การพัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะประกอบวีดิทัศน์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
วรัญญา เจะกา
ครูชำนาญการ
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะประกอบวีดิทัศน์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๒
วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวิดีทัศน์
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะประกอบวีดิทัศน์ประกอบการจัดกิจกรรม การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง
โดยดำเนินการตามแผนการทดลองแบบ
Non-Randomized Control Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนห้อง
4/1 ของโรงเรียนเทศบาล
๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี จำนวน 1 ห้องเรียน
รวมนักเรียนทั้งสิ้น จำนวน 29 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่
1 ปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้
วิชาภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 18 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ 1 ชั่วโมง
เวลา 18 ชั่วโมงแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 9 ชุด วีดิทัศน์เรื่อง
การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 9 ชุดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น
จำนวน 30 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.
ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบ
วีดิทัศน์
รายวิชาภาษาอังกฤษ 14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ
85.18/87.82 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (E1/E2=80/80)
2.
ผลสัมฤทธิ์จากการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ 14101
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
บทนำ
ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาสากลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารในทุกอาชีพ
ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการติดต่อสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษย่อมได้เปรียบ
ทำให้สถาบันทางการศึกษาต้องเพิ่มความสำคัญในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
ภาษาอังกฤษนับเป็นภาษาต่างประเทศที่มีความสำคัญ และเผยแพร่มากที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าทุกประเทศในโลกเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษจึงสามารถเข้าใจความคิด
ทัศนคติ วัฒนธรรมของชนชาติอื่น ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ
และความเคลื่อนไหวของโลกทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้เป็นอย่างดี สำหรับประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นความจำเป็นของการปรับปรุงหลักสูตร
และกระบวนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
เพื่อพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในการติดต่อสื่อสารและรับสารที่เป็นภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
มีพื้นฐานภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการศึกษาต่อ หรือในอาชีพของตน (กรมวิชาการ, 2542) ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน
ในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) ในปัจจุบัน มุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะคือ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่านและทักษะการเขียน
ในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ผู้สอนควรจัดให้มีความสัมพันธ์กันทั้ง
4 ทักษะ โดยแบ่งกลุ่มทักษะได้ 2 กลุ่ม
คือ กลุ่มทักษะรับสาร ได้แก่
ทักษะการฟังและการอ่าน
อีกกลุ่มหนึ่งคือทักษะส่งสาร ได้แก่
ทักษะการพูดและการเขียน นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะทั้ง 2 กลุ่ม โดยสัมพันธ์กัน
สำหรับทักษะการเขียน (สุภาณี ชินวงศ์, 2543 : 9-10) กล่าวว่า
การเขียนเป็นทักษะที่ยากสำหรับนักเรียนเนื่องจากเป็นทักษะที่มีกระบวนการซับซ้อนเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝน
เรียนรู้จากประสบการณ์ อย่างไรก็ตามการฝึกทักษะการเขียน
สามารถช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาด้านอื่นๆด้วย
และช่วยสนับสนุนทักษะการพูด
เนื่องจากทักษะทั้งสองทักษะเป็นทักษะการผลิตภาษาออกมาเช่นเดียวกันกับทักษะการอ่านและการฟังที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน
เพราะเป็นทักษะด้านการรับรู้เหมือนกัน
ดังนั้นการเขียนจึงเป็นทักษะที่ยากที่สุดและควรเป็นทักษะที่นักเรียนต้องได้รับการฝึกฝน
สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ (2540, 43) เสนอแนะแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนภาษาอังกฤษไว้ว่า
นักเรียนควรมีโอกาสใช้ภาษาที่ถูกต้องเท่าที่จะทำได้ ผู้สอนควรนำรายการโทรทัศน์หรือวิดีโอเทป
ซึ่งต่อมาเรียกว่า วีดิทัศน์ มาเป็นแบบของการสื่อสารทั้งแบบใช้คำพูดและไม่ใช้คำพูด
ให้นักเรียนลอกเลียนกลวิธีในการสื่อสาร เป็นการสร้างแรงจูงใจของนักเรียน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนภาษาต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแรงจูงใจภายใน
เนื่องจากเป็นความรู้สึกของนักเรียนที่เกิดความอยากเรียน
เพื่อต้องการใช้ภาษาในการสื่อสารกับคนต่างชาติ
อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้เกิดความมุ่งมั่นและเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนพยายามเรียนรู้จนประสบผลสำเร็จ
ซึ่งสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ
เป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจภายในของนักเรียนได้ดี ในปัจจุบันสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ
มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศทุกด้านโดยเฉพาะด้านการศึกษา เทคโนโลยีและสื่อด้านโสตทัศนศึกษาจะช่วยกระตุ้นความสนใจส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในเนื้อหาวิชาต่างๆ
ได้สะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วีดิทัศน์
เป็นสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่อยู่ในประเภทภาพเคลื่อนไหว (Motion
Picture) ซึ่งแสดงให้เห็นจินตนาการหรือเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวได้ทั้งในลักษณะที่เป็นสี
หรือภาพขาวดำ ถ่ายทำจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
หรือจากภาพกราฟิกต่างๆที่จัดทำขึ้น
เป็นสื่อที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวาง
สามารถบันทึกและเปิดชมได้ทันทีทันใดและสามารถเสนอภาพและเสียงจากสื่ออื่นๆ
ที่ใช้ในสถานการณ์การเรียนการสอน เช่น แผนภูมิ สไลด์ ภาพยนตร์ เสียงประกอบ เป็นต้น
อีกทั้งยังสามารถตัดต่อแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาได้ทันสมัยอยู่เสมอ
หรือนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการเสนอกับผู้ชมกลุ่มใหม่ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ วีดิทัศน์
ได้เข้ามามีบทบาทในการให้ความบันเทิง ความรู้ ข่าวสารแก่ประชาชน
องค์กรและสถาบันต่างๆได้ให้ความสนใจวีดิทัศน์มากยิ่งขึ้น ตามสถาบันต่างๆได้นำเอาวีดิทัศน์มาใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน
นอกจากนี้ วีดิทัศน์ยังสามารถให้ความรู้ที่ไม่สามารถเรียนในชั้นเรียนได้ด้วย
ซึ่งสอดคล้องกับหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญ (2541) ที่กล่าวว่า
วีดิทัศน์เป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพที่เป็นจริง ชัดเจน รวดเร็ว
และเกิดความรู้สึกที่ดี สนุกกับการเรียน รวมทั้ง การให้โอกาสในการพัฒนาคุณลักษณะ “มองไกล คิดไกล ใฝ่รู้” และนำไปใช้ได้จริง
จากประสบการณ์ที่ผู้ศึกษาได้สอนภาษาอังกฤษมานานกว่า
30 ปี และได้วิเคราะห์นักเรียนเป็นรายบุคคล
โดยให้นักเรียนสอบวัดผลสัมฤทธิ์ภาษาอังกฤษ พบว่านักเรียนส่วนมาก ไม่สามารถอ่านและบอกความหมายประโยคหรือคำศัพท์ได้ เพื่อยืนยันผลดังกล่าว ผู้ศึกษาได้จัดทำเครื่องมือทดสอบคำศัพท์ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) ซึ่งรวบรวมมาจากเอกสาร ตำรา
ที่ใช้ในการประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จำนวน 20 คำ
โดยการทดสอบอ่าน การสะกด
การบอกความหมายและเขียนเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับคำศัพท์ดังกล่าว
จากการประเมินพบว่าผู้เรียน จำนวน 29 คน อ่านและเขียนคำศัพท์ได้เฉลี่ย
คนละ8 คำ หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ปัญหาดังกล่าวหากปล่อยไว้จะเป็นอุปสรรคในการเรียนในชั้นที่สูงขึ้น
ประกอบกับผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
โดยเฉลี่ยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษร้อยละ 40.56 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์
ที่ไม่น่าพอใจ
เมื่อศึกษาสภาพแล้วพบว่าปัญหาที่สำคัญ
คือนักเรียนขาดความสามารถในการเขียนคำศัพท์หรือความสามารถในการถ่ายทอดความหมายของคำศัพท์ออกมาเป็นตัวหนังสือให้ผู้รับเข้าใจจุดประสงค์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร
จากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว
ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษและจากการศึกษาพบว่า
วีดิทัศน์เป็นสื่อที่เหมาะสมอีกประเภทหนึ่ง
เนื่องจากวิดิทัศน์เป็นสื่อที่สามารถนำเสนอได้ทั้งภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน
สามารถหยุดเสียงและภาพให้ช้าลงและเร่งให้เร็วขึ้นได้ เป็นสื่อที่สร้างอารมณ์แก่ผู้เรียน
ซึ่งเป็นการจำลองของจริง เหตุการณ์ สถานการณ์ บุคคล บนจอภาพ
