วิวัฒนการโลกตามหลักพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐

พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การนำเสนอของรายงานฉบับนี้ เป็นไปตามหลักสูตรพระสุตตันตปิฎก๑ โดยมีเนื้อหาสาระที่สะท้อนให้เห็น ความเป็นไปของโลก ตามเนื้อหาในพระสูตร และยังมีเนื้อหาอันเป็นคำสอนที่มีปรากฎอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ  ในทรรศน์ของนักค้นคว้า และคติความเชื่อของศาสนานั้น เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา และสามารถนำมาเปรียบเทียบในการตั้งข้อสังเกต ให้เกิดความเข้าใจได้เป็นอย่างดี  ในคติความเชื่อความศรัทธา อันเป็นคำสอนของศาสดาทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงหวังว่า  จากการรวบรวมเนื้อหา และจัดขึ้นเป็นรูปเล่มนี้ คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ใคร่ในการศึกษาบ้าง  หากเกิดข้อบกพร่องขึ้น อันเนื่องมาจากการค้นคว้าและรวบรวม  จึงขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว.

   

อาจารย์ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

    มหาบัณฑิตมหามกุฏราชวิทยาลัย

    นักวิชาการทางพระพุทธศาสนา

สารบัญ

ทฤษฎีวิวัฒนการโลกตามหลักพุทธศาสนา

เปรียบเทียบระหว่างศาสนา

ศาสนาสอนอะไร

บทที่ ๑

ทฤษฎีวิวัฒนการโลกตามหลักพุทธศาสนา

เปรียบเทียบระหว่างศาสนา

พุทธศาสนากล่าวถึงกำเนิดของสรรพสิ่งว่า สิ่งทั้งหลาย “สภาวธรรม” คือ สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นไปเอง เป็นอยู่เองโดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมาทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันเป็นไปเองอย่างนั้น โดยอาศัยอำนาจของเหตุปัจจัยในตัวมันเอง ว่าโดยสภาวธรรมแล้วมี ๒ ประการ คือ

๑.ธรรมชาติคือตัววัตถุที่มีอยู่เอง อันเป็นส่วนประกอบที่เกิดจากลักษณะ ๔ อย่าง เป็นอย่างน้อย เรียกว่า ธาตุ ได้แก่

ธาตุดิน คือ สิ่งที่มีลักษณะแค่นแข็ง

ธาตุน้ำ คือ สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ

ธาตุลม คือ สิ่งที่มีลักษณะพัดไปมา

ธาตุไฟ คือ สิ่งที่มีลักษณะร้อน

ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธรรมธาตุ” เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในโลกเป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมชาติ

๒.ธรรมนิยามเป็นกฏธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ตามหลักเหตุผลของปัจจัยทั้งหลายอันเป็นส่วนประกอบของสังขาร กฏธรรมชาติมีหลักว่า เมื่อธาตุหรือธรรมธาตุเหล่านี้ผสมหรือสงเคราะห์เข้ากัน ตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก็จะเกิดปรากฏการ คือแสดงตัวออกมาให้เห็นแตกต่างไปจากธาตุเดิมของมัน ที่เราเรียกโดยสมมติว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่น ธาตุดินผสมธาตุน้ำ ก็จะมีลักษณะเป็นโคลนตม ธาตุไฟผสมกับธาตุน้ำในอัตราส่วนที่ไฟมากกว่าน้ำ น้ำก็จะกลายเป็นไอระเหยไปในอากาศ แล้วเย็นลงอีก จึงจับตัวเป็นก้อนเมฆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เรียกว่า ธรรมนิยามหรือกฏธรรมชาติหรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวักบผู้สร้างผู้บันดาลเลยพุทธศาสนาเป็น (อเทวนิยม) ไม่เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลในทุก ๆ สรรพสิ่งตามหลักความเชื่อทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม.(เทวนิยม).

