เป็นการซ้อมตาย ก่อนวันตายจะมาถึง

 ความตายในความเชื่อของแต่ละคนชนชาติ  อาจทำให้มนุษย์รู้สึกกลัวกับความตาย เพราะเป็นการผจญภัยคนเดียว หรือ รู้สึกฮึกเหิมกับการก้าวข้ามภพนั้น ด้วยจะได้ไปสู่ดินแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้า ที่พวกเขาเคารพรัก

  ในชวงชีวิตที่มีโอกาสเข้าใกล้สู่สภาวะใกล้ตาย จึงถือเป็นโอกาสการเรียนรู้เตรียมพร้อมว่าการสู่ความตาย เรามีสติ หรือพลัดเพลิดไร้สติด้วยความหวั่นเกรงกันอย่างไร

   หลายคนบอกว่าคนที่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ มักมีจิตที่สงบง่าย เมื่อเข้าสภาวทรมาน ไม่ใข่ความเคยชิน แต่ผู้เขียนว่าน่าจะเกิดจาก การเข้าสู่วิกฤตในแต่ละครั้ง ทำให้ได้อยู่กับตัวตนมากที่สุด เห็นความฟุ้งซ่าน การกระจัดกระจายปรวนแปรของธาตุ 4 ในตัวเรา ในยามนั้น แม้เสียงภายนอกจะอึกกระทึกปานใด ก็ยังดังน้อยกว่าเสียง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่กระพือปั่นปวนทั่วร่าง ดูอึดอัด เจ็บปวด เลื่อนลอย ไปตามสภาวะขาดสมดุลย์ หัวที่หนักอึ้งทำให้สับสนไร้การควบคุมชั่วคราว ทุกสิ่งอย่างได้แต่ปล่อยให้เป็นไป

  การรักษาลมหายใจ ให้มีเพียงแผ่วๆ ที่ไม่มากไป น้อยไป ก็ดูจะเป้นภารกิจสำคัญ เพราการหายใจที่หนักแน่นเกินไป กลับทำให้รู้สึกว่าสะเทือนไปทั่วสรรพางค์ แผ่วๆ เบาๆ เท่านั้นพอ

  บางครั้งเมื่อธาตุสงบ สติและจิตก็กลับมา การนิ่งจึงทำให้เห็นว่ารอบตัวเรานั้น สิ่งใดสำคัญนักหรือ อะไรที่ขาดไม่ได้ วันนี้มันไม่มีก็ได้นะ งานหลายชิ้น ยังค้างคา ครึ่งๆกลางๆ ถ้าจะตายตอนนี้ ก็หมดโอกาสมาทำต่อไปแล้ว ไม่กังวลเหมือนเคย ไม่คิดไกลไปถึงความฝันที่สวยหรู ที่ยังก้าวไม่ถึง

  เวลาคิดจะจับจิต ให้เห็นเป็นสาย ทำไม่เคยได้ในยามอยู่ดีมีสุข ครั้นเข้าภาวะวิกฤต หรือเจ็บหนัก กับมองเห็นตั้งแต่ความฟุ้ง จนสงบได้ดี อย่างนี้นี่เอง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ หลายคนจึงเห็นความตายเป็นภาวะธรรมดา เหมือนการเดินทางไปตามเส้นทางที่แลเห็นเพียงคนเดียว ฝืนไม่ได้ เพราะมันจะสลายไปแล้ว ไปเพื่อพ้นความกดดัน แตก และดับ

   ความเจ็บป่วยไม่ได้เลวร้าย หรือถือเป็นเคราะห์หนักหนาอะไร ถ้าจะมองให้เป็นมงคล ก็คิดเสียว่า ได้เรียนรู้ชีวิตอีกมุมหนึ่ง เป็นการซ้อมตาย ก่อนวันตายจะมาถึง

 บันทึกจากความรู้สึก ในการเจ็บป่วยของผู้เขียนเอง ช่วง 7 วันที่ผ่านมา