นำงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กติดเกมโดยการแนะนำผู้ปกครอง (กรณีศึกษา โรงเรียนอนุบาลชัยนาท) ที่ได้จัดทำขึ้น มาเผยแพร่ให้ได้อ่านและแลกเปลี่ยนความรู้กันค่ะ

บทคัดย่อ

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันจำนวนเด็กติดเกมมีจำนวนมากขึ้น จากผลการสำรวจเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในปี พ.ศ. 2552 พบว่ามีเด็กติดเกมถึง 13.3%

ผลวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักเรียนโรงเรียนอนุบาลชัยนาทเสี่ยงต่อการติดเกมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนทางอ้อม ดังนั้นครูควรหาวิธีแก้ไขและป้องกันปัญหานี้ร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อให้ครูผู้สอนจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีดำเนินการ

  1. ผู้วิจัยร่วมดำเนินโครงการ “ช่วยกันขยับตะหลิว หายหิวทั้งครอบครัว” ร่วมกับสมาชิกสภานักเรียน โดยกิจกรรมดังกล่าวมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้
    1. ผู้ปกครองและนักเรียนร่วมกันเล่นเกมเพื่อแบ่งกลุ่มย่อย
    2. ผู้ปกครองและนักเรียนร่วมกันประกอบอาหาร โดยใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ให้
    3. ผู้ปกครองและนักเรียนรับประทานอาหาร และรับของขวัญร่วมกัน
    4. ผู้ปกครองรับเอกสารแนะนำวิธีการดูแลลูกเพื่อไม่ให้ลูกติดเกม
  2. ผู้วิจัยสุ่มเลือกผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการฯ 40 คนเป็นกลุ่มทดลอง และสุ่มเลือกผู้ปกครองที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ อีก 40 คนเป็นกลุ่มควบคุม
  3. ผู้วิจัยให้ผู้ปกครองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบทดสอบการติดเกมฉบับผู้ปกครอง แล้วรวมคะแนนและแปลผล หลังจากจัดโครงการฯ 3 เดือน
  4. ผู้วิจัยสรุปจำนวนนักเรียนที่ปกติ คลั่งไคล้ และน่าจะติดเกมของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัย

สรุปผลการวิจัย

การแนะนำวิธีการดูแลลูกเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กติดเกมให้ผู้ปกครอง โดยจัดกิจกรรม “ช่วยกันขยับตะหลิว หายหิวทั้งครอบครัว” และใช้เอกสาร “6 ข้อที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกติดเกม” สามารถแก้ไขหรือป้องกันปัญหาติดเกมของลูกของผู้ปกครองในโรงเรียนอนุบาลชัยนาทได้

เอกสารงานวิจัยฉบับเต็ม

ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยฉบับเต็ม (PDF)