การประเมินการสอนแนวถางทาง
ในวันนี้สถาบันการศึกษาแทบทุกระดับ มักจัดให้มีการประเมินการสอน (โดยผู้เรียน) ซึ่งโดยทั่วไป ถ้าได้คะแนนการประเมินสูงก็แสดงว่า ผู้สอน และหรือ ผู้เรียน เก่ง (ด้วยกันทั้งคู่)
เมื่อตอนผมฟลุก ได้เป็นกิ้งก่าชูคอบริหารกะเขา รู้สึกทะแม่ง จึงได้สั่งการให้ทำการคำนวณคะแนนประเมินผู้สอนโดยแยกระหว่างนศ. ที่ได้เกรดเกิน ๒.๕ กับ ที่ต่ำกว่า ๒.๕ ได้ผลว่า สองกลุ่มนี้ให้คะแนนประเมินการสอนของผู้สอนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือ ผู้สอนที่เก่งและเฮี้ยบมักได้คะแนนประเมินสูงจากผู้เรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูง และได้คะแนนประเมินต่ำจากผู้มีเกรดเฉลี่ยต่ำ และในทางตรงข้ามก็เป็นจริง กล่าวคือ ผู้สอนที่ไม่เก่งและไม่เฮี้ยบ (ตลกโปกฮา) มักได้คะแนนประเมินต่ำจากผู้เรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูง และได้คะแนนประเมินสูงจากผู้มีเกรดเฉลี่ยต่ำ
มีหลักฐานประจักษ์ดังนั้น ผมจึงได้ปรับระบบการประเมินเสียใหม่ เพื่อให้ได้เป็นตัวชี้วัด ปสภ. การ “ถ่ายทอดความรู้” อย่างแท้จริง
มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ จนผมต้องรบกับระบบ และนักวิชาการการศึกษาระดับเขี้ยวลากดินหลายท่าน เป็นเวลานานเป็นปี แต่ในที่สุดผมก็เปลี่ยนระบบได้สำเร็จ
ระบบประเมินเก่าเมื่อก่อน เขาเน้นไปที่”รูปแบบ” การสอน คือถ้าทำรูปแบบได้ครบตามที่กำหนด ๑ ๒ ๓ ...๓๕ (มี ๓๕ ข้อ) ครบ ก็ได้คะแนนสูง ...ส่วนระบบประเมินใหม่แบบของผมปรับมาเหลือ ๘ ข้อ เท่านั้น ....โดยเน้นไปที่เนื้อหา ว่าผู้เรียนได้รับความรู้ไหม ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยผมไม่เน้นว่าคุณจะสอนอย่างไร (ไม่เน้นรูปแบบ)
ข้อสุดท้าย (ข้อ ๙) ผมถาม นศ. ที่ทำการประเมินว่า ... ท่านจะตามไปเรียนกับอจ. ท่านนี้อีกไหมในอนาคต
ปลากดว่า ข้อนี้ถูก คกก. ขอตัดออก (เผอิญผมไม่ได้เข้าประชุมด้วย เพราะติดประชุม กทม. ไม่งั้นคงได้รบกันสนุกแน่ เพราะผมคิดว่า ข้อนี้มันสำคัญที่สุด และ ถามกันลุ่นๆ เลย ไม่ต้องมีทฤษฎีอะไรมาก)
นี่เป็นวัฒนธรรมไทยเราแท้ๆ ที่ครูไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงจากลูกศิษย์ที่ท้าทาย
....คนถางทาง (๒๔ พย ๕๕)