๒.๓ ระยะเวลาก่อนเกิดโลก
๑.สังวัฏฏกัปป์ :กัปป์ที่พินาศอยู่ เป็นกัปป์ที่จักรวาลดำเนินไปสู่การทำลาย
๒.สังวัฏฏฐายีกัปป์ กัปป์ที่พินาศแล้ว มีแต่ความพินาศตั้งอยู่ เป็นกัปป์ที่จักรวาลถูกทำลายหมดสิ้น จนมีแต่ความว่างเปล่าของอากาศ
๓.วิวัฏฏกัปป์ กัปป์ที่เจริญขึ้นตามลำดับ เป็นกัปป์ที่เมื่อจักรวาลถูกทำลายลงหมดแล้ว เริ่มตั้งขึ้นใหม่
๔.วิวัฏฏฐายีกัปป์ กัปป์ที่เจริญพร้อมด้วยสิ่งต่าง ๆ ตามปกติ เป็นกัปป์ที่จักรวาลมีทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่อย่างเรียบร้อย คือ มีพื้นแผ่นดิน มหาสมุทร ทะเล ภูเขา ต้นไม้ ลำคลอง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวน้อยใหญ่ คนและสัตว์ ปรากฎขึ้นพร้อมทุกอย่าง
ในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ได้กำหนดเวลา ๑ มหากัปป์อีกวิธีหนึ่ง โดยการอุปมาว่า “ เมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงสูง ๑๐๐ โยชน์ กว้างและยาว ๑๐๐ โยชน์ ( ๑โยชน์ เท่ากับ ๔๐๐ เส้น หรือ ๑๖ กิโลเมตร ) บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักกาด แล้วหยิบออกทีละ ๑ เมล็ดทุก ๆ ๑๐๐ ปีจนกว่าจะหมดไป จึงกำหนดเวลาได้ ๑ มหากัป อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๕ ภาคที่ ๑
๒.๔ เหตุที่ทำให้โลกแตกสลาย ๓ ประการอีกนัยหนึ่ง
๑.ไฟเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย
๒.น้ำเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย
๓.ลมเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เหตุที่ทำให้โลกสลาย ๓ ประการ คือ (๑) ไฟประลัยกัลป์ (๒) น้ำประลัยกัลป์ (๓) ลมประลัยกัลป์
๒.๕ เขตที่ต้องสลายมี ๓ เขต คือ
๑. อาภัสสรพรหมโลก ๒. สุภกิณหพรหมโลก ๓. เวหัปผลพรหมโลก เมื่อโลกสลายด้วยไฟ สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมอาภัสระ ด้วยทุติยฌาน เมื่อโลกสลายด้วยน้ำ สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมสุภกิณหพรหม ด้วยตติยฌานเมื่อโลกสลายด้วยลม สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมเวหัปผละ ด้วยจตุตถฌาน
๒.๖ การสลายอีก ๒ ประการ คือ
๑.การสลายของสัตว์มี ๑๐ อันตรกัป
๒.การสลายของธาตุมี ๑๐ อันตรกัป
ในโลกทีปกสาร ได้กล่าวไว้ว่า “ในเรื่องของกัปนั้น ให้นับตั้งแต่มหาเมฆที่จะยังกัปให้พินาศ จนถึงเพลิงดับ ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ ๑ เรียกว่า สังวัฏฏะ นับแต่เพลิงบรรลัยกัลป์ดับไป จนถึงฝนตกหนัก น้ำเต็มเปี่ยมแสนโกฏิจักรวาล ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ ๒ เรียกว่า สังวัฏฏฐายี นับตั้งแต่ฝนตกหนักจนถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฎ ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ ๓ เรียกว่า วิวัฏฏะ นับตั้งแต่การปรากฎแห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ไปจนถึงมหาเมฆอันจะยังกัปให้พินาศอีก ตินนี้เป็นอสงไขยที่ ๔ เรียกว่า วิวัฏฏฐายี วิวัฏฏฐายีอสงไขยสงเคราะห์ (ประมวล) อันตรกัป ๖๔ อันตรกัป อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สงเคราะห์อันตรกัป ๒๐ อันตรกัป อสงไขยที่เหลือมีประมาณเท่ากับอสงไขยที่ ๔ นั้น โดยกาละ อสงไขย ๔ เหล่านี้รวมเป็นมหากัป ๑ ความพินาศด้วยไฟและการก่อตัวขึ้นใหม่ของโลก
