เหตุการณ์ระหว่างการตรัสรู้

หลังมาฉันอาหารหยาบ

ราชกุมาร ! ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบทำกายให้มีกำลังได้แล้ว,

เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายจึงบรรลุฌานที่มีวิตกวิจาร

. โพธิราชกุมารสูตรราชวรรค..๑๓/๔๕๗/๕๐๕, สคารวสูตรพราหมณวรรค..๑๓/๖๘๕๖/

๗๕๔,. ตอนนี้ปาสราสิสูตรไม่มี, ต่อไปในสคารวสูตรสูตรก็ไม่มี.

มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้จึงบรรลุฌานที่เป็นเครื่องผ่องใสในภายในเป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะความจางไปแห่งปีติย่อมอยู่อุเบกขามีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกายบรรลุฌานที่อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข. และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน

จึงได้บรรลุฌานที่อันไม่ทุกข์ไม่สุขมีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่.เรานั้นครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลสปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงานถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้วได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อบุพเพสิวาสานุสสติญาณ. เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการคือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้างสองชาติสามชาติสี่ชาติห้าชาติ,สิบชาติยี่สิบชาติสามสิบชาติสี่สิบชาติห้าสิบชาติ, ร้อยชาติพันชาติแสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์หลายวิวัฏฏกัปป์หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อเราอยู่ในภพโน้นมีชื่ออย่างนั้นมีโคตรมีวรรณะมีอาหารอย่างนั้น,ๆเสวยสุขและทุกข์เช่นนั้นมีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้เกิดในภพโน้นมีชื่อโคตรวรรณะอาหารอย่างนั้น, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้นมีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วมาเกิดในภพนี้. เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการพร้อมทั้งอาการและลักขณะดังนี้

ราชกุมาร ! นี่เป็นวิชชาที่ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้วความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว,เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาทมีเพียรเผาบาปมีตนส่งไปแล้วแลอยู่,โดยควรฯเรานั้นครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลสปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงานถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้วได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ. เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์กว่าจักขุของสามัญมนุษย์, ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่บังเกิดอยู่, เลวทรามประณีต,มีวรรณะดีมีวรรณะเลว, มีทุกข์มีสุข. เรารู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า

ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอประกอบกายทุจริตวจีทุจริตมโนทุจริตพูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิประกอบการงานด้วยอำนาจ

มิจฉาทิฏฐิ,เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปล้วนพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรกฯ

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอประกอบกายสุจริตวจีสุจริตมโนสุจริตไม่ติเตียนพระอริยเจ้า, เป็นสัมมาทิฏฐิประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ,เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปย่อมพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์. เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญมนุษย์เห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่บังเกิดอยู่เลวประณีตมีวรรณะดีวรรณะทรามมีทุกข์มีสุข. รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ฉะนี้.

ราชกุมาร ! นี้เป็นวิชชาที่ที่เราได้บรรลุแล้วในยามกลางแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้วความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาทมีเพียรเผาบาปมีตนส่งไปแล้วแลอยู่,โดยควรเรานั้นครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลสปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงานถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้วก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ, เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่านี่ทุกข์,นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์; และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย. เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้จิตก็พ้นจากกามาสวะภวาสวะ

และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าจิตพ้นแล้ว, วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้วความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เรารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์จบแล้วกิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้วกิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ(หลุดพ้น)เป็นอย่างนี้มิได้มีอีก

ราชกุมาร ! นี่เป็นวิชชาที่๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้วเช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีเพียรเผาบาปมีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควรฯสิ่งที่ตรัสรู้ ๑

ภิกษุ. ! มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่สองอย่างที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะด้วย. สิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งนั้นคืออะไร? คือการประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลายอันเป็นการกระทำที่ยังต่ำเป็นของชาวบ้านเป็นของคนชั้นบุถุชนไม่ใช่ของพระอริยเจ้าไม่ประกอบด้วยประโยชน์, และการประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบากอันนำมาซึ่งความทุกข์ไม่ใช่ของพระอริยเจ้าไม่ประกอบด้วยประโยชน์, สองอย่างนี้แล.

ภิกษุ. ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางที่ไม่ไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้นเป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้วเป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุเป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้อันยิ่งเพื่อความตรัสรู้พร้อมเพื่อนิพพาน.

. บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งห้าทิ่อิสิปตนมฤคทายวัน.

ภิกษุ. ! ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลางที่ไม่ดิ่งไปหาที่สุดโต่งสองอย่างนั้นเป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ. ! ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้นคือข้อปฏิบัติอันเสมือนหนทางอันประเสริฐประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการนี่เอง. แปดประการคืออะไรเล่า? คือความเห็นที่ถูกต้องความดำริที่ถูกต้องการพูดจาที่ถูกต้องการทำการงานที่ถูกต้องการอาชีพที่ถูกต้องความพากเพียรที่ถูกต้องความรำลึกที่ถูกต้องความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้องภิกษุ. ! นี้แลคือข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้วเป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุทำให้เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้อันยิ่งเพื่อความตรัสรู้พร้อมเพื่อนิพพาน.

ภิกษุ. ! นี้แลคือความจิรงอันประเสริฐเรื่องความทุกข์คือความเกิดก็เป็นทุกข์ความแก่ก็เป็นทุกข์ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์๑ความตายก็เป็นทุกข์, ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ความพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์,กล่าวโดยย่อขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์.

ภิกษุ. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องแดนเกิดของความทุกข์คือตัณหาอันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีกอันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินอันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ,ได้แก่ตัณหาในกามตัณหาในความมีความเป็นตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.

ภิกษุ. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์คือความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง

. ในบาลีพระไตรปิฎกสยามรัฐมีคำว่าพฺยาธิปิทุกฺขาด้วย, ซึ่งฉบับสวดมนต์ไม่มี, แต่ไปมีบทว่าโสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิทุกฺขา, ซึ่งในพระไตรปิฏกไม่มีคือความสลัดทิ้งความสละคืนความปล่อยความทำไม่ให้มีที่อาศัยซึ่งตัณหานั้น.

ภิกษุ. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐอันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ได้แก่ความเห็นที่ถูกต้องความดำริที่ถูกต้องการพูดจาที่ถูกต้องการทำการงานที่ถูกต้องการอาชีพที่ถูกต้องความพากเพียรที่ถูกต้องความรำลึกที่ถูกต้องความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง.

ภิกษุ. ! จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้วปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้วแสงสว่างเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนเกิดขึ้นแก่เราว่านี้คือความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้, เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้เราตถาคตกำหนดรู้รอบแล้ว.

ภิกษุ. ! จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้วปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้วแสงสว่างเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนเกิดขึ้นแก่เราว่านี้คือความจริงอันประเสริฐคือแดนเกิดของทุกข์,เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจิรงอันประเสริฐคือแดนเกิดของทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ควรละเสีย,เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือแดนเกิดของความทุกข์นี้เราตถาคตละได้แล้ว

ภิกษุ. ! จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้วปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้วแสงสว่างเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนเกิดขึ้นแก่เราว่านี้คือความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง, เกิดขึ้นแก่เราก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้เราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว.

ภิกษุ. ! จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้วปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้วแสงสว่างเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อนเกิดขึ้นแก่เราว่านี้คือความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี, เกิดขึ้นแก่เราว่าก็ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้เราตถาคตได้ทำให้เกิดมีแล้ว.

ภิกษุ. ! ตลอดกาลเพียงไรที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริง

ของเราอันมีปริวัฏฏ์สามมีอาการสิบสองในอริยสัจจ์ทั้งสี่เหล่านี้ยังไม่เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์.

ภิกษุ. !เมื่อใดญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเราอันมีปริวัฏฏ์สามมีอาการสิบสองในอริยสัจจ์ทั้งสี่เหล่านี้เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; เมื่อนั้นเราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์.

เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้๑

ภิกษุ. ! เมื่อใดตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ใน

. บาลีสัตตมสูตรภยวรรคจตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.

ขณะนั้นแสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ถึงแม้ในโลกันตริกนรกอันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้นแต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้อันแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์อันมีฤทิธิ์อานุภาพอย่างนี้ส่องไปไม่ถึงนั้นแม้ในที่นั้นแสงสว่างอันโอฬารหาประมาณมิได้ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน.สัตว์ที่เกิดอยู่ที่นั้นรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้นพากันร้องว่าท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกันดังนี้.

ภิกษุ. ! นี้แลเป็นอัศจรรย์ครั้งที่สามที่ยังไม่เคยมีได้บังเกิดมีขึ้นเพราะการบังเกิดแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่นดินไหวเนื่องด้วยการตรัสรู้๑

ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่

หลวงมีอยู่แปดประการ.

ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใดตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ; เมื่อนั้นแผ่นดินย่อมหวั่นไหวย่อมสั่นสะเทือนย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยที่คำรบห้าแห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง.

. บาลีอัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ที่ปาวาลเจดีย์เมืองเวสาลี.

ภิกษุ. ! ก็เมื่อเราเป็นผู้มีความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย

เป็นธรรมดามีความโศกเป็นธรรมดามีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาด้วยตน,ก็รู้จักสิ่งที่มีความเกิดแก่เจ็บตายโศกเศร้าหมองเป็นธรรมดา. ครั้นรู้แล้วจึงได้แสวงหานิพพานอันไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่โศกไม่เศร้าหมองเป็นธรรมดาอันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าอันเกษมจากโยคธรรม. เราก็ได้บรรลุพระนิพพานนั้น. อนึ่งปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่าความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบการเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีกดังนี้.

. ปาสราสิสูตรโอปัมมวรรค.. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.

เริ่มแต่ตรัสรู้แล้วทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่าง

จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคย์บรรลุผล.

มีเรื่อง:

- ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด

- ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้

- ทรงมีตถาคตพลญาณสิบทรงมีเวสารัชชญาณ

-ทรงมีวิธีรุกข้าศึกให้แพ้ภัยตัว

-ทรงมีธรรมสีหนาทที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือนทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ

-สิ่งที่ใครไม่อาจท้วงติงได้ -ไม่ทรงมีความลับที่ต้องช่วยกันปกปิด-ทรงเป็นอัจฉริย

-มนุษย์ในโลก

-ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา

ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด

-ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน

ทรงมีความคงที่ไม่มีใครยิ่งกว่า

--ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์ได้

-ทรงยืนยันพรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่

-สิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป

-ทรงฉลาดในเรื่องที่พ้นวิสัยโลก

-ทรงทราบทิฏฐิ

วัตถุอันลึกซึ้งหกสิบสอง

-ทรงทราบส่วนสุดและมัชฌิมาปฏิปทาทรงทราบ

พราหมณสัจจ์

-ทรงทราบพรหมโลก

-ทรงทราบคติห้าและนิพพาน

- ทรงแสดงฤทธิ์ได้เพราะอิทธิบาท

-ทรงมีอิทธิบาทเพื่อยู่ได้ถึงกัปป์

- ทรงเปล่งเสียงคราวเดียวได้ตลอดทุกโลกธาตุ

- ทรงมีปาฎิหาริย์สาม

- เหตุที่ให้ได้นามว่าตถาคต

-เป็นสัมมาสัมพุทธะเมื่อคล่องแคล่วในอนุปุพพวิหารสมาบัติ

- เป็นสัมมาสัมมาสัมพุทธะเมื่อทราบอริยสัจจ์สิ้นเชิง

ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ

- ทรงยืนยันความเป็นมหาบุรุษ

- ไม่มีใครเปรียบเสมอ

ไม่ทรงอภิวาทใคร

- ทรงเป็นธรรมราชา

- ทรงเป็นธรรมราชาที่เคารพธรรม

- ทรงคิดหาที่พึ่งสำหรับพระองค์เอง

- ถูกพวกพราหมณ์ตัดพ้อ

- มารทูลให้นิพพาน

ทรงท้อพระทัย

ในการแสดงธรรม

-พรหมอาราธนา

- ทรงเห็นปวงสัตว์เปรียบด้วยบัวสามเหล่า

- ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจำเป็นของสัตว์บางพวก - ทรงเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์

-ทรงระลึกหาผู้ควรรับปฐมเทศนา

-เสด็จพาราณสีพบอุปกาชีวก

-การแสดงปฐมเทศนา

-การประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน

-แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร

-เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร

-จักรของพระองค์ไม่มีใครต่อต้านได้

-ทรงหมุนแต่จักรที่มีธรรมราชา (เป็นเจ้าของ)

- การปรากฏของพระองค์คือการปรากฏแห่งดวงตาของโลกอันใหญ่หลวง

   

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี