พอรู้ว่า จะได้ไปเที่ยวเมืองปิซา ผู้เขียนก็หวนคิดถึงการทดลองของกาลิเลโอที่หอเอนเมืองปิซา ตามที่เคยเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ และพอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวเมืองเวนิส ผู้เขียนก็หวนคิดถึงบทละครแปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เวนิสวาณิช" ที่เคยเรียนในวิชาภาษาไทย

Large_1italy

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม ท่องเที่ยวเมืองปิซา วันพุธที่ 17 ตุลาคม ท่องเที่ยวเมืองเวนิส

Large_1pandv

พอรู้ว่า จะได้ไปเที่ยวเมืองปิซา ผู้เขียนก็หวนคิดถึงการทดลองของกาลิเลโอ ที่หอเอนเมืองปิซา ตามที่เคยเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ และพอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวเมืองเวนิส    ผู้เขียนก็หวนคิดถึงบทละครแปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เวนิสวาณิช" ที่เคยเรียนในวิชาภาษาไทย และมีความซาบซึ้งใจในพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรมหลายแขนงของพระองค์ จนได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า"

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม ท่องเที่ยวเมืองปิซา

ตามสูตรของไกด์ 06.00 น. คือ เวลาปลุกให้ตื่นนอน 07.00 น. คือ เวลารับประทานอาหารเช้า และ 08.30 น. คือเวลารถออก แต่ผู้เขียนตื่นเองตั้งแต่ประมาณ 03.30 น. (ที่กรุงโรม หรือประมาณ 08.00 น.ที่เมืองไทย ตามที่ได้เรียนท่านผู้อ่านไปแล้วว่า เวลาใน 3 ประเทศที่เดินทางท่องเที่ยวใน Trip นี้ จะช้ากว่าเวลาในประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง) เพื่อนำภาพที่ถ่ายที่กรุงโรมถ่ายลง Notebook และ Posted ตัวอย่างภาพที่โรมให้สมาชิก GotoKnow ดู คณะผู้จัด Trip ได้จัดให้ผู้เขียนนั่งรถคันที่ 2 เหรัญญิกในการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ ได้เก็บเงินค่าทิปพนักงานขับรถจากลูกทัวร์ หัวละ 2 ยูโรต่อคนต่อวัน  ก่อนขึ้นรถก็มีการถ่ายรูปร่วมกันตามระเบียบ แล้วขึ้นรถเพื่อเดินทางจากกรุงโรมไปยังเมืองปิซา ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของอิตาลี (โปรดดูแผนที่แสดงเส้นทาง และที่ตั้งเมืองในภาพบนประกอบ)

Large_2fromrometopisa

Large_3ladies

Large_4pisa

พอเดินทางถึงเมืองปิซา ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ไกด์พาลูกทัวร์ไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารจีน ผู้เขียนแปลกใจที่พบต้นบานเย็นปลูกไว้หน้าร้าน ไม่คิดว่าเมืองหนาวจะปลูกบานเย็นได้ "บานเย็น" เป็นดอกไม้มรดกแม่ ที่ผู้เขียนเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นที่บ้านแม่ไปปลูกตั้งแต่ปี 2520 แล้วเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รู้สึกว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆ ความแปลกของดอกไม้ชนิดนี้ คือ มีทั้งต้นที่มีดอกสีบานเย็นสีเดียว สีส้มสีเดียว สีเหลืองสีเดียว และต้นที่มีดอกทั้งสามสีปนกันในดอกเดียว และมีต้นที่มีดอกสีขาว แต่ไม่ผสมกับสีอื่น หลังอาหารกลางวัน กรุ๊ปทัวร์ได้เดินทางไปยังหอเอนเมืองปิซา ซึ่งไกด์ได้ปล่อยให้ลูกทัวร์เที่ยวชมและถ่ายภาพตามความพอใจ และนัดเวลาขึ้นรถ

จากการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเมืองปิซ่า สรุปได้ว่า เมืองปิซ่า อยู่ในแคว้นทัสกานี่ ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของอิตาลี โดยตั้งอยู่ที่ฝั่งขวาของปากแม่น้ำอาร์โน (มีประชากรมากกว่า 88,332 คน) มีชื่อเสียงทั่วโลกจากการเป็นที่ตั้งหอเอนเมืองปิซ่า : Pisa is a city in Tuscany, Central Italy, on the right bank of the mouth of the River Arno. It is known worldwide for its leaning tower. (http://en.wikipedia.org/wiki/Pisa)

หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม : Piazza Del Duomo (ดังภาพบนซ้าย) หอเอนเป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา (ดังภาพกลางที่ผู้เขียนถ่ายภาพกับน้อง Roomate) เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตันค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชม เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังมีการขุดดินของอีกด้านหนึ่งออกเพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง พร้อมการประกาศว่ามีความสมดุลแล้ว ในปี ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Del Duomo นับเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%)

ในปี ค.ศ. 1934 กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) เคยใช้หอเอนทดลองเกี่ยวกับเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้

กลุ่มย่อย 3 คนประกอบด้วยน้อง เพื่อนและผู้เขียน (ในภาพขวาบนที่ถ่ายกับหอเอน) เป็นลูกทัวร์กลุ่มเดียวที่เดินเลยจากหอเอน ทำให้ได้พบและถ่ายภาพกับรูปปั้นเด็กกินนมสุนัขตามเรื่องเล่าของชาวอิตาเลียน (ดังภาพล่างซ้าย) หลังจากนั้น ลูกทัวร์ก็ได้เลือกซื้อของที่ระลึกซึ่งมีแผงจำหน่ายบริเวณทางเข้าจัตุรัสดังภาพล่างขวา เมื่อได้เวลานัดทุกคนก็ขึ้นรถ แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองเวนิส ไปถึงในตอนค่ำแล้วแวะรับประทานอาหารเย็นซึ่งเป็นอาหารพื้นเมือง ก่อนเข้าพักที่โรงแรม

เช้าวันพุธที่ 17 ตุลาคม ท่องเที่ยวเมืองเวนิส

หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ไกด์ได้พาลูกทัวร์เดินทางไปที่ท่าเรือตรอนเชโต้ เพื่อลงเรือข้ามไปยังเกาะที่เป็นศูนย์กลางของเมืองเวนิส (ภาพล่างซ้ายคือภาพเมืองที่ผู้เขียนถ่ายจากบนรถขณะรถวิ่งเข้าเขตเมืองในเย็นวันที่ 16 ตุลาคม มองเห็นเรือขนาดมหึมาอยู่ด้านหลัง ซึ่งจอดอยู่ใกล้ท่าเรือตรอนเชโต้ ภาพขวาเป็นภาพรุ่นพี่ที่เกษียณแล้วแต่ยังทำงานที่คณะต่อไป ผู้เขียนขอให้เป็นนางแบบถ่ายกับเรือขนาดใหญ่ในเช้าวันที่ 17 ตุลาคม) 

Large_9-v

Large_8veniceu

จากการสืบค้นข้อมูลหลายแหล่งเกี่ยวกับเมืองเวนิส สรุปได้ว่า เมืองเวนิส (อังกฤษ: Venice) หรือ เวเนเซีย (อิตาลี: Venezia) เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากร 271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2547) เมืองเวนิสได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic) เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water) เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges) และเมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light) เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวน 118 เกาะเข้าด้วยกันโดยสะพานเชื่อมกว่า 400 แห่ง ในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก

ขณะนั่งเรือ จะมองเห็นทัศนียภาพบนฝั่งของเกาะซานมาร์โคที่พวกเราจะไปเที่ยวชม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองเวนิส เห็นภาพจัตุรัสเซนต์มาร์คที่มีโบสถ์เซนต์มาร์คเป็นฉากหลัง ดูงดงามมาก (ดังภาพล่าง เรือที่เห็นในด้านขวาของภาพ เป็นเรือประเภทเดียวกันกับเรือที่พวกเรานั่ง)

Large_10dsc00154-crop 

เมื่อไปถึงฝั่ง ไกด์ได้นำชมสถานที่ต่างๆ ประกอบคำอธิบาย พอถึงจัตุรัสเซนต์มาร์ค ไกด์ได้ปล่อยให้ลูกทัวร์เดินชมและถ่ายภาพตามความพอใจ จัตุรัสเซนต์มาร์คเป็นที่ๆ ลูกทัวร์ถ่ายภาพกันมากที่สุด ในภาพคือผู้นำครอบครัวที่มากันทั้งบ้าน (พร้อมภรรยาและลูกทั้งสาม) และถูกแซวว่า เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ท่านเดินทางท่องเที่ยวกับคณะเป็นครั้งแรกLarge_11dsc00203-crop 

พอได้เวลานัด ลูกทัวร์ก็ไปล่องเรือกอนโดล่า ตามความสมัครใจ โดยคิดค่าเช่าเหมาลำ ลำละ 4,800 บาท ให้ลงเรือได้ลำละ 6 คน เฉลี่ยค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 800 บาท ลำที่มี 5 คน เป็นตัวหาร (ดังในภาพซ้ายที่มีคนเดียวเพศชายเป็นอาจารย์ในคณะ นอกนั้นเป็นผู้ติดตาม) แต่ละคนต้องจ่ายมากขึ้น ผู้เขียนเองลงเรือกับครอบครัวของน้อง Roomate ครบ 6 คนพอดี ตอนจะลงเรือ ผู้เขียนทำหน้าที่จัดที่นั่งอย่างฉับพลันโดยอัตโนมัติ บอกให้น้อง Roomate และสามีไปนั่งคู่กันที่ที่นั่งตอนหัวเรือติดกับคนพาย ลูกสาวสองคนของน้องให้นั่งที่ตั่งถัดมาหันหน้าเข้าหากัน (ดังภาพขวา) ผู้เขียนนั่งตั่งเดี่ยวถัดมาอีก และลูกชายของน้องให้นั่งที่ท้ายเรือ บนฝั่งภรรยาของเพื่อนผู้เขียนแซวว่า เหนือเชาวน์ประภา (น้อง Roomate) ยัง มีวิไล ผู้เขียนรู้เพราะมีการนำไปแซวกันบนรถ ปกติน้องเชาวน์จะถูกมองว่าเป็นคนชอบจัดการกับคนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนในครอบครัว ในขณะที่ผู้เขียนจะไม่ค่อยจัดการใคร การล่องเรือใช้เวลาประมาณ 40 นาที ลงเรือจากจุดเริ่มต้นไปตามคลองแคบๆ ระหว่างซอกตึก 2 ข้าง ต้องลอดสะพานหลายแห่ง มีช่วงที่ออกแม่น้ำที่เรานั่งเรือข้ามฟากมา แล้ววนกลับมาขึ้นที่เดียวกับที่ลงเรือ

Large_12gondola

ตอนเดินกลับไปยังจุดนับพบ พวกเราพบจิตกรนั่งวาดภาพเพื่อจำหน่าย เสียดายว่าไม่มีเวลาชมนานเพราะใกล้ถึงเวลานัด ผู้เขียนเองก็พอจะมีฝีมือด้านนี้ ตอนสอบปลายภาควิชาวาดเขียน (ชั้น ม.ศ.3 โรงเรียนประจำจังหวัดยโสธร) คุณครูนำกล้วยสุก 1 หวีไปแขวนไว้ที่ขอบบนของกระดานดำ แล้วให้นักเรียนวาดภาพและระบายสีด้วยสีน้ำ ตอนที่ทำข้อสอบ คุณครูไปยืนดูผู้เขียนอยู่นานมากจนอึดอัด ผลการตรวจ คือ ผู้เขียนได้คะแนนต่ำกว่ามือฉมังในการวาดภาพ (ผู้ชาย) 1 แต้ม (ผู้เขียนเพิ่งย้ายไปเรียนโรงเรียนนั้นไม่กี่เดือน) ภาพล่างผู้เขียนถ่ายกับเพื่อน (คนซ้ายสุด) และ Roomate คนขวาสุด กับลูกสาวทั้งสองบริเวณท่าเรือ ก่อนลงเรือกลับไปรับประทานอาหารกลางวัน บนฝั่งที่เป็นที่พักเมื่อคืนที่ผ่านมา (ด้านหลังมองเห็นจัตุรัสเช็นต์มาร์คที่เราเพิ่งไปชมมา) 

Large_13venice

นับว่าโชคดี ที่กรุ๊ปทัวร์ของเราไปเที่ยวเมืองเวนิสในขณะที่สภาพดินฟ้าอากาศยังปกติดี เพราะเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา MThai News : สำนักข่าวต่างประเทศเผยภาพน้ำท่วมในเมืองเวนิส (ซึ่งจะเห็นว่า เป็นภาพบริเวณจัตุรัสเซนต์มาร์ค) โดยข้อข่าวมีใจความสำคัญว่า "จากฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมซึ่งหนักเป็น 6 เท่าของน้ำท่วมที่หนักที่สุดของเวนิสในปี 1872 หรือกว่า 150 ปีมาแล้ว น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้พื้นที่กว่า 70 เปอร์เซนต์ของเมืองจมอยู่ใต้น้ำที่ท่วมสูงกว่า 150 ซม. แต่ผู้คนซึ่งเคยชินกับเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ เนื่องจากเวนิสเป็นเมืองที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี" (http://news.mthai.com/world-news/201899.html)

Large_floodขอ

ผู้เขียนขอปิดฉากการเที่ยวเมืองเวนิส ด้วยการพาท่านผู้อ่านไปพบกับความซาบซึ้งใจในตอนสำคัญของ "บทละครเรื่อง เวนิสวาณิช" (อังกฤษ: The Merchant of Venice) ซึ่งเป็นบทละครของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ที่เชื่อว่าแต่งขึ้นในราวปี ค.ศ. 1596-1598 จัดอยู่ในประเภทละครชวนหัว แต่ต่อมาได้รับการยอมรับให้เป็นวรรณกรรมโรแมนติก ในบรรดาผลงานของเช็คสเปียร์ทั้งหมด เนื่องจากมีฉากรักที่โดดเด่นมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์แปลเป็นกลอนบทละครในปี พ.ศ. 2459 บทที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้ก็คือ

"The quality of mercy is not strain'd, It droppeth as the gentle rain from heaven."

พระราชนิพนธ์แปลความว่า "อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน"

และอีกบทหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คือ

Tell me where is fancy bred, Or in the heart, or in the head? How begot, how nourished? Reply, reply. It is engender'd in the eyes, With gazing fed; and fancy dies, In the cradle where it lies. Let us all ring fancy's knell. I'll begin it,--Ding, dong, bell.

พระราชนิพนธ์แปลความว่า "ความเอยความรัก เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ หรือเริ่มในสมองตรองจงดี แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่ ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย ตอบเอยตอบถ้อย เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่าสงสัย ตาประสบตารักสมัครไซร้ เหมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน แต่ถ้าแม้สายใจไม่สมัคร เหมือนฆ่ารักเสียแต่เกิดย่อมอาสัญ ได้แต่ชวนเพื่อนยามาพร้อมกัน ร้องรำพันสงสารรักหนักหนาเอย"

()

และขอปิดฉากการเที่ยวอิตาลี (Italy [English], Italia [ Italy]) ด้วยภาพของที่ระลึกที่ซื้อ/ได้รับเป็นรางวัล จาก 3 เมืองในอิตาลี (Rome, Pisa, and  Venice) ที่ได้ไปเที่ยวชม นะคะ

Large_15souvvenirfromitaly

ขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเที่ยวชม ให้กำลังใจและแวะมาทักทายพูดคุย โปรดอย่าลืมติดตามตอนที่ 3 เที่ยวสวิทเซอร์แลนด์ ดินแดนที่สวยงามและประทับใจยายไอดินมากที่สุด ใน Trip นี้ นะคะ

Large_swit1