บทที่ ๓

  เปรียบเทียบกำเนิดชีวิตโลกและจักรวาล

ในคริสต์ศาสนา ความดีระดับที่เป็นไปเพื่อการมีชีวิตอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร์ หรือความดีระดับใดที่จะต้องไปอยู่ในแดนชำระบาปก่อน  ก่อนที่จะได้รับการพิพากษาครั้งสุดท้าย แต่ถึงกระนั้นคัมภีร์ของคริสต์ศาสนา ก็ยังระบุไว้ชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งศาสนา โดยเฉพาะบัญญัติข้อที่ว่า “ จงรักพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าอย่างหมดหัวใจ มีกำลังและความคิดอยู่เท่าไร ก็ให้รักพระผู้เป็นเจ้าจนหมดสิ้น และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ” และปฏิบัติตามกฏบัญญัติต่าง ๆ นี้ ไม่ใช่เพื่อตัวกฏบัญญัติเอง ซึ่งมักจะทำกันตามตัวอักษร หากแต่ปฏิบัติด้วยชีวิตจิตใจ (spirit ) ความดีความชั่วไม่ได้วัดกันที่การกระทำอย่างเดียว แต่วัดที่เจตนาและความนึกคิดด้วย ดังนั้น บัญญัติแห่งความรักเป๋นบัญญัติที่พระเยซูได้เน้นให้เห็นว่าเป็นบัญญัติที่สำคัญที่สุด ชีวิตและคำสอนของพระองค์อาจสรุปได้ด้วยบัญญัตินี้ ทรรศนะของคริสต์จึงถือว่าระดับของความดีนั้นวัดกันที่การกระทำซึ่งประกอบด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์

คริสต์ศาสนา สอนว่าในโลกมีคนเลวปะปนอยู่กับคนดี ทั้งคนดีและคนเลวมาจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน แต่พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตั้งพระทัยจะสร้างให้เลว พระองค์ตั้งพระทัยให้ดีทุกคน แต่ทรงต้องการให้ดีมาก ๆ จึงให้มีใจเสรี บางคนใช้เสรีภาพเลือกทางผิด ถึงขั้นขัดกับความดีของพระผู้เป็นเจ้า จึงเป็นคนเลว กลายเป็นศัตรูกับพระผู้เป็นเจ้าไปเสีย ลูกของพระผู้เป็นเจ้ากับศัตรูของพระองค์ จึงอยู่ปะปนกันในโลกนี้ โลกนี้จึงเป็นแดนของสองนคร ซึ่งไม่มีอาณาเขตแน่นอน เพราะอาณาเขตอยู่ในจิตใจของแต่ละคน ซึ่งอาจจะเปลี่ยนใจเมื่อใดก็ได้ สองนครดังกล่าวได้แก่นครของพระผู้เป็นเจ้า (the city of god) และนครของโลกนี้ (the city of this world) สมาชิกของนครของพระผู้เป็นเจ้าอาศัยโลกนี้เพื่อสร้างความดี จะได้มีกุศลไปสวรรค์  ส่วนสมาชิกของนครของโลกนี้ไม่คิดถึงชีวิตหน้า คิดแต่เพียงให้มีความสุขในโลกนี้ไปแค่ชั่วชีวิตนี้เท่านั้น ไม่สนใจประกอบทำดีสร้างกุศล มุ่งหาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษใด ๆ ทั้งสิ้น คนดีตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ ส่วนคนเลวตายไปจะต้องตกนรก คนดีที่ยังชดใช้กรรมยังไม่หมด จะต้องใช้กรรมในแดนชำระ (purgatory) จนหมดสิ้นเสียก่อนจึงได้ไปสวรรค์

