นักศึกษาแพทย์อยากทำความดี ปี 4

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสดูแลนักศึกษาแพทย์ในกลุ่มที่เรียน PBLด้วยกัน และได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในโครงการเสริมหลักสูตร ซึ่งโดยส่วนมาก นักศึกษาจะเลือกการบำเพ็ญประโยชน์เป็นกิจกรรมหลัก และมักจะบำเพ็ญประโยชน์กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในปีแรกนั้น เด็กๆเขาจัดกิจกรรมในหอผู้ป่วยเด็กโรคเลือด โดยผมเริ่มให้ประเด็นไปว่า เด็กโรคเลือดเรื้อรังนั้น มักจะอ่านหนังสือไม่ออก จึงอยากให้นักศึกษาแพทย์ไปอ่านหนังสือให้เด็กๆฟัง กิจกรรมในครั้งนั้นจบลงตรงที่เขาไปจัดกิจกรรมสันทนาการกับเด็กๆแทน แม้จะดูเบี่ยงเบนจากจุดเริ่มต้นไปนิด แต่ก็ได้อะไรกลับมามากมาย ล่วงเข้ามาปีที่ 2 เขาก็ยังคงให้ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมกับเด็กปี 2 อีก คราวนี้เราออกไปนอกมหาวิทยาลัยกันครับ ผมส่งเด็กๆในกลุ่มผมไปนั่งคุยกับหมอนวด หรือผู้ขายบริการทางเพศเป็นอาชีพเสริม นัยว่าจะเป็นการไปนั่งพูดคุย เพื่อให้บรรดาหมอนวดเหล่านั้นได้มีโอกาสพูดคุยหรือระบายเรื่องราวของชีวิตบ้าง และบทสรุปที่ได้ก็คือ นักศึกษาแพทย์ได้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อกลุ่มหมอนวดที่ไปนั่งคุยด้วยแทน ครั้งนั้นเราจึงได้นิยามศัพท์ “ผู้บำบัดทางเพศ” ขึ้นมาใหม่ มาปีที่แล้วซึ่งเป็นปีที่ 3 ที่เขายังคงขอให้ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาแพทย์ปี 2 อีกครั้ง แบบว่าไม่รู้จักเข็ดหลาบกับความคิดฟุ้งซ่านของผมสักที และก็เช่นเคยครับ ขายไอเดียให้นักศึกษาก่อน แล้วให้เขาไปนั่งคิดดูว่าน่าสนใจไหม

“Departures” คือชื่อโครงการที่ผมเสนอเขาไป การตอบรับ ณ บัดนั้น คือการทำหน้างง งงว่าอาจารย์จะทำอะไรกับพวกข้า ตอนนั้นผมจึงเล่าเรื่องราวของหนังญี่ปุ่นเรื่อง Departures ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่ทำงานเป็นสัปเหร่อ ทำความสะอาดและแต่งตัวให้ศพก่อนที่เขาจะทำพิธีทางศาสนา ซึ่งการดูหนังเรื่องนี้ของผมมันสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากมายที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง และนี่ก็คือสิ่งที่ผมปรารถนา ไม่ได้หมายความว่าผมอยากเป็นสัปเหร่อหรอกครับ แต่กลับเป็นว่า ผมอยากให้นักเรียนแพทย์ของผมได้มีโอกาสสักครั้งในชีวิต ที่จะได้ส่งผู้ป่วยของเราที่เสียชีวิตได้กลับออกไปจากหอผู้ป่วยอย่างมีเกียรติ และอยากให้เขาได้รับทราบความรู้สึกของผู้สูญเสีย ซึ่งผมรู้สึกว่า พวกเราที่เป็นหมอนั้น มักจะเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ และมันปกติเสียจนเฉยชา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด จำได้ว่าในวันนั้นของเมื่อปีที่แล้ว นักเรียนส่วนหนึ่งตื่นเต้นแต่อีกส่วนหนึ่งกลับกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอและผลสรุปก็คือ Departures ไม่เกิด นักเรียนแพทย์รุ่นที่แล้วจึงไปแนะแนวการเรียนต่อในคณะแพทย์กับนักเรียนชั้น ม.6 ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยและโรงเรียน มอ.วิทย์ฯ แทน

ผมยังไม่ยอมแพ้ครับ เพราะว่าในปีนี้เขาก็ยังให้ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมนี้อยู่ (ไม่ยอมปลดเสียที) และผมก็เสนอโครงการนี้อีกหน  ไม่น่าเชื่อว่ารอบนี้เด็กๆรับลูกเสิร์ฟของผมแล้ว และนี่ก็คือโครงการที่เขาเขียนมาให้ผมอ่าน

โครงการ Departures

ประเภทกิจกรรม: ด้านอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์

หลักการและเหตุผล: ในปัจจุบัน วิชาชีพแพทย์ประสบกับปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ป่วยและญาติบ่อยครั้ง ปัจจัยหนึ่งมาจากแพทย์ขาดความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยและญาติ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์กับญาติผู้ป่วยในภาวะวิกฤติและแสดงความเห็นอกเห็นใจในความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้อย่างเหมาะสม จึงเห็นสมควรที่จะจัดทำโครงการ Departures ขึ้น เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 9 คน ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริง รับรู้ความรู้สึกของญาติและบุคลากรผู้ร่วมปฏิบัติงาโดยเฉพาะในช่วงเวลาสุดท้ายของผู้ป่วย นถึงเวลาล่วงลับไป นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในการดูแลให้สภาพร่างของผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปอย่างเหมาะสม และช่วยจัดส่งร่างของผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วยให้ละล่วงด้วยดี การดำเนินกิจกรรมต่างๆข้างต้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจความเป็นไป ตระหนักถึงคุณค่าและสัจธรรมแห่งชีวิต อันเป็นคุณสมบัติของแพทย์ที่ดีต่อไป

วัตถุประสงค์: เพื่อให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

1.
มีเจตคติที่ดีในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ
2.
เข้าใจในความต้องการที่แท้จริงและความรู้สึกของผู้ป่วยวิกฤติและญาติ
3.
สามารถสื่อสารเชิงสร้างสรรค์กับบุคคลอื่นได้
4.
มีโอกาสเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น
5.
ได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากบุคลากรทางการแพทย์
6.
เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าและสัจธรรมของชีวิต

และนี่คือโครงการที่เขาจะทำครับ โชคดีขั้นที่ 2 ก็คือ ผมได้กัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่งที่จะมาช่วยกันดูแลลูกศิษย์กลุ่มนี้ พี่ติ๊ก อวยพร ภัทรภักดีกุล พี่พยาบาลหัวหน้าสายสูตินรีเวชคือคนที่ผมกำลังเอ่ยถึง พี่ติ๊กเคยเป็นหัวหน้าพยาบาลหอผู้ป่วยนรีเวชสามัญมาก่อน และท่านผู้นี้เป็นคนที่มีประสบการณ์อย่างมากในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้าย พบเห็นความตายของผู้ป่วยมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยจากโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย และเป็นโชคดีอย่างที่สุดของเด็กๆกลุ่มนี้ก็คือ พี่ติ๊กอาสาเป็นผู้จัดการเรื่องกิจกรรมให้ด้วย รู้สึกดีเหมือนผมแล้วใช่ไหมครับ

งานนี้จะเป็นอย่างไร ผมจะนำมารายงานให้ทราบเป็นช่วงๆนะครับเดี๋ยวเด็กๆก็คงจะเข้ารายงานด้วยเช่นเดียวกัน