นำเสนอข้อมูลที่ทันสมัยเป็นการจูงใจในลักษณะพิเศษสามารถสร้างจินตนาการแก่นักเรียนได้ดี
สามารถดึงดูดความสนใจให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับภาพที่เคลื่อนไหว
ให้ความบันเทิงที่หลากหลาย ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษสนุกสนานมากขึ้น
มีบรรยากาศในชั้นเรียนที่ผ่อนคลาย มีความวิตกกังวลน้อย
ก่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเห็นว่าควรจะทำการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะประกอบ
วีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
4 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นการลดปัญหาเกี่ยวกับการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษและช่วยพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดีขึ้น
อันจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษสูงขึ้น
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษต่อไป
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวิดีทัศน์
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์ประกอบ การจัดกิจกรรม
สมมุติฐานการศึกษา
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวิดีทัศน์
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ขอบเขตของการศึกษา
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร
เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
ของโรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี
จำนวน 3 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 86 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนห้อง 4/1 ของโรงเรียนเทศบาล
๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีจำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น จำนวน 29 คน
ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
2. ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรสำหรับการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแปร 2 ประเภท คือ
2.1
ตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ)
(Independent Variables )
ได้แก่
การสอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
2.2
ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่
2.2.1
ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4
ที่เรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
3.
เนื้อหา
เนื้อหาที่นำมาสร้างเป็นสื่อนวัตกรรมแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
นำมาจากเนื้อหารายวิชาภาษาอังกฤษ 14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ประกอบด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จำนวน 9
ชุด โดยมีเนื้อหาดังนี้
|
Unit |
ชื่อหน่วย |
ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้ |
เวลา |
|
1 |
About Me |
My Body |
120 นาที |
|
2 |
My Party |
Food |
120 นาที |
|
3 |
Let’s |
Vegetables |
120 นาที |
|
4 |
Let’s |
Fruits |
120 นาที |
|
5 |
My |
Clothes |
120 นาที |
|
6 |
Life |
Things |
120 นาที |
|
7 |
Travel |
Animals |
120 นาที |
|
8 |
Travel |
Occupations |
120 นาที |
|
9 |
Travel |
Places |
120 นาที |
4.
ระยะเวลาในการวิจัย
ใช้ระยะเวลาในการทดลองสอน
จำนวน 18 ชั่วโมง โดยทำการสอนสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง
ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
นิยามศัพท์เฉพาะ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
ผู้ศึกษาจึงได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะของการศึกษาไว้ดังนี้
1.
แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวิดีทัศน์
หมายถึง ชุดแบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ
มุ่งฝึกทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษและเน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ
กิจกรรมในแต่ละแบบฝึกประกอบด้วยกิจกรรมย่อยๆ
2.ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวิดีทัศน์
หมายถึง
เกณฑ์ที่ใช้กำหนดประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใช้เกณฑ์
80/80 จากผลคะแนนระหว่างเรียน (E1) และผลคะแนนหลังเรียน (E2) ซึ่งหมายความดังนี้
80 ตัวแรก
หมายถึง คะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดและกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียน
โดยคิดเป็นค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
80
ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยที่ได้จากแบบทดสอบรายข้อของแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียน
โดยคิดเป็นค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
3.
ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียน
จำนวน 30 ข้อ
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
หมายถึง แบบทดสอบ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น
จำนวน 30 ข้อ เพื่อใช้ในการทดสอบนักเรียนหลังจากเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ประกอบวีดิทัศน์
5. นักเรียน หมายถึง
นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี
จังหวัดปัตตานี
6. โรงเรียน หมายถึง
โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 18 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนละ 1 ชั่วโมง เวลา 18
ชั่วโมง
4.2
แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ประกอบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 9 ชุด
4.3 วีดิทัศน์เรื่อง การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 9 ชุด
4.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
วิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ
การเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้
การศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งใช้แบบแผน
การวิจัยแบบ Non-Randomized
Control Group Pretest-Posttest Design ผู้ศึกษาดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยดำเนินการทดลองตามขั้นตอน
ดังนี้
6.1 ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการทดลองครั้งนี้จำนวน 29 คน
ซึ่งกำลังศึกษาในภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียน
6.2 ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 4/1 ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง
6.3 หลังจากที่ดำเนินการใช้ แผนการจัดการเรียนรู้
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
เสร็จสิ้นลงแล้วจึงทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังเรียน
6.4 นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ
เพื่อนำมาสรุปตามวัตถุประสงค์
การวิเคราะห์ข้อมูล
ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ
ดังต่อไปนี้
7.1
วิเคราะห์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังการเรียนจากแผนการจัดการเรียนรู้
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r)
ค่าความเที่ยงตรง โดยใช้โปรแกรม SPSS
7.2 วิเคราะห์คะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์ก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการหาค่าร้อยละ
(%)ค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
7.3 ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
จากคะแนนการทำแบบฝึกหัดในแบบฝึกทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
และคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเขียน จำนวน 30 ข้อ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
โดยใช้สูตรการหา E1/E2
7.4
ศึกษาความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
โดยใช้สถิติพื้นฐานคือ ค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัย
1.
ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบ
วีดิทัศน์
รายวิชาภาษาอังกฤษ 14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ
85.18/87.82 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (E1/E2=80/80)
2.
ผลสัมฤทธิ์จากการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ 14101
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
การอภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง
การพัฒนาความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะประกอบวีดิทัศน์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดตานีนรสโมสร
สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ผลปรากฏสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้
2 ประเด็น และผลการทดลองเป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 และ 2 อาจมีผลดังนี้
1.
ด้านประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษ 14101 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
4 ที่ผู้ศึกษาได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างในปีการศึกษา 2552 ในภาพรวม มีประสิทธิภาพ 85.18/87.82
ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน 80/80 น่าจะมีสาเหตุเนื่องจากแบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้นได้สร้างอย่างมีระบบ
มีขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษากระบวนการในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
การวิเคราะห์จุดประสงค์และรายละเอียดของเนื้อหาเพื่อนำมาวางแผน
แบ่งเนื้อหาและเวลาของแบบฝึก
นอกจากนี้แล้วแบบฝึกเสริมทักษะยังได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและการใช้ภาษาจากผู้เชี่ยวชาญ
และผ่านการทดลองใช้กับนักเรียนมาแล้ว ทำให้แบบฝึกเสริมทักษะนี้ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พอสรุปได้ว่า
แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีควรได้รับการประเมินตรวจสอบทั้งจากผู้เชี่ยวชาญและจากการทดลองก่อนนำไปใช้ เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงจนแน่ใจว่าเมื่อนำไปใช้แล้วจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโสภณ นุ่มทอง (2540 :
82) ที่กล่าวว่า สื่อที่ผลิตขึ้นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน
ไม่ว่าจะเป็นชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูปหรือชุดฝึก
ควรจะได้รับการประเมินตรวจสอบประสิทธิภาพของสื่อว่าเหมาะสมที่จะนำไปใช้ต่อไปหรือไม่ หรือสื่อนี้จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่อย่างไร
จากการนำแบบฝึกเสริมทักษะไปทดลองใช้กับนักเรียนพบว่า
นักเรียนมีความสามารถในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากแบบฝึกเสริมทักษะ
มีขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสมกับการฝึกทักษะการเขียนและสอดคล้องกับระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน
คือ ในขั้นเริ่มฝึก
การเขียนคำศัพท์ที่ใช้ควรเป็นคำศัพท์ที่ผู้เรียนรู้จักคุ้นเคยตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่
1 2 และ 3
พร้อมทั้งมีภาพประกอบคำศัพท์ที่น่าสนใจและเป็นไปตามลำดับความยากง่าย จึงดึงดูดความสนใจของผู้เรียน
ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่สับสน
ในขั้นฝึกใช้ภาษาที่ถูกต้องและสื่อความหมายได้
ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น
ครูผู้สอนได้เตรียมตัวพร้อมและทำตามขั้นตอนทุกประการ คือ
อธิบายคำสั่งในแต่ละแบบฝึกเสริมทักษะให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างละเอียด พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบด้วยทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนทำได้ถูกต้อง
ในระหว่างดำเนินกิจกรรมครูผู้สอนเป็นผู้ดำเนินกิจกรรม คอยดูแลให้ความช่วยเหลือ
ให้กำลังใจและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำแบบฝึกเสริมทักษะและปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรู้และความสนุกสนาน
โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการเรียนการสอน
ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการพัฒนาด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
2. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากผลการศึกษาที่พบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนการทดสอบของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้จากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของวิไล ศุภผล
(2553 )
ซึ่งพบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ
สุรางค์ สายอุดม (2541)
ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ปรากฏว่า นักเรียนมีความรู้และความสามารถด้านการเขียนสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ เมื่อผลการทดสอบความก้าวหน้าของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า
นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ซึ่งในการใช้สื่อนวัตกรรมแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษประกอบวีดิทัศน์
มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า
ประการที่ 1 แบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
สอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอน
นอกจากนี้แบบฝึกเสริมทักษะยังได้รับการแก้ไข ปรับปรุงมาแล้วเป็นอย่างดี
ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและยังผ่านการทดลองมาแล้วกับนักเรียน
ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อนันตพร ภูสอดเงิน (2542 : 34-58)
ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า
นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษมีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทศพร ตาดสุวรรณ (2550 :
60-79) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01
ประการที่ 2 ก่อนเริ่มต้นทำแบบฝึกเสริมทักษะ มีคำชี้แจงและประโยชน์ที่นักเรียนได้รับหลังจากเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ
เนื้อหามีความกระจ่างชัด โดยเริ่มต้นจากส่วนที่ง่ายไปหาส่วนที่ยาก ซึ่งนักเรียนสามารถทำความเข้าใจได้ก่อนเริ่มปฏิบัติ
มีการใช้ภาษาที่กระชับ อ่านง่าย เนื้อหาและแบบฝึกเสริมทักษะ
แต่งจากเรื่องง่ายๆใกล้ตัวนักเรียน มีภาพประกอบที่สวยงามและ มีสีสันสามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียน
ส่งผลให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งในการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษต้องฝึกให้เกิดทักษะโดยฝึกย้ำ
ซ้ำ ทวน บ่อยๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการสะกดคำที่ถูกต้อง
และในการสร้างแบบฝึกเสริมนั้น ครูต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา
หลักการวิธีการสร้างแบบฝึกให้น่าสนใจ เร้าความสนใจของนักเรียน
เพื่อให้เกิดความต้องการที
หวังยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านค่ะ
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ ขอบคุณค่ะ
งานวิจัยเล่มนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