สมัยเมื่อกัปพินาศด้วยน้ำ เริ่มต้นมหาเมฆที่ยังกัปให้พินาศก่อตัวขึ้นแล้ว ดังนี้เป็นต้น เรื่องที่ต่างกันมีดังนี้ ในตอนที่มีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ ในคราวที่กัปพินาศด้วยน้ำนี้ มหาเมฆอันมีน้ำกรดจะก่อตัวขึ้น เริ่มต้นมหาเมฆนั้นจะยังฝนละเอียด ๆ ให้ตกลงมาจนกระทั่งหลั่งเป็นมหาธาร ท้วมแสนโกฏิจักรวาลแผ่นดินและภูเขาเป็นต้นที่ถูกน้ำกรดแล้ว ย่อมสลายไป อาจารย์บาวพวกกล่าวว่า น้ำที่ลมห่อหู้มไว้โดยรอบท้วม จะเกิดส่วนที่อยู่ภายใต้สุดของแผ่นดิน จนถึงภูมิแห่งทุติยฌาน เพราะแผ่นดินและภูเขาเป็นต้นที่ถูกน้ำกรดนั้นแล้ว ย่อมสลายหมดไป เหมือนก้อนเกลือที่โยนใส่ในน้ำฉะนั้น เพราะเหตุนั้นน้ำนั่นแหละมีรวมกับน้ำรองแผ่นดิน อาจารย์อีกพวกกล่าวว่า น้ำกรดทำลายน้ำรองแผ่นดิน และกระแสลมอันอุ้มน้ำนั้นให้พินาศไป ดำรงเป็นแผ่นเดียวกับตนเองนั้นแลดังนี้ คำนั้นถูกต้องแล้ว อนึ่ง น้ำกรดนั้นทำให้พรหมโลกเบื้องบนละลายไปจากพรหมโลกชั้นสุภกิณหะ จึงหยุด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า ยามใดโลกสลายด้วยน้ำที่กำเริบแล้ว ยามนั้นแสนโกฏิจักรวาลหนึ่งละลายไป น้ำกรดนั้นจะไม่สงบตราบเท่าที่สิ่งที่เป็นสังขารแม้มีขนาดเท่าอณูก็ยังมีอยู่ อนึ่ง น้ำกรดนั้นครอบงำสิ่งที่เป็นสังขารลอยไปตามน้ำ สลายไปโดยฉับพลัน อากาศเบื้องบนกับอากาศเบื้องต่ำ จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มืดมนอันธการ เรื่องต่อจากนั้นทั้งหมดเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้ว มีข้อความตอนเดียวในที่นี้ที่ควรทราบ โลกจะปรากฏเริ่มต้นที่พรหมโลกอาภัสสรา หมู่สัตว์จุติจากพรหมโลกชั้นสุภกิณหา ไปบังเกิดที่พรหมโลกชั้นอาภัสสสรา ในตอนที่สลายด้วยด้วยน้ำบรรลัยกัลป์นั้น ระยะนี้ตั้งแต่มหาเมฆที่ทำให้กัปพินาศ จนถึงน้ำกรดที่ทำให้กัปพินาศ ขาดหายไปเป็นอสงไขยที่๑ ตั้งแต่น้ำกรดขาดหายไปจนถึงมหาเมฆที่เป็นสมบัติ (น้ำฝนที่ตกธรรมดา) ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ ๒ ตั้งแต่มหาเมฆที่ตกเป็นฝนธรรมดาจนถึงความปรากฎขึ้นแห่งดวงจันร์ดวงอาทิตย์ ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ ๓ ตั้งแต่ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏ จนถึงมหาเมฆที่ยังกัปให้พินาศ ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ ๔ อสงไขยที่ ๔ เหล่านี้เป็นมหกัป ความพินาศด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ และกลับตั้งขึ้นใหม่เป็นอย่างนี้ สมัยที่กัปพินาศด้วยลม เริ่มต้นที่ “มหาเมฆที่เป็นสิ่งทำลายโลกก่อตัวขึ้น” ความที่แปลกกันมีดังต่อไปนี้ ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ในตอนนั้นฉันใด ในตอนนี้ก็ฉันนั้น ลมก่อตัวขึ้นเพื่อทำลายกัป ลมนั้นพัดให้ฝุ่นหยาบฟุ้งขึ้นตอนแรก ต่อจากนั้นก็พัดให้ธุรีทรายละเอียด ทรายหยาบ ก้อนกรวด