๓. ประเด็นเกี่ยวกับผลจากการปฏิบัติ
ความรู้ความเห็นที่เป็นผลจากการปฏิบัติของบุคคลใดสำนักใด ก็เป็นมติของบุคคลหรือสำนักนั้นจะอ้างว่าเป็นมติของพระพุทธศาสนาไม่ได้ จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบด้วยมาตราฐานคือคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจจุบันได้แก่พุทธพจน์เท่าที่มีอยู่หรือคงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎกบาลี
ปรากฏบ่อยครั้งว่า หลายบุคคลหลายสำนักได้ความรู้ความเห็นที่เป็นผลจากการปฏิบัติของตนๆ แตกต่างกันและขัดแย้งกันและต่างก็ว่าตนเป็นพระศาสนา มาตราฐานที่จะตัดสินว่าของใครถูก ของใครผิด ก็คือ พุทธพจน์เท่าที่มีอยู่หรือคงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎกบาลีนั้น
ถ้ามีอันเป็นไปว่า พุทธพจน์ที่แท้จริงไม่มีเหลืออยู่แล้วในพระไตรปิฎก และพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ ที่ไม่อาจเชื่อถือได้
ก็ต้องยอบรับความจริงว่า มาตราฐานที่จะวัดความเป็นพุทธศาสนาได้สูญสิ้นไปแล้ว
ในกรณีเช่นนี้ ความรู้ความเห็นที่เป็นผลจากการปฏิบัติของบุคคลหรือสำนักทั้งหลาย ก็จะมีฐานะเช่นเดียว กับผลการปฏิบัติของโยคี ฤาษี ดาบส เป็นต้น ที่มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ซึ่งต่างก็ตั้งใจปฏิบัติและต่างก็ อ้างว่าได้รับผลจากการปฏิบัติของตนๆ ด้วยกันทั้งนั้นแต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่ามติของตนเป็นพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม เรามีเหตุผลที่มำให้มั่นใจได้ว่า คำสอนส่วนใหญ่ในพระไตรปิฎกยังดำรงรักษาพุทธ พจน์ไว้ได้มากมายอย่างน้อยก็เพียงพอที่จะเป็นมาตราฐานวัดความเป็นพุทธศาสนาได้ เช่นหลักเกณฑ์ที่ว่า ไม่ว่าผู้ใดจะปฏิบัติแล้วได้ผลมีฤทธิ์เดชอภินิหาร หรือมองเห็นสวรรค์ เห็นเทวดา เห็นพระพรหม หรือ สิ่งวิเศษอันใด แต่ถ้าการปฏิบัตินั้นไม่ทำให้โลภะ โทสะโมหะ หมดสิ้น หรือเบาบางไปจากจิตใจของผู้ปฏิบัติ ก็วินิจฉัยได้ว่า อันนั้นไม่ใช่ผลที่ประสงค์ในพระพุทธศาสนาหนังสือ "นิพพาน อนัตตา" ของพระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต ) หน้า ๑๑๕-๑๒๑
ค. ถ้านิพพานเป็นอนัตตา ทำไมจึงตรัสแต่เรื่องขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา
บางท่านสงสัยว่า ในพระไตรปิฎกทั่วไป เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เห็น แต่ตรัสเพียงแค่ขันธ์ ๕หรือสังขาร เป็นอนัตตา จบแล้วก็ไม่ตรัสต่อไปอีกว่านิพพานเป็นอนัตตา แสดง ว่านิพพานต้องเป็นอัตตา แต่มองอีกทีก็สงสัยว่าถ้านิพพานเป็นอัตตา ทำไมเมื่อตรัสว่า ขันธ์ ๕ หรือ สังขารเป็นอนัตตาเสร็จแล้ว เมื่อทรงปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาเสร็จแล้ว
ทำไมไม่ตรัสต่อไปว่านิพพานเป็นอัตตา เหตุผลเป็นอย่างไรกันแน่
ขอประมวลเหตุผลโดยย่อดังนี้
