เยาวชนจิตอาสา.....
กองกิจฯ จับมือ องค์การนิสิตและองค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการกฐินโบราณ ประจำปี 2555
ณ วัดบ้านหัวหนอง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามเพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรม
ประเพณีอันดีงามของชุมชน เกี่ยวกับประเพณีบุญกฐินตลอดจนเพื่อเสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ในด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ระหว่างนิสิต บุคลากรและชาวบ้าน เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดี
ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน 
![]()










เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับกองกิจการนิสิต
องค์กรนิสิตและสโมสรนิสิตทั้ง 20 คณะ/วิทยาลัย กว่า 300 คน ได้จัดโครงการกฐินโบราณ ประจำปี 2555 ทอดถวาย ณ วัดบ้านหัวหนอง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิน
บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและกิจการพิเศษ พร้อมด้วย นายเกื้อกูล ดวงจันทร์ทิพย์
ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต ทอดถวายผ้ากฐินและเครื่องอัฐบริขาร แด่พระภิกษุสงฆ์


ภายในงาน ได้มีการจัดเตรียมองค์กฐิน และต้นกฐินโบราณ นิสิตได้มีการแบ่งกลุ่มเรียนรู้วัฒนธรรม
ตามความสนใจ อาทิ กลุ่มเรียนรู้ธงในงานกฐิน กลุ่มเรียนรู้การทำพลุโบราณ กลุ่มเรียนรู้เครื่องกฐินแล่น
กลุ่มเรียนรู้การเย็บผ้าและการย้อมผ้าไตรจีวรด้วยมือ กลุ่มเรียนรู้วัฒนธรรมฮีต 12 คอง 14 กลุ่มเรียนรู้เรื่อง
สรภัญญะ และยังมีกิจกรรมสืบฮอยตา หาฮอยปู่ (เล่านิทาน และเรื่องเล่าเกี่ยวกับประเพณีทอดกฐิน)
จากนั้นได้ร่วมกันแห่กฐินรอบหมู่บ้าน และทอดถวายองค์กฐิน และในช่วงเย็นมีการสมโภชองค์กฐิน
โดยมีรำวงชาวบ้าน ร่วมกิจกรรมสร้างความสนุกสนานและความสามัคคีในชุมชน โดยมีนิสิตและบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคามเข้าร่วม ยอดเงินทอดกฐินครั้งนี้จำนวน 230,013 บาทเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป



ทั้งนี้ จุลกฐิน หรือ กฐินแล่น (กฐินโบราณ) เป็นกฐินที่ต้องอาศัยความร่วมมือของคนหมู่มาก ต้องเร่งรีบ
ทำให้เสร็จ เลยเรียกว่า กฐินแล่น (ความหมายคือเร่งรีบ ฟ้าว ต้องแล่น (วิ่ง) จึงจะเสร็จทันกาล)เจ้าภาพผู้ที่จะคิดทำจุลกฐินเพื่อทอดถวาย ณ วัดใดวัดหนึ่งจะต้องมีบารมี มีพวกพ้องคอยช่วยเหลือ 
เพราะต้องเริ่มจากการนำฝ้ายที่แก่ใช้ได้แล้วแต่ยังอยู่ในฝัก มีปริมาณมากพอที่จะทำเป็นจีวรผืนใด
ผืนหนึ่งได้แล้ว ทำพิธีสมมติว่าฝ้ายจำนวนนั้นได้มีการหว่านแตกงอก ออกต้น เติบโต ผลิดอก
ออกฝักแก่สุก แล้วเก็บมาอิ้วเอาเมล็ดออก ดีดเป็นผง ทำเป็นเส้นด้าย เบียออกเป็นไจ กรอออกเป็นเข็ด
แล้วฆ่าด้วยน้ำข้าว ตากให้แห้ง ใส่กงปั่นเส้นหลอด ใส่กระสวยเครือแล้วทอเป็นแผ่นผ้าตามขนาด
ที่ต้องการนำไปทอดเป็นผ้ากฐิน เมื่อพระสงฆ์รับผ้านั้นแล้ว มอบแก่พระภิกษุผู้เป็นองค์ครอง


ซึ่งพระภิกษุองค์ครองจะจัดการต่อไปตามพระวินัย หลังจากนั้นผู้ทอดต้องช่วยทำต่อ คือ นำผ้านั้นมาขยำ ทุบ ซัก แล้วไปตากให้แห้ง นำมาตัดเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง แล้วเย็บย้อม ตากแห้ง พับ ทับรีดเสร็จเรียบร้อยนำไปถวายพระภิกษุองค์ครองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านทำพินทุอธิษฐาน เสร็จการพินทุอธิษฐานแล้วจะมีการประชุมสงฆ์
แจ้งให้ทราบ พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดจะอนุโมทนาเป็นเสร็จพิธีจุลกฐิน



ภาพ::นิสิตองค์กรต่างๆ, อติรุจ อัคมูล
ข่าว/เผยแพร่บนเว็บไซต์::จันเพ็ญ ศรีดาว
บันทึกโดย จันเพ็ญ ศรีดาว
วันที่ 20 พ.ย.55
ณ โต๊ะทำงาน
โดยส่วนตัวชอบเวลาที่ชาวบ้านโสเหล่กันเกี่ยวกับเรื่องการย้อมสีจีวรว่าต้องใช้เปลือกไม้อะไร...จากต้นอะไร...จะไปเอาที่ไหน บ้านใคร ที่นาใคร...ป่าใด
สิ่งเหล่านี้คือนิเวศวัฒนธรรมที่เชื่อมให้เห็นถึงมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงการแปลงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมาเป็น "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ...
บางขณะการโสเหล่ ก็ช่วยให้ชาวบ้านคิดถึง "ป่าชุมชน" หรือ ป่าเขาลำเนาไพรของตัวเอง เหมือนกัน เพราะในบางชุมชนไม่มี "ป่า" หลงเหลืออยู่เลย ก็ว่าได้
ถึงพี่นัส
20 พฤศจิกายน 2555 16:55
#2735330
นุ้ยเห็นความร่วมไม้ร่วมมือของนิสิตและชาวบ้านในชุมชน ดูแล้วรู้สึกอบอุ่น รู้สึกถึงความเป็นวัฒนธรรมชุมชนอีสานที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เห็นแล้วอิ่มใจจังเลยค่ะ และที่สำคัญเห็นพลังกำลังศรัทธาของน้องๆนิสิตและเจ้าหน้าที่ที่ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมนี้ บ่งบอกอะไรๆได้หลายๆอย่าง ว่ายังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอาสาที่จะร่วมพัฒนาสังคมอย่างไม่ขาดสาย....ด้วยแรงรักและแรงศรัทธาต่อวิถีกิจกรรม...
ใจนพา ศรทธานทางจรงๆ
พี่เจี๊ยบ...น่าชื่นชมการขับเคลื่อนของหมู่มวลพลังของนิสิตจิงๆค่ะ ชื่นชมๆ