สิ่งแรกที่น่านึกน่าคิดที่สุด ก็คือคำที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วๆไปว่าพระนิพพานเป็นอัพยากฤต เมื่อจะกล่าวโดยโวหารเป็นภาษาไทยล้วนๆ เพราะเหตุว่าคำว่า อัพยากฤต เป็นภาษาบาลีที่ฟังยากก็กล่าวได้ว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอะไร ความข้อนี้เข้าใจยากอาจทำให้ผู้ไม่เคยศึกษามาโดยเฉพาะเกิดความฉงนถึงกับงงไปก็ได้ เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ได้โดยไม่ลำบากมากนัก เราควรจะได้ศึกษาพิจารณามาจากฝ่ายที่ตรงกันข้าม กล่าวคือฝ่ายที่เราอาจกล่าวๆด้วยภาษาชาวโลกของเราว่ามันเป็นอะไร หรืออย่างไรนั่นเอง
ในฝ่ายโลก หรือฝ่ายที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไรนั้นมีหลักอยู่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราอาจกล่าวเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้เสมอ เช่นเรามีชื่อเรียกสิ่งนั้นๆแล้วยังอาจกล่าวได้ว่านั้นเป็นสิ่งที่ดี นี้เป็นสิ่งที่ชั่ว เป็นฝ่ายทุกข์ฝ่ายสุข เป็นฝ่ายบุญฝ่ายบาป เป็นต้นไม่ว่าสิ่งใดๆเราอาจแยกประเภทกล่าวเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรืออย่างใดอย่างหนึ่งได้เสมอ ตัวอย่างที่พอใจแบ่งแยกกันมากที่สุด ก็คือหลักแห่งการแยกสิ่งที่พอใจแบ่งแยกกันมากที่สุด ก็คือหลักแห่งการแยกสิ่งทั้งหลายเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายดี และฝ่ายชั่วเราอาจกล่าวสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่าเป็นฝ่ายหนึ่งได้เสมอ สิ่งที่ดีมีหลักว่าเป็นสิ่งที่บัณฑิตหรือผู้ความคิดพากันสรรเสริญ ใครประพฤติปฏิบัติเข้าแล้ว นำมาซึ่งผลคือ ความสุข สิ่งชั่วตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวง ผู้รู้ไม่สรรเสริญ ทำแล้วนำมาซึ่งทุกข์ และบัญญัติสิ่งที่สัตว์ไม่ปรารถนาว่าเป็นความทุกข์ แม้จะมีสิ่งบางสิ่งที่วินิจฉัยยากกว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว หรือถึงกับในที่บางแห่งท่านจัดเป็นสิ่งที่ยังไม่ถึงขีดดีขีดชั่ว ไม่จัดเป็นสิ่งชั่วอีกประการหนึ่งก็ตาม ถ้าเราจะสังเกตข้อนี้ให้ดีก็จะพบได้ว่าเรายังอาจที่จะจัดสิ่งนั้นๆในโลกนี้ว่าดีหรือชั่วได้อยู่นั่นเอง โดยอาศัยหลักแห่งพระอภิธรรมที่มีอยู่ว่า สิ่งใดมีมูลอันเดียวกับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งนั้นก็จัดไว้เป็นฝ่ายที่ไม่ดีแม้ว่าสิ่งนั้นๆในขณะนี้โลกยังไม่ได้ให้ความหมายอันชัดเจนว่ามันเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่วก็ตาม
ถ้าจะกล่าวตามหลักของฝ่ายธรรมะก็อาจใช้หลักที่เด็ดขาดที่สุดอันหนึ่งมาตัดสิน คือว่าสังขารเหล่าใด ใส่ความทุกข์ ให้แก่สัตว์ มีราคะโทสะ โมหะเป็นมูล สังขารพวกนั้นโลกบัญญัติว่าไม่ดี สังขารเหล่าใด ไม่ใส่ทุกข์ ให้แก่สัตว์มีราคะโทสะ โมหะ เป็นมูล สังขารเหล่านั้นโลกบัญญัติว่า ดี หรือกล่าวอย่างสั้นๆที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ก็อาจกล่าวได้ว่า สิ่งใดเป็นผลสืบเนื่องมาแต่อวิชชาสิ่งนั้นไม่ดี ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจหรือไร้ชีวิตจิตใจก็ตาม สิ่งใดเป็นผลสืบเนื่องมาแต่วิชชาสิ่งนั้นดี เท่าที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้พอจะให้เกิดความเข้าใจได้ว่า สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เป็นวิสัยโลกหรอที่มนุษย์รู้จักดีนั้นอาจที่จะแบ่งได้เป็นสองประเภท คือสิ่งที่ดีและไม่ดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจสงเคราะห์ได้ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยยึดหลักที่ว่ามันเป็นผลสืบเนื่องมาแต่เหตุอะไร ยกเสียแต่พระนิพพานเท่านั้นที่เป็นสิ่งไม่มีเหตุ เป็นสิ่งเหนือที่โลกไม่อาจกล่าวแยกเป็นฝ่ายไหน จึงต้องกล่าวว่าเป็นอัพยากฤต คือกล่าวไม่ได้ว่าอะไร.
ข้อนี้ พระนิพพานเป็นสิ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไรนี้ ควรจะพินิจพิจารณากันโดยละเอียดคือว่า อาจมีคนแย้งขึ้นว่าเมื่อมีเสียงหรือศัพท์เรียกพระนิพพาน ว่านิพพานอยู่ดังนี้แล้ว ก็ควรจะกล่าวได้ว่าเป็นพระนิพพานนะซิ จะมัวไปคิดว่ากล่าวอะไรไม่ได้ไปทำไม่ - -
สภาพอันหนึ่ง ซึ่งเป็นอยู่ได้เอง ซึ่งเราสมมติเรียกกันโดยชื่อต่างๆ และชื่อที่เรียกกันมากที่สุดก็คือชื่อว่านิพพาน นั้นได้รับนามชื่อนั้นๆ มาจากการที่ตัวสภาพนั้นเป็นของยากที่จะกล่าวลงไปได้ว่าอะไรนั้นเอง คำว่า นิพพาน(ซึ่งแปลว่า ดับสนิท) ก็ดี คำว่า สัพพสังขาร สมถะ (ซึ่งแปลว่า เป็นที่ระงับของสังขารทั้งปวง) ก็ดี คำว่า สัพพปธิปฏินิสสัคคะ (เป็นที่สลัดเสียซึ่งอุปธิทั้งปวง) ก็ดี คำว่า วิมุตติ (หลุดพ้น) ก็ดี คำว่า อนาลยะ (ไม่เป็นอาลัยคือที่หมดอาลัย ) ก็ดี คำว่าวิราคะ (ย้อมไม่ติด ก็ดี คำว่า นิโรธ (ดับไม่เหลือ) ก็ดี ฯลฯ และอื่นๆ อีกมากเหล่านี้ล้วนถูกสมมติให้เป็นชื่อของสภาพอันนั้นตามแต่ว่าการสมมติคำนั้นๆ จะสมมติ เพราะมองดูโดยแง่ไหน คือแง่กิริยาอาการ หรือแง่ลักษณะแล่คุณสมบัติเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่สมมติให้ เพราะจนปัญญาไม่รู้จะเรียกนามตรงๆ ลงไปว่าอะไรทั้งนั้น แม้ว่าคำเหล่านี้จะเป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ซึ่งทุกคำล้วนแต่หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันทั่วไปว่า นิพพานก็ตาม ก็ยังเป็นคำที่พระองค์ทรงสมมติขึ้น เพื่อใช้ในการพูดจากับชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกที่เป็นสาวกพอที่จะเข้าใจพระนิพพานได้บ้างในเบื้องต้น มิฉะนั้นสภาพที่ตามความจริงเราไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไรที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ผู้อ่านเสียเลย ครั้นสาวกนั้นๆ เกิดความเชื่อในเบื้องต้นแล้วปฏิบัติตามยิ่งรู้สภาพอันนั้นมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งปฏิบัติสูงขึ้นแรงขึ้นเป็นลำดับ จนรู้จักพระนิพพานได้เองว่าเป็นอะไร และแล้วก็จนปัญญาอย่างเดียวกันอีก ในการที่จะกล่าวกับชาวโลกว่าพระนิพพานนั้นเป็นอะไรแน่ นอกจากนามที่สมมติเหล่านั้น
ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ควรจะสรุปความได้แล้วว่าเมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิง สิ่งทั้งหลายทั้งที่มนุษย์รู้จักมีเพียงสองประเภทเท่านั้นคือ ประเภทที่เป็นโลก และที่พ้นไปจากโลก
สิ่งที่เป็น โลภ หรือ วิสัยโลก นั้น สรุปได้ด้วยคำเพียงสองคำ คือ ดี และชั่ว สิ่งที่ดีและชั่วรวมกันนั่นแหละเรียกว่าโลก ว่าโลกียะ หรือฝักฝ่ายของโลกเพราะว่าความดีและความชั่วมีแต่ในโลกนี้ หรือหาพบแต่ในโลกนี้เท่านั้น เมื่อพ้นไปจากโลกนี้ ซึ่งเรียกว่าโลกุตตระ หรือเรียกอย่างศัพท์สากลปรัชญาว่า อัลตรา มันเดน ( Ultra mundand) แล้ว จะไม่มีความดี ความชั่วเหลืออีกเลยเป็นอันขาด เพราะว่าในที่นั้นไม่มีฐานที่ตั้ง ไม่มีสิ่งรองรับสำหรับความดีความชั่ว คือไม่มีความยึดถือในความดี ความชั่ว โดยความเป็นสิ่งที่ปรารถนาและไม่ปรารถนา มันจึงเป็นที่ละลายของสังขารทุกๆ ประการ ความดีความชั่วนี้เป็นสังขารคือเป็นสิ่งที่มีอะไรปรุงแต่งขึ้นชั่วคราว สิ่งที่ปรุงแต่งนั้นก็ล้วนแต่เป็นสังขารด้วยกัน ปรุงทะยอยกันขึ้นมาเป็นลำดับ รึงรัดทรงตัวกันอยู่ได้ ชั่วเวลาที่มีความอยากความต้องการ
ในโลกุตตรภูมิ ไม่มีความต้องการเพราะได้มองเห็นความเหลวแหลกหลอกลวงของความดีความชั่วนั้นเสียแล้ว สังขารเหล่านี้จึงต้องแตกสลายเมื่อขึ้นไปถึงเขตนั้น ความยุ่งยากจึงไม่มี มีแต่ความสงบ
ส่วนในโลกนี้ ชอบใจสิ่งใดก็ถือกันว่าดีว่าสุขหรือยกขึ้นชั้นประเสริฐ ไม่ชอบใจสิ่งใดก็ประณามว่าเป็นทุกข์ ไม่มีค่า ไม่มีราคา ทั้งๆ ที่ความดีและความชั่วล้วนแต่เป็นของมายา อ่อนแอ ไร้ตัวตน ด้วยกันทั้งสองอย่างดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมจะเห็นได้ว่าความคิดหรือความรุ้กระทั่งความต้องการของผู้มีจิตใจจมอยู่ในโลกียภูมินั้น ได้ถูกจำกัดเขตไว้ในกรงบวงอันแคบที่สุดเพียงไร เมื่อรู้เห็นสิ่งต่างๆ แต่ในวงแคบ ก็ถูกโมหะหรืออวิชชาทำให้ใจผิดเอาได้มากๆ หรือทั้งหมดเลยที่เดียว ซึ่งถ้าหากว่าปัญญาของเขาไม่ถูกกักขังอยู่ในวงอันจำกัดเช่นนั้นแล้ว ก็คงจะรู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่ว ผิดหรือชอบ สุขหรือทุกข์ได้ถูกต้องยิ่งกว่านั้นกล่าวคือรู้จักโลกนี้ได้ทั้งหมดโดยความเป็นของอย่างเดียวกัน แล้วข้ามไปรู้จักที่ตรงกันข้ามกับโลกนี้ คือโลกุตระได้ด้วย ไม่มัวงมหาสิ่งตรงกันข้ามอยู่แต่ในโลกด้านเดียวซึ่งจะหาไม่พบ และหลงผิดจนสร้างกรงแห่งความดีความชั่วกักขังตัวเอง
สำหรับสิ่งที่เป็นโลกุตตระนั้น แตกต่างตรงกันข้ามจากโลกโดยประการทั้งปวง หรือเป็นฝ่ายที่ภาษาของโลกโดยประการทั้งปวง หรือเป็นฝ่ายที่ภาษาของโลกไม่มีสำหรับเรียกว่าอะไรนั่นเอง ทำไมจึงกล่าว่าไม่มี ข้อนี้เพราะเหตุว่าภาษาที่โลกบัญญัติขึ้นใช้นั้นบัญญัติใช้กับสิ่งต่างๆ ตามที่โลกรู้จัก คือเข้าใจความหมายของสิ่งนั้นดี เมื่อโลกไม่รู้จักสิ่งที่พ้นไปจากโลก ก็ย่อมไม่รู้ความหมายอันแท้จริงของโลกุตตระนั้น จึงไม่ได้บัญญัติชื่อนี้ขึ้น หรือถึงกับไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยซ้ำไป นี้ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่โลกไม่รู้จักโลกุตตระหรือนิพพาน แต่ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนตรงตัวยิ่งขึ้นอีกก็คือว่าพระนิพพานเป็นความพ้นไปจากทุกๆสิ่ง เป็นข้อที่ความรู้สึกของจิตใจหมดปัญญา หมดความสามารถที่จะเรียกว่าเป็นอะไรได้ เพราะถ้าจะเรียกว่าสุขหรือยอดสุขตามความหมายโลกก็ผิดอย่างยิ่งและเป็นการนึกเดาเอามากกว่า ถึงแม้จะมีคำกล่าวที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง โดยอาศัยพระพุทธภาษิตที่ว่า “ นิพพานํ ปรมํ สุขํ” อันดูเหมือนจะเป็นการยินยันอยู่โดยประจักษ์ชัดก็ตาม นั่นก็ควรจะทราบได้โดยไม่มีข้อแย้งข้อเถียงอีกว่า ได้ยืมเอาภาษาของโลกมาใช้โดยเหตุที่ว่า ในฝ่ายโลกุตตระไม่มีภาษาที่มนุษย์บัญญัติขึ้นใช้เกี่ยวกับการนี้ แม้แต่ผู้ที่กำลังซึมซาบในพระนิพพานอยู่ปรากฏว่าบรรยายสิ่งที่ตนกำลังซึมซาบนั้นเป็นคำพูดออกมาไม่ได้ พระโยคีผู้ค้นคว้าสิ่งที่สูงไปจากโลกนั้น ได้พบและมีความรู้สึกในสิ่งๆหนึ่ง อันนอกเหนือวิสัยที่โลกจะเคยรู้จักและเรียกได้ว่าชื่ออะไรแน่ด้วยเหตุนี้โยคีผู้นั้นก็เลยจนหรือจำนนต่อภาษาที่จะใช้เรียกสิ่งนั้นว่าอะไร จึงเป็นเหตุให้ต้องยืมภาษาของโลกคำที่มีอยู่ก่อนๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาใช้อย่างขอไปที่ จึงเกิดมีการยืมคำว่า “ นิพพาน” ซึ่งที่แท้เป็นนามศัพท์ของการดับที่ดับสงบเย็นลงไป เช่น เทียนดับ ไฟดับ เป็นต้น มาเป็นชื่อของสภาพอันหนึ่งซึ่งพระโยคีนั่นเพิ่งค้นพบ อันเราหมายถึงสิ่งนั้นหรือสภาพนั้นด้วยคำว่า“พระนิพพาน”กันนั้นเอง ทั้งนี้พอให้เป็นเค้าเงื่อนให้โลกหรือผู้ฟังสืบสาวความหมายไปได้ เพราะโลกรู้จักความร้อนหรือความทุกข์อยู่บ้างแล้ว.
แท้จริงนั้น ไม่มีอัตตา ที่ยกมาถกเถียงว่านิพพานเป็นอัตตาหรือไม่ ?
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้หลายคนถกเถียงหรือคิดหาทางให้นิพพานเป็นอัตตา / ตัวตน ก็เพราะไม่เข้าใจความหมายของ คำว่า “ อัตตา” โดยหลงคิดไปว่า ถ้านิพพานเป็นอนัตตา/ ไม่เป็นอัตตา นิพพานก็จะเป็นความสูญ ไม่มีอะไร
ความคิดเห็นว่านิพพานเป็นความขาดสูญ หรือความไม่มีนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิร้ายแรงอย่างหนึ่ง เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ/ เห็นว่าอัตตาหายสิ้นไป) เป็นความเห็นสุดโต่ง ตรงข้ามกับสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง/ เห็นว่ามีอัตตาที่ยั่งยืนตลอดไป)
เพื่อรวบรัด ขอทำความเข้าใจว่า
๑. สิ่งที่มี หรือสภาวะที่มีอยู่จริง ท่านเรียกว่า “ ธรรม” หรือ เรียกให้จำเพราะลงไปอีกว่า”สภาวธรรม” ซึ่งแยกออกเป็น ๒ อย่าง คือ
๑. ธรรม หรือสภาวธรรม ที่มีอยู่อย่างมีเงื่อนไข ขึ้นต่อเหตุปัจจัย เรียกว่า สังขตธรรม หรือสังขาร เช่น รูป เวทนา เป็นต้น (ขันธ์๕ )
๒. ธรรม หรือสภาวธรรม ที่มีอยู่ โดยไม่ขึ้นต่อเหตุปัจจัย เรียกว่า อสังขตธรรม หรือวิสังขาร ได้แก่นิพพาน
๒. สำหรับมนุษย์ปุถุชน จะมีความยึดถือขึ้นมาต่อธรรมหรือสภาวธรรมนั้น ว่าเป็น “ อัตตา/ ตัวตน (แยกกับตัวอื่น คนอื่นเป็นต้น) และ “ อัตตนิยะ/สิ่งที่เนื่องด้วยตน” (เช่น ทรัพย์สินของตน)
อัตตา / ตัวตน จึงเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นในจิตใจซ้อนบังสภาวธรรมอีกชั้นหนึ่ง แล้วมนุษย์ก็ยึดติดในภาพคืออัตตา/ ตัวตน แต่อัตตา / ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงในความยึดถือหรือทิฏฐิของคนเท่านั้นไม่มีอยู่จริง
ความยึดถือในภาพตัวตน/ อัตตานั้น เรียกว่า อัตตทิฏฐิ เมื่อมนุษย์มีอัตตทิฏฐิ เมื่อมนุษย์มีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา / ตัวตนแล้ว ภาพอัตตา/ ตัวตนนั้นก็จะกั้นบังเขาไม่ให้เห็นสภาวธรรม หรือเห็นบิดเบือนผิดเพี้ยนไป ทำให้คับแคบ อึดอัด ผูกมัด ไม่โปร่งโล่งเป็นอิสระเป็นที่มาของทุกข์ ทั้งทุกข์ในใจคน และทุกข์เนื่องจากการเบียดเบียนกันในสังคม
เมื่อมีอัตตทิฏฐิ ยึดติดอยู่กับภาพอัตตา/ ตัวตน ก็เป็นธรรมดาที่จะมองเห็นสภาวธรรม เรียกว่า ไม่เห็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรม/ สังขาร /ขันธ์ ๕ หรืออสังขตธรรม /วิสังขาร/ นิพาน ตามเป็นจริง หรือตามที่มันเป็น
แต่มนุษย์ปุถุชนรู้จักเพียงแค่สังขตธรรม / สังขาร / ขันธ์ ๕ ยังไม่รู้จักนิพพาน สิ่งที่เขาจะยึดถือเป็นอัตตา / ตัวตนไว้ ก็คือสังขตธรรม / สังขาร/ ขันธ์ ๕ เท่านั้น
เมื่อเขามองเห็นสังขาร/ ขันธ์ ๕ นั้นตามเป็นจริง อัตตทิฏฐิ/ ความยึดตัวตน ก็หมดไป พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า อัตตทิฏฐิ /ความยึดถืออัตตาถูกละหมดไป จึงมองเห็นธรรมตามที่มันเป็น
เมื่อมองเห็นธรรมตามเป็นจริง นอกจากมองเห็นสภาวธรรมที่เป็นสังขตะ/สังขาร /ขันธ์ ๕ ถูกต้องแล้ว ก็มองเห็นสภาวธรรมที่เรียกว่า นิพพาน ที่เป็นอสังขตะ/ วิสังขาร ด้วย
ละตัตตทิฏฐิ / ความยึดถืออัตตาได้ จึงมองเห็นนิพพาน หรือว่าจะมองเห็นนิพพานก็เมื่อละความยึดถืออัตตา/ ตัวตนแล้ว หรือว่าเมื่อลุนิพพาน ก็ไม่เหลืออัตตทิฏฐิ พูดเป็นสำนวนว่า ผู้บรรลุนิพพาน ไม่เห็นอัตตา ก็จึงเห็นแต่ธรรม หรือเพราะมองเห็นธรรม ก็ไม่( ว่ามี) อัตตา
เมื่อภาพอัตตา (ที่เคยสร้างขึ้นมายึดไว้เอง) ซึ่งบังธรรมไว้หายไป จึงมองเห็นธรรม ก็ไม่มีเรื่องอัตตา – ตัวตน ที่จะต้องมาพูดถึงกันอีก
เพราะฉะนั้น ว่ากันโดยแท้โดยจริง จึงไม่มีเรื่องอัตตาที่จะมาพูดถึงกันอีก ใจขั้นทีว่านิพพานเป็นอัตตาหรือไม่ (เพราะอัตตทิฏฐิ/ การยึดถืออัตตา มีอยู่กับปุถุชน ที่ยังวุ่นวายอยู่กับสังขาร –ขันธ์ ๕ พอละอัตตทิฏฐิในสังขารได้ เรื่องอัตตา/ ตัวตนหมด หรือเลิกไปแล้วก็แล้วสภาวธรรมแห่งนิพพาน
เมื่อยังยึดอัตตา (มีอัตตทิฏฐิ ) ก็ไม่เห็นนิพพาน พอเห็นคำว่า “ อัตตา / ตัวตน “ และคำอื่นๆ ในชุดนี้ทั้งหมด
สรุปความในทัศนะคติของหลวงพ่อพุทธทาส
สัมมาทิฏฐิชั้นต้นทำให้เกิดความเข้าใจถูกต้องในการแสวงหาประโยชน์ในโลกนี้จนกระทั่งรู้ว่าสิ่งที่ควรสนใจนั้นยังมีอยู่อีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากเรื่องของโลกได้แก่เรื่องของธรรมทำให้คนยกเท้าก้าวเข้าไปในวัด หรือในขอบวงของศาสนา
สัมมาทิฎฐิชั้นกลาง ทำให้รู้เรื่องประโยชน์ที่สูงขึ้นไปกว่าประโยชน์ในโลกนี้ กล่าวคือประโยชน์ในโลกนี้ กล่าวคือประโยชน์ตามทางธรรมะหรือประโยชน์เกี่ยวกับโลกอื่นที่สูงขึ้นไป ทำให้คนกล้าเสียสละประโยชน์ในโลกนี้ เพื่อเอาประโยชน์ในโลกที่ดีกว่า ทำให้คนรู้จักเสียสละความสุขทางเนื้อหนังเพื่อถือเอาความสุขทางใจ.
สัมมาทิฏฐิชั้นสูงสุด ทำให้รู้เรื่องซึ่งอยู่เหนือโลกหรือพ้นจากโลก หรือเหนือประโยชน์ทั้งหลาย ไม่ต้องการประโยชน์ใดจึงพ้นจากอำนาจบีบบังคับของสิ่งทั้งปวงเป็นความสงบอันสูงสุดที่เรียกว่านิพพาน
ความทุกข์ทุกชนิด ระงับไปได้ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิถึงกับถือเป็นหลังตายตัวลงไปว่า “สัมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุ” ดังกล่าวแล้ว. ความระส่ำระสายของโลกในปัจจุบันนี้ อาจระงับไปด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิแม้ที่เป็นชั้นต้นเท่านั้น ไม่ต้องเลิกบูชาความสุขทางเนื้อหนัง หันมาบูชาความสุขทางใจกันบ้าง อย่าเป็นโลกจัดโดยส่วนเดียวหมุนมาเป็นธรรมกันเสียบ้างแล้ว สันติภาพอันถาวรก็จะครอบงำโลกโดยไม่ต้องสงสัยเลย แต่อย่างไรก็ตาม สัมมาทิฏฐิชั้นสูงขึ้นไปเป็นรากฐานทำนองเดียงกันกับที่มิจฉาทิฏฐิชั้นหยาบๆ ย่อมมีมิจฉาทิฏฐิขั้นละเอียดคืออวิชชาเป็นรากฐานฉันนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงจำต้องศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิขึ้นไปถึงชั้นสูงด้วยเป็นธรรมดา
ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องสนใจนั้นอยู่ที่การทำจริง. ในบาลีนั้นใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิสมาทานา ซึ่งแปลว่า เพราะสมาทานสัมมาทิฎฐิ คำว่า สมาทานนี้แปลว่า “ ถือเอาอย่างทั่วถึงและเป็นอย่างดี” ข้อที่น่าวิตกก็คือ เราไม่ถือเอาสัมมาทิฎฐิกันอย่างทั่วถึงและอย่างดีนั่นเอง. พอมีอะไรมายั่วหน่อยเดียว ก็เอาสัมมาทิฏฐิไปเหวี่ยงซุกไว้ที่ไหนเสียแล้ว วิ่งออกรับสิ่งที่มายั่วอย่างกะว่าเป็นนิพพานเสียเอง ดังนี้จะเรียกว่าสมาทานสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร. สัมมาทิฏฐิก็อยู่แต่สัมมาทิฏฐิ คนก็อย่าแต่คนความสุขก็อยู่ความสงบสุข ไม่มีวันที่จะพบกันได้เลย
ในที่สุดนี้ ขอชักชวนให้ช่วยกันเพาะหว่านสัมมาทิฏฐิทเพื่อทำให้โลกให้สงบจากความระส่ำระสายอย่างในสภาพปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายเพียงสัมมาทิฏฐิในชั้นต่ำที่สุดเท่านั้น หวังว่าผู้ได้รับการชักชวนคงจะได้ท้อใจว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นเกินไปแต่ประการใด. ผู้ต้องประสงค์ความสงบอันสูงสุดคือพระนิพพานต่างหาก จึงจะได้รับคำชักชวนในเรื่องอันเกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิในชั้นสูง เมื่อสัมมาทิฏฐิสำหรับโลกๆ เป็นสัมมาทิฏฐิในชั้นต้นๆ เช่นนี้แล้ว มิจฉาทิฏฐิชั้นที่หยาบหรือชั้นต้นที่สุดนั่นเอง โดยเฉพาะก็คือการหลงบูชาความสุขทางเนื้อหนังยิ่งกว่าความสุขทางจิต. หรือบูชาวัตถุจนไม่เหลียวแลหัวใจหรือดวงใจเสียเลยนั่นเอง จึงไม่มีการย่างเท้าก้าวเข้ามาในขอบวงของวัดหรือศาสนาเลย /
ตอบในทัศนะของพระธรรมปิฏก
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า นิพพานเป็นอัตตาหรือไม่
หรือว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา / ไม่เป็นอัตตา
หรือพระไตรปิฏก (ตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ) ว่า นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา / ไม่เป็นอัตตา
สำหรับคำถามอย่างนี้ เรามีมาตรฐานไว้แล้ว ชาวพุทธแม้จะไม่มีความรู้อะไรมาก ก็ตอบตรงไปตรงมาอย่างพอดีกับความจริงได้อย่างมั่นใจว่า
(เท่าที่มีหลักฐานบอกไว้) พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็นอนัตตา/ ไม่เป็นอัตตา (หรือจะบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่านิพพานเป็นอัตตา ก็ได้)
หรือว่า พระไตรปิฏก (และคัมภีร์อรรถกถาเป็นต้น) สอนว่านิพพานเป็นอนัตตา / ไม่เป็นอัตตา
เมื่อจับหลักได้อย่างนี้แล้ว แม้แต่ถ้าถูกถามกว้างๆ ว่านิพพานเป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา” ชาวพุทธก็ตอบได้ ทั้งอย่างถูกต้องและอย่างใจกว้าง
บางท่านตอบว่า “ นิพพานเป็นเรื่องสูงมาก ฉันยังไม่รู้ ฉันยังไม่บรรลุ ฉันตอบไม่ได้” อย่างนี้ก็ไปสุดโต่งข้างหนึ่ง
บางท่านว่า “ พระไตรปิฏกบอกว่า นิพพานเป็นอัตตา” ก็กลายเป็นกล่าวตู่ บิดเบือน หรือปลอมปนพระธรรมวินัยไปเลย
การที่ชาวพุทธจะตอบคำถาม โดยเฉพาะในเรื่องลึกซึ้ง ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นกับตาเหมือนยกวัตถุมาตั้งให้ดู และถึงจะอวดว่าบรรลุ เขาก็ไม่อาจรู้ว่าเราบรรลุจริงหรือไม่ อย่างเรื่องนิพพานนี้พึงตอบโดยวิธีจำแนกแยกแยะอย่างน้อยเป็น ๒ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๑ แสดงหลักการหรือหลักฐานที่เป็นมาตรฐานกลางอย่างที่กล่าวข้างต้น เช่นบอกว่า พระพุทธศาสนาเถรวาท ถือว่านิพพานเป็นอนัตตา/ ไม่เป็นอัตตา ฯลฯ
ขั้นที่ ๒ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า สำหรับข้าพเจ้าคิดเห็นว่าอย่างนี้ๆ หรือว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้ยังไม่ได้บรรลุ จึงไม่ขอแสดงความคิดเห็น ฯลฯ
วิธีตอบแบบนี้ มีประโยชน์และเหตุผลหลายอย่าง เช่น
เราได้รักษาหลักการไว้ แต่ก็ไม่ได้ผูกขาดปิดความคิดเห็นของใคร เมื่อเราตอบอย่างนี้แล้ว ใครจะแสดงความคิดเห็นถกเถียงกันอย่างไร ก็แสดงไป
ถึงตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็นการถกเถียงทางปรัชญา ซึ่งเราจะร่วมวงถกเถียงด้วยก็ได้ หรืออาจบอกเขาว่า เราไม่ถนัดในการถกเถียง หรือจิตของเราไม่โน้มไปในทางปรัชญา จึงขอลาไป แต่เราก็ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว
เมื่อได้รักษาหลักการและหลักฐานไว้ชัดแล้ว ถึงใครจะถกเถียงกันไปอย่างไร หลักการนั้นก็จะไม่หายไป แต่ยังคงอยู่ให้คนอื่นๆ ได้ศึกษาพิจารณากันอีก โดยเฉพาะคนรุ่นหลังๆ ภายหน้าในบางยุคบางสมัยเขาอาจมีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเรา เขาอาจจะเข้าถึงและอธิบายได้ชัดเจนกว่า
แต่ถ้าเอาเพียงความคิดเห็นของเรา ไม่รักษาหลักฐานไว้ก็จะกลายเป็นว่า คนรุ่นเรามาใช้เสีรภาพของตนไปผูกขาดจำกัดเสรีภาพและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นหลังที่จะได้ศึกษาความจริง
เป็นการเคารพพระศาสดา ไม่ลบหลู่พระไตรปิฏกและคัมภีร์ทั้งหลายที่ท่านถือกันมาเป็นมาตรฐาน แต่ก็ไม่ใช่ติดคัมภีร์และไม่ได้เอาพระไตรปิฏกเป็นต้นมาผูกขาดปิดกั้นความคิดเห็นของใคร แม้ว่าใครจะไม่เห็นด้วย ก็ว่าไป แต่แยกกันให้ชัดว่าหลักฐานว่าอย่างไร และใครเห็นว่าอย่างไร อันไหนเป็นหลักการที่วางไว้อันไหนเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ว่าที่จริง คัมภีร์ทั้งหลายนั้น ก็เหมือนครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วท่านไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาพูดแสดงความเห็น การที่เราสำรวจมติของท่านบันทึกไว้ ก็เหมือนกับไปเชิญท่านมาพูดให้เราฟังด้วยเป็นทั้งการรู้จักใช้ประโยชน์จากความรู้ของทาน และเป็นการให้โอกาสแก่ท่านที่จะมาร่วมพูดหรือถกเถียงกับเรา
แม้ว่าผู้ตอบจะยังไม่รู้หรือยังไม่บรรลุธรรมนั้น ก็ตอบได้ถูกต้องและสามารถทำประโยชน์แต่ผู้อื่น เท่ากับทำหน้าที่สื่อธรรมให้แก่เขาให้เขานำไปศึกษาพิจารณา เหมือนอย่างพระภิกษุสามเณรทั่วไปถึงจะยังไม่บรรลุนิพพาน ก็ตอบอย่างนี้ได้ ช่วยประชาชนได้แม้แต่ในเรื่องที่ตนเองยังไม่รู้แจ้ง (แต่ต้องบอกไปตรงๆ ตามหลักฐาน) ทั้งไม่เป็นการอวดอ้างตนเองว่าบรรลุ และไม่เป็นการตั้งตัวเป็นผู้วินิสัยนิพพาน
ฝ่ายผู้ฟังเขาก็ไม่ได้ฟังเราในฐานะเป็นศาสดา แต่ฟังในฐานะที่เราช่วยนำคำสอนของพระศาสดามาสื่อหรือถ่ายทอดให้เขาช่วยเขาในการศึกษาปฏิบัต หรือแม้แต่ร่วมก้าวไปด้วยกันกับเขาในการศึกษาปฏิบัตินั้น
เป็นการแสดงข้อมูลความรู้ที่ชัดเจน เป็นลำดับ ไม่สับสนอย่างที่เรียกว่า “ ไม่ปนกันมั่ว” อีกทั้งซื่อสัตว์ ตรงไปตรงมา พอดีๆ ไม่ผูกขาดหรือปิดกั้นจำกัดใคร เช่น แยกได้ว่า อันไหนตรงไหนเป็นหลักการหรือหลักฐาน อันไหนเป็นการตีความ อันไหนเป็นความคิดเห็น หรือเป็นประสบการณ์ส่วนตัว อันไหนเป็นของพระพุทธศาสนาเถรวาท อันไหนเป็นของนิกายอื่นนิกายใด หรือเป็นลัทธิภายนอกที่ไหน ฯลฯ
เรื่องหลักการของพระพุทธศาสนาถือว่านิพพานเป็นอนัตตา ไม่เป็นอัตตา หรือว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่านิพพานเป็นอัตตาเห็นควรยุติเพียงนี้ก่อนฯ
หนังสือประกอบการเรียบเรียง
พระธรรมปิฏก (ประยุทธ ปยุตฺโต) นิพพาน - อนัตตา มูลนิธิพุทธธรรม กรุงเทพฯ ๒๕๓๗
พุทธทาสภิกขุ พุทธธรรม, ตัวกู ของกู สุวิชานนท์ กรุงเทพฯ ๒๕๑๖
ผ.ศ อมร เพชรนิล พุทธปรัชญาเบื้องต้น โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๑๙
แผนกวิชาการ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระพุทธเจ้าสอนอะไร กรุงสยามการพิมพ์ ๒๕๑๙,