละเว้นสักกายทิฏฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอกและเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ" (สัง.๑๕/สัตติสูตร/๕๖-๕๗/๑๕)อรรถกถาธิบาย
 เครื่องประหารมี๔ อย่าง คือ โอมัฏฐะ ๑ อุมัฏฐะ ๑ มัฏฐะ ๑ วิมัฏฐะ ๑ บรรดาเครื่องประหารเหล่านั้นเครื่องประหารที่เขาวางไว้ข้างบนให้มีหน้าลงเบื้องต่ำ ชื่อว่าโอมัฏฐะเครื่องประหารที่เขาวางไว้ข้างบนให้มีหน้าขึ้นข้างบน ชื่ออุมัฏฐะเครื่องประหารที่เขาใช้แทงทะลุไปราวกะว่าลิ่มกลอนประตู ชื่อมัฏฐะ ชื่อมัฏฐะเครื่องประหารแม้ทั้งหมดที่เหลือ ชื่อว่าวิมัฏฐะ ในพระสูตรนี้ท่านมุ่งเอาเครื่องประหารที่ชื่อว่าโอมัฏฐะเพราะเครื่องประหารชนิดนี้ทารุณกว่าเครื่องประหารทั้งหมดดุจถูกหอกที่มีคมไม่ดีแทงแล้วเยียวยาลำบาก มีโทษภายใน คือมีน้ำเหลืองและเลือดคั่งอยู่ที่ปากแผลไม่มีน้ำเหลืองและเลือดไหลออกจึงทำให้สั่งสมอยู่ภายในผู้ต้องการจะนำปุพโพโลหิตออกต้องผูกผู้ป่วยไว้กับเตียงแล้วทำให้ศีรษะห้อยลงเขาย่อมถึงการตาย หรือทุกข์ปางตาย
 เทวดากล่าวว่าบุรุษถูกแทงด้วยหอกรีบพยายามทำความเพียรมุ่งมั่นเพื่อจะรักษาแผลโดยการดึงหอกออกและบุรุษถูกไฟไหม้ที่ศีรษะ รีบพยายามทำความเพียรมุ่งมั่นเพื่อดับไฟ ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นพึงมีสติไม่ประมาทอยู่เพื่อละกามราคะ
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่าคาถาที่เทวดานำมาตั้งไว้ ทำอุปมาไว้มั่นคง แต่ถือเอาประโยชน์ได้นิดหน่อยแม้จะกล่าวซ้ำซาก เพราะเขากล่าวถึงการละโดยการข่มกามราคะอย่างเดียวก็กามราคะอันมรรคยังไม่ถอนขึ้นตราบใด ตราบนั้น ก็ยังมีการตามผูกพันเรื่อยไปเพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงถือเอาคำอุปมานั้นแล้วทรงเปลี่ยนแสดงด้วยสามารถแห่งมรรคจึงตรัสว่า ภิกษุควรมีสติ ละเว้นสักกายทิฏฐิเป็นต้น

 ๑.๑๓ เรื่องสัตบุรุษ
 พวกเทวดาสตุลลปกายิกา (ผู้เทิดทูนธรรมของสัตบุรุษ) มากด้วยกัน มีวรรณะอันงามยิ่งนักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ถวายอภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 เทวดาองค์ที่หนึ่งทูลว่า"บุคคลควรนั่งร่วม ควรทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ ทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วมีแต่คุณอันประเสริฐไม่มีโทษอันลามกเลย"
 เทวดาองค์ที่สองทูลเสริมว่า"บุคคลทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมได้ปัญญาหาได้ปัญญาจากคนอันธพาลอื่นไม่"
 เทวดาองค์ที่สามทูลเสริมว่า"บุคคลทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่งเรื่องเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก"
 เทวดาองค์ที่สี่ทูลเริมว่า"บุคคลทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางญาติ"
 เทวดาองค์ที่ห้าทูลเสริมว่า"สัตว์ทั้งหลายทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมไปสู่สุคติ"
 เทวดาองค์ที่หกทูลเริมว่า"สัตว์ทั้งหลายทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมดำรงอยู่สบายเนืองๆ"
 เทวดาองค์ที่เจ็ดทูลถามว่า"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคคำของใครเป็นสุภาษิต ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างบุคคลนั่งร่วม ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลทราบสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง" (อัง.๑๕/สัพภิสูตร/๗๘-๘๕/๒๐-๒๑)อรรถกถาธิบาย
 เทวดาสตุลลปกายิกาคือเทวดาผู้ยกย่องกันด้วยอำนาจแห่งการสมาทานธรรมของสัตบุรุษแล้วบังเกิดในสวรรค์มีเรื่องเล่าว่า ชนจำนวนมากด้วยกันได้ทำการค้าทางทะเล ใช้เรื่อแล่นไปสู่ทะเลเมื่อเรือแล่นไปอยู่โดยเร็วปานลูกธนูอันบุคคลซัดไปแล้ว ในวันที่ ๗จึงเกิดเหตุร้ายใหญ่ในท่ามกลางทะเล คือ คลื่นใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว น้ำเข้าเต็มลำเรือเมื่อเรือกำลังจะจมลง มหาชนจึงนึกถึงชื่อเทวดาของตน ๆแล้วกระทำกิจมีการอ้อนวอนเป็นต้นคร่ำครวญแล้ว
