โดยลำดับราวกะว่าเข้าไปสู่โรงฉันอาหารภิกษุผู้มาก่อนถวายบังแล้วปูผ้านิสีทนะแล้วก็นั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่งเป็นผู้ใคร่เพื่อจะบอกคุณวิเศษที่ตนแทงตลอดแล้วและเหลียวกลับแลดูทางที่ตนมาด้วยคิดว่าใคร ๆ อื่นมีอยู่หรือไม่หรอ ไม่เห็นแล้วแม้บุคคลอื่นเลย เพราะเหตุนั้นภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมาแล้ว นั่งแล้ว ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ๆภิกษุนี้มาอยู่ก็ไม่บอกแก่ภิกษุนี้ แม้ภิกษุนี้มาแล้วก็ไม่บอกแก่ภิกษุนี้เหมือนกันได้ยินว่า อาการ ๒ อย่างย่อมมีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย คือ ท่านยังจิตให้เกิดขึ้นว่าโอหนอสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกพึงแทงตลอดซึ่งคุณอันเราแทงตลอดได้โดยพลันเหมืแอนกันเถิดและพระขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่ประสงค์จะบอกคุณวิเศษแก่กันและกันเหมือนบุรุษผู้ได้ขุมทรัพย์แล้วไม่บอกขุมทรัพย์อันตนรู้เฉพาะแล้วนั้น
 เมื่อริยมณฑลคือมรรคอันยังผลให้เกิดขึ้นอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วมณฑลแห่งพระจันทร์เพ็ญก็ปรากฏจากเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ คือ หมอก น้ำค้าง ควันไฟธุลี และราหู (เจ้าแห่งพวกอสูร) โดยรอบเทือกเขายุคันธรแห่งทิศปราจีนอันประกอบด้วยสิริดุจล้ออันสำเร็จด้วยเงินที่บุคคลจับให้หมุนไปอยู่โลดแล่นขึ้นดำเนินไปสู่กลางหาวเหมือนมณฑลแห่งแว่นใหญ่อันสำเร็จแล้วด้วยเงินที่ยกขึ้นไว้ทางทิศปราจีนเพื่อแสดงถึงสิ่งซึ่งเป็นที่น่าเพลิดเพลินของโลกที่ประดับด้วยพุทธุปบาทนี้ฉะนั้น
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในสักกชนบทชั่วขณะหนึ่งคือเป็นเวลาชั่วระยะหนึ่งครู่หนึ่งกับด้วยหมู่แห่งภิกษุ ๕๐๐ รูปซึ่งเป็นหมู่ใหญ่ในป่าใหญ่ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ภิกษุทั้งหมดเป็นพระอรหันต์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นในวงศ์แห่งพระเจ้ามหาสมมตพวกภิกษุเหล่านั้นก็เกิดในตระกูลของพระเจ้ามหาสมมตพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดในครรภ์แห่งกษัตริย์ภิกษุเหล่านั้นก็เกิดในครรภ์แห่งกษัตริย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นราชบรรพชิตภิกษุเหล่านั้นเป็นราชบรรพชิตพระผู้มีพระภาคทรงเศวตฉัตรสละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ผนวชแล้วภิกษุเหล่านั้นก็ละเศวตรฉัตรสละความเป็นพระราชาทั้งหลายอันอยู่ในเงื้อมมือบวชแล้ว
 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วโดยพระองค์เองในโอกาสอันบริสุทธิ์แล้วในส่วนแห่งราตรีอันบริสุทธิ์แล้วทรงมีบริวารอันบริสุทธิ์แล้ว ซึ่งมีราคะปราศจากไปแล้วมีบริวารซึ่งมีราคะปราศจากไปแล้ว มีโทสะปราศจากไปแล้วมีบริวารซึ่งมีโทสะปราศจากแล้ว มีโมหะปราศจากไปแล้วมีบริวารซึ่งมีโมหะปราศจากไปแล้ว มีตัณหาออกแล้ว มีบริวารผู้มีตัณหาออกแล้วไม่มีกิเลส มีบริวารผู้ไม่มีกิเลส ทรงสงบระงับแล้ว มีบริวารผู้สงบระงับแล้วทรงฝึกดีแล้ว มีบริวารที่ฝึกดีแล้ว ทรงเป็นผู้พ้นแล้ว มีบริวารผู้พ้นแล้วจึงรุ่งโรจน์ยิ่งในป่าใหญ่นั้น คำว่า สักกะนี้มีมากประมาณเพียงไรบัณฑิตพึงกล่าวเพียงนั้น นี้ชื่อว่าวรรณภูมิ คำว่า ภิกษุมีประมาณ ๕๐๐รูปล้วนเป็นพระอรหันต์นี้ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุเหล่านี้
 เทวดาผู้อาศัยอยู่รอบ ๆ ป่ามหาวันส่งเสียงดังว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราจงมาชื่อว่าการเห็นพระพุทธเจ้ามีอุปการะมาก การฟังธรรมมีอุปการะมากการเห็นพระสงฆ์ก็มีอุปการะมาก พวกเราทั้งหลายจงมา ๆ เถิดจึงมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระขีณาสพซึ่งบรรลุพระอรหัตในครู่นั้นแล้วได้ยืนอยู่ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง โดยอุบายนี้พวกเทวดาทั้งหลายฟังเสียงเทวดาเหล่านั้นสิ้นสามครั้งในหิมวันต์อันแผ่ออกไปสามพันโยชน์ด้วยสามารถแห่งเสียงมีเสียงระหว่างกึ่งคาวุตหนึ่งคาวุต กึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์เป็นต้น พวกเทวดาในชมพูทวีปทั้งสิ้นคือผู้อาศัยอยู่ในพระนคร ๖๓ พัน ที่รางน้ำ ๙๙ แสน ที่เมืองท่า ๙๖ แสนและในที่เป็นที่เกิดแห่งรัตนะ คือทะเล ๕๖ แสน ในจักรวาลทั้งสิ้น คือในบุพวิเทหะอมรโคยานะ อุตตรกุรุและในทวีปเล็ก ๒ พัน ต่อจากนั้น เทวดาที่อยู่ในจักรวาลที่สองโดยทำนองนี้ บัณฑิตพึงทราบว่าพวกเทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลมาประชุมกันแล้วห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้นก็เต็มไปด้วยเทวดาทั้งหลายผู้มาประชุมกันแล้วตั้งแต่พรหมโลกมาราวกะเข็มที่บุคคลทะยอยใส่ในกล่องเข็มโดยไม่ขาดระยะฉะนั้น
 ในที่นี้นั้น พึงทราบความสูงของพรหมโลกอย่างนี้ว่าในโลหปราสาทมีก้อนหินเท่าเรือนยอดแห่งบรรพต ตั้งอยู่ในพรหมโลกทิ้งก้อนหินนั้นลงมายังโลกมนุษย์นี้ ๔ เดือน จึงตกถึงแผ่นดิน ในโอกาสคือที่ว่างอันกว้างใหญ่อย่างนี้บุคคลยืนอยู่ข้างล่างขว้างปาดอกไม้หรือต้นไม้ย่อมไม่ได้เพื่อไปในเบื้องบนหรือยืนอยู่เบื้องบนเอาเมล็ดพรรณผักกาดโยนไปข้างล่างย่อมไม่ได้ช่องเพื่อตกไปในเบื้องล่างได้ ด้วยอาการอย่างนี้เทวดาทั้งหลายได้มาไม่ขาดระยะจนหาที่ว่างมิได้ อนึ่งที่เป็นที่ประทับนั่งของพระเจ้าจักรพรรดิย่อมไม่คับแคบกษัตริย์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่เสด็จมาแล้ว ๆ ย่อมได้โอกาสคือช่องว่างทีเดียวความคับแคบยิ่งข้างนี้และข้างนี้ย่อมไม่มี ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นที่เป็นที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่คับแคบ ไม่มีสิ่งขัดขวางพวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่และพวกพรหมทั้งหลายมาแล้ว ๆยังที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มีสิ่งขัดขวางย่อมได้โอกาสคือช่องว่างทีเดียว
 พวกเทพทั้งหลาย๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง เนรมิตอัตภาพให้เล็กแล้วอยู่ในที่สักว่าเจาะเข้าไปเท่าปลายขน ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มีพวกเทพเจ้า ๖๐ พวก ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเทวดาทั้งปวง
 พวกพรหมเหล่านั้นเข้าสมาบัติและก็ออกตามที่กำหนดไว้แล้วแลดูภพของพรหมทั้งหลายได้เห็นความว่างเปล่าเหมือนเรือนภัตในเวลาที่บุคคลกินแล้วในเวลาภายหลังภัตจึงพิจารณาดูว่า พวกพรหมเหล่านี้ไปไหน ทราบแล้วซึ่งสมาคมใหญ่ว่า สมาคมนี้พวกเราโดยมากซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลังแล้วก็โอกาสของบุคคลผู้ล้าหลังย่อมหาได้ยากพวกเราเมื่อไปก็จะไม่ไปมือเปล่าควรแต่งคาถาองค์ละคาถาแล้วจักไปพวกเราจักให้เขารู้ซึ่งความที่ตนมาแล้วในสมาคมใหญ่ด้วยคาถานี้และจะกล่าวพรรณนาคุณของพระทศพลความดำรินี้จึงได้มีแล้วเพราะความที่พวกพรหมเหล่านั้นออกจากสมาบัติแล้วพิจารณา
 พวกพรหมเหล่านั้นดำรงอยู่ในพรหมโลกร้อยกรองคาถาทั้งหลายแล้วองค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปุรัตถิมทิศ (ทิตะวันออก)องค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทักษิณ (ทิศใต้)องค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปัจฉิม (ทิศตะวันตก)องค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านอุดร (ทิศเหนือ)
 พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปุรัตถิมทิศเข้าสมาบัติมีนีลกสิณเป็นอารมณ์แล้วปล่อยรัศมีสีเขียวยังเทวดาในหมื่นจักรวาลให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้วเหมือนบุคคลสวมใส่อยู่ซึ่งหนังสำเร็จแล้วด้วยแก้วมณีธรรมว่า พุทธวิถีใคร ๆก็ไม่อาจเพื่อจะให้ยิ่งกว่าพรหมจึงตามพุทธวิถีอันตนไม่สามารถผ่านไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่งได้ภาษิตคาถาที่ตนแต่งมา
 พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทักษิณเข้าสามบัติมีปีตกสิณเป็นอารมณ์เดียวปล่อยรัศมีสีทองยังพวกเทวดาในเหมือนจักรวาลให้รู้ซึ่งความที่คนมาแล้ว เหมือนบุคคลห่มผ้าสีทองอยู่แล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น
 พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปัจฉิมเข้าสมาบัติมีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์แล้วปล่อยรัศมีสีแดงยังพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้วเหมือนบุคคลพันกายด้วยผ้ากัมพลอันประเสริฐซึ่งมีสีแดงแล้วกระทำเหมือนอย่างนั้น
 พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านอุดรเข้าสมาบัติโอทาตกสิณแล้วปล่อยรัศมีสีขาวยังพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้วเหมือนบุคคลห่มอยู่ซึ่งแผ่นผ้าดอกมะลิแล้วได้ทำเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน

 ๑.๑๙เรื่องเทวดาสรรเสริญความอดทนของพระพุทธเจ้า
 พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ณ มิคทายวัน ในสวนมัททกุจฉิ เขตพระนครราชคฤห์ พระบาทของพระองค์ถูกสะเก็ดหิน (ที่พระเทวทัตกลิ้งแตกออก) กระทบแล้ว เวทนาเป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อนไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย มีในพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลาย ไม่ทรงเดือดร้อนพระองค์รับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้องขวาซ้อนพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่ พวกเทวดาสตุลลปกายิกา ๗๐๐องค์ ยังมัททกุจฉิให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
 เทวดาองค์ที่หนึ่งเปล่งอุทานว่า"พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นนาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นเวทนาเป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญไม่ทรงสบาย อันเกิดมีขึ้นในพระสรีระแล้ว โดยความที่พระสมณโคดมเป็นนาคมิได้ทรงเดือดร้อน"
 เทวดาองค์ที่สองเปล่งอุทานว่า"พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นสีหะ"
 เทวดาองค์ที่สามเปล่งอุทานว่า"พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นอาชาไนย"
 เทวดาองค์ที่สี่เปล่งอุทานว่า"พระสมณโตดมผู้เจริญเป็นผู้องอาจ"
 เทวดาองค์ที่ห้าเปล่งอุทานว่า"พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ใฝ่ธุระ"
 เทวดาองค์ที่หกเปล่งอุทานว่า"พระสมณโคดมเป็นผู้ฝึกแล้ว"