- คำว่า ตน ตัวตน หรือ อัตตานี้ ในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำระดับสมมติ ที่มนุษย์บัญญัติขึ้น มาจากความยึดถือเช่นเดียวกับคำสามัญอื่นๆ ทั้งหลาย เช่น สัตว์ บุคคล มนุษย์ สตรี เรา เขา แม้ พระพุทธองค์ก็ทรงใช้ไปตามสมมติของชาวโลกนั้นสำหรับเป็นเครื่องสื่อสารกัน แต่ทรงใช้ด้วยความรู้ เท่าทันความจริงไม่ยึดติดถือมั่น ไม่หลงสมมตินั้น
แต่เมื่อพูดถึงความจริงแท้โดยปรมัตถ์ ถ้อยคำเหล่านี้ท่านไม่ใช้ ท่านจึงไม่พูดถึงคำว่า สัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา จะพูดถึงสภาวธรรมอันมีอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติ
- การที่มนุษย์จะบัญญัติถ้อยคำอะไรขึ้นมาสมมตินั้นก็บัญญัติจากสิ่งที่เขายึดถือ ซึ่งก็คือสังขารทั้ง หลายหรือขันธ์ ๕ นั่นเอง
- มองในทางกลับกัน สิ่งที่มนุษย์จะยึดถือได้ ก็มีเพียงสังขารหรือขันธ์ ๕ นั้น เท่านั้น และมนุษย์ที่จะยึดถืออย่างนั้นก็คือมนุษย์ปุถุชน หรือคนที่ยังไม่หมดกิเลส แม้แต่สิ่งหรือสภาวะที่ไม่ใช่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่
สังขาร เมื่ออยู่ในความคิดนึกของมนุษย์เหล่านี้ ก็เป็นเพียงภาพในความคิดปรุงแต่ง จึงเป็นสังขารหรือ องค์ประกอบในขันธ์ ๕อยู่นั่นเอง
- ในการปฏิบัติธรรม เพื่อแก้ไขความยึดถือนั้น ก็คือทำให้เกิดปัญญารู้เข้าใจความจริง เมื่อเขารู้ เท่าทันความจริง รู้ทันสมมติแล้วก็เลิกเข้าใจผิด เลิกยึดถือสังขารหรือขันธ์ ๕ เป็นสัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา และรู้ไปตามสภาวธรรม เรื่อง อัตตา ตัวตน สัตว์ บุคคล ก็จบลงไปกับความยึดติดถือมั่นหรือ
หลงผิด ที่หมดไปนั่นเอง สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเหลืออยู่อีก ( ในความยึดถือ ) นอกจากใช้ในการสื่อสารด้วย ความรู้เท่าทันตามโอกาสเพราะฉะนั้น
- สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อเลิกละความยึดถือ ก็จึงเจริญปัญญาให้รู้เท่าทันตามเป็นจริงว่า สังขารหรือ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ และไม่อาจยึดเอาเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ได้ และคำสมมติเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีจริง ดังที่ผู้บำเพ็ญ
วิปัสสนาก็พิจารณาสังขารถึงความที่สังขารหรือขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยงต้องแปรปรวนไปเป็นธรรมดา) ทุกขัง (เป็นทุกขคือไม่สามารถทนอยู่ได้ตลอดกาลต้องเสื่อมสลายหายไปเป็นธรรมดา) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตนอะไรของเราดังนั้นถึงไปบังคับบัญชาอะไรไม่ได้เป็นเพียงสภาวธรรมตามธรรมชาติเท่านั้น) ( จึงมีวิปัสสนาวิธี สำหรับปฏิบัติต่อสังขารหรือขันธ์ ๕ นั้น )
- ส่วนผู้รู้แจ้งถึงธรรมเท่าทันต่อสภาวะแล้ว ก็รู้เท่าทันว่าสังขาร หรือขันธ์ ๕นั้นไม่ใช่สัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา ฯลฯ เมื่อรู้แจ้งความจริงแล้ว ก็ละเลิกข้ามพ้นเลยความยึดถือนั้นไป เรื่อง สัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เราเขา ก็หมดไปพร้อมกับความยึดถือในสังขาร หรือขันธ์ ๕ ไม่มีที่จะให้หลงยึด เป็นความจริงอีกต่อไปจึงไม่มีและไม่พูดถึงสัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา พ้นเลยจากเรื่องของขันธ์ ๕ หรือสังขารทั้งหลายต่อไป
สัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา มีอยู่เพียงในความยึดถือโดยสังขารหรือขันธ์ ๕ เป็นฐานแห่ง การยึดถือนั้นเป็นภาพซ้อนขึ้นมาบนสภาวธรรม เมื่อรู้แจ้งความจริงของสังขารหรือขันธ์ ๕ ตามสภาวะ
แล้ว ภาพซ้อนนั้นก็หายไป ความจริงประจักษ์ เรื่องก็จบ ไม่มีความยึดถือที่จะไปเกาะจับเอาอะไรขึ้นมา เป็นสัตว์ บุคคล อัตตา ตัวตน เรา เขา อีกต่อไป
จึงไม่ต้องพูดถึงสภาวะที่มีอยู่เหนือกว่านั้นไปว่าเป็นอนัตตา เพราะไม่เป็นอัตตาอยู่แล้ว และไม่มีความหลงผิดอะไรที่จะมายึดให้เป็น จึงไม่ต้องบอกว่านิพพานเป็นอนัตตา เพราะไม่ได้เป็นอัตตา และไม่มีใครจะมายึดว่าเป็นอัตตาอยู่แล้วความที่ว่ามานี้จะเห็นได้ชัดเจน กล่าวคือ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลิกยึดขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา หรือให้รู้ความจริงว่าขันธ์ ๕ทั้งหมดเป็นอนัตตาแล้ว คำสอนของพระองค์ส่วนนี้ก็ไปต่อรับกันกับพระพุทธพจน์ที่ตรัสรวบยอดไว้ ตัดเรื่องอัตตาออกไปเด็ดขาดหมดสิ้น ดังหลักฐานว่า " ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดย ความเป็นของจริงโดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า นี้เรียกว่าศาสดาผู้สัมมาสัมพุทธะ " (อภิ.ก.๓๗/๑๘๘/๘๒)
ง. เมื่อมีสภาวะนิพพาน ก็ต้องมีผู้ทรงสภาวะนั้น
มีการถือความเห็นตามหัวข้อที่นำมาตั้งไว้นี้ แต่หลักการที่แท้ของพระพุทธศาสนาสอนไว้ตรงข้าม กับความเห็นนี้ คือ
ท่านสอนไว้ชัดเจนว่า สภาวะนิพพานมีอยู่ แต่ผู้ทรงสภาวะนิพพานไม่มี หลักการนี้ได้สืบทอดมาอย่างมั่นคงในวงการศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนา ดังมีคำกล่าวยืนยันปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ ที่ทรงจำและจารึกไว้ทั่วไปว่า
" แท้จริง โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งหมดทุกข้อทีเดียว พึงทราบว่า เป็นสภาพสูญ ( ว่าง ) เพราะไม่มี ผู้เสวย ( ผู้ครอบครอง ) ผู้กระทำ ผู้นิพพาน และผู้ดำเนิน ; เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
" ทุกข์มีอยู่แท้แต่ไม่มีผู้ที่ทุกข์
การกระทำมีอยู่ แต่ผู้กระทำไม่มี
นิพพานมีอยู่แต่ผู้นิพพานหามีไม่
มรรคมีอยู่แต่ผู้ดำเนินไม่มี" (ปฏิสํ.อ.๑/๒๑๔;๒/๒๒๙;วิภงฺค.อ.๙๕;วิสุทฺธิ.๓/๑0๑)
จ. กลัวว่า ถ้านิพพานเป็นอนัตตา ทุกอย่างจะสูญสิ้น
เหตุหนึ่งที่ทำให้บางท่านพยายามอธิบายนิพพานให้เป็นอัตตา ก็เพราะเกรงว่า ถ้านิพพานไม่เป็นอัตตาแล้ว นิพพานก็จะเป็นสิ่งที่ไม่มี เลยจะกลายเป็นความขาดสูญ