 ในท่ามกลางชนเหล่านั้นบุรุษคนหนึ่งนึกว่า เราต้องประสบภัยร้ายเห็นปานนี้แน่ จึงนึกถึงธรรมของตนเห็นแล้วซึ่งสรณะทั้งหลายและศีลทั้งหลายก็บริสุทธิ์แล้ว จึงนั่งขัดสมาธิดุจพระโยคีพวกชนทั้งหลายจึงถามท่านถึงเหตุอันไม่กลัวนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้นจึงกล่าวว่าดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ใช่แล้ว เราไม่กลัวภัยเห็นปานนี้เพราะเราถวายทานแก่หมู่แห่งภิกษุในวันที่ขึ้นเรือเราได้รัยสรณะทั้งหลายและศีลทั้งหลาย เหตุนั้น เราจึงไม่กลัวชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่นายก็สรณะและศีลเหล่านี้สมควรแก่ชนพวกอื่นบ้างหรือไม่ ? เขาตอบว่า ใช่แล้วธรรมเหล่านี้ย่อมสมควรแม้แก่พวกท่าน ชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นขอท่านบัณฑิตจงให้แก่พวกเราบ้าง
 บุรุษผู้เป็นบัณฑิตจึงจัดทำมนุษย์เหล่านั้นให้เป็นพวกละร้อยคนรวมเป็น ๗ พวกด้วยกัน ต่อจากนั้นก็ให้ศีล ๕ ในบรรดาชน ๗ พวกนั้นชนจำนวนร้อยคนพวกแรกตั้งอยู่ในน้ำมีข้อเท้าเป็นประมาณจึงได้รับศีล พวกที่ ๒ตั้งอยู่ในน้ำมีเข่าเป็นประมาณ… พวกที่ ๓ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะเอวเป็นประมาณ… พวกที่ ๔ตั้งอยู่ในน้ำมีสะดือเป็นประมาณ… ชนพวกที่ ๕ ตั้งอยู่ในน้ำมีนมเป็นประมาณ… พวกที่ ๖ตั้งอยู่ในน้ำมีคอเป็นประมาณ… พวกที่ ๗ น้ำทะเลกำลังจะไหลเข้าปาก จึงได้รับศีล ๕แล้ว ชนผู้เป็นบัณฑิตให้ศีลแล้ว จึงประกาศเสียงกึกก้องว่าสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเฉพาะของพวกท่านไม่มีพวกท่านจงรักษาศีลเท่านั้น
 ชนทั้ง ๗๐๐ ทำกาละในทะเลนั้นแล้วไปบังเกิดขึ้นในภพดาวดึงส์ เพราะอาศัยศีลอันตนรับเอาในเวลาใกล้ตายวิมานทั้งหลายของเทวดาเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเป็นหมู่เดียวกันวิมานทองของอาจารย์มีประมาณร้อยโยชน์เกิดในท่ามกลางแห่งวิมานทองทั้งหมดเทพที่เหลือเป็นบริวารของเทพที่เป็นอาจารย์นั้นวิมานที่ต่ำกว่าวิมานทั้งหมดนั้นก็ยังมีประมาณถึง ๑๒ โยชน์เทพเหล่านั้นได้พิจารณาผลกรรมในขณะที่ตนเกิดแล้ว ทราบแล้วซึ่งการได้สมบัตินั้นเพราะอาศัยอาจารย์ จึงกล่าวกันว่า พวกเราจักไปพวกเราจักกล่าวสรรเสริญคุณแห่งอาจารย์ของพวกเราในสำนักแห่งพระทศพลแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาระหว่างมัชฌิมยาม

 ๑.๑๔เรื่องเหตุที่ให้ทานไม่ได้
 พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกันมีวรรณะอันงามยิ่งนัก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ณพระมหาวิหารเชตวัน ถวายอภิวาทแล้ว ได้ยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 เทวดาองค์ที่หนึ่งทูลว่า"เพราะความตระหนี่และความประมาท บุคคลจึงให้ทานไม่ได้ ผู้หวังบุญรู้แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้"
 เทวดาองค์ที่สองทูลเสริมว่า"คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่ได้ภัยนั้นย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและความกระหายใดความหิวและความกระหายนั้น ย่อมถูกต้องคนตระหนี่ผู้เป็นพาลทั้งโลกนี้และโลกหน้าฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิมในใจ ให้ทานเถิดเพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า"
 เทวดาองค์ที่สามทูลเสริมว่า"ชนทั้งหลายเหล่าใดเมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้เหมือนพวกเดินทางไกลก็แบ่งของให้แก่พวกเดินทางร่วมกันชนทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อบุคคลเหล่าอื่นตายแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ตายธรรมนี้เป็นของบัณฑิตแต่ปางก่อน ชนพวกหนึ่งเมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ชนพวกหนึ่งมีของมากก็ไม่ให้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อยนับเสมอด้วยพัน"
 เทวดาองค์ที่สี่ทูลเสริมว่า"ทานพวกชนพาลเมื่อให้ ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกชนพาลเมื่อทำ ทำได้ยากพวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม ธรรมของสัตบุรุษอันพวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้แสนยาก ฉะนั้นการไปจากโลกนี้ของพวกสัตบุรุษและของอสัตบุรุษจึงต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรกส่วนพวกสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์"
 เทวดาองค์ที่ห้าทูลถามว่า"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำของใครเป็นสุภาษิต ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า" คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างบุคคลย่อมประพฤติธรรม ประพฤติสะอาด เป็นผู้เลี้ยงภรรยาและเมื่อของมีน้อยก็ให้ได้เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่งหรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะการบูชาของบุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น"
 เทวดาองค์ที่หกทูลถามว่า"การบูชาอันไพบูลย์ใหญ่โตนี้ย่อมไม่ถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้ด้วยความประพฤติธรรมเพราะเหตุอะไร เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่งหรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะการบูชาของบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"เพราะบุคคลเหล่าหนึ่งตั้งอยู่ในกรรมปราศจากความสงบ (ปราศจากธรรม) โบยเขาฆ่าเขา ทำให้เขาเศร้าโศกแล้วให้ทาน ทานนั้นจัดว่าทานมีหน้าอันนองด้วยน้ำตาจัดว่าทานเป็นไปกับด้วยอาชญา จึงย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ (ประพฤติธรรม)" (สัง.๑๕/มัจฉริยสูตร/๘๖-๙๓/๒๑-๒๓)

 ๑.๑๕เรื่องวิบากกรรมของคนตระหนี่
 เทวดาทูลถามว่า"คนในโลกนี้เป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขาทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ วิบากของเขาจะเป็นอย่างไรและสัมปรายภพจะเป็นเช่นไร ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า"คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือยมโลกถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ก็เกิดในสกุลคนยากจน ซึ่งจะหาผ้า อาหาร ความร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก"
 เทวดาทูลถามว่า"เขาได้ความเป็นมนุษย์แล้วแล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพอย่างแรงกล้าวิบากของเขาจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพจะเป็นเช่นไรไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า"เขาย่อมปรากฏในสวรรค์อันเป็นที่อุบัติหากถึงความเป็นมนุษย์ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้า อาหาร ความร่าเริงและความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึงมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ" (สัง.๑๕/มัจฉริสูตร/๑๔๘-๑๕๑/๓๘-๓๙)อรรถกถาธิบาย
 จริงอยู่คนบางคนไม่ยอมเหยียดมือออกไหว้ภิกษุทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ของตน ตัวอย่างเช่นอุบาสกคนหนึ่งไปในที่อื่นเข้าไปสู่วิหารไหว้โดยเคารพแล้วทำการทักทายปราศรัยกับภิกษุด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านทั้งหลายย่อมไม่มาสู่ที่เป็นที่อยู่ของพวกกระผม ที่นั้นเป็นประเทศอันสมบูรณ์พวกกระผมสามารถเพื่อทำการบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยยาคูและภัตเป็นต้นภิกษุคิดว่าอุบาสกนี้มีศรัทธาจะสงเคราะห์พวกเราด้วยข้าวยาคูเป็นต้นพระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบ้านนั้นเพื่อเที่ยวบิณฑบาตฝ่ายอุบาสกนั้นเห็นพระเถระนั้นแล้วย่อมเลี่ยงไปทางอื่นหรือเข้าไปสู่เรือนด้วยคิดว่า ถ้าพระเถระมาประจัญหน้า เราก็ต้องยกมือไหว้แล้วก็ต้องถวายภิกษาแก่พระผู้เป็นเจ้า อย่ากระนั้นเลยเราจะไปด้วยการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วหลบหลีกไป พระเถระเที่ยวไปสู่บ้านทั้งสิ้นเป็นผู้มีบาตรเปล่าออกมาแล้วข้อนี้ชื่อว่าความตระหนี่อย่างอ่อน
 บุคคลมิใช่ทายกย่อมทำราวกะว่าเป็นทายกคือเป็นผู้ประกอบด้วยเหตุอันใดนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาบุคคลผู้มีความตระหนี่จัดคืออุบาสกนั้นประกอบด้วยความตระหนี่อันใด เมื่อมีผู้กล่าวว่าภิกษุทั้งหลายเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พระเถระทั้งหลายยืนอยู่แล้ว ก็พูดว่าเท้าของเราเจ็บมิใช่หรือ จะเป็นผู้กระด้างยืนอยู่ดุจเสาหิน หรือดุจตอไม้ย่อมไม่กระทำแม้สามีจิกรรม
 คำว่า ดีแต่ว่าเขา คือคนตระหนี่เห็นภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้านก็จะคุกคามด้วยคำว่า พวกท่านไถนามาหรือหว่านข้าวมาจึงมาเร็วนัก แม้พวกเราก็ยังไม่ได้เพื่อตนจักได้อาหารเพื่อท่านแต่ที่ไหน เป็นต้น
 คำว่า ทำการกีดขวาง คือคนตระหนี่เป็นผู้ทำอันตรายทั้งหลายของชนเหล่านี้ คือ ทำอันตรายสวรรค์ของทายกทำอันตรายลาภของปฏิคาหก และทำลายตัวเอง เขาย่อมเข้าถึงยมโลก
 คำว่ารู้ถ้อยคำ ความว่า ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ถึงจะเป็นผู้นิ่งก็จริงถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่าย่อมกล่าวว่า ขอพวกท่านจงให้ภิกษาเพื่อประโยชน์ คือชนเหล่าใดย่อมแบ่งไทยธรรมโดยกล่าวว่า พวกเราจะหุงภัต ชนพวกนี้ย่อมไม่หุงเมื่อเราไม่หุงอยู่ พวกภิกษุจักได้ภัตแต่ที่ไหน เพราะเหตุนั้นชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าผู้รู้ถ้อยคำ

 ๑.๑๖เรื่องอานิสงส์การให้ทาน
 เทวดาสตุลลปกายิกาองค์ที่หนึ่งเปล่งอุทานว่า"ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้เพราะความตระหนี่และความประมาทอย่างนี้ คนจึงให้ทานไม่ได้ คนผู้หวังบุญ รู้แจ้งอยู่พึงให้ทานได้"
 เทวดาองค์ที่สองเปล่งอุทานว่า"ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ คนพวกหนึ่งมีของน้อยย่อมแบ่งให้ได้ คนพวกหนึ่งมีของมากก็ให้ไม่ได้ทักษิณาที่ให้ของน้อยก็นับเสมอด้วยพัน"
 เทวดาองค์ที่สามเปล่งอุทานว่า"ทานที่ให้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าทานและการรบเสมอกันพวกวีรบุรุษแม้มีน้อยย่อมชนะคนขลาดที่มากได้ถ้าคนเชื่ออยู่ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยก็ได้ ฉะนั้นทายกย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า"
 เทวดาองค์ที่สี่เปล่งอุทานว่า"ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่งเป็นการดีคนเกิดมาแล้วย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้วผู้มีธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความหมั่นและความเพียร ย่อมล่วงพ้นนรกแห่งยมราชเข้าถึงสถานที่อันเป็นทิพย์"
 เทวดาองค์ที่ห้าเปล่งอุทานว่า"การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ทานที่ให้แก่คนผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่งเป็นการดี ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดีพระสุคตทรงสรรเสริญทานที่เลือกให้คนทั้งหลายผู้ควรแก่ทักษิณาย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้ทานทั้งหลายอันบุคคลให้แล้วในบุคคลทั้งหลายย่อมมีผลมากเหมือนพืชทั้งหลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี"
 เทวดาองค์ที่หกเปล่งอุทานว่า"ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลายยิ่งเป็นการดีคนประพฤติธรรมเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวความติเตียนของผู้อื่นบัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาผู้ซึ่งเป็นผู้กลัวบาปแต่ไม่สรรเสริญคนผู้กล้าในการทำบาป สัปบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาปเพราะความกลัวบาป"
 เทวดาองค์ที่เจ็ดทูลถามว่า"ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำพูดของใครเป็นสุภาษิต ?"