ก้อนหิน เป็นต้น จนถึงขนาดแผ่นหินเรือนยอด และต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ ณ ที่ดอนลอยขึ้นไป สังขารเหล่านั้นปลิวขึ้นไปจากแผ่นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ตกลงมาอีกละเอียดเป็นจุณวิจุณไปในท้องฟ้านั้นแล ถึงความไม่มีเลย ต่อจากนั้นลมก็ก่อตัวขึ้นจากภายใต้ปฐพีเป็นลำดับ พลิกแผ่นดิน กลับข้างล่างขึ้นข้างบน พัดปลิวขึ้นไปในอากาศ ส่วนของแผ่นดินแม้มีประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ จะต้องแตกกระจายถูกกำลังลมพัดขึ้นเป็นจุณวิจุณไปในอากาศที่เดียว ถึงความไม่มีลมจะยกแม้ภูเขาจักรวาล แม้ภูเขาสิเนรุ ขวางไปในอากาศ ภูเขาเหล่านั้นกระทบกระแทกกันแหลกสลายเป็นจุณวิจุณ ลมนั้นทำลายวิมานของเทวดาสถิต ณ ภาคพื้นดินและวิมานของเทวดาที่สถิตในอากาศให้พินาศไปด้วยวิธีนี้ ทำลายโลกชั้นกามาวจรทั้ง ๖ ให้พินาศ ทำลายแสนโกฏิจักรวาลให้พินาศในตอนนั้น ภูเขาจักรวาลทั้งหลาย ภูเขาหิมพานต์ทั้งหลาย ภูเขาสิเนรุทั้งหลายมาพร้อมกัน พินาศจุณวินาศจุณไปหมด ลมจะพัดกลับตั้งแต่แผ่นดินถึงตติยฌานภูมิ ทำลายพรหมโลกแม้ทั้ง ๔ ขั้นให้พินาศตลอดจนถึงชั้นเวหัปผลาจึงหยุด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ในกาลใด โลกพินาศด้วยความกำเริบแห่งวาโยธาตุ ในกาลนั้น แสนโกฏิจักรวาลหนึ่งย่อมกระจัดกระจายไป”ฉะนั้นพึงทราบเถิดว่า โลกถึงความพินาศอย่างนี้มีอะไรเป็นสาเหตุ เพราะถึงแม้ว่า ความดับเพราะกิจแห่งสังขารเป็นอเหตุกะไม่มีเหตุ เพราะมีความพินาศเป็นสภาพ แต่ความดับของสังขารเว้นจากเหตุไม่มี เหมือนดังในหมู่สัตว์ทั้งหลาย อันความพินาศพร้อมทั้งเหตุแม้ของโลกอันภาชนะก็พึงมี เพราะเหตุนั้น อะไรเหล่าเป็นเหตุให้ความพินาศแห่งโลก กล่าวได้ว่า อกุศลเป็นเหตุ เหมือนอย่างว่าโลกย่อมกลับคืนเป็นปฐมกาลเพราะกำลังแห่งบุญของสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดในภพนั้นฉันใด โลกย่อมสลายไปเพราะกำลังแห่งบาปของสัตว์เหล่านั้นฉันนั้น เมื่ออกุศลมูลพอกพูนขึ้นแล้ว โลกย่อมพินาศไปด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือน อันตรกัป (กัปแทรก) ๓ ประการเหล่านี้ คือ โรคันตรกัป สัตถันตรกัปและทุพภิกขันตรกัป ย่อมบังเกิดในอสงไขยกัป ตามลำดับ เพราะความที่ราคะ โทสะ และโมหะเป็นสภาพที่ยิ่งล้นฉันใด สังวัฏฏกัปทั้ง ๓ ดังที่กล่าวแล้ว ย่อมมีเพราะความที่ราคะเป็นต้นเป็นสภาพที่ล้น ฉันนั้น
จากหลักฐานพบว่าเมื่อราคะเพิ่มพูนยิ่ง โลกย่อมพินาศด้วยเพลิง เมื่อโทสะพอกพูนยิ่ง โลกย่อมพินาศด้วยน้ำความพินาศด้วยน้ำกรดอันแนงยิ่งกว่าเป็นการควรแล้ว แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เมื่อโทสะเพิ่มพูนขึ้น โลกย่อมพินาศด้วยเพลิง เมื่อราคะเพิ่มพูนขึ้น โลกย่อมพินาศด้วยน้ำ ได้ทราบว่าอาจารย์เหล่านั้นอธิบายดังนี้ โทสะเป็นเหมือนศัตรูที่ปรากฏตัวชัดเหมือนเพลิง ความพินาศด้วยเพลิง ราคะเป็นเหมือนศัตรูที่ไม่ปรากฏตัว เหมือนน้ำกรด ควรพินาศด้วยน้ำ แต่เมื่อโทสะเพิ่มพูนขึ้นโลกย่อมพินาศด้วยลม อนึ่ง โลกแม้พินาศอยู่อย่างนี้ ย่อมพินาศด้วยเพลิง ๗ วาระติดต่อกันไปในวาระที่ ๘ เมื่อกลับพินาศด้วยไฟราคะ ๗ วาระ ในวาระที่ ๘ พินาศด้วยน้ำ ทั้งนี้เป็นกำหนดของความพินาศของโลก เมื่อพินาศด้วยวาระที่ ๘ ครั้นพินาศด้วยน้ำ ๗ ครั้งแล้ว ย่อมพินาศด้วยน้ำ ๗ วาระ พินาศด้วยไฟ ๗ วาระอีก ด้วยกาลกำหนดนี้ ๖๓ กัปล่วงไปแล้ว ในระหว่างนี้ลมห้ามวาระที่โลกพินาศด้วยน้ำเสีย ได้โอกาสพัดพรหมโลกชั้นสุภกิณหาอันมีอายุ ๖๔ กัป ให้กระจัดกระจายทำลายโลกให้พินาศไป ก็แลในโลกนี้ราคะย่อมเป็นไปมากแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นคณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า“วาระที่โลกพินาศด้วยไฟ ๗ ครั้ง ๗ หน ในวาระที่ ๘ โลกพินาศด้วยน้ำ เมื่อใดครบ ๖๔ กัป เมื่อนั้นเป็นวาระของลมคราวหนึ่ง โลกพินาศด้วยไฟภายใต้พรหมโลกชั้นอาภัสสราลงมา พินาศด้วยน้ำภายใต้สุภกิณหาลงมา พินาศด้วยลมภายใต้เวหัปผลาลงมา โลกย่อมพินาศด้วยอาการอย่างนี้”
“ในความพินาศในโลกสันนิวาสนี้ที่พินาศไปด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล้ว กลับตั้งคืนด้วยอาการอย่างนี้ในวันที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ปรากฏภูเขาสุเนรุ ภูเขาจักรวาล ภูเขาหิมพานต์ ทวีปและสมุทร ย่อมปรากฏ ประเทศเหล่านั้นย่อมปรากฏในวันเพ็ญ ผัคคุณะ ไม่ก่อนไม่หลังกัน เพราะท่านกล่าวไว้ดังนี้ ” [1]
ส่วนที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์โลกุปัตติและจักรวาลทีปนีนั้น ก็กล่าวไว้เช่นเดียวกัน และในที่นี้ที่กล่าวไว้ใน สุริยสูตร ใจความมีดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายหมื่นปี เมื่อฝนไม่ตกพีชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้…ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้งไปไม่มีน้ำสายใหญ่ ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวด ย่อมไม่มีน้ำ
ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ใหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้งไม่มีน้ำ
ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลง เหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังงจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ชั่วคน ๓ ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเม็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลือในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี
ในกาลบางครั้งบางคราว กาลอันยาวนานล่วงไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลู่มควันพุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลู่มควันพุ่งขึ้น
ในกาลบางครั้งบางคราว กาลอันยาวนานล่วงไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อดินใหญ่ขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาลุกโชนกำลังทลาย ถูกกองเพลิงใหญ่ท่วมตลอดแล้วยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ย่อมพังทลาย ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเนยใส หรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ไม่ปรากฏเถ้าและเขม่า
ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้จะแตกสลายด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ(๑)ธาตุดิน(๒)ธาตุน้ำ(๓)ธาตุลม(๔)ธาตุไฟ
จากการรวบรวมและวิเคราะห์ พึงเห็นได้ว่า เมื่อโลกประกอบด้วยองค์ประกอบดังนั้น จึงกลับมาสู่สภาพเดิมซึ่งเป็นองค์ประกอบเดิมของโลก ที่ต้องแตกสลายไปตามกาลเวลา โดยไม่อาจจะยับยั้งได้ มันเป็นของวัฏจักรของมันอย่างนั้นเอง
คำว่า “ โลก ในคัมภีร์อัคคัญญสูตรคำว่า “ โลก “ ที่พุทธฝ่ายเถรวาทกล่าวถึงนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นการสอนที่มุ่งถึงแง่ของการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น เป็นการกล่าวถึงโลกโดยมุ่งแสดงมาที่ตัวคน เป็นการสอนให้มองโลกที่ตนเองมากกว่าที่จะมองโลกภายนอก หรือสิ่งที่ไกลนอกตัวออกไป ดูตามประวัติวิวัฒนาการทางความคิดด้านพุทธฝ่ายเถรวาทแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบันแล้วได้พูดถึงปัญหานี้มาโดยตลอด ถึงกำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิตแต่วัตถุประสงค์ของพระพุทธองค์ในสมัยนั้นทรงมุ่งเสริมสร้างศรัทธาในระยะเบื้องต้น
อรรถในอัคคัญญสูตรนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงกำเนิดของโลกและจักรวาล โดยทรงโต้แย้งวาเสฏฐะและภารทวาชะ ซึ่งเป็นพราหมณ์บวชในศาสนาพุทธ และถูกสอนมาจากฝ่ายวรรณพราหมณ์จนคิดว่าตนเองนั้นเกิดจากโอษฐ์ของพระพรหมและพระพรหมเนรมิตทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบแก่ท่านทั้งสองว่า มนุษย์เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน คือ พราหมณ์ย่อมกำเนิดจากพราหมณี และมนุษย์จะมีบรรพบุรุษเดิมจากต้นกำเนิดเดียวกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มคนใด วรรณใด จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบถึงต้นปฐมกำเนิด ไม่ได้ตอบถึงปฐมชีวิต และไม่ได้ใช้คำว่า ” พระเจ้า ”[2] กำเนิดของโลกและสิ่งมีชีวิตตามที่ปรากฎในคัมภีร์อัคคัญญสูตร พระสุตตันปิฎก ซึ่งแสดงถึงกำเนิดของโลกและจักรวาล มีดังนี้ “ สมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลเป็นเวลาช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลเวลาช้านาน มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยระยะกาลอันช้านานโลกนี้จะกลับเจริญอยู่โดยมาก และสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจมีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตในภพนั้นสิ้นกาลที่ยืดยาวเป็นเวลาช้านาน ก็แหละสมัยนั้น จักรวาลทั้งสิ้นแล นั้นมืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักกษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันและกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เหล่านั้น ” ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลอันยืดยาวช้านานเกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลที่เคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝ่าอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น…ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในคราวที่สัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่นั้น รัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นค่อย ๆ หายไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฎ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฎแล้ว ดวงดาวนักกษัตรทั้งหลายก็ปรากฎ เมื่อดวงดาวนักกษัตรปรากฎแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฎ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฎแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฎ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฎอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฎ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก” [3]
ต่อมาง้วนดินอาหารของสัตว์เหล่านั้นหายไป แล้วก็เกิดมีกระบิดิน กระบิดินนั้นปรากฎคล้ายเห็ด….โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฎว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม
ในสัตว์ทั้งสองจำพวกนั้น สัตว์ที่พวกผิวพรรณงามพากันดูหมิ่นสัตว์ที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีการไว้ตัว ดูหมิ่นกันขึ้น เพราะทนงตัวเพราะเรื่องผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก์หายไป เมื่อกระบิดินหายไป ก์เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฎคล้ายผลมะพร้าวทีเดียว เครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น
การที่พระพุทธเจ้า ตรัสถึงเรื่องสัตว์จุติมาจากชั้นอาภัสสรพรหม มาสู่โลก ในระยะแรกสัตว์เหล่านั้นมีกายละเอียดและประณีต มีรัศมีในตัวเอง แต่เมื่อมีความยินดี มีความพอใจในง้วนดิน กายก็หยาบกระด้าง ผิวพรรณก็เริ่มมีความหมองคล้ำแตกต่างกันออกไป จากข้อความดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเน้นให้เห็นว่าเมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความพอใจยินดีในวัตถุแล้วกิเลสตัณหาอันเป็นที่มาของคำว่าอธรรมการประพฤติผิดในหมู่สัตว์มีการกล่าวเท็จและอื่นๆ ก็เริ่มบังเกิดขึ้น ความหยาบกระด้างในร่างกายและจิตใจก็เกิดขึ้นในตัวสัตว์เหล่านั้นด้วย และในข้อความต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวถึงอาหารของสิ่งมีชีวิตโดยให้รายละเอียดไว้ว่า ง้วนดินเกิดขึ้นก่อน กระบิดินเกิดขึ้นในเวลาต่อมา กระบิดินนั้นทรงเปรียบเทียบว่าลักษณะคล้ายเห็ด แล้ววิวัฒนาการจากกระบิดินมาเป็นเครือดิน เครือดินลักษณะคล้ายผลมะพร้าว เป็นการระบุถึงวิวัฒนาการของพืชคือ เกิดผลไม้ขึ้นเป็นอาหารของมนุษย์และจุดสุดท้ายก็มีธัญญพืชเกิดขึ้น คือเกิดข้าวสารีที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารหลักในการยังชีพ
ข้อความตอนท้ายแห่งอัคคัญญสูตรมีการแสดงไว้ว่า เมื่อมีข้าวสารีเป็นอาหารหลักเกิดขึ้นแล้ว ต่อมาก็ปรากฎเพศหญิงเพศชาย ความหยาบกระด้างของกาย ความทรามของผิวพรรณปรากฎมากขึ้น เมื่อเพศหญิงเพศชาย เผชิญหน้ากันก็เกิดความพอใจ ความรู้สึกรักระหว่างเพศก็เกิดมากขึ้นและมีการสมสู่กันในที่สุด ตอนแรกการสมสู่กันเป็นที่รังเกียจในหมู่พวกเดียวกันและมีบทลงโทษ
ต่อมาภายหลังสัตว์นั้นเกิดละอายจึงรู้จักการสร้างบ้านเพื่อปกปิดซ่อนเร้นพฤติกรรมดังกล่าว เกิดรู้จักการสะสมอาหารไว้บริโภคหลาย ๆ วัน มีการแบ่งที่ดินครอบครองกันในแต่ละคราว เมื่อมีเหตุแห่งการครอบครอง ความหมายว่าทรัพย์สมบัติของสัตว์จึงเกิดขึ้น ความสุจริตและทุจริตก็เกิดขึ้น เมื่อมีขโมยเกิดขึ้น และมีการลงโทษผู้ขโมย ต่อมามีการเลือกตั้งหัวหน้าเพื่อทำหน้าที่ปกครองหมู่คณะและพิจารณาบทลงโทษพิพากษาคดี ให้ความเป็นธรรมแก่พวกสัตว์ โดยเฉพาะเรื่องการลักขโมย เกิดบุคคลประเภทหัวหน้าผู้สูงศักดิ์ขึ้น และเกิดวรรณะ กษัตริ์ แพศ์ พราหมณ์ ศูทร์ ทั้ง ๔ก็เกิดตามมา
ในตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า ความแตกต่างของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะการกระทำและความประพฤติเท่านั้น ชาติกำเนิดไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงความดีและเลวของมนุษย์ได้และหมู่สัตว์เหล่านั้นจะดีเลวก็ด้วยการกระทำของตนเองเป็นไปตามอำนาจแห่งการกระทำดังนี้.
ฉะนั้น สาระสำคัญ อันเป็นความรู้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้น ย่อมเน้นความเป็นเหตุและผลของกันและกัน ดังในปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นและดับไปด้วยเพราะเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่อย่างที่คำสอนในศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ โดยสอนในลักษณะความเชื่อแบบเทวนิยมสอนว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งกำเนิดมนุษย์ด้วยเป็นต้น
การไปอุบัติในนรกและสวรรค์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้บุคลไปอุบัติในนรกและสวรรค์ก็คือ การประกอบกุศลกรรมคือ ประพฤติสุจริต และประกอบอกุศลกรรมคือ ประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ อนึ่ง ในหนังสือทาง ๗ สาย ของท่านโชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙ได้แสดงถึงการกระทำของแต่ละชีวิตไม่ว่าดีหรือชั่ว เป็นเหตุให้ได้กำเนิดต่างกัน กล่าวคือ
๑.คนที่มีโทสะมาก จะได้กำเนิดเป็นสัตว์นรก
๒.คนที่มีโลภะมาก จะได้กำเนิดเป็นเปรตอสุรกาย
๓.คนที่มีโมหะมาก จะได้กำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
๔.คนที่รักษาศีล ๕ และกุศลกรรมบท ๑๐ ประการ จะได้กำเนิดเป็นสัตว์มนุษย์
๕.คนที่มีมหากุศล ๘ เช่น ให้ทาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นต้น จะได้กำเนิดในสวรรค์
๖.คนที่เจริญสมถภาวนา จนได้บรรลุฌานและไม่เสื่อมจากฌาน จะได้กำเนิดในพรหมโลก
๗.คนที่บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุอริยผล จะถึงความดับทุกข์ คือ นิพพาน.
จะเห็นได้ว่าทาง ๗ สายนี้ คนจะดีหรือเลวย่อมเป็นไปตามอำนาจ ของการกระทำของตนเองเท่านั้น มีการให้ผลที่แตกต่างกัน และพระพุทธศาสนายกย่อง “ภาวนา “ ว่าดีที่สุด เพราะเป็นปัจจัยให้บรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา