คนโง่

การรู้มากคือคนเก่งและรู้น้อยคือคนโง่ เป็นความคิดและมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันอยู่ เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ฉลาดไปกว่าใครเขา เพียงแค่เราโชคดีกว่าที่รู้มากกว่าเขาเท่านั้นเอง และความฉลาดหรือว่าความโง่ของคนจะมาวัดด้วยการทดสอบไม่ได้ จะเอามาสรุปไม่ได้ว่าคนไหนเก่งคนไหนคนไหนโง่

คนโง่

  บ่อยครั้งที่ฉันจะต้องมานั่งแปลกใจกับคำพูดที่ว่า ทำไมคนนั้นถึงเป็นคนฉลาดและทำไมคนนั้นจึงเป็นคนที่โง่อยากรู้จังว่าเขาเอาอะไรมาวัดความโง่และความฉลาดของคน หรือจะวัดด้วยเพียงแค่บททดสอบไอคิวหรือว่าบททดสอบอีคิวนั้นเหรอ คนที่ทำได้มากทำได้ถูกต้องมากที่สุดเรียกว่าคนฉลาด ส่วนคนที่ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์เรียกว่าคนโง่ แบบนั้นเหรอ ในเมื่อตัวบททดสอบเหล่านี้ไม่สามารถชี้วัดความฉลาดของคนได้จริง ๆ นะ ดังนั้นจึงจะเอามาเป็นมาตรฐานในการชี้วัดความฉลาดและความโง่ของคนไม่ได้

ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดว่าความโง่และความฉลาดของคนไม่สามารถวัดได้ด้วยเพียงบททดสอบ  คนที่สอบได้และเรียนดีเป็นอันดับที่หนึ่งคือคนเก่ง ส่วนคนที่เรียนได้ในลำดับท้าย ๆ สุด คือคนที่โง่ที่สุดแบบนั้นเหรอ คนส่วนใหญ่มักคิดและมองแบบนั้นที่มักมองว่าคนเก่งคือคนที่รู้มากกว่าคนอื่น ๆ ในเรื่องเดียวกัน ียนดีเป็นอันดีี่ือคนที่รู้ส่วนคนที่โง่คือคนที่ไม่รู้ เมื่เป็นแบบนั้นแล้วมันมีความยุติธรรมกับคนที่ไม่รู้ด้วยเหรอทส่วนคนที่โง่คือคนที่ไม่รู้ เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วมันมีความยุติธรรมกับคนที่ไม่รู้ด้วยเหรอ เพียงแค่รู้น้อยกว่ากลับกลายเป็นคนโง่ ทำไมเราไม่กลับคิดและมองว่าแท้จริงแล้วความโง่และความฉลาดของคน ไม่สามารถวัดได้เพียงแค่รู้มากกว่าหรือรู้น้อยกว่ากัน แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตามที  เพราะเหมือนอย่างที่บอกไว้แล้วว่ามนุษย์เราทุกคนย่อมมีความแตกต่างกัน ยังไงก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นในการเรียนรู้และการรับรู้ย่อมไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจจะมีความรู้มีความสามารถอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจจะมีความรู้และความสามารถในอีกด้านหนึ่งก็ได้

เพียงแค่เราอาจรู้เรื่องที่บังเอิญคนอื่นไม่รู้ แล้วถูกมองว่าเราเป็นคนเก่งอย่างนั้นเหรอ ฉันว่ามันไม่ใช่นะ  เพราะแท้จริงแล้วตัวเราเองก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าใครเขา เพียงแค่เราอาจรู้เรื่องที่บังเอิญคนอื่นไม่รู้กันก็เท่านั้นเอง และในทางกลับกันคนอื่นก็อาจจะรู้ในเรื่องที่เราไม่รู้เลยก็ได้เช่นกัน แต่คนส่วนใหญ่มักมองอย่างผิวเผินที่กลับมองว่าคนที่รู้มากกว่าเราคือคนเก่ง ส่วนเราที่ไม่รู้เลยคือคนโง่ เมื่อคิดแบบนั้นแล้วจึงไม่กล้าที่จะไปสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถของตนที่มีอยู่ หากเราคิดแบบนี้เสียแล้ว เราเองก็ได้เสียผลประโยชน์กับโอกาสที่ดี ๆ ให้กับตัวเอง

ตัวฉันเองกลับถูกมองว่าเป็นคนเก่งที่มีความรู้มีความสามารถจากเพื่อน ๆ และคนรอบข้างฉันเสมอ เพราะทุกคนกลับมองแค่เพียงว่า ฉันเป็นคนที่มีผลการเรียนดี สอบชิงทุนที่ไหนก็ได้ทุกครั้งไป ไม่ว่าจะเป็นการสอบเอ็นทรานซ์ที่สามารถพาตัวเองไปเป็นทุนนักเรียนของสำนักงานการแพทย์กรุงเทพฯ ได้ในปีพ.ศ. 2536 (วชิรพยาบาล) และเป็นผู้สอบชิงทุนระดับประเทศได้ในโครงการมิตรภาพเยาวชนลุ่มแม่น้ำโขง ประจำปี พ.ศ. 2546 และมาล่าสุดกับทุนฝึกอบรมผู้นำเยาวชนประจำปี พ.ศ. 2550 ภายใต้โครงการฝึกอบรมผู้นำเยาวชนไทย - ญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดีในนามทุน ไจก้า (JICA) หากการสอบชิงทุนระดับประเทศได้ ถือว่าเป็นคนเก่ง  ฉันคิดว่าพวกเขากำลังคิดผิดที่เข้าใจแบบนั้นที่มองแค่เพียงผิวเผิน

การรู้มากคือคนเก่งและรู้น้อยคือคนโง่ เป็นความคิดและมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันอยู่ เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ฉลาดไปกว่าใครเขา เพียงแค่เราโชคดีกว่าที่รู้มากกว่าเขาเท่านั้นเอง และความฉลาดหรือว่าความโง่ของคนจะมาวัดด้วยการทดสอบไม่ได้ จะเอามาสรุปไม่ได้ว่าคนไหนเก่งคนไหนคนไหนโง่ เช่นกัน มันขึ้นอยู่ที่ว่าคนที่ทำได้มากกว่าเราเป็นเพราะเขาแค่รู้มากกว่าเราเท่านั้นเอง ส่วนตัวเราไม่ใช่คนโง่ที่เราทำไม่ได้เป็นเพราะเราไม่รู้นั้นเอง  แล้วมันจะผิดอะไรตรงไหนที่เราจะทำแบบทดสอบนั้นไม่ได้  ผิดตรงไหนที่เราสอบชิงทุนไม่ได้แค่เราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องที่เขาถามมาก็เท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วเราไม่ใช่คนโง่ แค่เราไม่รู้เท่านั้นเองไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนโง่สักหน่อยหนึ่ง เพียงแค่เราโชคดีที่รู้มากกว่าเขา

  คนที่เฝ้าบอกกับตัวเองว่าตัวเองเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญานั้น โง่ที่ถูกเพื่อนหลอก เช่นถูกเพื่อนมาหลอกยืมเงินแล้วไม่ยอมคืน ถูกหลอกให้สารพัดเรื่องที่ถูกหลอกถูกคนเขาโกหกแล้วโกหกเล่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ที่อยู่ให้เพื่อนหลอกลวง แต่เป็นเพราะคนเป็นคนดีไงที่อยู่ให้เพื่อนหลอก เพราะเขาเป็นผู้มีจิตเมตตาไงถึงไม่คิดว่าจะมีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดไรในทำนองนั้น ชีวิตจริงมีผู้คนมากมายที่ถูกคนอื่นเขาหลอกลวงเอานะ ถ้าเราเรียกคนที่ถูกหลอกว่ากลายเป็นคนโง่ ก็คงจะไม่ได้เช่นกัน เพราะแท้จริงแล้ว คนโง่ที่ว่านั้นไม่มี ทุกวันนี้มีแต่คนที่รู้มากกับคนที่รู้น้อยเท่านั้น และในแต่ละคนก็มีความรู้มีความสามรถที่แตกต่างกันไป อันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

  จอห์นแพทริค กล่าวไว้ว่า ความเจ็บปวดทำให้คนฉุกคิด ความฉุกคิดทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ชีวิตทนทานแข็งแกร่งได้จะเห็นได้ว่าทุกชีวิตย่อมมีความเจ็บปวดเป็นเสมอ เพราะทุกคนต่างก็ต้องพานพบกับปัญหาและอุปสรรคของชีวิต ชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงตลอดกาลและทุกชีวิตต้องพบกับความเจ็บปวด เมื่อความเจ็บปวดทำให้คนฉุกคิดและความฉุกคิดทำให้คนเกิดปัญญา คนที่ปัญญาเกิดจะเป็นคนโง่ได้อย่างไรกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอันแท้จริงแล้วคนโง่ไม่มี มีแต่คนที่มีปัญญา  พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้เจริญ ” ผู้เจริญแล้วย่อมไม่โง่เขลา ในเมื่อทุกชีวิตคือความเจ็บปวดซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เห็น ๆ กันอยู่ ซึ่งความเจ็บปวดที่ก่อเกิดปัญญาและปัญญานำไปสู่ความเจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะเห็นได้ว่าคนโง่ไม่มีจริง ๆเพราะทุกความเจ็บปวดของคนคือปัญญา

  เมื่อทุกชีวิตเป็นเช่นนี้แล้วตามข้อเท็จจริงนั้น ขอให้เราได้เปลี่ยนความคิดที่ว่าตัวเองโง่สักที คิดใหม่มองใหม่ มองให้มันลึกซึ้งลงไปข้างในตัวตนของเรา มองลงไปให้ลึกให้เห็นถึงพรสวรรค์ของเรา เพื่อให้เราได้รู้ว่าเราไม่ใช่คนโง่อีกต่อไปและไม่มีคนโง่อยู่บนโลกใบนี้ด้วย การรู้มากรู้น้อยไม่ใช่การโง่เขลาอีกต่อไป Change” เปลี่ยนความคิดที่ว่าการไม่รู้ว่าเป็นคนโง่สักที เพราะเราคือผู้ที่เจริญแล้วด้วยสติปัญญา ทุกความฉุกคิดเขาเราทำให้เกิดปัญญา...เปลี่ยนซะ....เริ่มที่วิธีคิดใหม่ด้วย Change”

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน change and change.



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณแนวคิดดีๆ นะคะ 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณแนวคิดดีๆๆนะคะ

เขียนเมื่อ 

ชอบการเขียนแนวนี้มากนะคะพี่มณีเทวาเป็นกำลังใจให้นะคะ


เขียนเมื่อ 

ขอบคุรแนวคิดดีๆๆคร๊าบบบบบบ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะ

หมายเลขบันทึก

511906

เขียน

13 Dec 2012 @ 20:30
()

แก้ไข

26 Dec 2012 @ 21:28
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 13, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก