ผมได้มีโอกาสนำพานักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินทางออกนอกพื้นที่กับโครงการบริการวิชาการของนักศึกษา โดยโรงเรียนเป้าหมายที่เรามุ่งหน้าไปเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กๆ แถวอำเภอเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เราเคยมีส่วนร่วมในการบริการวิชาการค่ายเช่นนี้มาแล้วเมื่อ ๓ ปีก่อน
ความแตกต่างของค่ายในวันนี้กับ ๓ ปีที่ผ่านมาคือ สมาชิกในการจัดค่ายครั้งนี้ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่า ค่ายที่ผ่านมานั้นเป็นนักศึกษากลุ่มที่มีประสบการณ์ในการทำค่ายอย่างมาก และเป็นแกนนำหลักจวบจนปัจจุบัน และที่สำคัญเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะสลัดตัวเองออกสู่โลกกว้างในอ้อมกอดของสังคม แต่ค่ายนี้กลับมีเพียงรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เป็นแกนนำเพียงหนึ่งคน สมาชิกที่เหลือไม่เคยมีประสบการณ์ค่ายเพราะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ทั้งหมด อาจจะมีสักประมาณสี่ห้าคนที่เคยมีประสบการณ์ออกค่ายกับรุ่นพี่ ๑ ครั้ง นับว่าเป็นความหนักใจของผู้ควบคุมกิจกรรมอย่างกระผมไม่น้อย
ผมพยายามนัดแนะเพื่อประชุม แต่การประชุมสามารถเริ่มต้นและสำเร็จลงได้เพียงครั้งเดียวก่อนวันทำค่าย ๒ วัน การประชุมครั้งนั้นก็ไม่ได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใดเนื่องจากผมเชื่อมั่นในกระบวนการที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากเกินไป สุดท้ายผู้เรียนกลับไม่เห็นความสำคัญแห่งตน คือ การไม่มีความเชื่อมั่น ความมั่นใจในตนเองกลัวที่จะทำงานในฝ่ายต่าง ๆ ตามที่ผมได้วางระบบเอาไว้ให้หลังจากที่การประชุมไม่ขยับ แม้จะวางระบบให้แต่ก็ยังไม่เห็นผลใดๆ
การตัดสินใจให้นักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วย ทำให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและสำเร็จพร้อมที่จะเดินทางออกค่ายได้อย่างอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
กิจกรรมดำเนินผ่านไปได้ด้วยดี ท่ามกลางความสนุกสนาน และเลิกราแยกย้ายกันกลับไปเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลยสักอย่าง ผมใช้เวลาที่เหลือถอดบทเรียนจากสิ่งที่ได้พบและสัมผัสตลอดระยะเวลาที่อยู่ในค่ายดังกล่าว มีประเด็นที่สำคัญหลายประการ
ประการแรก “เมื่อไม่สิ้นแม่หน่อใหม่จะไม่เกิด” หมายความว่า ตราบใดที่ยังมีคนเก่าแก่อยู่ในกระบวนการค่าย วีระบุรุษใหม่จะไม่สามารถเกิดได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าขาดการถ่ายทอดในแนวทางที่เรียกว่ารุ่นต่อรุ่น กลับเป็นการทำจากรุ่นเดียวเมื่อปี ๑ ถึงปี ๔ ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น เป็นการทำงานที่มองเพียงผลของงานโดยไม่สนใจผลผลิตมนุษย์ การไม่พยายามสร้างคนใหม่ไม่เป็นผลพวงของการทำงานที่ผิดพลาดอย่างหนัก ผมลองให้นักศึกษารุ่นพี่นั่งมองแล้วให้น้องทำ น้องก็ดำเนินไปลุ่มๆดอนๆ จนต้องปล่อยให้พี่กลับเข้าไปดัน การสร้างคนใหม่อยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นจากการทำค่ายไม่ใช่เพียงการทำค่ายให้สำเร็จ
ประการที่สอง “กลัวสายตาที่เฝ้ามอง” เมื่อรุ่นพี่นั่งดูจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า “น้องเกิดอาการประหม่าทำอะไรไม่ถูกต้อง” ต่างจากเวลาที่พี่และน้องทำกิจกรรมร่วมกันรู้สึกว่าน้องทำได้ดีและเต็มที่มากกว่า ทำอย่างไรจึงจะกำจัดจุดนี้ออกไปได้ นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายความคิดอยู่บ้าง ผมไม่แน่ใจในความคิดเพราะยังไม่ได้ลงสู่การปฏิบัติ ผมหวังว่าจะต้องใช้กระบวนการในข้อหนึ่งมาใช้คือ “รุ่นต่อรุ่น” หมายถึง การปั้นรุ่นน้องมาประกบคู่กับรุ่นพี่ตลอดเวลาลา จะได้ไม่แตกต่างกันมากในเรื่องของชั้นปีและประสบการณ์ และเพื่อให้เขาสามารถเป็นผู้นำได้ในเวลาต่อไป
ประการที่สาม “ทำงานไม่เป็น เห็นทีต้องสั่ง” ในค่ายนั้นทุกคนเป็นเพียงปลาที่รอเหยื่อ จะไม่วิ่งหาเหยื่อหรือคิดจะแหวกว่ายไปไหนนอกจากการรอคำสั่งจากรุ่นพี่เพียงคนเดียว และจะทำได้ตามคำสั่งที่บัญชามาเท่านั้น ตรงนี้สะท้อนให้ชัดเจนถึงการเป็นผู้นำด้านความคิด คือการไม่พยายามใช้ความคิดของตน ไม่กล้าแสดงออกและที่สำคัญคือไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งๆที่เรื่องนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยอย่างเช่น การปล่อยน้องเปลี่ยนฐาน เมื่อถึงเวลาจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแต่ละกลุ่มจะคอยจ้องมองซึ่งกันและกันว่าปล่อยหรือยัง ทั้งๆที่มันมีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้ต่างกลุ่มก็ต่างรอกระทั้งพี่ต้องคอยบอกหรือกำชับว่า “ปล่อยได้แล้ว” เขาถึงจะปล่อย
ประการที่สี่ “กระบวนการไม่มี” สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ การสร้างกระบวนการในการทำงาน ทำอย่างไรงานที่ทำของเขาเหล่านี้จะมีระบบ มีการทำงานที่ชัดเจนเป็นภาระหน้าที่โดยที่ครูไม่ต้องเป็นผู้ขีดเส้นทางเดินซ้ายหรือขวา กระบวนการในการคิด นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะความคิดเป็นฐานที่จะก่อให้เกิดสิ่งอื่น ๆ ตามมามากมาย ฉะนั้นในตอนนี้เราต้องมุ่งที่จะสร้างกระบวนการคิดและการทำงานให้เกิดขึ้น
ประการสุดท้าย “ขาดการถอดบทเรียน” ความรู้ที่ได้คืออะไร นี่ไม่ใช่คำถามหลังการทำกิจกรรม เพราะไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ เกิดขึ้นเลยหลังเลิกค่าย สิ่งที่เราต้องผลักดันให้เกิดหลังการทำค่ายทุกครั้งอย่างน้อยก็ต้องให้เขาสรุปหรือตอบคำถามได้ว่า “การทำงานของเขาในวันนี้มีอะไรที่สำเร็จสมบูรณ์บ้าง มีปัจจัยใดบ้างที่สนับสนุน อุปสรรคคืออะไร เราจะแก้ไขอย่างไร และค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่เขาต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “วันนี้เขาเรียนรู้อะไรบ้าง” นับเป็นโจทย์ที่สำคัญเพราะเขายังคิดว่า “เขามาเป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับ” ผมพยายามที่จะบอกกับเขาอยู่เสมอว่า “เรามาเรียนรู้ร่วมกัน เราไม่ได้มาเป็นผู้ให้ แต่เราเป็นผู้รับ”
มุมมองต่าง ๆ จะเกิดขึ้นโดยความสำเร็จในค่ายต่อๆไปหรือไม่ก็ยังไม่สามารถที่จะตอบได้ เพราะต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนค่อนข้างมากและในหลายเรื่อง แต่ถึงอย่างไรก็จะใช้ความพยายามที่จะปรับและเปลี่ยนอย่างนี้ตลอดไป
เป็นการเขียนที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมมากเลยทีเดียวครับ
การทำงาน จำเป็นต้องมีการถอดบทเรียนอย่างมาก เพราะจะได้ข้ามพ้นปัญหาเดิมๆ และก่อเกิดชุดความรู้ในการต่อยอด หรือแม้แต่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
การถอดบทเรียน โดยเนื้อแท้ จะเป็นการจัดการความรัก ควบคู่ไปกับการจัดการความรู้...
ชื่นชม และให้กำลังใจนะครับ
ขอบคุณครับพี่พนัส
ความรู้ได้จากการถอดบทเรียนจริง ๆ
และที่สำคัญ "กระบวนการ" คือ ลู่วิ่งของนักกีฬา คือ รางของรถไฟ คือ ถนนเส้นใหญ่ของรถยนต์
ขอบคุณครับ