พุทธศาสนานั้นได้กล่าวถึงมนุษย์ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ รูปธรรม(กาย) นามธรรม (จิต) ซึ้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรื่องขันธ์ ๕ อันเกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง คือ

๑. รูปธรรมคือ กายนั้นได้มาจากพ่อและแม่ ในอภิธรรมปิฏกนั้น กล่าวว่า  วิญญาณเข้ามาปฏิสนธิในครรภ์มรรดาโดยมีวิวัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเชื้อของพ่อแม่ผสมกันติดแล้ว ก็เริ่มก่อตัวเป็นต่อมเล็ก ๆ ใส ๆ ดังน้ำมันงาที่ติดอยู่ที่ขนเนื้อทราย (ปฐํม  กลํล ) หลังจากนั้นก็ขยายตัวเปลี่ยนสภาพเข้มข้นขึ้นเป็นระยะ ๆ  หลังจากนั้นประมาณ ๕ สัปดาห์ก็จะงอกเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นแขนขาและศีรษะ จนมีอวัยวะครบทุกอย่าง จึงคลอดออกมาเป็นทารก เริ่มรับรู้อารมณ์ภายนอกโดยผ่านทางอินทรีย์ทั้ง ๖ นี่คือกระบวนการเกิดขึ้นเป๋นโครงสร้างทางกาย.

๒. นามธรรมคือ จิตมีปรากฏการณ์ ๔ อย่าง ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อกายรับรู้โลกภายนอก โดยผ่านอายตนะ ๖ เรียกว่า วิญญาณ จึงเกิดความรู้สึกอารมณ์ขึ้นแล้ว เกิดการจำได้หมายรู้อารมณ์และปรุงแต่งให้คิดเพื่อจะแสดงพฤติกรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง กระบวนการทางจิตนี้ เป็นการทำหน้าที่ของเนื้อเยื่อสมอง (มุทธา) โดยการอ้างหลักฐานตามที่พระอัสสชิเถระกล่าวตอบอุปติสปริพาชกว่า…

“ เย  ธมฺมา  เหตุปฺปภวา  เตสํ  เหตํฺ  ตถาคโต (อาห) เตสญฺจ  โย นิโรโธ จ  เอวํวาที มหาสมโณ.”

แปลว่า “สิ่งใดเกิดจากเหตุ  พระตถาคตตรัสถึงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และตรัสถึงความสิ้นสุดลงแห่งสิ่งเหล่านั้นด้วย ”นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงตรัสถึง กฏแห่งความจริงไว้หลายประการ ในที่นี้จะขอยกขึ้นแสดงไว้พอเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจพอสังเขป คือ

พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง สิ่งที่เป็นความจริง และประกอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เช่น อริยสัจ ๔  หลักปฏิจจสมุปบาท กฏแห่งกรรม กฏแห่งไตรลักษณ์ แม้จะมีอยู่หลายประการ แต่ก็เป็นหลักความจริงตามกฏของธรรมชาติ อันมีความเกี่ยวเนื่องกับสัตว์โลกอย่างใกล้ชิดทีเดียว.

ทุกข์เป็นความจริงเพียงประการเดียวของชีวิต โดยทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด  นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ตามพุทธพจน์นี้  ชีวิตมีแต่ความทุกข์เท่านั้น ฉะนั้น ตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างโลกแห่งความทุกข์ให้แก่ตนเอง  ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า แต่ละคนจะทุกข์มากน้อยก็แล้วแต่ตัวเองเป็นผู้กระทำ (กรรม) และเป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้น  ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เป็นไป

คำสอนทางพุทธศาสนา ได้กล่าวว่า  ความทุกข์จะสิ้นสุดลงได้ ต้องดำเนินตามคำแนะนำไว้คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยการบันดาล ตามความพอใจของพระผู้เป็นเจ้า.แม้ในพุทธศาสนา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า บุคคลใด ๆ เมื่อสร้างกรรมดี ได้รับความสุขเป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสวรรค์ และถ้าสร้างกรรมชั่ว ย่อมได้รับความทุกข์ความลำบากแสนสาหัส เป็นเครื่องตอบแทน ย่อมไปสู่นรก พระเจ้าไม่ใช่เป็นผู้กำหนดให้เป็นไปดังนี้

คริสต์ศาสนาสอนอย่างไร

ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งโดยวิธีเนรมิตให้สิ่งต่าง ๆ เกิดเป็นขึ้นมาทันที ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดินซึ่งว่างเปล่า มีแต่ความมืดปกคลุมเหนือน้ำและพระวิญญาณของพระเจ้าแผ่คลุมอยู่เหนือน้ำนั้น พระองค์ทรงใช้เวลาสร้างอยู่ ๖ วัน คือ

วันแรก  ทรงสร้างแสงสว่างกำจัดความมืดให้ชื่อว่ากลางวัน  ส่วนความมืดให้ชื่อว่ากลางคืน

วันที่สอง  ทรงสร้างฟากฟ้าอากาศ  มีเวลาเย็นและเวลาเช้า

วันที่สาม  ทรงสร้างแผ่นดิน  ทะเลและพืชพันธ์ธัญญาหารบนผืนแผ่นดินนั้น

วันที่สี่  ทรงสร้างดวงอาทิตย์ให้ส่องสว่างเวลากลางวัน และทรงสร้างดวงดาว  ดวงจันทรืให้ส่องสว่างเวลากลางคืน

วันที่ห้า  ทรงสร้างสัตว์นา ๆ ชนิด  ทั้งบนบกและในน้ำ

วันที่หก  ทรงสร้างมนุษย์ให้มีลักษณะตามแบบอย่างพระองค์เป็นชายและหญิง  ให้เป็นเจ้าของพืช  สัตว์และผืนแผ่นดิน

วันที่เจ็ด  ทรงพักงานสร้างทั้งปวง เพราะสำเร็จแล้วตั้งแต่วันที่หก ทรงอวยพรและทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักสิทธิ์

การถูกพระเจ้าลงโทษ

ศาสนาคริสต์ถือว่า  มนุษย์และสรรพสิ่งในโลก  เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจ สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า มนุษย์และสรรพสิ่งในโลกหาได้มีความยิ่งใหญ่ และมีความสมบูรณ์ดุจพระผู้เป็นเจ้าไม่ ส่วนโลกและสรรพสิ่งในโลกนั้น มีความจำกัดต้องอาศัยอำนาจของพระผู้สร้าง  จึงเกิดมีขึ้นได้ และดำรงอยู่ได้ในโลก จึงหาได้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล อย่างพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างไม่ โลกจึงมีการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และสูญสิ้นไป ลักษณะของความไม่สมบูรณ์ต่าง ๆของโลก ที่เป็นสภาพที่ไม่น่าพึงปรารถนาจึงเป็นสภาพที่จำเป็น  และเป็นสภาพพื้นฐานที่โลกและสรรพสิ่งในโลกไม่อาจสละทิ้งได้ หรือกล่าวได้ว่าเป็นความชั่วร้ายอันเนื่องมาจากสภาพที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง  ซึ่งไม่ได้เกิดจากน้ำมือของมนุษย์โดยตรงเช่น  น้ำท่วม  แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  โรคระบาด  ลมพายุ  การพิการของร่างกาย เป็นต้น ศาสนาคริสต์สอนว่า  ความเลวร้ายต่าง ๆ เกิดมีขึ้นได้ก็เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงลงโทษมนุษย์  เพราะมนุษย์ทำบาปและทรยศ ต่อพระองค์ ไม่เชื่อฟังพระองค์ ประพฤติเลวร้าย ปราศจากความรักและความศรัทธาต่อพระองค์  ไม่มีความจงรักภักดีต่อพระองค์ จึงทำโทษมนุษย์ให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แต่เบื้องต้น และพระเจ้ายังทำการลงโทษอย่างอื่นอีก

ดังแสดงไว้ในคัมภีร์พระคริสต์  ที่กล่าวยืนยัน ความหมายของความชั่วร้ายตามธรรมชาติ  เช่น เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่าเอวาทำบาป  พระองค์ครัสกับเอวาว่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย  ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ” แล้วพระองค์ทรงสาปหญิงนั้นว่า  “ให้กายาลำบากยากใจพรั่น  ในเวลาที่เจ้านี้จักมีครรภ์  เจ็บปวดสั่นยามคลอดตลอดกาย..” 

ทรงลงโทษให้ผู้หญิงมีความทุกข์  ความเจ็บปวดเวลาคลอดบุตร และเป็นธรรมชาติที่สัตรีหลีกเลี่ยงไม่ได้  ถึงแม้ไม่ต้องการจะมีความทุกข์และความเจ็บปวดเช่นนั้น  และถ้าท่านทำความชั่วละทิ้งพระผู้เป็นเจ้า  พระองค์จะนำความพินาศมาสู่ท่าน  ท่านจะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไม่ว่าท่านจะทำอะไร  จนกระทั่งถูกทำลายไปหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว พระองค์จะให้ท่านเป็นโรคร้ายจนกระทั่งไม่มีใครเหลืออยู่เลยในแผ่นดินที่ท่านจะเข้าไปยึดครองนั้น  พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษท่านด้วย โรคติดต่อ ด้วยการอักเสบและไข้ พระองค์จะให้เกิดความแห้งแล้ง  แมลงทำลายและเกิดโรคเชื้อราทำลายพืชของท่าน  ความพินาศเหล่านี้จะเกิดกับพวกท่าน  จนกระทั่งพวกท่านล้มตายไป  จะไม่มีฝน  พื้นดินจะแห้งแข็งประดุจเหล็ก  พระผู้เป็นเจ้าจะทรงส่งพายุฝุ่นทรายมาแทนฝนจนกระทั่งพวกท่านถูกทำลายจนหมดสิ้น…พระผู้เป็นเจ้าจะทรงบันดาลให้ท่านเป็นผีดังที่ให้เกิดแก่ชาวอียิปต์  ตามตัวของพวกท่านจะมีแผลตกสะเก็ดและคันรักษาเท่าใดก็ไม่หาย…(เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๘/๒๐–๒๔,๒๗–๒๘).

ฉะนั้นจึงเป็นการสรุปให้เห็นได้ว่า  พุทธศาสนา  สอนให้มองไปหาเหตุที่เกิด และสุดท้ายมีผลแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาคริสต์  สอนว่าทุกสรรพสิ่งเป็นไปตามอำนาจความพอใจหรือน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า โดยทำความเข้าใจได้ว่า  พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งมวล และทำลายด้วย เป็นต้น.

๒.สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร

  .๒.๑ เกิดที่บุพพาราม  กรุงสาวัตถี

  ๒.๒ บุคคล พระพุทธเจ้ากับสามเณร ๒ รูป ชื่อวาเสฏฐกับภารทวาชะผู้เป็นพราหม์

  ๒.๓ สาระคำโต้ตอบ- ถูกพราหม์ด่าว่า  วรรณะพราหม์ประเสริฐสุดวรรณะอื่นเลวทราม  พราหม์พวกเดียวเท่านั้นเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ บริสุทธิ์- ไม่บริสุทธิ์  เกิดจากอุระของพรหม  วรรณะอื่นเลวทรามเกิดจากเท้าของพรหม

  ๒.๔ สาระคำตอบของพระพุทธเจ้า  คนก็คือคน เกิดจากมารดา( นางพราหมณี ) มิใช่เกิดจากพรหม  คนจะเลวจะดีเกิดที่การกระทำ มิใช่วรรณะ ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นต้นฯ

.วิวัฒนาการคืออะไร

เมื่อมีสาเหตุให้โลกถึงความดับ  เหล่าโอปาติกะทั้งหลาย  ย่อมอุบัติในหมู่พรหมอันมีชื่อว่า  “อาภัสสรพรหม” ซึ่งล่องลอยอยู่ในจักรวาล

เมื่อโลกเย็น  ย่อมปรากฎน้ำ ความมืดมิด มีแสงสว่าง เกิดง้วนดิน สัตว์กินง้วนดิน ต่อมาเกิดตัณหา ร่างกายหยาบขึ้นรัศมีที่เคยมีแต่เก่าก่อนหายไป พระจันทร์พระอาทิตย์ก็ปรากฎ เดือน  ปี ฤดู  ทก็ปรากฎ ง้วนดินปรากฎสภาวะดังรวงผึ้ง  เกิดการดูถูกกันด้วยวรรณะผิวพรรณ สวย-ไม่สวย ต่อมาง้วนดินหมดไป อาหารอื่นกระบิดินคล้ายเห็ด จึงเกิดการดูหมิ่น กระบิดินหมดกลายเป็นเครือดิน  ดุจผลมะพร้าวดูหมิ่นกันด้วยวรรณะ เครือดินหมดไปเกิดข้าวสารี ไม่มีรำ-แกลบ ลักษณะเมล็ดสีขาวสะอาด ต่อมาเกิดเพศหญิง เพศชาย เพ่งดูกันเกิดความกำหนัด สมสู่กัน ( เสพอสัทธรรม ) ต่อมาเกิดอายเพราะโดนดูถูกเพราะเหตุร่วมเสพเมถุน จึงสร้างเรือนกำบังเพื่อการเสพอสัทธรรมนั้น  และต่อมาเกิดการกักตุนอาหารข้าวสารี เพราะความเกียจคร้าน จึงเกดการกักตุนอาหาร ข้าวสาารีจึงกลายมีแกลบมีรำ ต่อมาเกิดความลำบากเริ่มอดอยาก จึงแบ่งเขตกันทำการเกษตรและละเมิดสิทธิล่วงล้ำเขต เกิดวีรบุรุษขึ้น ยกบุคคลขึ้นเป็น หัวหน้า ( มหาชนสมบัติ ) มีหัวหน้าเขตมีกษัตริย์  มีราชา  จึงเป็นเหตุให้เกิดวรรณะ ๔ คือ

กษัตริย์  =  หัวหน้าคน

พราหมณ์  =ลอยบาป

แพศย์  =  ยึดมั่นในเมถุน ประกอบงานเป็นแผนก

คติภพแห่งวรรณะทั้ง ๔ นี้

กระทำทุจริตกรรม  จึงไปสู่อบาย

  กระทำสุจริตกรรม  ไปสู่สุคติสวรรค์

  กระทำสุจริตกรรมทุจริตกรรม ก็สุขบ้างทุกข์บ้าง

  สำรวมกายวาจาใจ เจริญในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็ปรินิพพาน

วรรณะใดเป็นภิกษุ  สิ้นพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วเพราะรู้ชอบ  วรรณะนั้นปรากฎว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย  โดยธรรมแท้จริง

พระองค์ทรงสรุปว่า ในหมู่ชนที่รังเกียจด้วยโคตร กษัตริย์ประเสริฐสุด  ในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด  ดังพระบาลีแสดงไว้ว่า…..

อหํปิ  วาเสฏฺฐฺ  เอวํ  วทามิ  ขตฺติโย  เสฏฺโฐฺ  ชเนตสฺมิ  เย  โคตฺต ปฏิสาริโน วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  โส  เสฏฺโฐฺ  เทวมานุเสติ.

  ( ที. ปา. ๑๑/๕๑–๗๒/๘๗–๑๐๗ )

อัคคัญญสูตร

ในอัคคัญญสูตรนั้นพระพุทธเจ้า ทรงตรัสถาม สามเณร สามเณรทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าว่าข้าพระองค์ทั้ง ๒ ด้วยคำเหยียดหยามอย่างยิ่งข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันว่า  พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทรามพราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียว บริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละวรรณะที่ประเสริฐที่สุดเสียแล้ว ไปเข้ารีดวรรณะที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกคฤหบดี เป็นพวกดำ เป็นพวกเกิดจากเท้าของพรหม ข้อนั้นไม่ดี ไม่สมควร

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ระลึกถึงเรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนี้

กำเนิดมนุษย์

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ตามที่ปรากฎอยู่ คือ นางพราหมณีทั้งหลายของพวกพราหมณ์ มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกกินนมอยู่บ้าง อันที่จริง พวกพราหมณ์เหล่านั้น ก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้น พากันอวดอ้างอย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่พวกพราหมณ์เป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม

พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เขาเหล่านั้นกล่าวตู่พรหม และพูดเท็จก็จะประสบแต่บาปเป็นอันมาก ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะทั้งหลายเหล่านี้ มีอยู่ด้วยกันสี่คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ มีปรกติฆ่าสัตว์ มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียดพูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพนับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรมเป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน อกุศลธรรมเหล่านั้น มีปรากฏอยู่แม้

ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้  แม้แพศย์บางคนในโลกนี้  แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ ฯลฯ มีปรกติฆ่าสัตว์มีปรกติลักทรัพย์ มีปรกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย มีปรกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมภมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล เป็นธรรมมีโทษ นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นธรรมไม่ควรเสพ

นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าไม่ควรเป็นอริยธรรม เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านั้นมีปรากฎอยู่แม้ในศูทรบางคนในโลกนี้ ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ฝ่ายกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ พราหม์ก็ตาม แพศย์ก็ตาม ศูทรก็ตาม เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่ละโมภมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีโทษ นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นธรรมที่ควรเสพ นับว่าเป็นธรรมที่

ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม ควรนับว่าเป็นอริยธรรม เป็นธรรมขาว มีวิบากขาววิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ รวมเป็นบุคคล ๒ จำพวก คือพวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำ วิญญูชนติเตียนจำพวกหนึ่ง  พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาว วิญญูชนสรรเสริญจำพวกหนึ่งเช่นนี้ ไฉนพวกพราหมณ์จึงพากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นนอกจากพราหมณ์หา

บริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวกเดียวเป็นบุตรเกิดจากอุระ เกิดจากปากของพรหม มี กำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม ดังนี้เล่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่รับรองถ้อยคำของพวกเขาข้อนั้นเพราะเหตุ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะว่าบรรดาวรรณะทั้ง ๔ เหล่านั้น ผู้ใดเป็นภิกษุสิ้นกิเลสและอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ได้วางภาระเสียแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไปแล้ว เพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายโดยชอบธรรมแท้ มิได้ปรากฎโดยไม่ชอบธรรมเลย ด้วยว่าธรรมเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในเวลาที่เห็นอยู่ ทั้งในเวลาภายหน้า

พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงความเกิดขึ้นแห่งโลก

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า สัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน

มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจฺติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้าน

สมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลาย ถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เท่านั้น

ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น ฯ

ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลนพูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นี่จักเป็นอะไร แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ้น  แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันกระทำตามอย่างสัตว์นั้นเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากันเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น

ต่อมาสัตว์เหล่านั้นพยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือแล้วบริโภค ในคราวที่พวกสัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆ ด้วยมือ แล้วบริโภคอยู่นั้น เมื่อรัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นก็หายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ

เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก

เหตุแห่งการดูหมิ่น

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมาสัตว์เหล่านั้นพากันบริโภคง้วนดิน รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้นมัวเพลินบริโภคง้วนดินอยู่ รับประทานง้วนดิน มีง้วนดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงามนั้นพากันดูหมิ่น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกันขึ้นเพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย ง้วนดินก็หายไป เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงพากันจับกลุ่ม ครั้นแล้ว ต่างก็บ่นถึงกันว่า รสดีจริง รสดีจริง ดังนี้

ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากได้ของที่มีรสดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มักพูดกันอย่างนี้ว่า รสอร่อยแท้ๆ รสอร่อยแท้ๆ ดังนี้ พวกพราหมณ์ ระลึกได้ถึงอักขระ ๑- ที่รู้กันว่าเป็นของดี เป็นของโบราณนั้นเท่านั้น แต่ไม่รู้ชัดถึง เนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อง้วนดินของสัตว์เหล่านั้นหายไปแล้ว ก็เกิดมีกระบิดินขึ้น กระบิดินนั้นปรากฏลักษณะคล้ายเห็ดกระบิดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีเหมือนเนยใส หรือเนยข้นอย่างดีฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น

  ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภคกระบิดิน สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลนาน  สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองจำพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้น เกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกันขึ้น เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก็หายไป เมื่อกระบิดินหายไปแล้ว ก็เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฏคล้ายผลมะพร้าวทีเดียวเครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น ฯ

ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพยายามจะบริโภคเครือดิน สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดินอยู่ รับประทานเครือดิน มีเครือดินนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น

สัตว์พวกที่มีผิวพรรณงาม พากันดูหมิ่นพวกที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามี ผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้ง ๒ พวกนั้นเกิดมีการไว้ตัวดูหมิ่นกัน เพราะทะนงตัวปรารภผิวพรรณเป็นปัจจัย เครือดินก็หายไป เมื่อเครือดินหายไปแล้ว

สัตว์เหล่านั้นก็พากันจับกลุ่มครั้นแล้วต่างก็บ่นถึงกันว่า เครือดินได้เคยมีแก่พวกเราหนอ เดี๋ยวนี้เครือดินของพวกเราได้สูญหายเสียแล้วหนอ ดังนี้ ถึงทุกวันนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมาก พอถูกความระทมทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบ ก็มักบ่นกันอย่างนี้ว่า สิ่งของของเราทั้งหลายได้เคยมีแล้วหนอ แต่เดี๋ยวนี้ สิ่งของของเราทั้งหลายได้มาสูญหายเสียแล้วหนอดังนี้ พวกพราหมณ์ระลึกได้ถึงอักขระที่รู้กันว่าเป็นของดีเป็นของโบราณนั้นเท่านั้น  แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักขระนั้นเลย ฯ

ข้าวสารีเกิดขึ้น

ครั้นต่อมา เมื่อเครือดินของสัตว์เหล่านั้นหายไปแล้ว ก็เกิดมีข้าวสาลีขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มี แกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั้นนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น ตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกก็งอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าเขาพากันไปนำเอาข้าวสาลีใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั้นที่มีเมล็ดสุกแล้วก็งอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย ครั้งนั้น พวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ พากันรับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหารดำรงมาได้สิ้นกาลช้านาน ก็โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคข้าวสาลีอันเกิดขึ้นเองอยู่ รับประทานข้าวสาลีนั้น มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ดำรงมาได้สิ้นการช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฏว่าแตกต่างกันออกไป

เกิดเพศหญิงและเพศชาย

ครั้นต่อมา สตรีก็มีเพศหญิงปรากฏ และบุรุษก็มีเพศชายปรากฏ นัยว่า สตรีก็เพ่งดูบุรุษอยู่เสมอ  บุรุษก็เพ่งดูสตรีอยู่เสมอ เมื่อคนทั้งสองเพศ ต่างเพ่งดูกันอยู่เสมอ ก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย เพราะความเร่าร้อนเป็นปัจจัย เขาทั้งสองจึงเสพเมถุนธรรมกัน ฯ

ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็โดยสมัยนั้นสัตว์พวกใดเห็นพวกอื่นเสพเมถุนธรรมกันอยู่ ย่อมโปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง พร้อมกับพูดว่า คนชาติชั่ว จงฉิบหาย คนชาติชั่ว จงฉิบหาย ดังนี้ แล้วพูดต่อไปว่า ทำไมขึ้นชื่อว่าสัตว์ จึงทำแก่สัตว์เช่นนี้เล่า ข้อที่ว่ามานั้น จึงได้เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้ ในชนบทบางแห่ง คนทั้งหลาย โปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยเถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง ในเมื่อเขาจะนำสัตว์ที่ประพฤติชั่วร้ายไปสู่ตะแลงแก