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า"คำพูดของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่พวกทานจงฟังคำของเราบ้างก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดยส่วนมาก แต่ธรรมบท (นิพพาน) ประเสริฐกว่าทานเพราะสัปบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนกว่าก็ดีบรรลุนิพพานแล้ว" (สัง.๑๕/สาธุสูตร/๙๔-๑๐๑/๒๓-๒๕)

 ๑.๑๗เรื่องผลของการให้ทาน
 เทวดาองค์หนึ่งได้ทูลว่า"โลก(คือหมู่สัตว์)อันชราและมรณะเผาแล้วควรนำออก(ซึ่งโภคสมบัติ)ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว เปรียบเหมือนเมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้วเจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขาส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้นฉะนั้นทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีผลเป็นสุข ที่ยังมิได้ให้ย่อมมีผลเป็นเช่นนั้นโจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วย ตายจากไป ผู้มีปัญญารู้ชัดควรใช้สอยและให้ทาน เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามสมควรแล้ว จะไม่ถูกติฉินเข้าถึงสถานที่อันเป็นสวรรค์" (สัง.๑๕/อาทิตตสูตร/๑๓๕-๑๓๖/๓๕)

 ๑.๑๘เรื่องเทพชุมนุม
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กับหมู่ภิกษุอรหันต์๕๐๐ องค์ ณ ป่ามหาวัน เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พวกเทวดามาจาก ๑๐โลกธาตุแล้วประชุมกันเพื่อจะเฝ้าพระพุทธองค์และเหล่าพระอรหันต์ เทวดา ๔องค์ผู้เกิดในเหล่าพรหมชั้นสุทธาวาสได้ทราบว่า มีเทวดามาประชุมกัน ณ ป่ามหาวันเป็นจำนวนมาก มีความดำริจะมาเฝ้าแล้วกล่าวคาถาคนละคาถาจึงได้หายตัวมาจากพรหมชั้นสุทธาวาสมาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น
 เทวดาองค์ที่หนึ่งทูลว่า"การประชุมใหญ่ในป่ามหาวันมีพวกเทวดามาประชุมกันแล้ว พวกข้าพเจ้ามาสู่ธรรมสภานี้เพื่อจะเยี่ยมหมู่พระผู้ที่ใคร ๆให้แพ้ไม่ได้"
 เทวดาองค์ที่สองทูลว่า"ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมตั้งจิตมั่นแล้ว ได้ทำจิตของตนให้ตรงแล้วภิกษุทั้งปวงเป็นบัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์ทั้งหลายดุจนายสารถีถือบังเหียนฉะนั้น"
 เทวดาองค์ที่สามทูลว่า"ภิกษุทั้งหลายตัดกิเลสดังตะปูเสียแล้ว ตัดกิเลสดังลิ่มสะลักเสียแล้วถอนกิเลสดังเสาเขื่อนเสียแล้ว มิได้มีความหวั่นไหวเป็นผู้หมดจดปราศจากมลทินอันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงฝึกดีแล้วเป็นหมู่นาคหนุ่มประพฤติอยู่"
 เทวดาองค์ที่สี่ทูลว่า"ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้วชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์" (สัง.๑๕/สมยสูตร/๑๑๕-๑๒๑/๒๙-๓๐)อรรถกถาธิบาย
 พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีแล้วตรวจดูสัตว์โลกอยู่ได้ทรงเห็นเจ้าศากยะและโกลิยะเหล่านั้นตระเตรียมรบอย่างนี้ออกไปแล้วจึงทรงใคร่ครวญว่า เมื่อเราไปแล้ว ความทะเลาะนี้จักสงบหรือไม่หนอ ได้ตกลงพระทัยว่าเราจักไปในที่นั้นแล้วจักกล่าวชาดก ๓ ชาดกเพื่ออันเข้าไปสงบระงับความทะเลาะวิวาทกัน ต่อจากนั้น เราจักแสดงชาดก ๒ ชาดกเพื่อแสดงความสามัคคีแล้วจักแสดงอัตตทัณฑสูตรชาวพระนครทั้งสองฟังเทศนาแล้วก็จะถวายพระกุมารตระกูลละ ๒๕๐เราจักยังกุมารเหล่านั้นให้บรรพชา สมาคมใหญ่จักมี มิได้ทรงบอกใคร ๆทรงถือเอาบาตรจีวรด้วยพระองค์เองเสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศในระหว่างเสนามาตย์ทั้งสองพระนครทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีแล้ว
 พวกชาวพระนครกบิลพัสดุ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่าพระศาสดาผู้ประเสริฐเป็นพระญาติของพวกเราเสด็จมาความบาดหมางกันของพวกเราพระองค์ทรงทราบแล้วหนอ จึงคิดว่าก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วพวกเราไม่อาจเพื่อจะใช้ศาสตรายังสรีระของผู้อื่นให้ตกไปพวกชาวโกลิยนครจงฆ่าพวกเราหรือจงเผาพวกเราก็ตามจึงพากันทิ้งอาวุธทั้งหลายแล้วนั่งลงถวายบังคมพระบรมศาสดาแท้ชาวโกลิยนครก็คิดเหมือนอย่างนั้นพากันทิ้งอาวุธแล้วจึงนั่งถวายบังคมพระบรมศาสดาเหมือนกัน
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่ทรงทราบอยู่ก็ตรัสถามว่าดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาเพราะเหตุอะไร ?
 พระราชาทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพวกข้าพระองค์มิได้มาในที่นี้เพื่อเล่นกีฬาที่ท่าน้ำ ที่ภูเขา ที่แม่น้ำหรือชมทิวทัศน์ภูเขาแต่พวกข้าพระองค์ยังสงครามให้เกิดขึ้นแล้วจึงมา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่าพระองค์ทรงอาศัยอะไรจึงวิวาทกัน ?
 พระราชาทูลว่าน้ำพระเจ้าข้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า น้ำมีค่ามากหรือ ?
 พระราชาทูลว่ามีค่าน้อยพระเจ้าข้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า แผ่นดินมีค่าหรือ ?
 พระราชาทูลว่าหาค่ามิได้พระเจ้าข้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่ากษัตริย์ทั้งหลายมีค่าหรือ ?
 พระราชาทูลว่าธรรมดากษัตริย์ทั้งหลายหาค่ามิได้
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตรพระองค์อาศัยน้ำอันมีค่าเพียงเล็กน้อยยังกษัตริย์ทั้งหลายอันหาค่ามิได้ให้พินาศไปเพื่อประโยชน์อะไรธรรมดาว่าความพระทัยในความบาดหมางกันย่อมไม่มีความอาฆาตอันรุกขเทวดาองค์หนึ่งกับหมีผูกพันกันแล้วเพราะทำเวรในสิ่งที่ไม่ควรด้วยอำนาจแห่งความทะเลาะกันความอาฆาตนั้นจักเป็นไปตลอดกัปทั้งสิ้นแล้วตรัสผันทนชาดก
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตรพระองค์ไม่พึงเป็นผู้ชื่อว่ามีบุคคลอื่นเป็นปัจจัยเพราะว่าบุคคลมีผู้อื่นเป็นปัจจัยแล้วหมู่สัตว์จตุบาททั้งหลายในหิมวันต์อันแผ่ไปตั้งสามพันโยชน์จึงได้พากันแล่นไปแล้วยังมหาสมุทรด้วยถ้อยคำของกระต่ายตัวหนึ่งพระองค์จึงไม่ควรมีผู้อื่นเป็นปัจจัยแล้วตรัสปฐวีอุทริยชาดก
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร ในกาลไหน ๆสัตว์ที่มีกำลังทรามเห็นอยู่ซึ่งโทษ เห็นโอกาสที่ประทุษร้ายสัตว์ที่มีกำลังมากหรือว่าในกาลไหน ๆสัตว์ที่มีกำลังมากเห็นโทษเห็นโอกาสที่จะประทุษร้ายสัตว์ที่มีกำลังทรามมีอยู่เพราะว่า นางนกมูลไถ (คล้ายนกกระจาบฝนแต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย) ก็ยังช้างให้ตายได้แล้วตรัสลฏกิชาดก
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชาดกทั้ง ๓เพื่อต้องการความสงบระงับแห่งความวิวาทอย่างนี้แล้ว เพื่อต้องการแสดงความสามัคคีจึงตรัสว่า มหาบพิตร จริงอยู่ ใคร ๆย่อมสามารถเห็นช่องทางแห่งความเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน แล้วก็ตรัสรุกขธัมมชาดกจากนั้น ก็ตรัสอีกว่า มหาบพิตร ใคร ๆสามารถเพื่อเห็นช่องทางแห่งผู้พร้อมเพรียงกันได้ ก็ในกาลใดชนทั้งหลายทำความบาดหมางซึ่งกันและกัน ในกาลนั้นบุตรของนายพรานจึงพาชนเหล่านั้นไปฆ่าเสียขึ้นชื่อว่าความชอบใจในความวิวาทกันจึงไม่มี แล้วตรัสวัฏฏกชาดกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชาดกครบ ๕ ชาดกอย่างแล้วในที่สุดก็ตรัสอัตตทัณฑสูตร
