๒๔  พฤศจิกายน  ๒๕๕๕

เรียน  เพื่อนครู  ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๑๙  พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เช้าเดินทางไปมหาวิทยาลัยชินวัตร  ไปเส้นทางเดียวกับวัดเจดีย์หอย เมื่อถึงสถานีดาวเทียมไทยคม ให้เลี้ยวขวาเพราะอยู่ตรงข้ามกัน  เป็นถนนลาดยางผ่านทุ่งหน้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ก็เข้าเขตมหาวิทยาลัย ถนนกว้างขวาง มีการจัดไม้ดอกไม้ประดับเป็นระเบียบสวยงาม  บนทางเท้าปลูกต้นสาละลังกา ไว้เป็นแถวเป็นแนว ต้นสาละลังกาเป็นไม้ประจำมหาวิทยาลัย  ตัวอาคารหลักเป็นตึกกลมรูปโดมขนาดใหญ่ สูง ๕ ชั้น มีระเบียงเป็นวงกลม ห้องทำงานก็แบ่งสรรตามแนววงกลมของอาคาร  รองอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนักมาต้อนรับ ห้องประชุมอยู่ชั้นที่ ๔ เป็นห้องเธียเตอร์ ที่นั่งลดหลั่นแบบอัฒจันทร์  วันนี้นัดประชุมผู้บริหารโรงเรียนประจำเดือนไว้ที่นี่  ไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้บริหารมหาวิทยาลัยไปหาที่เขต ได้เสนอความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาไว้หลายเรื่อง  ผมจึงถือโอกาสพาทีมผู้บริหารของเขตมาเยี่ยมชมกิจการของมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการสำนักได้บรรยายพิเศษให้ฟัง จากนั้นเป็นการประชุมปกติของเขตมีเรื่องสำคัญนำเสนอี่ประชุมหลายเรื่อง เช่น ๑๐ จุดเน้นปีงบประมาณ ๒๕๕๖ การร่วมกิจกรรมงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ภาคกลาง ที่จังหวัดระยอง 


ขากลับมาแวะเยี่ยมโรงเรียนวัดบ่อเงิน อาคารหลังใหม่ที่สร้างด้วยงบประมาณของ อบจ. สวยมาก สำหรับห้องคอมพิวเตอร์ ห้องพักครู ยังเห็นผลกระทบจากน้ำท่วมที่ผ่านมา  กลับมาลงชื่อในแฟ้มเอกสารที่ห้องสโมสรก่อนกลับบ้าน


วันอังคารี่ ๒๐ พย ๒๕๕๕  ให้เต้ยกับแมวมารับที่บ้านพักเดินทางไปเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่าง เลขาธิการ กพฐ. กับ อธิการบดี มธ. เรื่องการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์  สาระสำคัญจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างโรงเรียนอนุบาลธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนของมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ ในการรับนักเรียนต่อเนื่องกัน หลังพิธีเดินทางไปโรงแรมเอเซีย ประตูน้ำเพื่อประชุมคณะทำงานจัดทำคู่มือคัดเลือกศึกษานิเทศก์ ของ สพฐ. เขาเริ่มทำงานกันมาตั้งแต่เมื่อวานไปจบเอาวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ผมคงไปได้วันนี้วันเดียวเพราะติดภารกิจสำคัญ  การประชุมที่ประกอบด้วย ผอ.เขต ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ผอ.กลุ่ม ศึกษานิเทศก์ ได้กำหนดรายละเอียดในคู่มือเพื่อเขตพื้นที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกต้องชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ  การอภิปรายแสดงข้อคิดเห็นในวันนี้เป็นตัวบอกเหตุให้ทราบว่า ผมตกรุ่นเสียแล้ว สำหรับการเป็นคณะทำงานกับคนรุ่นใหม่  เพราะเขาจะไม่ฟังใคร จะเดินหน้าไปตามความเห็นของตัวเอง ไม่เกรงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ผิดกับคนรุ่นเก่าที่คิดรอบคอบ ป้องกันปัญหาในอนาคตไว้รอบด้าน แต่ก็ต้องชมเขาอย่างหนึ่ง วิธีการของเขาจะไม่โต้แย้งในสิ่งที่เราเสนอไป แต่จะทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้ยิน  ไม่ใส่ใจ ท้ายสุดเราก็ต้องหยุดความคิดที่จะเสนออะไรกับเขาอีก  คราวต่อไปคงจะไม่ร่วมเป็นคณะทำงานอะไรกับ สพฐ. อีกแล้ว เว้นแต่งานวินิจฉัยการแก้ปัญหาเดี่ยว ๆ ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถตามหลักวิชา มากกว่าเสียงข้างมากในที่ประชุม เมื่อหลายปีที่ผ่านมาเคยมีผู้ใกล้ชิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเล่าให้ฟังว่า เวลาท่านพูดกับใครพิจารณาแล้วเขาไม่ฟัง ท่านจะเดินหนีไป ไม่ตอแยด้วยให้เสียเวลา  เมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจว่าจะมีเรื่องทำนองนี้ได้อย่างไร พอมาเจอกับตัวเองสองสามครั้ง ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ ที่สัมพันธ์กับวัย การศึกษาอบรม เมื่อนำมารวมกันจึงไปด้วยกันยาก เว้นแต่คนมีอำนาจเหนือกว่าพูด คนกลุ่มนี้จะฟังและเชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งต่างจากคนอาวุโสที่คอยท้วงคอยแย้งเหมือนกัน สรุปแล้วเป็นเรื่องของเวลาและชีวิต


วันพุธที่ ๒๑ พย ๒๕๕๕  วันนี้และอีก ๒ วันข้างหน้าได้ลาพักผ่อนเพื่อเดินทางลงใต้ ด้วยมีงานแต่งงานของลูกสาวเพื่อนที่คบค้ากันมา ๓๐ กว่าปี เห็นมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ เมื่อมีงานมงคลจะปฏิเสธก็จะเป็นการตัดญาติขาดอีโต้ไป ออกจากบ้านพักเมืองนนท์ ๘ โมงเช้า  แวะเติมเสบียงให้เต็มท้องที่ร้านข้าวแกงลุงวุฒิสถานีบริการน้ำมันคาลแท็ก มีเหตุน่าตื้นเต้นบนถนนรัตนาธิเบศร์ ตรงร้านข้าวแกง ด้วยนักเรียนสองกลุ่มยกพวกไล่ฟันกันตั้งแต่เช้า ใช้มีดดาบยาวเป็นอาวุธ รถมอเตอร์ไซด์ล้มระเนระนาด ไล่ฟันกันเต็มถนน รถที่สัญจรไปมาต้องหลบหลีกแก๊งค์กวนเมืองพวกนี้ มีพรรคพวกเหมาแท็กซี่มาสมทบ ไม่ได้อยู่ดูผลการต่อสู้เพราะกลัวถูกลูกหลง เดินทางต่อไป ผ่านเพชรบุรี เขต ๒ เห็นธงชาติปลิวไสวอยู่บนยอดเสาที่ได้ออกแบบและสร้างไว้ในอดีต เที่ยงแวะทานข้าวมันไก่โกจง สาขาทับสะแก  รสชาติเหมือนหัวหินเจ้าเก่าแต่สีของข้าวไม่เหลืองด้วยมันไก่อย่างหัวหิน เดินทางลงไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสายฝนตลอดเส้นทาง ผ่านชุมพร เขต ๑ ยังมองเห็นธงชาติปลิวไสวท้กทายด้วยภาพในอดีตให้คนเก่าได้รำลึกถึง ทานอาหารเย็นที่ทุ่งสง ก่อนเดินทางต่อไปผ่านอำเภอควนขนุนสถานที่เคยทำงานเมื่อปี ๒๕๒๔ ไปตามถนนควนยนุน-ทะเลน้อย เลยบ้านสวนไปนิดก็เห็นป้าย ภูเขาทองรีสอร์ท เลี้ยวขวาเข้าไป เจ้าของมาต้อนรับพาไปเรือนพักที่จองไว้ คุยไปคุยมาก็จำกันได้ เป็นน้องสาวของครูศิริพงษ์  ยูงทอง เพื่อนสมัยเป็นครูเมื่อปี ๒๕๒๐ จึงโทรศัพท์เรียกกันมานั่งคุยความหลังกัน ทราบว่าได้ไปเปิดรีสอร์ทที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ อีกหลายหลัง สำหรับภูเขาทองรีสอร์ทแห่งนี้ เดิมเป็นท้องนามรดกที่พ่อแม่ยกให้น้องสาว ปรับปรุงไปหลายล้าน การนอนค้างภูเขาทองรีสอร์ท  หลับสบายเหมือนอยู่บ้าน เพราะมีรั้วรอบ ปลอดภัย ที่สำคัญเจ้าของประดุจญาติ


วันพฤหัสบดีที่ ๒๒  พย ๒๕๕๕ เช้าเจ้าของรีสอร์ทนำขนมจีนปักษ์ใต้ กาแฟ ขนมไทย มาให้ถึงที่พัก เธอบอกว่าไปหาซื้อเจ้าอร่อยมาให้ทาน และจะบริการกับแขกอย่างนี้เหมือนกัน จ่ายค่าที่พักคืนบะ ๕๐๐ บาท บวกค่าบริการให้อีก ๕๐๐ บาท เจ้าของจะไม่รับ เลยยื่นไม้ตายว่า ถ้าไม่รับคราวหน้าจะไม่มาพักอีก เขาก็ต้องยอม ออกจากรีสอร์ท


 ไปทะเลน้อยที่ไกลออกไปอีก ๑๔ กม. ไปเดินดูสินค้าพื้นบ้านจำพวกผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืด มีไข่ปลาทอดถือเป็นของกินหายากให้ซื้อหามาลองชิม  แวะไปโรงเรียนพนางตุง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำตำบล เพื่อเยี่ยม ผอ.สมใจ  บุญเรืองขาว เพื่อนรักตั้งแต่เรียน ป.กศ. ที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ได้เจอเพื่อนร่วมรุ่นที่นี่อีก ๒ - ๓ คน 


ขากลับมาแวะปากคลองเพื่อซื้อขาหมูที่ลือชื่อว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย แพ็กใส่กล่องไปทานที่กรุงเทพฯ  ขาหนึ่งราคาเกือบ ๓๐๐ บาท ไปงานแต่งงานเขาให้เป็นตัวแทนแขกอวยพรบ่าวสาว ณ งานแห่งนี้พบเพื่อนเก่าที่แก่ไปแล้วมากมาย ทักกันไม่จบไม่สิ้น  บ่ายแวะเข้าบ้านเยี่ยมบิดามารดา แล้วออกเดินทางท่ามกลางสายฝนหนักหน่วงมาพักค้างี่โรงเรียนจิงโจ้ หลังสวน


วันศุกร์ที่ ๒๓ พย ๒๕๕๕ หลังรับคูปองทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้ เดินทางออกจากจิงโจ้ ๘.๓๐ น. อากาศดีไม่มีฝน มาทานอาหารเที่ยงที่อำเภอบางสะพานเป็นร้านเจ้าเก่า ที่ปรับปรุงใหม่ ขาขึ้นมีด่านตำรวจมากมาย แต่เขาก็เลือกตรวจเฉพาะรถตู้ รถบรรทุก ถึงบ้านพักเวลา ๑๗ นาฬิกา 


กลับใต้เที่ยวนี้จะนำเรื่องแกงคั่วกลิ้งมาฝากกัน เพราะในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ร้านอาหารใต้ทั้งหลายมักจะมีแกงคั่วกลิ้งจำหน่าย แต่เมื่อดูและทานแล้ว พบว่าไม่เหมือนรสชาติดั้งเดิม ที่เคยกินสมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว ในงานภาคใต้แถวบ้านผมเวลามีงานมีการ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ หรืองานบุญอื่นๆ เขาจะนิยมล้มวัว ล้มหมูมาแกงเลี้ยงแขกที่มาในงาน ส่วนมากจะแกงเหมือนๆ กันเรียกว่าแกงเนื้อ แกงหมู จึงขอนำวิธีการแกงแบบเดิมมาฝากเผื่อใครมีเวลาก็ลองทำกันดู  พร้อมแล้วเรามาเริ่มทำกันเลย

ส่วนผสมมีดังนี้

๑. เนื้อวัว /เนื้อหมู ๑ กก.(ใส่เครื่องในปนด้วยก็เหมือนจริงยิ่งขึ้น)

๒. เครื่องแกงเผ็ดใต้ ๒ ขีด

๓.  กะทิ ๒ กล่อง

๔.  กะปิ ๑ กระปุก(ขนาดเล็ก)

๕. ข่า ๑ หัว

๖. ใบมะกรูด ๒-๓  ใบ

๗. เกลือ, ผงชูรส

วิธีทำ

๑.  นำข่ามาตำหรือทุบให้พอแหลก

๒.  นำเครื่องแกง, กะปิ,กะทิ,เนื้อวัว และข่าที่ทุบไว้แล้วในข้อ 1 มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ 15 นาที

๓.  นำหม้อตั้งไฟปานกลาง ใส่ส่วนผสมที่หมักไว้ในข้อ 2 คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อเริ่มสุก

๔. ใส่กะทิ คนไปเรื่อยๆ จนแตกมัน

๕. ปรุงรสตามชอบ ใส่หัวกะทิและใบมะกรูดเพื่อแต่งหน้า

๖. ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ 

กำจัด คงหนู

ผู้อำนวยการสำนังานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