 เทวดาองค์ที่เจ็ดเปล่งอุทานว่า"ท่านทั้งหลายจงดูสมาธิที่พระสมณโคดมให้เจริญแล้วจิตที่พระสมณโคดมให้พ้นดีแล้ว จิตเป็นไปตามราคะที่พระสมณโคดมไม่ให้น้อมไปเฉพาะแล้วจิตเป็นไปตามโทสะที่พระสมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้ว จิตที่พระสมณโคดมหาต้องตั้งใจข่มต้องคอยห้ามกันไม่ บุคคลใดพึงสำคัญพระสมณโคดมผู้เป็นบุรุษนาค บุรุษสีหะบุรุษอาชาไนย บุรุษองอาจ บุรุษใฝ่ธุระบุรุษฝึกแล้วเห็นปานนี้ว่าเป็นผู้อันตนพึงล่วงเกินบุคคลนั้นจะเป็นอะไรนอกจากไม่มีตา" แล้วได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า "พราหมณ์ทั้งหลายมีเวทห้า มีตบะ ประพฤติอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปีแต่จิตของเขาไม่พ้นแล้วโดยชอบ เขามีจิตเลวย่อมไม่ลุถึงฝั่งเขาเป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว เกี่ยวข้องด้วยพรตและศีลประพฤติตบะอันเศร้าหมองอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี แต่จิตของเขาไม่พ้นแล้วโดยชอบเขามีจิตเลวย่อมไม่ลุถึงฝั่ง ความฝึกฝนย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ใคร่มานะความรู้ย่อมไม่แก่บุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียวอยู่ในป่า ประมาทอยู่แล้วไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้ บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดีพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว ผู้เดียวอยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้วบุคคลนั้นพึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้" (สัง.๑๕/สกลิกสูตร/๑๒๒/๑๓๐/๓๐-๓๒)อรรถกถาธิบาย
 ประวัติสวนมัททกุจฉิมีว่าเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูบังเกิดแล้วในครรภ์แล้วพระมารดามีความประสงค์จะให้ครรภ์ตกไปด้วยทรงดำริว่าครรภ์อันอยู่ในท้องของเรานี้จักเป็นศัตรูของพระราชา จะมีประโยชน์อะไรด้วยครรภ์นี้จึงให้ทำลายครรภ์ในสวนนั้น สวนนั้นจึงชื่อว่ามัททกุจฉิ ก็ป่าท่านเรียกว่ามิคทายเพราะความที่ป่านั้นอันพระราชาพระราชทานเพื่อความปลอดภัยแห่งเนื้อทั้งหลาย
 ก็พระเทวทัตอาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูแล้วส่งนายขมังธนูทั้งหลายและช้างธนปาลกะไปแล้วก็ไม่อาจเพื่อทำอันตรายชีวิตของพระตถาคตได้ จึงคิดว่าเราจักยังพระตถาคตให้ตายด้วยมือของเราทีเดียวขึ้นสู่เขาคิฌกูฏแล้วยกศิลาใหญ่ประมาณเรือนยอดขว้างไปด้วยคิดว่าพระสมณโคดมจงแหลกละเอียด ได้ยินว่าพระเทวทัตนั้นมีกำลังมากย่อมทรงกำลังถึงช้างพลายห้าเชือกอันตรายแห่งชีวิตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะพึงมีได้ด้วยความพยายามของบุคคลอื่นข้อนั้นเป็นอฐานะ คือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นศิลาอื่นจึงตั้งขึ้นในอากาศแล้วรับศิลาก้อนนั้นซึ่งมาอยู่ตรงพระสรีระของพระตถาคตสะเก็ดแผ่นหินอันใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว เพราะศิลาทั้งสองกระทบกันจึงกระเด็นไปถูกที่สุดของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระบาทมีพระโลหิตห้อขึ้นราวกะถูกประหารด้วยขวานใหญ่ ราวกะย้อมด้วยน้ำเหล็วของครั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูเบื้องบนแล้วได้ตรัสกะพระเทวทัตว่าท่านใดมีจิตประทุษร้ายแล้ว มิจิตฆ่าทำโลหิตของตถาคตให้ห้อ ดูก่อนโมฆบุรุษท่านนั้นประกอบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาความไม่ผาสุกได้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกภิกษุคิดว่า วิหารนี้เป็นที่ดอนไม่เรียบ ไม่เหมาะแก่ชนจำนวนมากมีกษัตริย์เป็นต้น และแก่บรรพชิตทั้งหลายจึงช่วยกันหามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเสลี่ยงแห่งเตียงน้อยนำไปสู่สวนชื่อมัททกุจฉิพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลาย ไม่ทรงเดือดร้อนทรงรับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้องขวาซ้อนพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่