 พระราชาผู้อยู่ในพระนครทั้งสองทรงเลื่อมใสแล้วตรัสว่าถ้าพระศาสดาไม่เสด็จมาแล้วไซร้ พวกเราทั้งหลายผู้มีอาวุธในมือจักฆ่าซึ่งกันและกันจักยังแม่น้ำคือโลหิตให้ไหลไปพวกเราทั้งหลายก็จักไม่เห็นบุตรและพี่ชายน้องชายพวกเรา จักไม่เห็นแม้ประตูบ้านการนำข่าวสาส์นและการตอบข่าวสาส์นของพวกเราก็จักไม่ได้มีแล้วชีวิตของพวกเราได้แล้วเพราะอาศัยพระศาสดาก็ถ้าว่าพระศาสดาได้อยู่ครอบครองราชสมบัติไซร้บริวารสองพันทวีปก็จักอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ซึ่งเสวยราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔ทั้งบุตรของพระองค์ก็พึงมีเกินพันแน่พระองค์ก็จักมีกษัตริย์เป็นบริวารเที่ยวเสด็จไปแต่พระองค์ทรงสละราชสมบัตินั้นแล้วเสด็จออกมหาภิเนษหรมณ์ บรรลุสัมโพธิญาณแล้วในบัดนี้ก็ขอให้พระองค์มีกษัตริย์เป็นบริวารเสด็จเที่ยวไปเถิดแล้วถวายพระกุมารตระกูลละ ๒๕๐องค์
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพระกุมารเหล่านั้นให้บวชแล้วเสด็จไปสู่ป่ามหาวันความยินดียิ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้นผู้บวชด้วยความเคารพตามความพอใจของตนภรรยาเก่าของท่านเหล่านั้นก็คิดว่า การครองเรือนอยู่ลำบาก ขอพระลูกเจ้าจงสึกเถิดเป็นต้น แล้วส่งข่าวนั้นไป ภิกษุเหล่านั้นมีความกระวนกระวายใจเป็นอันมากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญอยู่ทรงทราบแล้วซึ่งความที่ภิกษุเหล่านั้นไม่มีความยินดีทรงพระดำริว่าพวกภิกษุเหล่านี้อยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับด้วยเรายังกระสันอยากสึกอยู่เอาเถอะ เราจักพรรณนาถึงทะเลสาบแห่งนกดุเหว่าแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้วนำไปในที่นั้นก็จักบรรเทาความไม่ยินดีได้แล้วได้กล่าวพรรณนาถึงทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งนกดุเหว่านั้นแก่ภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นใคร่เพื่อจะเห็นทะเลสาบแห่งนกดุเหว่านั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอใคร่เพื่อจะเห็นหรือ ?
 พวกภิกษุกราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ใคร่เพื่อจะเห็นพระเจ้าข้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าพวกเธอประสงค์อย่างนี้ก็จงมาเราจักไป
 พวกภิกษุกราบทูลถามว่าพวกข้าพระองค์จักไปสู่ที่เป็นที่เข้าถึงของบุคคลผู้มีฤทธิ์ได้อย่างไร ?
 พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอใคร่จะไปเราก็จักไปด้วยอานุภาพของเรา
 พวกภิกษุกราบทูลว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหาะขึ้นไปในอากาศแล้วหยุดลงที่ทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพวกนกดุเหว่าแล้วตรัสว่า ในทะเลสาบอันเป็นที่อยู่แห่งนกดุเหว่านี้พวกเธอยังไม่รู้จักชื่อปลาเหล่าใด จงถามเรา ภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้ว ๆพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสบอกคำอันพวกภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้ว ๆทรงอนุญาตให้พวกภิกษุเหล่านั้นทูลถามชื่อปลาเหล่านั้นก็หามิได้ให้ทูลถามถึงชื่อแห่งต้นไม้ทั้งหลายในไพรสณฑ์นั้นบ้างชื่อแห่งพวกนกมีสองเท้าและสัตว์สี่เท้าบ้างและก็ตรัสบอกแล้ว
 นกดุเหว่าผู้เป็นสกุณราชเกาะที่ท่อนไม้อันพวกนกเหล่านั้นใช้จงอยปากคาบถือเอาไว้แวดล้อมมาอยู่ด้วยหมู่แห่งนกทั้งสองข้างคือ ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง พวกภิกษุเห็นนกนั้นแล้วทูลถามว่าพวกข้าพระองค์ย่อมสำคัญว่า นกดุเหว่าตัวนั้นจักเป็นราชาแห่งพวกนกเหล่านี้พวกนกเหล่านี้จักเป็นบริวารของนกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่างนั้นข้อนี้ก็เป็นเช่นวงศ์ของพวกเรา เป็นประเพณีของเราเหมือนกัน ภิกษุกราบทูลว่าในบัดนี้ พวกข้าพระองค์เห็นนกเหล่านี้เท่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำใดว่าแม้นี้ก็เป็นวงศ์ของเรา เป็นประเพณีของเราเหมือนกันพวกข้าพระองค์ใคร่เพื่อจะสดับฟังพระดำรัสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่าพวกเธอต้องการจะฟังหรือ ? พวกภิกษุรับพระดำรัสว่า พระพุทธเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงฟังแล้วตรัสกุณาลชาดกอันประดับด้วยพระคาถา ๓๐๐ คาถาทรงบรรเทาแล้วซึ่งความไม่ยินดียิ่งของพวกภิกษุเหล่านั้น ในเวลาจบเทศนาภิกษุทั้งหมดตั้งอยู่เฉพาะแล้วในโสดาปัตติผลแม้ฤทธิ์ของภิกษุเหล่านั้นก็มาแล้วด้วยมรรคนั้น จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นไปในอากาศ ได้เสด็จไปสู่ป่ามหาวันแล้ว ภิกษุเหล่านั้นในเวลาไป ได้ไปด้วยอานุภาพของพระทศพล ในเวลามาได้แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้ามาหยั่งลงในป่ามหาวันด้วยอานุภาพของตน
 พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาด้วยคำว่าพวกเธอจงมานั่ง เราจักบอกกรรมฐานแก่พวกเธอซึ่งยังมีกิเลสที่ควรฆ่าด้วยมรรค ๓เบื้องบน แล้วตรัสบอกกรรมฐาน ภิกษุทั้งหลายคิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงความที่พวกเรามีความไม่ยินดียิ่งจึงทรงนำมายังทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพวกนกดุเหว่าทรงบรรเทาความไม่ยินดีโดยตรัสกุณาลชาดก เมื่อพวกเราบรรลุโสดาปัตติผลในที่นั้นแล้วบัดนี้ ได้ประทานกรรมฐานเพื่อบรรลุมรรค ๓ ในที่ป่ามหาวันนี้ก็การที่พวกเราให้เวลาผ่านไปโดยคิดว่า พวกเราเข้าถึงกระแสธรรมแล้ว ย่อมไม่สมควรเลยการที่พวกเราเป็นเช่นกับชนทั้งหลายก็ไม่สมควรจึงถวายบังคมพระยุคลบาทแล้วลุกขึ้นจับผ้านิสีทนะสำหรับนั่งสะบัดแล้วปูนั่งในที่เฉพาะตนและนั่งแล้วที่โคนไม้ใกล้เงื้อมเขา
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่าภิกษุเหล่านี้จะมีการงานยังไม่คุ้นแล้วตามปกติแต่ชื่อว่าเหตุที่ทำให้ลำบากของภิกษุผู้ได้อุบายแล้วย่อมไม่มีเมื่อภิกษุเหล่านี้แยกย้ายกันไปปฏิบัติเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้วก็จักมาสู่สำนักของเราด้วยประสงค์ว่าพวกเราจักบอกคุณวิเศษที่ตนแทงตลอดแล้ว เมื่อภิกษุเหล่านั้นมาแล้วพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลจักประชุมกันในจักรวาลหนึ่ง มหาสมัยคือการประชุมใหญ่จักมีเราจึงควรนั่งในโอกาสอันสงัด จึงเสด็จประทับนั่ง ณพุทธอาสนะในที่อันสงัด
 พระเถระผู้ไปถือเอากรรมฐานก่อนกว่าภิกษุทั้งหมดบรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลายต่อจากนั้น ภิกษุอื่นอีก ๆ โดยทำนองนี้ ขยายออกไปจนถึง ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลายเหมือนดอกปทุมทั้งหลายขยายออกไปจากกอปทุมฉะนั้น
 ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตก่อนกว่าภิกษุทั้งปวงคิดว่าเราจักกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแยกบัลลังก์แล้วลุกขึ้นจับผ้านิสีทนะสะบัดแล้วได้มุ่งหน้าต่อพระทศพลไปแล้วภิกษุอื่นอีก ๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ทั้ง ๕๐๐ รูปได้ไปแล้ว