“จะมีประโยชน์อะไรหากเรียนเก่งมากมาย ประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต มีความสุขเฉพาะตนและพวกพ้อง แต่ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาว ใส่ใจความรู้ สุขทุกข์ของคนอื่นรอบข้างเลย...”

      .

        อ่านคำเชิญชวนให้เขียนประสบการณ์ “ห้องเรียนกลับทาง” ของผู้ดูแลระบบหลายวันแล้ว ได้แต่คิดๆ เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการสอนแบบห้องเรียนกลับทางและไม่มีเวลาพอจะนั่งคิดต่อ วันนี้พอมีเวลานั่งคิดเล่นๆ ว่า “ห้องเรียนกลับทาง” นี่น่าจะเป็นอย่างไร โดยไม่ได้อ้างอิงกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีใดๆ แต่ใช้ “ความคิด” ของตัวเองเป็นหลัก


        พูดถึงคำว่า “ห้องเรียน” ก็คือ สถานที่ซึ่งจัดไว้สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอน/การเรียนรู้ จะใหญ่โต โอ่อ่า เล็กแคบ ติดแอร์ หรือไม่มีหลังคา ... สุดตามแต่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ นโยบายของแต่ละโรงเรียน แล้วทีนี้  “ห้องเรียนกลับทาง” นี่ล่ะ เป็นอย่างไรนะ


        คิดไปคิดมาก็นั่งยิ้มเดินยิ้มอยู่คนเดียว  (อาการสาหัสแล้ว) เห็นภาพที่นักเรียนยกมือสลอนและบอกครูว่า “จากมติของพวกเรา เราอยากเรียน..... “  จากนั้นคุณครูก็จดบันทึกไว้อย่างรวดเร็วเต็มอกเต็มใจ นัดหมายกันว่าจะ “เรียนรู้ร่วมกัน” ในวันไหน คาบไหน ใช้เวลาเท่าไร ด้วยวิธีการอย่างไร ที่ไหน และอยากรู้แค่ไหน จะวัดประเมินผลกันอย่างไร ...ฯลฯ  ครูทำหน้าที่ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้ให้เนื้อหาความรู้อย่างเดียว 

         แค่คิดก็รู้สึกสนุกตื่นเต้น เร้าใจกับห้องเรียนกลับทางนี้เสียแล้ว พูดถึงทฤษฎีไว้สักเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์ทางสมองและแนวคิดหลายสำนัก กล่าวไว้ว่า “เมื่อผ่อนคลายมีความสุข ไม่เครียด สมองจะเรียนรู้ได้ดีกว่าปกติ




          ส่วนตัวคิดว่าอาจไม่ต้องมีวิชาอะไรมากมายนัก เพราะทักษะการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 นั้น เน้นปัจจัยเรื่อง "การเข้าถึง" มากกว่าตัว "สาระเนื้อหา" แล้ว  แต่อย่างไรก็ตามที เรื่องที่จำเป็นๆ ก็น่าจะเป็นวิชาเกี่ยวกับสังคม (ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์)  ภาษา (ภาษาไทย อังกฤษ ทักษะการฟัง อ่าน เขียน ฯลฯ ที่สนใจ) ศิลปวัฒนธรรม (สุนทรียศาสตร์ ดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลง อ่านโคลงฉันท์กาพย์กลอน) และที่สำคัญที่สุดคือ ศาสตร์การเรียนรู้ (วิธีการหาความรู้) เพราะข้อมูลความรู้ต่างๆ ในโลกนี้มากมายล้นทะลัก จนเสพและย่อยเกือบไม่ทัน (อาการของนักเรียนปัจจุบันที่พบคือ สำลักความรู้) แต่วิธีการเรียนรู้ต่างหากที่เราควรสอนให้เป็น “ทักษะพื้นฐาน” ของชีวิตเด็กๆ ที่ต้องเติบโตและใช้ชีวิตต่อไปในโลกนี้


          วิธีการ/ทักษะการเรียนรู้ เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการ ฟัง พูด อ่าน เขียน แสดงออก การเข้าใจยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง การเข้าใจในตนเองและผู้อื่น ... ทักษะเหล่านี้ต้องกำกับไว้ด้วยความรู้สึกยอมรับและเข้าใจใน “ความเป็นมนุษย์” ทั้งของตนเองและคนอื่น ดังที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ กล่าวไว้อย่างน่าคิดยิ่งว่า

“ภาวะพร่องของความเป็นมนุษย์และการขาดสำนึกของความเป็นมนุษย์ร่วมกันนี้เอง ที่ทำให้เราไม่รู้สึกรู้สมกับปัญหาสังคมและไม่อินังขังขอบกับความทุกข์ยากของผู้คน”


          เกิดคำถามที่ต้องถอนใจกับตัวเองว่า...  “จะมีประโยชน์อะไรหากเรียนเก่งมากมาย ประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต มีความสุขเฉพาะตนและพวกพ้อง แต่ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาว ใส่ใจความรู้ สุขทุกข์ของคนอื่นรอบข้างเลย...”

ได้แต่หวังว่า... โลกคงไม่แห้งแล้งเสียขนาดนั้น...


         เขียนไปเขียนมาก็ตกใจ อ้าว...นอกประเด็นไปไกล แล้วเกี่ยวกับ “ห้องเรียนกลับทาง” ตรงไหนกันล่ะนี่... ฮาๆๆๆ  คิดข้างๆ คูๆ ต่อไปว่า เถอะน่า...อย่างน้อยก็คิดแบบไม่อยู่ในกรอบห้องเรียนพื้นที่จำกัดๆ นี่ เลยไม่ต้องสนใจ เรื่องการเช็คชื่อ การสอบ คะแนน หัวข้อประเด็น...ไงล่ะ

หาทางไปจนได้...เหมือนกันนะ ฮาๆๆๆๆๆ