โครงการธรรมศึกษาวิจัย

นาทีแห่งการตรัสรู้

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทที่ ๑

นาทีแห่งการตรัสรู้

ทรงตริตรึกก่อนตรัสรู้

ภิกษุ. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้นั่นเทียวได้เกิดความปริวิตกขึ้นว่าอะไรหนอเป็นรสอร่อยในโลก?

อะไรเป็นโทษในโลก? อะไรเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลก?

ภิกษุ. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าสุขโสมนัสที่ปรารภโลกเกิดขึ้นนี่เองเป็นรสอร่อยในโลก. โลกที่ไม่เที่ยงทรมานมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดานี่เองเป็นโทษในโลก. การนำออกเสียสิ้นเชิงซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินในโลกนี่เองเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลกได้.

ภิกษุ. ! ตลอดเวลาเพียงไรที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย, ยังไม่รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ, ยังไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออกตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้นเรายังไม่รู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์.

ภิกษุ. ! เมื่อใดแลเราได้รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อยรู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษรู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออกตามที่เป็นจริงด้วยอาการอย่างนี้แล้วเมื่อนั้นเรารู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์.

๑.  ปฐมสูตรสัมโพธิวรรคตติยปัณณาสก์ติก. อํ. ๒๐/๓๓๒/๕๔๓.

ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าความหลุดพ้น

ของเราไม่กลับกำเริบชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายบัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีกดังนี้

ทรงพิจารณาอุบายเพื่อการตรัสรู้

ภิกษุ. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหารสอร่อย (คือเครื่องล่อใจสัตว์) ของโลก. เราได้พบรสอร่อยนั้นแล้ว. รสอร่อยในโลกมีประมาณเท่าใด,เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเราเท่านั้น.

ภิกษุ. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหา (ให้พบ) โทษ (คือความร้ายกาจ) ของโลก.เราได้พบโทษของโลกนั้นแล้ว. โทษในโลกมีเท่าใด, เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเราเท่านั้น.

ภิกษุ. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหาอุบายเครื่องออกจากโลกของโลก. เราได้พบอุบายเครื่องออกนั้นแล้ว. อุบายเครื่องออกจากโลกมีอยู่เท่าใด

เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเราเท่านั้น.

ภิกษุ. ! ตลอดเวลาเพียงไรที่เรายังไม่รู้เท่ารสอร่อยของโลก

ว่าเป็นรสอร่อย (เครื่องล่อใจสัตว์), ไม่รู้จักโทษของโลกโดยความเป็นโทษ, ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออกตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้นแหละเรายังไม่เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหมในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์.

๑.  บาลีทุติยสูตรสัมโพธิวรรค.ติก. อํ.. ๒๐/๓๓๓/๕๕๔, บาลีนี้และบาลีต่อไปที่ทรงเล่านี่เองแสดงชัดเจนว่าทำไมจึงออกผนวช. คือทรงเห็นว่าถ้าไม่ออกก็ไม่มีโอกาสแสวงสิ่งที่ทรงประสงค์จะรู้.

ภิกษุ ! เมื่อใดแลเราได้รู้ยิ่งซึ่งรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย,รู้โทษของโลกโดยความเป็นโทษ, รู้อุบายเครื่องออกของโลกว่าเป็นอุบายเครื่องออกตามที่เป็นจริง, เมื่อนั้นแหละเรารู้สึกว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ,ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก,ดังนี้.

ทรงพิจารณาก่อนตรัสรู้

ภิกษุ. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่าเราพึงทำวิตกทั้งหลายให้เป็นสองส่วนเถิด.

ภิกษุ. ! เราได้ทำกามวิตกพยาปาทวิตกวิหิงสาวิตกสามอย่างนี้ให้เป็นส่วนหนึ่ง, ได้ทำเนกขัมมวิตกอัพยาปาทวิตกอวิหิงสาวิตกสามอย่างนี้ให้เป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว.

ภิกษุ. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่อย่างนี้

กามวิตกเกิดขึ้นเราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่ากามวิตกเกิดแก่เราแล้ว, กามวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้างเบียดเบียนผู้อื่นบ้างเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย(คือทั้งตนและผู้อื่น) บ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญาเป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้นไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน.

ภิกษุ. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่ฯลฯ๒อย่างนี้กามวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ. ! เราได้ละและบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้วกระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

. เทวธาวิตักกสูตรสีหนาทวรรคมู.. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒, ตรัสที่เชตวัน.

. เห็นอย่างนี้คือเห็นอย่างว่ามาแล้วเช่นมีการเบียดเบียนตนเป็นต้น.

ภิกษุ. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่อย่างนี้

พยาปาทวิตกเกิดขึ้นเราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่าพยาปาทวิตกเกิดแก่เราแล้ว,

ก็พยาปาทวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้างเบียดเบียนผู้อื่นบ้างเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญาเป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้นไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่ฯลฯอย่างนี้พยาปาทวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ. ! เราได้ละและบรรเทาพยาปาทวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้วกระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

ภิกษุ. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่อย่างนี้

วิหิงสาวิตกเกิดขึ้นเราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่าวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,

ก็วิหิงสาวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้างเบียดเบียนผู้อื่นบ้างเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญาเป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้นไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่ฯลฯอย่างนี้วิหิงสาวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ. ! เราได้ละและบรรเทาวิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้วกระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว.

ภิกษุ. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดมากจิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้นถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมากก็เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม. ถ้าภิกษุตรึกตรองตามถึงพยาปทวิตกมากก็เป็นอันว่าละอัพยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งพยาปาทวิตก, จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงวิหิงสาวิตกมากก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก,

จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก.

ภิกษุ. ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารทคือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝนคนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้าเขาต้องตีต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหารการถูกจับกุมการถูกปรับไหมการติเตียนเพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุข้อนี้ฉันใด,

ภิกษุ. ! ถึงเราก็ฉันนั้นได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทรามเศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงส์ในการออกจากกามความเป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.

ภิกษุ. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่อย่างนี้

เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น.อัพยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น.... อวิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น. เราย่อมรู้แจ้งชัดว่าอวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็อวิหิงสาวิตกนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่นหรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย,

แต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญาไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้นเป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดคืนก็มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวัน, หรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวันก็มองไม่เห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ.

ภิกษุ. ! เพราะเราคิดเห็นว่าเมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนัก

กายจะเมื่อยล้า, เมื่อกายเมื่อยล้าจิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลีย

จิตก็ห่างจากสมาธิ, เราจึงได้ดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายในกระทำให้มีอารมณ์

อันเดียวตั้งมั่นไว้ด้วยหวังอยู่ว่าจิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลยดังนี้.

. ที่ละด้วยจุดนี้หมายความว่าตรัสทีละวิตกแต่คำตรัสเหมือนกันหมดผิดแต่ชื่อเท่านั้น, ทุกวิตกมีเนื้อความอย่างเดียวกัน.

ภิกษุ. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใดมากจิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้น. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมากก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก ; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพยาปาทวิตกมากก็เป็นอันว่าละพยาปาทวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอัพยาปาทวิตกจิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมากก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสียกระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก. จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก.

ภิกษุ. ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนข้าวกล้าทั้งหมดเขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว๑คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้. เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้หรือไปกลางทุ่งแจ้งพึงทำแต่ความกำหนดว่านั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันใด,

ภิกษุ. ! ถึงภิกษุก็เพียงแต่ทำความระลึกว่านั่นธรรมทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแล้ว)ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุ. ! ความเพียรเราได้ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อนสติเราได้ดำรง

ไว้แล้วไม่ฟั่นเฟือนกายสงบระงับไม่กระสับกระส่ายจิตตั้งมั่นมีอารมณ์

อันเดียวแล้ว.

ภิกษุ. ! เรานั้นเพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายได้เข้าถึงปฐมฌานมีวิตกวิจารมีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่.(คำต่อไปนี้เหมือนในตอนที่กล่าวด้วยการตรัสรู้ข้างหน้า ).

. คำแปลตรงนี้ข้าพเจ้าถือเอาตามที่ได้สอบสวนสันนิษฐานแล้วคือฉบับบาลีเป็นสพฺพปสฺเสสุ คามนฺตสมฺภเวสุมีผู้แปลกันต่างตามแต่จะให้คล้ายรูปศัพท์เพียงใด. ข้าพเจ้าเห็นว่าต้องแก้บาลีนั้นเป็นสพฺพสสฺเสสุจึงจะได้ความเพราะอรรถกถาแก้คำหลังไว้ดังนี้คามนฺตสมฺภเวสติ

คามนฺตอาหเฎสุปปญจ. /๑๑๑. ขอจงใคร่ครวญด้วย. บาลีคือพระไตรปิฎกเล่ม๑๒หน้า๒๓๖

บรรทัดนับลง.

ทรงกำหนดสมาธินิมิตก่อนตรัสรู้๑

อนุรุทธะ. ! นิมิตนั้นแหละเธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูปทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นานแสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้นได้หายไป.เกิดความสงสัยแก่เราว่าอะไระเป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป?

อนุรุทธะ. ! เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : -

วิจิกิจฉา (ความลังเล) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว,

ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีกฯลฯ.(มีคำระหว่างนี้เหมือนท่อนต้นไม่มีผิดทุกตอนตั้งแต่คำว่าอนุรุทธะ ! มา )อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจคือไม่ใส่ใจ) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,

สมาธิของเราเคลื่อนแล้วก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป.เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและอมนสิการจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก.

ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,

สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีถิ่นมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและอมนสิการ, และถีนมิทธะจะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก.

๑.  บาลีอุปักกิเลสสูตรสุญญตวรรคอุปริ. . ๑๔/๓๐๒/๔๕๒.

ตรัสแก่พระเถระรูปคืออนุรุทธะนันทิยะกิมพิละ, ทรงอาลปนะว่าอนุรุทธทั้งหลาย ! พระบาลีตอนนี้ผู้ศึกษาควรใคร่ครวญเป็นพิเศษ,เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาสมาธิภาวนา.

ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) แลบังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,

สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกลเกิดผู้มุ่งหมายเอาชีวิตขึ้นทั้งสองข้างทางความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และฉัมภิตัตตะจะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเรา

เคลื่อนแล้วเพราะมีอุพพิละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียวเขาพบพร้อมกันคราวเดียวตั้งห้าขุมความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุฉะนั้นเราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะและอุพพิละจะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเรา

เคลื่อนแล้วเพราะมีทุฏฐุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ,ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏฐุลละจะไม่เกิดแก่เราได้อีก.อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แลเกิดขึ้น

แก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบด้วยมือทั้งสองหนักเกินไปนกนั้นย่อมตายในมือฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,และอัจจารัทธวิริยะจะไม่เกิดแก่เราได้อีก  อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป.เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือเกินไปนกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได้ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะและอติลีนวิริยะจะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ,ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะและอภิชัปปาจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก.

นานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่าง) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว,

สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ,อภิชัปปา, และนานัตตสัญญาจะไม่เกิดแก่เราได้อีก  รูปานํอตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่อต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แลเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้วเพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ.

เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ,อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํอตินิชฌายิตัตตะจะไม่เกิดแก่เราได้อีก.

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้วจึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสีย.

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! เรานั้นเมื่อไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่ย่อมจำแสงสว่างได้แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) ย่อมเห็นรูปแต่จำแสงสว่างไม่ได้เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้างทั้งวันบ้างทั้งคืนและทั้งวันบ้าง.ความสงสัยเกิดแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราจำแสงสว่างได้แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูปแต่จำแสงสว่างไม่ได้ทั้งคืนบ้างทั้งวันบ้างทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่าสมัยใดเราไม่ทำรูปนิมิตไว้ในใจแต่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจสมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้แต่ไม่เห็นรูป.สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจแต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูปแต่จำแสงสว่างไม่ได้ตลอดทั้งคืนบ้างตลอดทั้งวันบ้างตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาทมีเพียรมีตนส่งไปอยู่ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียวเห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มีประมาณเห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้างความสงสัยเกิดแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียงเห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณเห็นรูปก็มากไม่มีประมาณตลอดทั้งคืนบ้างตลอดทั้งวันบ้างตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง?

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่าสมัยใดสมาธิของเราน้อย

สมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อยเราจึงจำแสงสว่างได้น้อยเห็นรูปก็น้อย.

สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณสมัยนั้นจักขุของเราก็มากไม่มีประมาณ,ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้นเราจึงจำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณเห็นรูปได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้างตลอดวันบ้างตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา(เป็นต้นเหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้วและละมันเสียได้แล้วกาลนั้นย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นแก่เราว่าอุปกิเลสแห่งจิตของเราเหล่าใดอุปกิเลสนั้นๆเราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้เราเจริญแล้วซึ่งสมาธิโดยวิธีสามอย่าง.

ดูก่อนอนุรุทธะ. ! เราเจริญแล้วซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกแต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิอันมีปิติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี,และสมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา. ดูก่อนอนุรุทธะ. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตกมีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้งอย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้นญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่าวิมุติของเราไม่กลับกำเริบ,

ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีกดังนี้.

ทรงกั้นจิตจากกามคุณในอดีตก่อนตรัสรู้๒

ภิกษุ. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์

อยู่มีความรู้สึกเกิดขึ้นว่ากามคุณห้าที่เป็นอดีตที่เราเคยสัมผัสมาแล้วแต่ก่อน

. สมาธิเจ็ดอย่างในที่นี้คงเป็นของแปลกและยากที่จะเข้าใจสำหรับนักศึกษาทั่วไปเพราะแม้แต่ในอรรถกถาของพระบาลีนี้ก็แก้ไว้ไม่ละเอียดท่านแก้ไว้ดังนี้ :- (สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจารท่านไม่แก้เพราะได้แก่ปฐมฌานนั้นเองจะโดยจตุกกนัยหรือปัญจกนัยก็ตาม). สมาธิที่ไม่มีวิตกแต่มีวิจารพอประมาณได้แก่ทุติยฌานสมาธิในปัญจกนัย. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารได้แก่ฌานทั้งสามเบื้องปลายทั้งในจตุกกนัยและปัญจกนัย. สมาธิมีปีติได้แก่ทุกติกฌานสมาธิ. สมาธิไม่มีปีติได้แก่ทุกทุกฌานสมาธิ. สมาธิเป็นไปกับด้วยความยินดีได้แก่ติกจตุกกฌานสมาธิ. สมาธิเป็นไปกับด้วยอุเบกขาได้แก่จตุตถฌานแห่งจตุกกนัยหรือปัญจมฌานแห่งปัญจกนัย. --ปปัญจ. . . . ๖๑๔.

ผู้ปรารถนาทราบรายละเอียดพึงศึกษาจากตำราหรือผู้รู้สืบไป. สมาธิเหล่านี้ตามอรรถกถากล่าวว่าทรงเจริญในคืนวันตรัสรู้ที่มหาโพธิ.

. บาลีจตุตถสูตรโลกกามคุณวรรคสฬา, สํ. ๑๘/๑๒๑/๑๗๓.

ได้ดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนก็จริงแต่โดยมากจิตของเราเมื่อจะแล่นก็แล่นไปสู่กามคุณเป็นอดีตนั้น, น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคตดังนี้.

ภิกษุ. ! ความตกลงใจได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่าความไม่ประมาทและสติเป็นสิ่งซึ่งเราผู้หวังประโยชน์แก่ตนเองพึงกระทำให้เป็นเครื่องป้องกันจิตในเพราะกามคุณห้าอันเป็นอดีตที่เราเคยสัมผัสมาและดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนนั้น.

ภิกษุ. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, แม้จิตของพวกเธอทั้งหลายเมื่อจะแล่นก็คงแล่นไปในกามคุณห้าอันเป็นอดีตที่พวกเธอเคยสัมผัสมาและดับไปแล้วเพราะความแปรปรวน (เหมือนกัน)โดยมาก, น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคต. ภิกษุ. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ความไม่ประมาทและสติจึงเป็นสิ่งที่พวกเธอผู้หวังประโยชน์แก่ตัวเองพึงกระทำให้เป็นเครื่องป้องกันจิตในเพราะเหตุกามคุณห้าอันเป็นอดีตที่พวกเธอเคยสัมผัสมาและดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนนั้น.