เมื่อหลายเดือนก่อน พี่ที่เป็นข้าราชการท่านหนึ่งมาขอคำปรึกษาว่าจะลาออกจากราชการ เพราะน้อยใจ
ที่เห็นคนที่ไม่เก่งได้รับการโปรโมท ผมเห็นแล้วนึกถึงตัวเองสมัยที่จะลาออกกับบริษัทที่เคยทำงานมาเป็นสิบปี
ด้วยอารมณ์ประมาณว่า "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" เอาคนไม่เก่งมาทำเดี๋ยวก็ไปไม่รอด
คิดแล้วลาออกทันที อารมณ์หนึ่งก็หวังว่า เขาคงพูดอะไรเพื่อรั้งเราไว้ และจัดการเจ้าคนนั้นซะ แต่ผิดคาด "จะไป
ทำกิจการส่วนตัวเหรอ ดีใจด้วยนะ จะเป็นเถ้าแก่ ยังไงก็แวะมาคุยกันบ้างนะ"
สุดท้ายแล้วเรื่องมันกลับตาลปัตร "ขาดเธอแล้วฉันจึงรู้สึก" ไม่มีงานใหม่,ไม่ได้ลงทุนทำอะไร ที่สำคัญคนไม่เก่ง
ในสายตาเรากลับทำงานได้ดีพอควร ด้วยสไตล์ที่แตกต่าง เรื่องนี้จบลงด้วยการดำเนินการทางการทูต
คือผมเจรจาผ่านคนที่ร่วมงานกันมานานให้ช่วยบอกบอสใหญ่ว่า ขอกลับมาช่วยต่อได้ไหมกิจการผมไปไม่สวย
โชคดีที่ท่านเมตตา ได้กลับมาทำงานใหม่ ได้บทเรียนราคาแพงข้อหนึ่งที่ว่า เก่งแค่ไหนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในทีม
ขาดไปก็ใช้ตัวสำรอง ติดขัดบ้าง ต่อไปก็เล่นได้เอง
.... มาคราวนี้ผมเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับคนอื่น รับฟัง ตั้งสติ ไตร่ตรองมากขึ้น
เราก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เล็กน้อย จิ๊บจ้อยนักเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในจักรวาล
ขอบคุณคลิปจากยูทูป www.youtube.com
เก่งแค่ไหนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในทีม
ขาดไปก็ใช้ตัวสำรอง ติดขัดบ้าง ต่อไปก็เล่นได้เอง
ขอบคุณสำหรับข้อคิด เตือนสติ เวลาที่จะกระเจิงคะ
เข้ามาเชียร์ค่ะ
เราหลายๆ คนคงผ่านอารมณ์ประมาณนี้มากันไม่มากก็น้อยนะคะ ในทุกองค์กรจะมีเรื่องเล่าที่เหมือนกันแต่ต่างกันตรงชื่อตัวละครเท่านั้น
ในที่สุดการทำงานที่มีความสุขที่สุดก็คงหนีไม่พ้นงานที่เรารัก เพราะนั่นคือแรงบันดาลใจในการทำงานที่จะไม่ขึ้นลงเหมือนอารมณ์ในช่วงประเมินผลหรือฤดูการเปลี่ยนตำแหน่ง
มีความสุขในการทำงานค่ะ ;))
ขอบคุณข้อคิดดีๆ จากคุณปริมครับ ^ ^
แวะมาสวัสดีค่ะท่าน