โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ปรัชญาว่าด้วยนิพพาน

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ปรัชญาว่าด้วยนิพพาน

  ในปรัชญาของคริสต์และของอิสลามกล่าวว่า  การเข้าถึงความเป็นเอกภาพกับพระเจ้า หรือการเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์  คือจุดมุ่งหมายหรืออุดมคติสูงสุดของทุกคน ปรัชญาอินดูประกาศว่าบุรุษาถะ  คือประโยชน์ที่บุคคลจะแสวงหา  ๔  ประเภทคือ กามะ  อัตถะ ธรรมะ  และโมกษะ  โดยถือว่า  ๓  ประเภทแรกเป็นเครื่องมือหรือมรรควิธี  นำไปสู่จุดหมายสูงสุดคือ  ความเป็นอิสระจากความทุกข์ซึ่งเรียกว่า  โมกษะ  หรือไกรวัล  สำหรับพุทธปรัชญาได้ชี้ถึงประโยชน์  ๓  ประการ  ทีบุคคลควรแสดงหาคือ 

  ๑.  ประโยชน์ทั่วไปในชีวิตนี้

  ๒. ประโยชน์เพื่อชาติหน้า

  ๓.  ประโยชน์สูงสุด

  ประโยชน์ทั่วไปในชีวิตนี้(ทิฏฐธัมมิกัตถะ) หมายถึงความสำเร็จในด้านการศึกษาการทำงานประกอบอาชีพตลอดจนการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในทางสังคมสงเคราะห์ทั่วไปซึ่งต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรติดต่อ  การรู้จักถนอมรักษาสิ่งที่หามาได้  การใช้ชีวิตให้สมดุลย์กับภาวะและฐานของตน  รวมทั้งการรู้จักเลือกคบเพื่อนร่วมงานที่ดี  ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของมนุษย์เอง  มิใช่ความสำเร็จจะได้มาจากการอ้อนวอน  หรือขอพรจากพระเป็นเจ้า

  ประโยชน์เพื่อชีวิตหน้า  (สัมปรายิกัตถะ)  ข้อนี้เพราะพุทธปรัชญาเชื่อชีวิตหลังจากตาย  เพราะฉะนั้น  ผู้ที่หวังอนาคตที่ดีไม่ว่าในชีวิตนี้หรือชีวิตใหม่หลังจากตายแล้วควรจะต้องปฏิบัติพัฒนาตนเองด้วยคุณธรรมต่างๆอาทิความเชื่อมั่นในตนเอง (สัทธา)  ความถึงพร้อมด้วยศีล  ความมีน้ำใจเสียสละ  และความมีสัญญา

  การแสวงหาประโยชน์ทั้ง๒ชั้นนี้ถือว่าเป็นการแสวงหาแบบทั่วไป  แต่การแสวงหาประโยชน์ประการที่๓  เป็นการแสวงหาที่ประเสริฐกว่า  เรียกว่าอริยปริเยสนา

  ประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ)  เป็นจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ชั้นสุดท้าย  หรืออุดมคติสูงสุด  ของพุทธปรัชญา  ผู้แสวงหาประโยชน์ระดับนี้ชื่อว่าแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ  แม้การได้รับประโยชน์เพียงชั้นต้นก็ถือว่าดีกว่า  ประเสริฐกว่าการได้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิในทวีปทั้ง๔  กว่าการปกครองโลกเป็นใหญ่ในจักรวาลทั้งสิ้น  และกว่าการเข้าสู่  แผ่นดินสวรรค์  ประโยชน์สูงสุดในที่นี้คือนิพพานนั่นเอง

คำจำกัดความและความหมาย

  นิพพาน  เป็นภาษาบาลี  นิรวาน  เป็นสันสกฤต  แยกได้เป็น ๒  คำคือ นิ -  วานะ หรือ นิร – วานะ  แปลว่า  ความดับตัณหา  ความดับเหตุที่ทำให้ความทุกข์เกิด  (ทุกขสมุทัยนิโรธ)  ซึ่งความหมายมีนิรามิสสุข  ข้อนี้สอดคล้องกับหลักการทั่วไปของพุทธปรัชญาที่ยืนยันว่าสอน ๒ เรื่อง คือ เรื่องความทุกข์  และความดับทุกข์นั้นเท่านั้น  สำหรับความหมายของนิพพานนัยอื่นๆ พอประมวลสรุปมาประกอบการศึกษาได้ดังนี้

  ๑.  นิพพาน  คือภาวะที่จิตปราศจากความโลภ  ความโกรธ  และความหลงโดยสิ้นเชิง

  ๒.  นิพพาน  คือภาวะที่จิตรู้แจ้งอริยสัจ    หรือปฏิจจสมุปบาทถึงที่สุดแล้ว 

  ๓.  นิพพาน  คือภาวะที่ประณีตอย่างยิ่ง  สงบอย่างยิ่ง  เป็นที่สละคือของอุปธิ ( กิเลส)

๔.  นิพพาน  คือความจริงแท้สูงสุดที่บัญญัติและตรรกเข้าไม่ถึง  เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกิเลส  กรรม  และวิบาก  หรือสังสารวัฏฏ์

นอกจากนี้  ในคัมภีร์พุทธปรัชญาดังเดิมคือ อิติวุตตกะ ได้กล่าวถึงนิพพาน  ๒ ประเภท  คือ

นิพพานธาตุนี้  มี ๒  อย่าง  คือ

  ๑.  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  นิพพานยังมีอุปาทิ  คือขันธ์  ๕  เหลืออยู่หมายถึงพระอรหันต์  มีอาสวะสิ้นแล้ว  มีกรณีกิจอันทำเสร็จแล้ว  มีภาระอันปลงแล้ว  มีประโยชน์อย่างดีเป็นผู้ตามบรรลุแล้ว  มีเรื่องประกอบไว้ในภพสิ้นรอบแล้ว  รู้ชอบแล้วจึงหลุดพ้น  อินทรีย์ ๕ ยังตั้งอยู่  เพราะอินทรีย์มีอยู่  ย่อมเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจบ้าง  ไม่น่าชอบใจบ้าง  เสวยสุขบ้างทุกข์บ้าง  ความสิ้นแห่งราคะ  ความสิ้นแห่งโทสะ ความสิ้นแห่งโมหะของพระอรหันต์  ไม่เกิดในสันดานอีกนั้น  ชื่อว่า  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

  ๒.  อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิ  คือขันธ์๕เหลืออยู่หมายถึงความดับขันธ์ของพระอรหันต์  ผู้สิ้นอาสวะแล้ว  จบกิจในศาสนาแล้ว  ปลงภาระเสียแล้ว  ภพสิ้นแล้ว  รู้ชอบแล้วหลุดพ้นแล้ว  การเสวยอารมณ์ของเธอไม่เพลิดเพลินและในโลกนี้  ไม่เกิดอีก  เป็นธาตุนิพพาน  ชื่อว่า  อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

  พระนิพพานนี้มีสภาวะอันเดียว  คือความดับทุกข์ก็จริง  แต่ต่างประเภทด้วยการเข้าไปรู้  เข้าไปเห็น  เข้าไปบรรลุด้วยอาการดังต่อไปนี้  คือ

  ๑.  อนิมิตนิพพาน  นิพพานดับรูปนาม  ไม่มีนิมิตเครื่องหมายอาศัยเจริญวิปัสสนา  ยกรูปนามขึ้นสู่อนิจจลักษณะจนเห็นรูปนามเกิดดับเป็นอนิจจานุปัสสนา  เห็นไม่เที่ยงเสมอ  ผ่านญาณ๑๖  ถึงพระนิพพานพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์  เรียกว่า  อนิมิตตนิพพาน  ถ้าเข้าผลสมาบัติ  ก็เพ่งอนิจจานุปัสสนา  เห็นไม่เที่ยงเสมอผ่านญาณ๑๖  ถึงพระนิพพาน  พ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์  เรียกว่า  อนิมิตตนิพพาน  คือความดับรูปนามไม่มีนิมิตเครื่องหมาย  เรียกว่าตั้งอยู่ในอนิมิตตนุปัสสนาเห็นความดับไม่มีนิมิตเป็นที่ตั้งจนชำนาญ

  ๒.  อับปณินิพพาน  นิพพานดับรูปนาม  หาราคะ  โทสะ  โมหะไม่ได้  เพราะได้ปฏิบัติวิปัสสนา  ยกรูปนามขึ้นสู่ทุกขลักษณะ  จนเห็นรูปนามเกิดดับ  ทนอยู่ไม่ได้  เป็นทุกขานุปัสสนา  เห็นเป็นทุกข์ทนได้ยากเสมอๆผ่านญาณ๑๖  ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์  พ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์  เรียกว่า  อัปปณิหิตนิพพาน  ถ้าจะเข้าผลสมาบัติ  ก็เพ่งทุกขานุปัสสนา  และเข้าด้วย  อัปปณิหิตนิพาน  ความดับรูปนาม  หาราคะ  โทสะโมหะไม่ได้เป็นที่ตั้งเสมอๆจนชำนาญ 

  ๓.  สุญญตนิพพาน  นิพพานดับรูปนามว่างจากราคะ  โทสะ  โมหะ  เพราะได้ปฏิบัติวิปัสสนา  ยกรูปนามขึ้นสู่อนัตตลักษณะ  จนเห็นรูปนามเกิดดับบังคับบัญชาไม่ได้  เป็นอนัตตานุปัสสนา  เห็นอนัตตาเสมอๆผ่านญาณ๑๖  ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์  พ้นด้วยสุญญตวิโมกข์  เรียกว่าสุญญตนิพานความดับรูปนามว่างจากราคะโทสะ  โมหะ  เรียกว่าสุญญตานุปัสสนาเป็นความดับว่างจากราคะ  โทสะโมหะฝึกไปเสมอจนชำนาญ

  ลักษณะนิพพาน    คือ  สงบ

  รสของนิพพาน      คือ  ไม่เคลื่อน

  เครื่องปรากฏของนิพพาน  คือไม่มีนิมิต

  พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

  ความสุข  นอกจากพระนิพพานไม่มี

  นิพพาน  มิได้มีความหมายเป็นบ้านเมืองหรือโลกของพระเป็นเจ้าที่เต็มไปด้วยความสุขชนิดที่ใฝ่ฝันกันและเป็นอยู่อย่างนิรันดร

  นิพพาน  มิใช่มีความหมายเป็นการหลุดรอดของตัวตน  จากโลกนี้ไปสู่โลกเช่นนั้น  หรือภาวะแก่งความมีตัวตนเช่นนั้น

  แต่ว่า  “ นิพพาน”  มีความหมายเป็นความดับสนิทแก่งความเร่าร้อนเผาลน  ความเสียบแทงยอกตำ  และความผูกพันร้อยรัดอันมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์  โดยตัดต้นเหตุแห่งความเป็นอย่างนั้นเสียได้สิ้นเชิง  ความเป็นอย่างนี้มีอยู่อย่างเป็นอนันตกาลคือมีอยู่ในที่ทุกแห่งและทุกเวลาพร้อมที่จะปรากฏแก่จิตซึ่งปราศจากกิเลสอยู่เสมอเราจึงกล่าวว่านิพพานมีสภาพเป็นนิรันดร  มีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลาอย่างไม่ขาดระยะ  ใกล้ชิดติดอยู่กับตัวเราในวัฏสงสารนี่เอง  หากแต่เข้าไม่ถึงหรือมองไม่เห็นเพราะจิตมีกิเลสซึ่งเป็น  “ เปลือก”  ชนิดหนึ่งห่อหุ้มอยู่

มองย้อนดูอีกทางหนึ่ง

  จะเห็นว่ากิเลสและความทุกข์ไม่อาจมีอยู่ในสภาพแก่งความเป็นเช่นนั้น  ฉะนั้นจึงกล่าวว่า  นิพพานไม่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกิเลสและความทุกข์  แต่เป็นแดนที่ดับสนิท  ของกิเลสและความทุกข์

มองดูกันอีกทางหนึ่ง

  เมื่อจิตประกอบด้วยปัญญา  มองเห็นสภาพแห่ง ความเป็นเช่นนั้นของนิพพาน  หน่วงเอานิพพานนั้นเป็นอารมณ์  โดยมีความสลดสังเวชในความหลงของตนในกาลก่อนแล้ว  กิเลสก็เริ่มเหือดแห้งไป  ความทุกข์ก็เหือดแห้งไปตาม  ฉะนั้น  จึงกล่าว่า นิพพานเป็นธรรมเครื่องดับแห่งกิเลสและความทุกข์ทั้งหลาย

แต่เมื่อสรุปแล้ว

  นิพพานนั้นก็คือสภาพอันเป็นความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเผาลน  ความเสียดแทงยอกตำ และความผูกพ้นร้อยรัด  ของมนุษย์ในทางจิตดังกล่าวแล้วกิริยาที่ความเร่าร้อนเป็นต้น  เหล่านั้นดับลง  นั้นคือ กิริยาที่จิตลุถึงความสิ้นกิเลสหรือลุนิพพาน  เรียกว่า การนิพพาน  การนิพพานของมนุษย์เราโดยที่แท้ก็คือความที่จิตของคนเราเข้าถึงสภาพแห่งความไม่มีความเร่าร้อนเผาลน  ความเสียบแทงยอกตำ  และความผูกพันร้อยรัดอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงนั่นเอง

  ภาวะแห่งนิพพาน  และการนิพพาน  ปรากฏขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก  เพราะการเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้เข้าถึงความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเป็นต้นนั้น  เป็นบุคคลแรกในโลก  การเกิดของพระองค์ก็คือการประสูติการตรัสรู้และการปรินิพพาน  รวมกันทั้ง    อย่างนั่นเอง  ฉะนั้นการประสูติ  การตรัสรู้  และการปรินิพพานจึงเป็นของอันเดียวกัน  รวมเข้าด้วยกันแล้วก็เป็นชัยชนะของโลก  ในการที่มีผู้เอาชนะความเร่าร้อนความเสียบแทงและความผูกพันของโลกได้  และด้วยเหตุนี้เอง  ท่านจึงกำหนดไวว่าเหตุการณ์ทั้งสามอย่างนี้  มีขึ้นในวันเดียวกัน  คือวันเพ็ญวิสาขบูชา

 

  นิพพาน  แปลว่า  ดับเย็นสนิทของสิ่งที่ร้อน

  อะไรเป็นของร้อน?  ชีวิต เป็นของร้อน คือ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์  วิญญาณ  ผัสสะ  และเวทนาทั้งหมด  ที่อาศัย  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวชีวิต  เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร?  เพราะไฟ  คือ  ราคะ  โทสะ  โมหะ  ความเย็นสนิทของสิ่งเหล่านี้เพราะไม่ถูกไฟคือ นิพพาน ฉะนั้นนิพพานก็คือความเป็นของเย็นสนิท  ของชีวิตซึ่งเคยเป็นของร้อนมาก่อนนั่นเอง  นี้เป็นนิพพานส่วนของบุคคลคนหนึ่งๆ ซึ่งเขาได้ทำให้ปรากฏขึ้น  จากนิพพานใหญ่หรือนิพพานรวม  ซึ่งเป็นนิรันดรหรือตั้งอยู่ตลอดอนันตกาล
  ไม่มีใครต้องบอกกล่าว เราก็ทราบได้ว่าโลกเราในสมัยนี้เป็นโลกที่ร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อน  ทั้งนี้เป็นเพราะไฟคือ ราคะ  โทสะ  โมหะ ในโลกได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น  โดยเหตุที่คนในโลกยิ่งมีความเฉลียวฉลาดในทางสุมไฟเหล่านี้มาก  ยิ่งขึ้น  คนในโลกยิ่งไม่ทราบและไม่ถือว่า  การดับไฟ ราคะ  โทสะ  โมหะ เป็นจุดหมายของชีวิต  และกลับเป็นผู้แสวงหาความเพลิดเพลินในการสุมไฟเหล่านี้ขึ้นในโลกให้มากยิ่งขึ้นโดยไม่มีความมุ่งหมายที่จะดับมันเลย แม้แต่น้อยโลกกลายเป็นของร้อนไปทุกปรมาณู  เพราะคนในโลกลูบคลำด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยราคะ  โทสะ  โมหะ ยิ่งกว่าเดิม  ความเย็นของนิพพานไม่ปรากฏแก่โลกเลย  จนกว่าเมื่อใดชาวโลกจะมีความเข้าใจอันถูกต้องที่เรียกว่า “ สัมมาทิฏฐิ”  และช่วยกันดับไฟให้ดับสนิทไป

  เราได้แต่สาวละวนอยู่กับการทรมานเผาผลาญตัวเอง  ไม่เคยรู้สึกในนิพพานแม้แต่การฝันถึงโลกยังไม่ได้รับประโยชน์จากนิพพาน  ซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลาเพราะความหลับไหลของชาวโลกเอง.

ดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง  นิพพาน  แปลว่า ปราศจากเสียบแทงยอกตำ

  อะไรเป็นของเสียบแทงยอกตำ?  โลกหรือชีวิต  ที่กล่าวแล้วอีกนั่นเองเป็นของเสียบแทงยอกตำ  ในเมื่อบุคคลเข้าไปจับฉวยเอาด้วยความเขลาเข้าใจผิด หรือที่  เรียกว่า  “ มิจฉาทิฏฐิ”  เคยมีบุคคลหลายกลุ่ม  ยึดถือโลกในลักษณะที่อยากเป็นเจ้าโลก   และได้รับความพินาศเป็นเครื่องตอบแทนไปแล้วทุกกลุ่ม  ตนเองก็พินาศเพื่อนร่วมโลกตั้งค่อนโลก  ก็ได้รับความกระทบกระเทือน บางกลุ่มยึดถือโลกในลักษณะที่มันควรจะเป็นไปตามความชอบใจของตัว  ผลที่ได้รับก็คือ การแบ่งโลกเป็นซีกๆส่วนๆ แล้วทำการล้างผลาญกันอย่างสุดกำลังสติปัญญา  อันมีมากพอที่จะเผาผลาญโลก  ให้กลายเป็นควันสูญสิ้นไปได้ในพริบตาเดียว  แม้ในส่วนตัวบุคคลคนหนึ่งๆ ก็มีการยึดถือเอาสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  เป็นอนัตตามาให้เป็นของเที่ยง  เป็นสุข  และเป็นอัตตา  ผลที่ได้รับก็คือความเพลิดเพลินในการร้องไห้  หัวเราะสลับกันไปในการทรมานเผาผลาญตนเองอยู่ด้วยวิธีต่างๆ อย่างไม่เคยรู้สึกสมเพชตัวเอง สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเครื่องบำเรอตนเองนั้น  ที่แท้ก็คือสิ่งที่เขาเองกลับเป็นเครื่องบำเรอมันอยู่  ทุกอิริยาบถทั้งหลับและตื่น  ความเสียบแทงยอกตำมีเต็มอัดอยู่ในทุกๆชีวิต จนกว่าเมื่อใดชาวโลกจะมีความเข้าใจอันถูกต้องตามแบบที่พระองค์ได้ทรงค้นพบและถอนลูกศรเหล่านั้นออกเสียได้โดยสิ้นเชิง

  บัดนี้  โลกเราสาละวนอยู่แต่กับการเสียบลูกศรแห่งความอยากแลความยึดถือนานาประการเข้าใจตน  ไม่เคยรู้สึกว่าภาวะแห่งการปราศจากการเสียบลูกศรนั้นเป็นอย่างไร  เพราะพอเกิดมา  ก็มีลูกศรปักอกติดมาเสร็จด้วยกันทุกคน  โลกยังไม่ได้รับประโยชน์จากนิพพานซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา  เพราะความไม่สนใจในความหมายแห่คำว่าวิสาขบูชา 

  โลกเราในสมัยที่ชักใยพันตัวเองเข้าไปสู่ความยุ่งยากสลับซับซ้อนทางการเมือง  การเศรษฐกิจการสงครามและอื่นๆในอันดับสูงสุดย่อมเป็นตัวอย่างอันแสดงถึงลักษณะ  และผลแห่งความถูกผูกพันร้อยรัดได้เป็นอย่างดี  แต่ความจริงย่อมแสดงอยู่ในตัวเองแล้วว่า  เพราะผงเข้าตาจนต้องหลับอยู่เรื่องไปไม่มองเห็นสิ่งรัดรังอยู่รอบตัวและรัดรึงอยู่รอบตัว  และรัดรึงหนักขึ้น  โลกจึงมีแต่ชักใยพันตัวเองหนักยิ่งขึ้นความดิ้นรนมีความหมายแต่เพียงให้ได้เปรียบผู้อื่นในบรรดาพวกที่ติดอยู่ในสายใยนี้ด้วยกันให้มากที่สุดเท่านั้น  ไม่เคยคิดที่จะเปลื้องตนออกไปจากกลุ่มสายใยอันยุ่งเหยิงนี้เลย  จึงไม่มีความสนใจ  และไม่ยอมสนใจในความหมายอันประเสริฐสุดของคำว่าวิสาขบูชากล่าวคือนิพพาน  ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ตั้งอยู่เหลือคิ้วของบุคคลผู้ไม่เคยส่องกระจกเสียเลยนั่นเอง

  โลกเราสาละวนอยู่แต่ในการชักใยพันตัวเอง  ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่ในอวนใหญ่  แห่งพญามาร  โลกไม่หวังประโยชน์จากการออกไปนอกวงล้อมของอวน  เพราะไม่เคยสำนึกว่า  ตนตกอยู่ในวงล้อมของอวนแห่งความพินาศแต่อย่างใด

พระนิพพานคืออะไรเล่า?

  พระนิพพาน  คือ สภาพชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นตัวความบริสุทธิ์  ความว่าง  ความเบา  ความสุข  อันแท้จริงความชุ่มชื่น  เยือกเย็น ฯลฯ อย่างสุดยอด  เป็นสภาพซึ่งแม้จะพูดว่ามีอยู่ว่ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวงก็ยังน้อยไป  พูดว่าอยู่คู่กับทั้งปวงก็ยังน้อยไป เพราะเป็นสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้นโดยตัวเองจนตลอดอนัตตกาล เราจึงกล่าวได้แต่เพียงว่า  พระนิพพาน  คือ อมตธรรม –สิ่งไม่มีการตาย

  จิตของเรานี้พบกันเข้ากับอมตธรรมนี้จริง  แต่จิตนั่นหาใช่อมตธรรมไม่  พระนิพพานจึงคือสิ่งที่มีอยู่สำหรับให้เราหรือจิตพบ  มันจะได้รับความเยือกเย็นเป็นสุขถึงยอดสุดเพราะเหตุนั้นได้  และทุกคนควรพยายามทำเพื่อจะได้เสียก่อนแต่จะตายลงไปถ้าจะปล่อยให้จิตท่องเที่ยวไปด้วยอาการอันซ้ำซาก  เช่นกับที่เคยเที่ยวมาแล้วไม่รู้กี่แสนชาติในวัฏสงสารอันยืดยาวนี้  การซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการเกิดแล้วตายๆและในระหว่างเกิดตายก็เต็มไปด้วยความกดทับ  นั่นมันจะดีอะไรเพราะมันเป็นไปเองตามประสาความมืดบอด  เช่นเดียวกับความล้มลุกคลุกคลานของคนตาบอด  ซึ่งปราศจากไม้เท้าและผู้จูงการลืมตาและพบกับแสงสว่างคือพระนิพพานนั้น  มันเป็นยอดที่สุดของความสุข  เป็นความหยุดจบลงของความอยากความปรารถนา  เป็นความหมดสิ้นของความสงสัยในสิ่งที่อยากจะรู้  เป็นยอดสุดของความรู้ของทุกๆโลกทุกๆสมัยและทุกๆชีวิต  เพราะฉะนั้นเพียงเท่านี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นได้บ้างแล้วว่าพระนิพพาน  คือจุดปลายทางของชีวิตทุกชีวิต  ถ้าใครจะถามข้าพเจ้าก็ตอบดังนี้  เคยตอบมาแล้วก็ดังนี้  และจะตอบต่อไปอีกก็ดังนี้

พระนิพพานเป็นสิ่งที่คู่กันมากับคน

  ถ้าจะให้เข้าใจความหมายอันแท้จริงของพระนิพพานได้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น  ก็ควรย้อนไประลึกเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งกล่าวคือเรื่องความเป็นมาแห่งแนวความคิดนึกในทางปรัชญาของโลกทั่วไปให้สิ้นเชิง  คือจำเดิมตั้งแต่มนุษย์เริ่มเป็นมนุษย์ขึ้นมา  ว่าความคิดในทาปรัชญาของมนุษย์ได้ก่อรูปขึ้นในจิตใจของมนุษย์และขยายตัวสูงขึ้นมาเป็นลำดับๆอย่างไร  นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักคิดในการแสวงสุขภาพจิตใจโดยไม่อาศัยวัตถุ  และในที่สุดก็ได้พบสูงขึ้นมาโดยลำดับๆ

  ต่างศาสนาต่างก็บัญญัติสิ่งสุดยอดที่จนค้นพบนั้นว่าเป็นความหลุดพ้น  หรือรอดพ้นชั้นสุดยอดด้วยกันทั้งนั้น  ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเราได้พิจารณาดูจุดมุ่งหมายสุดท้ายของๆศาสนาในปัจจุบันนี้ดู  ก็จะพบว่าสิ่งสุดยอดทุกศาสนานั้นเรียกกันว่าความรอดพ้น (Salvation)  เหมือนกันหมด  แม้จะมีชื่อเรียกโดยพยัญชนะเป็นอย่างอื่นบ้างในบางครั้ง  แต่สำหรับความหมายแล้ว  ย่อมเล็งถึงความรอดพ้นจากปวงทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

  ในพุทธศาสนา  มีความรอดพ้นเรียกโดยชื่อว่าวิมุตติ  คือความพ้นวิเศษ  และนิพพานคือความที่สามารถดับสนิทไปได้ไม่มีส่อนเหลือ  หรือนิสสรณะ  กล่าวคือการก้าวออกไปเสียได้

  ในส่วนของศาสนาอื่น  ครั้นค้นเข้าก็จะพบความรอดพ้นที่มุ่งหมายไปในทำนองเดียวกันแม้จะได้แสดงเหตุผลหรือแนวทางปฏิบัติแห่งความรอดพ้นเป็นจุดที่มุ่งหมายอยู่นั่นเองกล่าวคือความรอดพ้นจากทุกข์  หรือสิ่งอันตนไม่ปรารถนา  หยาบหรือละเอียดเพียงไหนก็ย่อมแล้วแต่ปัญญาของตนจะมองเห็น  ถ้าจะพิจารณาดูโดยกว้างๆในมติของฝ่ายฮินดูหรือที่เรียกว่าพรอันเป็นศาสนาที่คู่เคียงกันมากับพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คือมติของพวกเวทานตะแล้ว  ก็จะพบว่าได้แสดงแนวแห่งความรอดพ้นไว้โดยนัยที่ไม่แตกต่างจากพุทธศาสนา  ไปเท่าใดนักแม้เขาจะได้บัญญัติสิ่งนั้นว่า “อาตมัน” ก็ยังแสดงลักษณะซึ่งคล้ายคลึงกับพระนิพพานเป็นอันมาก  จะผิดกันก็เป็นส่วนน้อยในการที่ฝ่ายนั้นได้แยกถือความรอดพ้นนั้นขึ้นเป็นตัวเป็นตน  ในเมื่อฝ่ายพระพุทธศาสนาได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง  แม้จะมองต่อๆไปอีกจนกระทั่งถึงมติของศาสนาอิสลามในชั้นปรัชญา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพวกซูฟิสต์ (Sufist)  เราก็จะพบคำที่พ้องกับมติเวทานตะเป็นบทสั้นๆว่า “ อันนาลฮัคฮัคตุอี”  ซึ่งมีใจความว่า  “ เราก็เป็นพรหม  แม้พวกท่านทั้งหลายก็เป็นพรหม”  ข้อนี้มีคำอธิบายเป็นอย่างเดียวกับมติของเวทานตะกล่าวคือความรอดพ้นของอาตมันนั่นเอง  เป็นเราเป็นท่าน  คนหนึ่งๆ  ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าแล้วก็ได้แก่สภาพซึ่งเป็นความรอดพ้นจากอำนาจของธรรมชาติฝ่ายที่มีความเกิดแก่  เจ็บ  ตาย  หรือที่เรียกกันในฝ่ายพุทธศาสนาว่าวิสังขาร  แม้จะมองลงไปให้ต่ำกว่านั้น  เช่น  ในมติของนิกายปรัชญาเล็กๆน้อยๆทุกๆนิกาย  ทุกๆแขนงกระทั่งปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมือง  ก็ยังจะพบอยู่นั่นเองว่า  ปรัชญาทุกแขนงมีอุดมคติที่มุ่งหมายไปยังความรอดพ้นจากสิ่งที่จนไม่ปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

  ที่ครั้นจะมองย้อนกลับขึ้นมาในทางสูงอีกครั้งหนึ่ง  ก็จะพบความค่อยๆสูงขึ้นมาของความคิดค้นของมนุษย์ปรากฏอยู่ที่อุดมคติของนิกายปรัชญาต่างๆที่สูงต่ำกว่ากันอยู่เป็นลดเป็นหลั่นและค่อยๆสูงขึ้นมาโดยลำดับๆเหมือนเนินเขาที่สูงซับซ้อนกันขึ้นจนกระทั่งถึงยอดเขาในชั้นต้นๆเราจะพบความรอดพ้นชั้นง่ายๆน่าเอ็นดูเป็นความรอดพ้นในด้านโลกียะมากกว่าโลกุตตระ  จนใกล้กับโลกุตตระมากยิ่งขึ้นๆกระทั่งมติเรื่องอาตมันของเวทานตะและในที่สุดก็คือความรอดพ้นของพุทธศาสนาเรา  อันเราเรียกกันว่า “ พระนิพพาน”

  ถ้าเราพิจารณาดูถึงตัวควาามรอดพ้นนั้นโดยละเอียดก็ย่อมจะเห็นได้โดยประจักษ์ว่าความรอดพ้นนั้นเป็นสิ่งที่แนบชิดกันอยู่กับความต้องการของสัตว์โลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการความรอดพ้นจากสิ่งที่มันไม่ชอบ  เช่นเดียวกับมนุษย์ต้องการจนเราอาจจะเชื่อได้ว่า  การต้องการความรอดพ้นนี้นับเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของสัตว์  เป็นมูลฐานแห่งสัญชาตญาณอื่นๆที่เป็นไปเพื่อการเอาชีวิตรอด  หรือการคงมีตัวอยู่ของสัตว์  ความรอดพ้นจึงอยู่ใกล้ชิดกับความต้องการแห่งชีวิตจิตใจของสัตว์ด้วยเหตุนี้ครั้นสัตว์นั้นๆในโลกนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในทางความคิดและปัญญา  จนกระทั่งมีมนุษย์และพุทธบริษัทขึ้นในโลกซึ่งหมายความว่าระดับความคิดของสัตว์ในชั้นนี้อยู่ในชั้นสูง  ความรอดพ้นที่สัตว์ในชั้นนี้รู้จักปรารถนาจึงพลอยสูงขึ้นไปด้วยตามลำดับ  ซึ่งจะต้องมีระดับหรือลักษณะทุกๆประการ  ได้สัดส่วนพอดีพอเหมาะกับความสูงแห่งความคิดของมนุษย์หรือสัตว์นั้นด้วย  ด้วยเหตุนี้เองพระนิพพานจึงเป็นเหมือนสิ่งซึ่งคอยดักขวางทางอยู่ในเบื้องหน้าของสัตว์ทั้งหลาย  เพราะว่าวันหนึ่งข้างหน้า  สัตว์นั้นๆจะมีใจสูงจนถึงรู้จักปรารถนาความรอดพ้นชั้นสูงสุดนั้นได้  ด้วยเหตุว่าชีวิตนี้เป็นบทเรียนอยู่ในตัวทั้งกลางวันและกลางคืน

  ข้อนี้หมายความสั้นๆว่าเมื่อได้ปล่อยให้ความคิดทยอไปในกระแสของเหตุผลด้วยอำนาจแห่งการรักตัวของตัวแล้วอย่างไรเสียความคิดของคนที่คิดเป็นจะต้องแล่นตรงไปยังพระนิพพานอยู่เอง  เพราะความสูงของจิตใจมีทางไปแต่ทางเดียวนี้เท่านั้น  ทางอื่นจะปิดตันสำหรับจิตใจที่ตั้งอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล  ในที่สูงจึงเดินไปในทางเหล่านั้นไม่ได้  อาศัยเหตุอันเป็นกฎธรรมชาติอันนี้เองพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสข้อที่ว่าพรหมจรรย์  ในศาสนาของพระองค์มีความลุ่มลาดเอียงเทไปสู่พระนิพพานไว้อย่างมีความหมายเช่นเดียวกับกฏธรรมชาติทางจิตวิทยาที่กล่าวมาแล้ว  ความที่พระนิพพานเป็นสิ่งที่คอยดักขวางทางสัตว์ทั้งหลายอยู่ข้างหน้าเช่นนี้  นับว่าเป็นลักษณะที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระนิพพานเองและยังนับได้ว่าเป็นโชคลาภอันสูงสุดของสัตว์ทั้งหลายเพราะฉะนั้นการที่จะจับเอาปัญหาอันเกี่ยวกับพระนิพพานขึ้นมาวินิจฉัยกันในที่นี้  จึงเป็นสิ่งที่นับว่าเหมาะสมไม่ผิดกาลเทศะ  หรือถ้าจะให้กล่าวตามความสมัครใจของอาตมา  ก็อยากจะกล่าวยืนยันว่าการศึกษาเรื่องพระนิพพาน  ควรจัดไว้ในฐานะเป็นสังคมวิทยา (Social  Science) แขนงหนึ่ง  เช่นเดียวกับสังคมวิทยาแขนงอื่นๆเช่นจิตวิทยาหรือวิทยาศาสตร์เป็นต้นการพูดการคิด  การพิจารณาและการปรึกษากันถึงปัญหาอันเกี่ยวกับนิพพาน  ควรจะเป็นสิ่งที่ถูกนำมากระทำกันเป็นประจำวันเช่นเดียวกับที่เราพากันกระทำต่อสังคมวิทยาแขนงอื่นๆเช่นวิชาการเมือง  การเศรษฐกิจเป็นต้นด้วย  เพราะเหตุว่า  ตลอดเวลาที่จิตมนุษย์เศร้าโศกได้มนุษย์ควรรู้จักหยูกยาที่อาจจะแก้ความโศกนั้นๆได้บ้างตามที่ควร  เช่นเดียวกับที่เมื่อท้องของมนุษย์ยังรู้จักหิวมนุษย์ก็ต้องรู้จักประกอบอาชีพฉันใดก็ฉันนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอุดมบุรุษ  จึงสามารถที่จะขุดค้นและเปิดเผยอุดมธรรม (Summum Bonum)และอุดมธรรมอัตนั้นก็คือความรอดพ้นอันสูงสุดที่เราเรียกกันว่าพระนิพพานในที่นี้นั่นเอง  ในฐานะที่เป็นอุดมธรรม  พระนิพพานจึงมีเรื่องชนิดที่ละเอียดสุขุมฉะนั้นการที่จะกล่าวถึงเรื่องพระนิพพานทุกแง่ทุกมุมในเวลาที่มีอยู่จำกัดสำหรับวันนี้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่สุดวิสัยที่จะกระทำได้  ด้วยเหตุนั้น  จึงใคร่จะกล่าวเฉพาะแต่เพียงที่จะสรุปหัว  เรียกว่า

ความน่าอัศจรรย์บางประการของพระนิพพานเท่านั้น

  การทรงแสดงเปิดเผยเรื่องพระนิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  มีหลักมีแนวครบถ้วนบริบูรณ์ทุกๆประการ  มีความงามทั้งในเบื้องต้น  ทั้งในท่ามกลางและในขั้นสุด  หรืออาจจะกล่าวได้ว่า  มีความงามน่าจับใจทั้งในส่วนทฤษฎี  ทั้งในส่วนปฏิบัติและในส่วนผลสุดท้ายอันจะพึงได้จากการปฏิบัติ  ในเรื่องนี้ในส่วนการปฏิบัติจะสามารถทำให้ทราบถึงความงามหรือความน่าอัศจรรย์ของพระนิพพานได้ดีกว่าส่วนอื่นๆแต่ถึงกระนั้น  เราก็จำต้องพิจารณาพร้อมๆกันไปทั้งในส่วนทฤษฎี  และส่วนผลบางประการเท่าที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ตามสมควรซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความน่าอัศจรรย์ของพระนิพพาน  ทั้งการปฏิบัติพร้อมกันไปในตัวคราวเดียวกัน

  สิ่งแรกที่น่านึกน่าคิดที่สุด  ก็คือคำที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วๆไปว่าพระนิพพานเป็นอัพยากฤต  เมื่อจะกล่าวโดยโวหารเป็นภาษาไทยล้วนๆ  เพราะเหตุว่าคำว่า  อัพยากฤต  เป็นภาษาบาลีที่ฟังยากก็กล่าวได้ว่า  พระนิพพานเป็นสิ่งที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอะไร  ความข้อนี้เข้าใจยากอาจทำให้ผู้ไม่เคยศึกษามาโดยเฉพาะเกิดความฉงนถึงกับงงไปก็ได้  เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ได้โดยไม่ลำบากมากนัก  เราควรจะได้ศึกษาพิจารณามาจากฝ่ายที่ตรงกันข้าม  กล่าวคือฝ่ายที่เราอาจกล่าวๆด้วยภาษาชาวโ