ในการฝึกปฏิบัติงานเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมบ้านของผู้รับบริการครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้ประกอบด้วย บิดา มารดา และลูกชาย 1 คน ชื่อน้องฟี(นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ได้รับวินิจฉัยเป็นสมองพิการตั้งแต่กำเนิด ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านไม้ชั้นเดียวมุงสังกะสี 

จากการสอบถามผู้ปกครอง และประเมินความสามารถของน้องฟี พบว่าน้องฟีมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อค่อนไปทางสูงทั่วทั้งตัว ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย หรือช่วยเหลือตนเองในกิจกรรมต่างๆได้ การเคลื่อนไหวเป็นลักษณะ synergy ทั่วทั้งตัว คือมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนไปด้วยกันทั้งรยางค์ ไม่สามารถแยกส่วนการเคลื่อนไหวทีละข้อต่อได้ การหยิบจับสิ่งของโดยใช้มือ ไม่สามารถทำได้เลย ตามร่างกายมีการผิดรูปของข้อต่อต่างๆชัดเจนโดยเฉพาะขาทั้ง 2 ขามีลักษณะบิดไขว้กันองศาผิดไปจากปกติอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถนั่งเก้าอี้ทั่วไปเองได้ น้องฟีจะนอนบนเตียงขนาดใหญ่ เมื่อต้องการสื่อสารจะบิดตัว และส่งเสียงร้องไม่เป็นภาษา ในการรับประทานอาหารมารดาจะอุ้มน้องขึ้นบนตักโดยใช้แขนซ้ายโอบไว้และป้อนอาหารด้วยมือขวา น้องสามารถอ้าปากรับอาหาร และกลืนเองได้ แต่มักไม่ค่อยเคี้ยวอาหาร

อย่างไรก็ตาม แม้น้องฟีเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเองไม่ได้ แต่น้องฟีก็มีทักษะที่จะเข้าใจในสิ่งต่างๆ ระหว่างที่อยู่บนตักมารดานั้นน้องดูทีวีด้วยความสนใจ น้องจะชอบรายการบางอย่าง เช่น ละคร ภาพยนตร์ มีการแสดงออกทางอารมณ์ไปตามเนื้อหา กีฬามวย น้องสามารถรับรู้ได้ว่าฝ่ายไหนแพ้ หรือชนะ มารดาระบุว่าน้องสามารถเล่นเชียร์กีฬาแข่งกับบิดาได้ น้องจะหัวเราะเมื่อฝ่ายตนเองชนะ แต่ถ้าแพ้น้องจะร้องและดิ้น น้องฟีอาจมีความบกพร่องของสมองที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว แต่สมองส่วนอื่นๆ ก็ยังทำหน้าที่ได้อยู่ นี่ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กพิการแต่ละคนนั้นต่างมีความบกพร่องและสามารถของตน ในแต่ละปีของวัยเด็กนั้นหมายถึงการเติบโตของร่างกาย จิตใจ และความสามารถ

น้องฟี มีอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สมองมีการเติบโตช้าลง ทั้งยังมีภาวะการผิดรูปของข้อต่อทำให้การส่งเสริมทักษะเป็นไปได้ยาก ในช่วง 0-5 ปีชีวิตสมองจะมีการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ใหม่ๆมากที่สุด ดังนั้นการส่งเสริมทักษะของเด็กพิการ ควรจะเริ่มต้นให้เร็วที่สุด และเรียนรู้ให้ทันกับความสามารถช่วงวัยมากที่สุด หากเด็กพิการแต่ละคนได้รับการส่งเสริมทักษะที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่้อง เขาก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะช่วยเหลือตนเองและสร้างคุณค่าแก่สังคมได้ตามศักยภาพ แต่หากไม่ได้รับการส่งเสริม ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสที่เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพตามที่จะเป็นได้ 

ปัจจุบันยังมีเด็กพิการต่างๆอีกมากมายที่ไม่ได้รับการส่งเสริมความสามารถ ทักษะชีวิต อุปสรรคที่สำคัญที่ขัดขวาง ได้แก่การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่ทำได้ยาก และบุคคลากรที่จะประเมินความสามารถ ให้การรักษา ให้ความรู้ คำแนะนำแก่ผู้รับบริการ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และที่สำคัญคือค่านิยมแบบเก่าที่ให้ความสำคัญกับเจ็บป่วยหรือสภาพทางกาย มากกว่าความสามารถของบุคคล จึงทำให้มองกลุ่มคนพิการเป็นคนที่ต้องพึ่งพา(แม้แต่คนธรรมดาๆบางกลุ่มในสังคม ก็ยังถูกมองเช่นนั้น) และตัดขาดโอกาสการเติบโตและแสดงศักยภาพที่แท้จริงไปอย่างน่าเสียดาย ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเราควรส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรของพลเมือง การส่งเสริมบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดและวิชาชีพทางการแพทย์ต่างๆในวงการการแพทย์ส่วนกลาง ในชุมชนและการศึกษา และส่งเสริมทัศนคติที่มองว่ามนุษย์ทุกคน รวมถึงมีความสามารถ มีศักยภาพที่จะทำสิ่งต่างๆได้ อันเป็นทัศนคติของผู้สำเร็จ เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น แก่พลเมืองทุกๆคน