.ทฤษฎีวิวัฒนาการคืออะไร

ทฤษฎีทางโลก ในศตวรรษที่ ๑๙ เกิดหลักการที่มีอิทธิพลต่อวงการวิทยาศาสตร์  ปรัชญา และศาสนามาก เราเรียกว่าทฤษฎีวิวัฒนาการ ( evolution ) ซึ่งมีหลักการว่าองค์อวัยวะของสิ่งมีชีวิตได้เจริญเติบโตมาก็โดยเนื่องมาจากปฏิบัติการทางธรรมชาติเป็นเหตุจากรูปแบบง่ายๆ ในระยะเริ่มแรก  และต่อมาก็ไม่มีชาติพันธ์ใดจะคงที่อยู่เหมือนเดิม โดยไม่เปลี่ยนแปลง  นักปรัชญายอมรับความเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้

เฮแรคลิตุส ได้ย้ำว่าความเจริญและความเปลี่ยนแปลงสถิตอยู่ในระบบหรือขบวนการของจักวาล  ในขณะที่ลูคริตุส  ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในจักวาลมีรากฐานที่ระบบ ปรมณูและแรงผลักดันที่มีเหตุจากธรรมชาติ

ในระหว่างศตวรรษที่๑๘ นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า สัตร์ชนิดต่างๆ อาจมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน และสิ่งแวดล้อมได้มีผลทำให้สัตว์ตระกูลต่างๆ เหล่านั้นแตกต่างกันออกไปในศตวรรษต่อมาก็มีคนพิสูจน์เรื่ององค์ประกอบและมิใช่องค์ประกอบที่มีผลจากธรรมชาติ  ในหนังสือ principles of geology แสดงว่าก่อตัวขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปโดยตัวแทนทางธรรมชาติ  ในขณะเดียวกันในปี(ค.ศ. ๑๘๐๒) พ.ศ ๒๓๔๕ จีน แบบตีส เดอร์ ลามาร์ค(ค.ศ๑๗๔๔–๑๘๒๙)

ยืนยันว่าทุกอวัยวะ ( องคาพยพ ) มีแนวที่จะสร้างอวัยวะใหม่ขึ้น  เพื่อปรับตนเองใให้เข้ากับปัจจัยทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไปด้วยการพัฒนา  อวัยวะเป็นเครื่องวัดถึงประโยชน์ของมัน  การเปลี่ยนรูปร่างอวัยวะ  ถูกแปรออกมาทางพันธุกรรมตามบรรพบุรุษ  รูปร่างก็เปลี่ยนไปด้วย

lamark ได้ยกตัวอย่าง  ยีราป  ซึ่งพัฒนาคอของมันให้ยาวเพื่อกินใบไม้และต้นไม้ที่สูง ๆ ได้  ช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยต่อรุ่นในเวลาต่อมา

ผู้ที่ให้เกิดความฮือฮามากที่สุดคือนักวิทยาศาสตร์ชื่อ  ชารลส์  ดาร์วิน(charles  dawiค.ศ.๑๘๐๙–๑๘๘๒) เขาได้สรุปหลังจากได้สังเกตเป็นเวลาหลายปี  ระหว่าง ค.ศ.๑๘๓๑–๑๘๓๖)

โดยศึกษาโครงกระดูก  ซึ่งรวบรวมได้จากการเดินทาง  บิแองเกิล โดยอาศัยชายฝั่งอเมริกาใต้ และทะเลใต้ เขาได้รับแรงบันดาลจากหนังสือ ๒ เล่ม คือ

๑.priciples of geology by lyell

๒.essay on population by robert malthus

ซึ่งถือว่า  ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมาจากธรรมชาติ natulal causes และการขยายตัวขอประชากรมนุษย์ และการผลิตอาหารไม่เพียงพอมีผลต่อธรรมชาติทั้งปวง  ดาร์วินได้เขียนหนังสือชื่อว่า  on the origin of species by means of natural selection, or the presentation of favoeced races in the struggle for life.(การศึกษากำเนิดมนุษย์โดยสะสมโครงกระดูกตามธรรมชาติ  หรือการรักษาชาติพันธ์ด้วยการต่อสู้เพื่อชีวิตคงอยู่)

๒.ความเสื่อมของอายุสัตว์

สิ่งสำคัญในเนื้อหาของจักกวัตติสูตร  จะเห็นได้ว่าอายุของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น  มีความเจริญถึงขั้นสูงสุดคือ ๘๐,๐๐๐ ปี  ต่อมาอายุก็เสื่อมถอยลงมาเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต่ำสุดคือ ๑๐ ปี  ซึ่งมูลเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้อายุเสื่อมนั้น  คือสัตว์เหล่านั้นได้กระทำปาณาติบาต  สิ่งที่ทำไปนั้นบั่นทอนอายุสัตว์ให้สั้นลง  ด้วยการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน  โดยเมื่อสัตว์ได้ทำความผิด  เพราะสัตว์เหล่านั้นลงมติตามความเห็นของ ๆ ตนว่าเป็นความผิดดังนั้น สัตว์ทั้งหลายบางพวก  จึงทำตามอย่างบ้างและอีกเหตุผลหนึ่ง  เพราะหัวหน้าสัตว์ (พระราชา ) ประพฤติธรรมทุจริต ไม่ดำเนินตามรอยพระราชาองค์ก่อน ๆ ที่ประพฤติอยู่ในธรรมสุจริต เช่น  การที่พระราชาไม่พระราชทานทรัพย์แก่คนไม่มีทรัพย์  ความขัดสนก็ถึงความแพร่หลาย เกิดลักขโมยทรัพย์ของคนอื่น  พระราชาจับได้  ขโมยนั้นเกิดความไม่พอใจพระราชาที่ไม่พระราชทานทรัพย์แก่คน  ซึ่งในอดีตพระราชาองค์ก่อน ๆ ได้พระราชทาน เหตุนั้นในเวลาต่อมาความขัดสนได้แพร่สะพัดไปทั่วแก่คนทั้งหลาย ครั้นถูกจับได้จึงแสดงอาการส่อเสียดต่อพระราชาพระองค์นั้น  และด้วยความขัดสนนี้เอง  เป็นสาเหตุให้เกิดขโมยมากขึ้น อทินนาทานจึงเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้ใช้ศัสตรา(อาวุธ)ทำลายกันแพร่หลาย เพราะไม่พอใจต่อพระราชาดังได้บรรยายไว้แต่เบื้องต้น ต่อมามุสาวาท ปิสุณาวาจาก็ถึงความแพร่หลาย อายุของมนุษย์จากอายุ ( ๒๐,๐๐๐ ปี ) ถอยลงมาที่ ๑๐,๐๐๐ ปี

ในระหว่างอายุ ๑๐,๐๐๐ ปีนี้ มนุษย์ได้เกิดความดูหมิ่นกัน  เรื่องผิวพรรณดีและไม่ดี จึงแบ่งเป็น ๒ พวกก่อน  ต่อมาก็ประพฤติล่วงเกินในภรรยาของคนอื่น[1]จึงเป็นสาเหตุให้อายุถึงความถอยลงมาที่ ๕,๐๐๐ ปี

ระหว่างอายุของมนุษย์มาอยู่ที่๕,๐๐๐ ปีผรุสวาจาและสัมผัปปลาปก็เกิดขึ้นอายุของมนุษย์จึงถึงความถอยลงมาที่ ๒,๕๐๐ ปีบางพวกก็มีอายุ๒,๐๐๐ ปี

ในเมื่อมนุษย์มีอายุเฉลี่ยระหว่าง ๒,๕๐๐ ปี อภิชฌาและพยาบาทก็ได้เกิดขึ้น ทำให้อายุถึงความถอยลงมาที่ ๑,๐๐๐ ปี  ระหว่างอายุเฉลี่ย ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิด ) ก็บังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  จึงทำให้อายุถึงความถอยลงมาที่ ๕๐๐ ปี ในเมื่อมนุษย์มีอายุเฉลี่ย ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการ ก็บังเกิดขึ้น คือ

  อธรรมราคะ (ความกำหนัดในฐานะอันไม่ชอบธรรม)

  วิสมโลภะ (ความโลภไม่เลือก)

  มิจฉาธรรม(ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจผิดธรรมดา)

ธรรมเหล่านี้ถึงความแพร่หลาย อายุของมนุษยจึงถึงความถอยลงมาที่ ๒๕๐ บ้าง ๒๐๐ ปีบ้างในระหว่างที่มนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปีนั้น ธรรมเหล่านี้ได้เกิดขึ้น คือ ความไม่ประพฤติชอบในมารดาบิดา สมณ พราหมณ์  ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ได้ถึงความแพร่หลายไปทั่ว ด้วยสาเหตุนี้ อายุของมนุษย์จึงถึงซึ่งความถอยลงมาที่ ๑๐๐ ปี [2]

สาระสำคัญ

พึงเห็นได้ว่า ในยุคปัจจุบันนี้มนุษย์มีอายุเฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ ปีเท่านั้น การที่จะได้เห็นคนที่มีอายุเกินกว่านี้ไปมาก ๆ พึงเห็นได้ยากเต็มที ในปฐมอายุสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า“อปฺปมิทํ  ภิกฺขเว มนุสฺสานํ อายุ, คมนีโย, สมฺปราโย, กตฺตพฺพํ กุสลํ  จริตพฺพํ พฺรหฺมจริยํ, นตฺถิ  ชาตสฺส อมรณํ. โย ภิกขเว จิรํ ชีวติ. โส วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยโยติ.”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก  จำต้องไปสู่สัมปรายภพควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่นาน ย่อมเป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือจะอยู่เกินไปบ้าง ก็มีน้อย[3]

จากเนื้อความในคัมภีร์พระสุตตันปิฎก สมัยพุทธกาล เราจะเห็นได้ว่า ยังมีภิกษุและบุคคลที่มีอายุมากเกินกว่า ๑๐๐ ปี เช่น พระกุลเถระอายุ ๑๖๐ ปี พระอนุรุทธเถระอายุ ๑๕๐ ปี พระอานนท์ พระมหากัสสป  วิสาขาอุบาสิกา โสณพราหมณ์ โปกรสาติพราหมณ์ล้วนมีอายุ ๑๒๐ ปี เป็นต้น

ฉะนั้นในจูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า…

“ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและประณีตได้”  [4]

เมื่อความเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ยังปรากฎอยู่ มนุษย์ทำปาณาติบาต เป็นผู้มีนิสัยชอบเบียดเบียน ไม่ประกอบด้วยไมตรี มีใจเหี้ยมโหด  ถือศัสตราเป็นเครื่องมือใช้ประหัตประหารเพราะการกระทำนั้น จัดเป็นกรรมที่เลว จึงเป็นเหตุให้มนุษย์มีอายุถึงซึ่งความถอยและลงสั้นลงมาตามลำดับ ดังในอรรถกถาสุภสูตรว่า

“อปฺปายุกสํวตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา ยทิทํ ปาณาติปาตี” ความว่า กรรมในการยังชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงนี้ใด นั้นปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้น[5]

ในกาลอันยืดยาวนานล่วงไปอายุของมนุษย์ถึงความถอยลงมาที่ ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปี จักเป็นสามีภรรยากัน ขาดความเคารพให้เกียติแก่กัน แม้แต่อาหารก็ปรากฎเปลี่ยนแปลงไปจากอาหารที่เคยกิน คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อย เกลือ จักอันตรธานไปสิ้น ต่อมาอาหารที่ดีที่สุด คือ หญ้ากับแก้เท่านั้น เปรียบเหมือนข้าวสารีสุกระคนด้วยเนื้อเป็นอาหารอย่างดีในบัดนั้น  ระหว่างมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปีนี้ กุศลกรรมบท ๑๐ จักอันตรธานหายไปสิ้น และอกุศลกรรมบท๑๐ จักถึงซึ่งความเจริญรุ่งเรืองเหลือเกิน แม้แต่ชื่อว่ากุศลก็จักไม่มีปรากฎอีกต่อไป แล้วคนทำกุศลจักมีมาแต่ไหน คือ เมื่อมนุษย์อายุได้๑๐ ปีนั้น จักไม่ปฏิบัติชอบในมารดาบิดา สมณะพราหมณ์ จักไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เขาเหล่านั้นจักได้รับการบูชา และกาสรรเสริญจากคนทั้งหลาย เหมือนปฏิบัติชอบในมารดาบิดา สมณะ พราหมณ์ การประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ในบัดนี้.  ในเมื่อมนุษย์มีอายุได้ ๑๐ ปีขณะนั้นเขาจักไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า นี่แม่ นี่พ่อ นี่น้า นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ นี่ภรรยาของท่านที่เคารพทั้งหลาย สัตว์โลกจึงถึงความสู่สมปะปนกันหมดเปรียบเหมือน แพะ ไก่ สุกร สุนักบ้าน สุนักจิ้งจอก ฉะนั้น ตอนนั้นสัตว์เหล่านี้ต่างก็จะเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับบุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงกับพี่ชายก็ดี จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพรานเนื้อเห็นเนื้อเข้าเกิดความอาฆาต ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน

ฉะนั้นจะเห็นว่าสภาพของมนุษย์ในพระสูตร เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของโมหะ เพราะไม่เห็นแจ้งในพระสัจธรรม มีไฟ คือโมหะเผาผลาญอยู่ จึงไม่รู้จักแม้แต่พ่อ แม่ พี่ น้อง ครู อาจารย์ ซึ่งท่านผู้เหล่านี้มีคุณหาประมาณมิได้ เป็นยุคที่มนุษย์ไร้ศีลธรรม นำพาชีวิตไปสู่ความมีอายุสั้น ตราบใดเหล่าสัตว์มีความมืดบอดไม่เห็นศีลธรรม ตราบนั้นสัตว์ก็คงยังเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ตลอดกาลอันยาวนานอยู่นั่นเอง

  บทที่ ๔

  คำสอนเรื่องวิวัฒนาการของชีวิตและโลกจากศาสนาอื่นๆ

คริสต์ศาสนาสอนเรื่องวิวัฒนาการของชีวิตและโลก

ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งโดยวิธีเนรมิตให้สิ่งต่าง ๆ เกิดเป็นขึ้นมาทันที ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดินซึ่งว่างเปล่า มีแต่ความมืดปกคลุมเหนือน้ำและพระวิญญาณของพระเจ้าแผ่คลุมอยู่เหนือน้ำนั้น พระองค์ทรงใช้เวลาสร้างอยู่ ๖ วัน คือ

วันแรก  ทรงสร้างแสงสว่างกำจัดความมืดให้ชื่อว่ากลางวัน  ส่วนความมืดให้ชื่อว่ากลางคืน

วันที่สอง  ทรงสร้างฟากฟ้าอากาศ  มีเวลาเย็นและเวลาเช้า

วันที่สามทรงสร้างแผ่นดิน ทะเลและพืชพันธ์ธัญญาหารบนผืนแผ่นดินนั้น

วันที่สี่  ทรงสร้างดวงอาทิตย์ให้ส่องสว่างเวลากลางวัน และทรงสร้างดวงดาว  ดวงจันทรืให้ส่องสว่างเวลากลางคืน

วันที่ห้า  ทรงสร้างสัตว์นา ๆ ชนิด  ทั้งบนบกและในน้ำ

วันที่หก  ทรงสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะตามแบบอย่างพระองค์เป็นชายและหญิง  ให้เป็นเจ้าของพืช  สัตว์และผืนแผ่นดิน

วันที่เจ็ด  ทรงพักงานสร้างทั้งปวง เพราะสำเร็จแล้วตั้งแต่วันที่หก ทรงอวยพรและทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักสิทธิ์

การถูกพระเจ้าลงโทษ

ศาสนาคริสต์ถือว่า  มนุษย์และสรรพสิ่งในโลก  เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจ สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า มนุษย์และสรรพสิ่งในโลกหาได้มีความยิ่งใหญ่ และมีความสมบูรณ์ดุจพระผู้เป็นเจ้าไม่ ส่วนโลกและสรรพสิ่งในโลกนั้น มีความจำกัดต้องอาศัยอำนาจของพระผู้สร้าง  จึงเกิดมีขึ้นได้ และดำรงอยู่ได้ในโลก จึงหาได้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล อย่างพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างไม่ โลกจึงมีการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และสูญสิ้นไป ลักษณะของความไม่สมบูรณ์ต่าง ๆของโลก ที่เป็นสภาพที่ไม่น่าพึงปรารถนาจึงเป็นสภาพที่จำเป็น  และเป็นสภาพพื้นฐานที่โลกและสรรพสิ่งในโลกไม่อาจสละทิ้งได้ หรือกล่าวได้ว่าเป็นความชั่วร้ายอันเนื่องมาจากสภาพที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง  ซึ่งไม่ได้เกิดจากน้ำมือของมนุษย์โดยตรงเช่น  น้ำท่วม  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  โรคระบาด  ลมพายุ  การพิการของร่างกาย เป็นต้น ศาสนาคริสต์สอนว่า  ความเลวร้ายต่าง ๆ เกิดมีขึ้นได้ก็เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงลงโทษมนุษย์  เพราะมนุษย์ทำบาปและทรยศ ต่อพระองค์ ไม่เชื่อฟังพระองค์ ประพฤติเลวร้าย ปราศจากความรักและความศรัทธาต่อพระองค์  ไม่มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ จึงทำโทษมนุษย์ให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แต่เบื้องต้น และพระเจ้ายังทำการลงโทษอย่างอื่นอีก

ดังแสดงไว้ในคัมภีร์พระคริสต์  ที่กล่าวยืนยัน ความหมายของความชั่วร้ายตามธรรมชาติ  เช่น เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่าเอวาทำบาปพระองค์จึงตรัสกับ คริสกับเอวาว่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย  ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ” แล้วพระองค์ทรงสาปหญิงนั้นว่า  “ให้กายาลำบากยากใจพรั่น  ในเวลาที่เจ้านี้จักมีครรภ์  เจ็บปวดสั่นยามคลอดตลอดกาย..” 

ทรงลงโทษให้ผู้หญิงมีความทุกข์  ความเจ็บปวดเวลาคลอดบุตร และเป็นธรรมชาติที่สัตรีหลีกเลี่ยงไม่ได้  ถึงแม้ไม่ต้องการจะมีความทุกข์และความเจ็บปวดเช่นนั้น  และถ้าท่านทำความชั่วละทิ้งพระผู้เป็นเจ้า  พระองค์จะนำความพินาศมาสู่ท่าน  ท่านจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไม่ว่าท่านจะทำอะไร  จนกระทั่งถูกทำลายไปหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว  พระองค์จะให้ท่านเป็นโรคร้ายจนกระทั่งไม่มีใครเหลืออยู่เลยในแผ่นดินที่ท่านจะเข้าไปยึดครองนั้น  พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษท่านด้วย โรคติดต่อ ด้วยการอักเสบและไข้ พระองค์จะให้เกิดความแห้งแล้ง  แมลงทำลายและเกิดโรคเชื้อราทำลายพืชของท่าน  ความพินาศเหล่านี้จะเกิดกับพวกท่าน  จนกระทั่งพวกท่านล้มตายไป  จะไม่มีฝน  พื้นดินจะแห้งแข็งประดุจเหล็ก  พระผู้เป็นเจ้าจะทรงส่งพายุฝุ่นทรายมาแทนฝนจนกระทั่งพวกท่านถูกทำลายจนหมดสิ้น…พระผู้เป็นเจ้าจะทรงบันดาลให้ท่านเป็นผีดังที่ให้เกิดแก่ชาวอียิปต์  ตามตัวของพวกท่านจะมีแผลตกสะเก็ดและคันรักษาเท่าใดก็ไม่หาย[6].



[1] ที.ป.๑๑/๔๒–๔๔

[2] ที.ป.๑๑/๔๕/๖๑

[3] สํ.ส.๑๕/๑๔๕/๑๓๐

[4] ม.อุ.๑๔/๕๘๑/๓๒๓–๓๒๘

[5] องฺ.ทสก.๒๓/๒๖๓–๒๖๕/)

[6] เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๘/๒๐–๒๔,๒๗–๒๘