คนเราจะเป็นอะไรไม่ใช่เพราะชาติกำเนิด  คนจะดีจะชั่วเพราะตัวทำเองแท้ ๆ ยามเช้าวันนี้ปล่อยให้ลูกน้อยวัยซนนอนหลับสบาย  แต่เราสองคนลงไปเดินรับลมชมวิวรับอากาศบริสุทธิ์  เดินกันไปคุยกันไปในหลายเรื่องตามประสาคู่ชีวิต  คุยเรื่องรถที่นับวันเก่าไปเรื่อย ๆ คุยเรื่องการซื้อบ้านใหม่ โดยคิดว่าเอาไว้ให้ลูกชายตัวโตทั้งวัยและสติปัญญาพอคุยกันรู้เรื่องสามารถดูแลบ้านได้เมื่อพ่อแม่ไปทำงาน  แต่ถ้ายังเล็กอยู่ไม่อยากปล่อยให้ลูก ๆ อยู่บ้านกันตามลำพังเพราะในสังคมเมืองใหญ่นี้มีอันตรายรอบด้าน  เราเดินออกกำลังกายพอได้เหงื่อพอขึ้นมาที่บ้าน  วาว ๆ ลูก ๆ ตื่นแล้วชมละครนางแตงอ่อนอะไรนี้ละ  ดูละครก็สะท้อนชีวิตได้ดีนะ  พอยามเที่ยงวันเราก็ไปทานอาหารนอกบ้านให้ลูกเรียนรู้สังคมภายนอก  พอยามเย็นพวกเราก็พร้อมใจกันไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาใช้เวลาประมาณ  1  ชั่วโมงจึงพากันกลับบ้านพัก ยามว่างเลยคิดคำนึงเรื่องคนกับการงาน


ด้วยการงานแยกประเภทแห่งคนเรา  แต่คนเราก็มีการงานหลายอย่างที่ต้องทำ  เมื่อทำสิ่งใดก็เป็นหน้าที่ของคนนั้นที่ทำ  อย่างอยู่บ้านทำหน้าที่คุณพ่อคุณแม่ของลูกก็คือการเลี้ยงดูแลลูก ๆ พอสายหน่อยก็ขับรถก็ทำหน้าที่เป็นสารถีในขณะนั้น  พอไปถึงมหาวิทยาลัยเข้าไปในห้องชั้นเรียนสอนหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นครูเป็นอาจารย์  บางคนออกจากห้องเรียนเดินทางมาที่โต๊ะทำงานทำหน้าที่คณบดี  ทำหน้าที่รองอธิการบดี  ทำหน้าที่อธิการบดี  แต่พอกลับบ้านก็ไปทำหน้าที่เป็นพ่อบ้านเป็นแม่บ้าน  การดำเนินชีวิตถ้าคนเข้าใจธรรมแล้วไม่สับสนในการดำเนินชีวิต  บางคนกลับมาถึงบ้านแล้วยังถือว่าตนเองเป็นครูเป็นอาจารย์อยู่  ก็แบกมาถึงบ้านทำไมละถือให้มันหนักตนเองอยู่ได้  ถ้าเข้าใจแล้วจะเบาสบาย ๆ นี่ละงานแยกประเภทชนชั้นของคน..?


และคำสอนทางพระพุทธศาสนาบอกว่างานแยกประเภทคนให้ต่างกัน  อาจจะผิดก็ได้นะผมว่าพระพุทธศาสนามีคำสอนชัดเจนในทุกเรื่องเกี่ยวกับคน  พระพุทธศาสนาสอนให้คนเป็นนักรบ  ไม่ใช่เป็นนักรบกับคนอื่น  แต่สอนให้รบกับกิเลสที่อยู่ในจิตใจตนเองต้องเอาชนะมารในใจตนเอง  ไม่ใช่สอนให้เอาชนะรบชนะคนอื่นประเทศอื่นหรือสิ่งนอกตัวแต่อย่างไรเลย.