ความเข้าใจอย่างนี้เกิดจากความสับสนในเรื่องสิ่งที่มีอยู่กับอัตตา ( สภาวธรรม กับ อัตตา ) ซึ่งที่จริงเป็นคนละเรื่องกันนิพพานนั้น ท่านประกาศชัดเจนว่ามีอยู่ คือเป็นสภาวธรรมที่เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) สภาวธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีจริงแต่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่ใช่มีอยู่ในความยึดถือ จึงเกิดเป็นอัตตา ถ้าไม่มีการยึดถือ อัตตาก็ไม่มีเช่นเดียวกับถ้อยคำที่ใช้กันในโลกอีกมากมาย เช่น สัตว์ บุคคล หญิง ชาย เรา เขา ท่าน เธอซึ่งท่านเรียกว่าเป็นคำสมมติอันเกิดจากความยึดถือ เป็นเพียงสมมติสัจจะ ไม่เหมือนอนัตตา ที่เป็นลักษณะ ตามสภาวะใครจะยึดถือหรือไม่ยึดมันก็เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น ท่านจึงใช้คำว่า อัตตา ในระดับเดียวกับคำว่า สัตว์ บุคคล คน เรา เขา เป็นต้น อันเป็นระดับสมมติจะเอาความจริงในระดับปรมัตถ์กันแล้วก็พูดกันถึงสภาวธรรมเท่านั้น คำว่า สัตว์ บุคคล อัตตา ฯลฯ ก็ถูกปฏิเสธ ไม่มีการยึดถืออีกคนจะยึดหรือไม่ยึดก็ตาม อัตตาจะมีอยู่ในความยึดถือของคนหรือไม่ก็ตาม สภาวธรรมที่เรียกว่า นิพพานก็มีอยู่แต่เพราะความยึดถือจนเกิดมีอัตตา ก็จึงทำให้มองไม่เห็นนิพพานที่มีอยู่ในสภาวธรรมนั้น หมดความยึดถือว่าเป็นอัตตาเมื่อใด
ก็พบสภาวธรรมที่มีอยู่อันเป็นนิพพานเมื่อนั้น
พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้ว่า มีลัทธิที่ตรงกันข้ามอยู่คู่หนึ่ง ฝ่ายหนึ่งถือว่าเบื้องหลังภาพของสิ่งต่างๆ ที่มองเห็นเป็นไปทั้งหลายนี้ มีสิ่งหนึ่งเป็นอัตตา ตัวตน ที่จริงแท้เที่ยง ถาวร คงอยู่ตลอดไป แต่อีกฝ่ายหนึ่งถือว่า อะไรๆ
ก็ไม่มีจริง มีแต่รูปร่างอย่างที่มองเห็นปรากฏเป็นไปอยู่ชั่วคราว แล้วก็หมดสิ้น หายไปไม่มีอะไรเหลือพระพุทธศาสนาสอนว่า ลัทธิ ๒ ฝ่ายนี้ เป็นสุดโต่งเลยเถิดไป จึงหลุดพลาดออกจากสัจธรรม ไม่ตรงตามความจริงเป็นมิจฉาทิฏฐิ
พระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งทั้งหลายมิใช่มีอยู่หรือไม่มี ตามความเห็นหรือความยึดถือของเราแต่ดำรงอยู่หรือเป็นไปอยู่ตามธรรมดาของมัน ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ขึ้นต่อการที่ใครๆ จะยึดถืออย่างไร ใครๆ จะยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของสั่งบังคับไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจของใคร เรียกว่า ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา
คำสอนนี้แสดงความจริงตามที่มันเป็น จึงเป็นความจริงอย่างเป็นกลาง เรียกว่า มัชเฌนธรรมเทศนา จัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทาคือทางสายกลางในแง่หนึ่ง หลักอนัตตาแสดงลักษณะของพระพุทธศาสนา ที่เป็น มัชฌิชมาปฏิปทาอย่างนี้ด้วยหนังสือทั้ง 4 เล่มคือ
(1) พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
(2)พระไตรปิฎกฉบับประชาชน ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
(3) พจนานุกรม พุทธศาสนํ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
(4) วิสุทธิมรรคแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์
คัดมาบางส่วนจาก พระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 15 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า 150 เรื่อง อัคคัญญสูตร