จากการมาสัมมนาคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยาจำกัด ที่โรงแรม อำเภอเมืองอุดรธานี สี่โมงเย็นผมและคณะกรรมการฯรีบออกเดินทางไปที่หนองคาย ด้วยคุณกระต่ายหมายจันทร์ เจ้าถิ่นที่อุดรเข้ามาทักทายและแจ้งให้ทราบว่าหากเดินทางออกล่าช้ารถจะติดมากเพราะสายรายงานมาว่ารถเริ่มติดแล้ว
        เทศกาลออกพรรษายามค่ำคืนนี้ถนนทุกสายมุ่งไปที่หนองคาย เพื่อไปหาความหมายของการได้ชมบั้งไฟพญานาคที่ยากจะอธิบายว่ามีมาได้อย่างไร เป็นลูกไฟเล็กๆ ที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา ในตำนานความเชื่อก็ว่าพญานาคซึ่งพำนักอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำโขงจุดดวงไฟถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ในวันออกพรรษา ทางวิทยาศาสตร์ก็ว่าเป็นก้าซที่หมักหมมอยู่ใต้พิภพ ที่มีเวลาครบเหมาะสมลอยพ้นน้ำมาสันดาบกับอากาศเมื่อพ้นผิวน้ำก็เกิดเป็นไฟลอลขึ้นไป หรือใครที่มาศึกษาค้นคว้ากันไปก็ยังไม่ได้รับการยืนยันความจริงแท้เรื่องนี้ 
        คณะที่เดินทางของเรามุ่งไปจุดที่อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย บ้านตาลชุม ซึ่งต้องจอดรถไว้ปากทางถนนใหญ่ แล้วต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร จึงชิดเขตริมน้ำโขง บรืเวณวัดเจริญมิตร ระหว่างทางมืดมิดไม่มีไฟทาง พบแสงไฟบ้างที่ไฟสาดสองจากบ้านเรือนชาวบ้านในจุดที่เป็นชุมชน พ้นออกไปก็ต้องผ่านป่าสวนยางสองข้างทางที่ทำให้การเดินทาง 2 กิโลฯดูเหมือนไกลเพราะใจคิดว่ายังไม่เห็นที่หมายปลายทางเลย ต้องเดินตรงไปข้างหน้าแต่ก็ไม่น่ากลัวแม้จะมืดมิดเพราะในความมืดมิดนั้นยังคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่ดั้นด้นกันมาดูบั้งไฟพญานาคให้ห็นกับตา เดินตามกันมาอย่างไม่ขาดสาย
        ผมได้ถ่ายรูปบั้งไฟพญานาคที่ขึ้นมาจากน้ำและหายไปภายในไม่กี่วินาที เป็นดวงไฟสีแดง จับภาพระยะไกลและต้องใจจดจ่อเห็นปุ๊บถ่ายปั๊บชิงไหวชิงพริบในทันทีภาพที่ได้มานี้เป็นเพียงจุดเล็กๆสีแดงในความมืดเท่านั้น อย่างน้อยการดั้นด้นมากันในคราวนี้ทุกดวงตาก็ได้มีประสบการณ์ผ่านการเห็นปรากฏการณ์นี้กันทุกคน แต่ยังฉงนสนเท่ห์กันอยู่ไม่รู้ว่าความจริงแท้ของบั้งไฟพญานาคนี้เป็นอย่างไร..

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.495574753800261.119877.100000432219925&type=1

              

                         ภาพบั้งไฟพญานาคเป็นลูกไฟสีแดงที่ขึ้นมาจากน้ำโขง