 การนอน ๔อย่างคือ กามโภคีไสยา คือการนอนของผู้มีปกติเสพกาม เปตไสย คือการนอนของเปรต สีหไสยาคือการนอนของสีหะ ตถาคตไสยา คือการนอนของพระตถาคต
 การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าสัตว์ผู้บริโภคกามโดยมากย่อมนอนโดยข้างเบื้องซ้าย (ตะแคงซ้าย)นี้ชื่อว่ากามโภคีไสยา จริงอยู่ในบรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่านั้นชื่อว่านอนโดยข้างเบื้องขวา (ตะแคงขวา)มีไม่มาก
 การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าเปรตทั้งหลายโดยมากย่อมนอนหงาย นี้ชื่อว่าเปตไสยา จริงอยู่เปรตทั้งหลายย่อมไม่อาจเพื่อนอนโดยข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือดน้อยเพราะความที่โครงกระดูกยุ่งเหยิงจึงนอนหงายเท่านั้น
 การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าสีหมิคราชโดยมากให้หางของตนเข้าไปในระหว่างขาอ่อน แล้วนอนตะแคงขวานี้ชื่อว่าสีหไสยา จริงอยู่ สีหมิคราชมีอำนาจมาก เมื่อจะนอนก็วางเท้าหน้า ๒เท้าไว้ที่หนึ่ง วาง ๒ เท้าหลังไว้ที่หนึ่ง แล้วเอาหางใส่ไว้ในระหว่างขาอ่อนกำหนดโอกาสที่วางเท้าหน้า เท้าหลังและหางไว้แล้ววางศีรษะไว้บนเท้าหน้าทั้งสองแล้วนอน ครั้นนอนแม้ทั้งวันเมื่อตื่นก็ไม่ตกใจตื่น คือ ยกศีรษะขึ้นกำหนดโอกาที่วางเท้าหน้าเป็นต้น ถ้าอะไร ๆตั้งผิดไป ก็จะมีใจเป็นของ ๆ ตนจะเสียใจว่า เหตุนี้ไม่สมควรแก่ชาติของท่านทั้งไม่สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ ย่อมนอนเหมือนอย่างนั้น ไม่ยอมไปหาอาหารก็แต่เมื่ออวัยวะมีเท้าหน้าเป็นต้นตั้งไว้เรียบร้อย ก็จะมีใจร่าเริงว่าเหตุนั้นสมควรแก่ชาติของท่าน และสมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญลุกขึ้นบิดกายแบบราชสีห์สะบัดขนสรอยคอบันลือสีหนาทแล้วก็ออกไปหาอาหาร
 การนอนในฌานที่ ๔ตรัสเรียกว่า ตถาคตไสยา ในการนอนทั้ง ๔ นั้น การนอนดังสีหะมาในสูตรนี้ จริงอยู่การนอนนี้ ชื่อว่าการนอนอันอุดม เพราะความที่การนอนนั้นเป็นอิริยาบถอันมีอำนาจมากวางเท้าซ้ายบนเท้าขวา ซ้อนกัน คือเหลื่อมเท้ากันหน่อยหนึ่ง เพราะว่าข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า เข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดบ่อย ๆ จิตก็จะไม่ตั้งมั่นการนอนก็ไม่ผาสุก การนอนย่อมไม่ติดต่อกัน การเหลื่อมเท้าแล้ววางอย่างนี้เวทนาย่อมไม่เกิด จิตย่อมตั้งมั่น ก็การสำเร็จสีหไสยาของพระตถาคตนั้นเป็นการนอนเพราะประชวร
 พวกเทวดาสตุลลปกายิกาเจ็ดร้อยเหล่านั้นเห็นความอดกลั้นของพระตถาคตแล้วจึงเปล่งอุทานว่าโอ ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก เมื่อเวทนาเห็นปานนี้เป็นไปอยู่แม้สักว่าการครางก็มิได้มีทรงบรรทมด้วยพระวรกายอันไม่หวั่นไหวราวกะรูปอันสำเร็จด้วยทองที่บุคคลประดับแล้วตั้งไว้บนที่นอนอันเป็นสิริบัดนี้พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ยิ่งดุจพระจันทร์เพ็ญสมบูรณ์ด้วยรัศมีพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็งดงามดุจดอกปทุมกำลังแย้มบาน ในขณะนี้แม้วรรณะแห่งพระตถาคตก็ผ่องใสดุจทองคำที่หลอมดีแล้ว

ข้อควรกำหนดในสังยุตนี้


 ๑.เรื่องเทวดาในชั้นกามวจรภูมิ ๖
 ๒.ลักษณะอาการของเทวดาผู้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคและเหล่าพระสาวก
 ๓.ความประสงค์ของเทวดาที่มาเข้าเฝ้า
 ๔.ธรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นเทวดา
 ๕. ความเชื่อเทวดาแบบพุทธศาสนิกชน

…………………………………………………………………………………………

สัง. ๑๕/สคาถวรรค/หน้า ๑-๕๕

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี