อัคคัญญสูตร

  ว่าด้วยบุตรเกิดแต่พระอุระ พระโอษฐ์พระผู้มีพระภาค

  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งหลายแล มีชาติเกิดต่างกัน มีชื่อต่างกัน มีโคตรต่างกัน

  ออกจาก เรือนมาบวชเป็นบรรชิต ถูกเขาถามว่า ท่านเป็นพวกไหนดังนี้ พึงตอบ เขาว่า พวกเราเป็นพวกพระสมณะศากยะบุตร

  ดังนี้ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารท- วาชะ ก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น เกิดแต่มูลราก ตั้งมั่นอย่าง มั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร

  พรหม หรือใครๆ ในโลกให้เคลื่อน ย้ายไม่ได้ ควรจะเรียกผู้นั้นว่าเราเป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาค เกิดจาก

  พระธรรม พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็น ทายาทของพระธรรมดังนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า "ธรรมกาย" ก็ดี "พรหมกาย" ก็ดี

  "ธรรมภูต" ก็ดี "พรหมภูต" ก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต

  ........มาดูในอรรถกถาหน้า ที่ 175 ในเล่มเดียวกันนี้...................

  ความจริง พระอริยสาวกนั้นอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเกิดขึ้นในภูมิของ พระอริยะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค และชื่อว่าเป็น โอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ เพราะอยู่ในอกแล้วดำรงอยู่ในมรรคในผลด้วยอำนาจแก่การกล่าวธรรมอันออกมาจากพระโอษฐ์ ชื่อว่าเกิดแต่ธรรม เพราะ เกิดจากอริยธรรม และชื่อว่าธรรมอันเนรมิตขึ้น เพราะถูกอริยเนรมิตขึ้น ชื่อว่าธรรมทายาท เพราะควรได้รับมรดกคือ นวโลกุตตรธรรม (โลกุตตรธรรม 9)

  คำว่า ธมฺมกาโย อิติปิ ความว่า เพราะเหตุไร พระ ตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย เพราะพระตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงจัดเป็นธรรมโดยแท้เพราะ สำเร็จด้วยธรรม

  พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นดังพรรณนา มานี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าธรรมกาย

  ชื่อว่าพรหมกายเพราะ มีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรมท่านเรียกว่าพรหมเพราะเป็น ของประเสริฐ บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่สภาวธรรม

  ชื่อว่า พรหมภูต เพราะเป็นผู้ที่เกิดจากพระธรรมนั่นเอง

  พจนานุกรมพุทธศานํ ฉบับ ประมวลศัพท์ ของท่าน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) หน้า 106

  ธรรมกาย : "ผู้มีธรรมเป็นกาย" เป็นพระนามอย่างหนึ่ง ของพระพุทธเจ้า (ตามความในอัคคัญญสูตร แห่ง ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค) หมายความว่าพระองค์ทรงคิดคำสอนด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกเผยแพร่ด้วยพระวาจา เป็นเหตุให้พระองค์ก็คือพระธรรมเพราะทรงเป็นแหล่งที่ประมวลหรือประชุมอยู่แห่งพระธรรมอันปรากฎ เปิดเผยออกมาแก่ชาวโลก;

  อนึ่งธรรมกายคือกองธรรมหรือชุมนุม แห่งธรรมนั้น ย่อมเจริญงอกงามเติบขยายได้โดยลำดับจนไพบูลย์

  ในบุคคลผู้เมื่อได้สดับคำสอนของพระองค์ แล้วอบรมตนด้วย ไตรสิกขาเจริญมรรคาให้บรรลุภูมิแห่งอริยชน ดังตัวอย่างดำรัสของ พระมหาปชาบดีโคตมี เมื่อครั้งกราบทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อ ปรินิพพานตามความในคัมภีร์ อปทาน ตอนหนึ่งว่า "ข้าแต่พระสุคตเจ้า

  หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์, ข้าแต่พระธีรเจ้า.....รูปกาย ของพระองค์นี้ หม่อมฉันได้ทำให้เจริญเติบโต ส่วนธรรมกายอันเอิบสุข ของหม่อมฉัน ก็เป็นสิ่งอันพระองค์ได้ทำให้เจริญเติบโต"; สรุปตามนัย

  อรรถกถา ธรรมกาย คือ โลกุตตรธรรม 9 หรือ อริยสัจ หน้า 261

  โลกุตตรธรรม : ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก,สภาวะพ้นโลก มี 9 ได้แก่ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน1

  อริยสัจ : ความจริงอย่างประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้คนเป็นพระอริยะ มี 4 อย่าง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

  (เรียกเต็มว่า ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา)

  ------------ ว่าด้วยวิชาในพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก-------------

   พระอรหันต์ทั่วๆ ไปนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ประเภท คือ ปัญญาวิมุตติ และ เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ หมายถึงพระอรหันต์ผู้ไม่ได้ฌานเลย กล่าวคือไม่ได้เจริญสมถภาวนาไม่ได้ทำฌาน เป็นแต่เจริญ

  วิปัสสนาภาวนาแต่อย่างเดียวจนบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผล พระอรหันต์ผู้ที่ไม่ได้ฌานนี้เรียกว่า สุกขวิปัสสก พระอรหันต์ส่วน เจโตวิมุตติ หมายถึงพระอรหันต์ผู้ที่ได้ฌานด้วย ( ผู้ที่ได้ฌานเรียกว่า ฌานลาภีบุคคล ) การได้ฌานก็สามารถได้มาด้วย ๒ประการ คือ

   ก. เป็นผู้เจริญสมถภาวนาจนได้ฌาน เช่นนี้เรียกว่า ปฏิปทาสิทธิฌาน ได้ฌานด้วยการปฏิบัติ แล้วก็มาเจริญวิปัสสนา ภาวนาตามลำดับ จนบรรลุพระอรหันต์

   ข. เป็นผู้ที่แม้จะไม่ได้เจริญสมถภาวนามาก่อนก็ตาม แต่ว่าเมื่อได้เจริญวิปัสสนาภาวนามาตามลำดับจนบรรลุอรหัตตมัคค อรหัตตผล ด้วยผลแห่งบุญญาธิการแต่ปางก่อน เมื่อบรรลุอรหัตตผล ก็ถึงพร้อมซึ่งฌานด้วยเช่นนี้เรียกว่า มัคคสิทธิฌานได้ฌานด้วยอำนาจแห่งมัคค จนถึงได้อภิญญาด้วยก็มี เช่น พระจุฬปัณถก เมือสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็มีอภิญญา ด้วยคือมีอิทธิฤทธิถึงสำแดงปาฏิหารย์ เป็นพระภิกษุหลายรูปจนเต็มพระเชตวันรวมความว่า พระอรหันต์ประเภทปัญญาวิมุตติ ไมได้ฌานด้วยเรียกว่า สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ พระอรหันต์ประเภทเจโตวิมุตตินั้นเป็นผู้ได้ฌานด้วย เรียกว่าพระอรหันตฌานลาภีบุคคล

   พระอรหันต์ผู้เป็นฌานลาภีบุคคลนั้น ได้ฌานจนถึงได้อภิญญาด้วยก็มี ได้ฌานก็จริงแต่ไม่ถึงได้อภิญญาด้วยก็มีฌานลาภีอรหัตตบุคคลนั้นที่ได้ถึงอภิญญาด้วยนั้น บางองค์ก็ได้เพียง อภิญญา ๓ บางองค์ก็ได้ถึง อภิญญา ๖ อภิญญา ๓ หรือบางทีก็เรียกว่า วิชา ๓นั้นได้แก่

  ( ๑ ) ปุพเพนิวาสนุสติญาณ ระลึกชาติได้

  ( ๒ ) ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณ ตาทิพย์ รู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย

  ( ๓ ) อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ เฉพาะอภิญญาข้อ ๓ นี้ จะเป็นสุกขวิปัสสกพระอรหันต์ก็ตามหรือฌานลาภีอรหัตตบุคคลได้ถึงอภิญญาด้วยหรือ ไม่ก็ตาม ต้องมีอภิญญาข้อ ๓ นี้ด้วยทุกๆ องค์

  อภิญญา ๖ หรือบางทีก็เรียกว่า วิชา ๖ นั้น คือวิชา ๓ นั่นเอง และเพิ่มขึ้นอีก ๓ คือ

  ( ๔ ) ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณ รู้จิตใจผู้อื่น

  ( ๕ ) ทิพพโสตญาณ หูทิพย์

  ( ๖ ) อิทธิวิธี สำแดงฤทธิ์ได้

  อีกนัยหนึ่งนั้น จำแนกพระอรหันต์เป็น ๒ ประเภท โดยจำแนกเป็นพระอรหันต์ผู้มี ปฏิสัมภิทาญาณ และพระอรหันต์ ผู้ไม่มี ปฏิสัมภิทาญาณ

  ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ถึงพร้อมด้วยความรู้อันแตกฉาน แปลสั้นๆ ว่า ปัญญาแตกฉาน ปฏิสัมภิทาญาณ มี ๔ ประการคือ

   ๑. อตฺถปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในผลทั้งปวง อันบังเกิดจากเหตุ ชื่อว่า อัตถะปฏิสัมภิทาญาณ อัตถะ หรือ ผล

  นั้นได้แก่ธรรม ๕ ประการ คือ

  ก.ยํ กิญฺจิ ปจฺจยสมฺภูตํ คือรูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยประชุมปรุงแต่ง

  ข. นิพฺพานํ คือพระนิพพาน

  ค. ภาสิตตฺโถ คืออรรถที่กล่าวแก้ให้รู้วิบากขันธ์ ๓๒ ดวง

  ง. กิริยาจิตฺตํ คือกิริยาจิต ๒0 ดวง

  จ. ผลจิตฺตํ คือผลจิต ๔ ดวง

   ๒. ธมฺมปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในเหตุที่ทำให้บังเกิดผลชื่อว่า ธัมมาปฏิสัมภิทาญาณ ธรรม หรือ เหตุนั้นได้แก่ธรรม ๕ ประการ คือ

  ก. โย โกจิ ผลนิพฺพตฺตโก เหตุ คือเหตุทั้งปวงบรรดาที่ยังผลให้เกิดขึ้น

  ข. อริยมคฺโค คือมัคคจิตทั้ง ๔

  ค. ภาสิตํ คือพระธรรมทั้ง๓ ปิฎก

  ง. กุสลจิตฺตํ คือกุศลจิต ๑๗ ดวง

  จ. อกุศลจิตฺตํ คือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง

   ๓. นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในภาษา คือบัญญัติแห่งอัตถะปฏิสัมภิทาและธัมมะปฏิสัมภิทาย่อมมีด้วย

  นิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าว ธมฺมนิรุตฺติ นั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่ารู้จักถ้อยคำหรือ

  ภาษาอัน เป็นบัญญัติที่เรียกว่า โวหารในการอธิบายขยายความแห่งอัตถปฏิสัมภิทาและธัมมปฏิสัมภิทา ให้ผู้สดับตรับฟังรู้และเข้าใจ ได้แจ่มแจ้งลึกซึ้งโดยถ้วนถี่ เช่นนี้เป็นต้น

  ๔. ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือมีปัญญาว่องไว ไหวพริบ เฉียบแหลม คมคาย ในการตอบโต้อัตถปฏิสัมภิทา

  ธัมมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ทั้ง ๓ นั้น ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วชัดแจ้งโดยฉับ พลันทันที ความรู้แตกฉานเช่นนี้แหละชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี