เมื่อยังเด็ก เคยสงสัยเสมอว่า พระคุณพ่อ ที่มีมากมายมหาศาล พรรณาได้ไม่หมดนั้น มันเป็นอย่างไรกันหนา..
ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่อิน ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ่้ง เหมือนนักร้องวัยรุ่น ร้องเพลงรุ่นใหญ่ เสียงอาจจะดี แต่อาจจะถ่ายทอดอารมณ์ได้ไม่เต็มที่
....... โตมาเป็นวัยรุ่น ได้บวชเรียน แทนคุณพ่อแม่ ได้ยินประโยคอีกว่า "พ่อ-แม่ คือพระอรหันต์ของลูก คือพระในบ้าน" ความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณก็มีเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง อยู่ในระดับที่ว่า เชื่อว่าพ่อ-แม่ มีพระคุณ แต่จะระลึกถึงพระคุณ หรือตอบแทนท่านตามโอกาส ติดนิสัยเป็นเด็กที่คอยแต่รับอยู่ร่ำไป
....... โตอีกหน่อย พอมีลูก มีภาระ มีปัญหาชีวิต ความคิดเริ่มเปลี่ยนไป "โอโห การเลี้ยงมนุษย์นี่มันเหนื่อยเอาการนะ ไม่ใช่แค่เหนื่อยหาเงิน แต่ต้องอบรม สั่งสอน เป็นต้นแบบให้กับลูกอีกด้วย อีก 20 กว่าปีเลยหรือ" ผู้เขียนเริ่มคิด ภาพการกระทำในวัยเด็กสะท้อนกลับจากการเลี้ยงลูกของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของดีๆ ให้ลูกกินก่อน เก็บของด้อยๆ ไว้กินเอง,จ่ายเงินซื้อของที่ลูกอยากได้นักหนาเพื่อให้ลูกเข้าสังคมได้ ..... อีกสารพัดอย่างที่ทุกๆอย่าง เราเคยทำไว้ในอดีต
......ตอนนี้ คำว่า พระคุณพ่อ-แม่ ที่มีมากมายมหาศาลนั้น ฉายเป็นหนังให้ข้าพเจ้าตระหนักอยู่ทุกวี่วัน ตอนนี้ไม่เพียงแต่ตระหนัก เข้าใจ หรือซาบซึ้ง แต่ตอบแทนด้วยการกระทำ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้ท่านมีความสุข ทำเป็นปกติ ทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำเมื่อมีโอกาส
บิดามารดา ไม่ใช่ผู้ที่คุณควรระลึกถึงว่า ดี มีพระคุณ แล้วจบเพียงแค่นั้น ได้โปรดคิดต่อไปสักนิดเถิดหนา ท่านผู้มีบุญทั้งหลาย ว่า แล้วเราควรทำอย่างไรกับผู้มีพระคุณทั้งสองท่านนั้น .........ในขณะที่ท่าน...ยังมีลมหายใจ