...อย่ามัวไปแบกเรื่อง “สมมุติ” กันให้มากนักเลย เรื่อง “จริงๆ” ที่เราต้องแบกในชีวิตน่ะ มันมากพออยู่แล้ว

           

              วันก่อน น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำโครงการ เดินเข้ามาหาผู้เขียนด้วยหน้าตาบึ้งตึงไม่พูดไม่จา เห็นไวๆว่ามีซองกฐินหลายใบอยู่ในมือ ด้วยช่วงนี้เป็นเทศกาลออกพรรษา ซองกฐินเชิญชวนทำบุญจึงมีเวียนมาทุกวัน ผู้เขียนกำลังง่วนกับการร่างงานจึงไม่ได้ทักทายน้อง สักครู่ได้ยินเสียงว่า

น้อง  :  หนูโกรธแล้ว...เพิ่งทะเลาะกับคน...มา

ผู้เขียน  :  อ้าว...โกรธเรื่องอะไร  เงยหน้าขึ้นมองเห็นซองกฐิน จึงเอื้อมมือไปรับ โกรธทำไมล่ะ ได้ทำบุญทุกวันดีออก...

น้อง  :  ไม่ได้โกรธเรื่องทำบุญนะคะ  แต่หนูว่าเขาทำไม่ถูก ...

ผู้เขียน  :  อ้าว...ไม่ถูกยังไงล่ะถามยิ้มๆ

น้อง  :  ก็...ดูสิเขาไม่ใส่ “ดร.” ให้พี่ หนูบอกไปสองครั้งแล้ว ยังใส่ น.ส. มาอีก ชี้ให้ดูรายชื่อผู้เป็นกรรมการในใบที่แนบมากับซองกฐิน

ผู้เขียน  :  อ้อ...อย่าไปซีเรียสเลย ทำเสียงขำๆ ปลอบใจ  ก้มหน้าก้มตาเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินเพื่อร่วมทำบุญ

น้อง  :  พี่ใจดีเกินไปนะคะ พวกนี้เลยทำอะไรก็ได้ เป็นหนู หนูไม่ทำบุญด้วยหรอกให้มันรู้บ้าง...เสียงยังติดโกรธ

ผู้เขียน   :  อ้าว...งั้นหรือ ไม่ทำบุญเพราะแค่เขาไม่ใส่คำว่า “ดร.” เหรอ... ถามหัวเราะๆ

น้อง  :  คนบางคนนะ พอเห็นใครไม่เอาเรื่อง ก็ทำชุ่ยๆ หนูเคยบอกเขาแล้ว ทีคนอื่นเขาก็ยังแก้ให้ แต่กับของพี่ เขาไม่สนใจจะแก้ เพราะพี่ใจดีไม่ว่าอะไร ... นี่ไงเห็นไหมๆ ... เสียงน้องตำหนิ

ผู้เขียน  :  ขำก็ขำ เห็นใจน้องก็เห็นใจ จึงบอกว่า... พี่จะบอกอะไรให้อย่างไหม…

น้อง  :  ค่ะ...

ผู้เขียน   :  อย่างนี้นะ...อย่ามัวไปเสียอารมณ์กับเรื่องแค่นี้... แต่ต้องโกรธมากๆ หากโดนว่าเรื่องที่เราไม่ได้ทำ...อย่างเช่น...

น้อง  :  อะไรคะ เสียงถามยัง งงๆ

ผู้เขียน  :  ...เป็น ดร. แล้วยังทำงานไม่เป็น ไม่ทำงานให้เต็มที่  ยังเห็นแก่ตัว...  ตอบยิ้มๆ

น้อง  :  ทำหน้ายุ่ง ด้วยไม่สบอารมณ์... พี่ก็เป็นซะอย่างนี้ ยอมเขามากไปแล้ว...

ผู้เขียน   : อีกอย่างนะ ที่มีคำนำหน้าว่า “ดร.” นี่น่ะนะ ก็ไม่ได้ทำให้พี่ฉลาดขึ้นเท่าไหร่หรอก ดีขึ้นนิดเดียวตรงที่รู้ว่า... ยังโง่เรื่องอะไรบ้าง เท่านั้นเอง...ฮาๆๆๆๆ



             

             ไม่ได้บอกน้องตามที่คิดทั้งหมดหรอกว่า... การได้ “ดร.” นำหน้าชื่อนี่ออกจะรู้สึกเป็น “ปมด้อย” สำหรับผู้เขียนเสียด้วยซ้ำไป เพราะคนมักคาดหวังว่า ดร. ต้องเก่ง มีมาดดี รู้ทุกเรื่อง ฯลฯ ซึ่งสำหรับต้วเองนี่ มันไม่จริงเลย...ดร.ก็คนธรรมดาที่รู้บางเรื่องและไม่รู้บางเรื่องนั่นแหละน่า คนเราก็ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ

น้อง  :  หัวเราะไปด้วย สีหน้าคลายความเครียดลง  จริงด้วย...ที่เขาว่า ดร.นี่มักจะเป็นคนแปลกๆ เนอะ...สงสัยเรียนมากไป...น้องพึมพำเบาๆ

ผู้เขียน  :  ใช่ๆ โดยมากต๊องส์ๆๆ ทั้งนั้นแหละ...อิอิ ไม่งั้นจะไปเรียนทำไมเยอะแยะกันเล่า การงานไม่ยักจะทำ...

              น้องเดินกลับไปทำหน้าที่ของเธอแล้ว คิดต่อไปถึงวันที่สอบปกป้องวิทยานิพนธ์ (ใช้ศัพท์ของอ.มกุฏ อรฤดี) เมื่อผ่านแล้ว อาจารย์ทุกท่านจะเข้ามายินดีด้วยและเรียกว่า...”ดอกเตอร์......”  ตอนที่ฟังคำนั้น รู้สึกโล่งใจว่าเราได้ผ่านกระบวนการ เรียนจบแล้ว (หมดภาระไปที) พอกลับมาทำงาน ใครเรียก “ดร.” แรกๆ ก็จะขำๆ เขินๆ  หลังๆ เมื่อต้องประชุมทั้งในสำนักงานฯและนอกสำนักงานฯ ก็มักจะถูกแนะนำชื่อด้วย “ดร.” ก็เริ่มเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดีเด่นอะไรกว่าคนอื่น หลายครั้งกลับรู้สึกอึดอัด เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยรู้อีกหลายเรื่อง จะแสดงความคิดเห็นก็ต้องระวังตัว คิดแล้วคิดอีก พูดผิดพูดถูกจะกลายเป็นทำให้เสียสถาบันฯ ที่เรียนจบมาไปเสียอีก กลายเป็นผู้ทรงภูมิที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาอะไร นอกจากจำเป็นจริงๆ (ไม่ค่อยกล้าพูด กลัวผิด) ฮาๆๆๆ

               ตอนที่ยังไม่มี “หัวโขน” รู้สึกมีความสุขกว่า เพราะจะนั่งง่วงนั่งหลับนั่งชมนกชมไม้ ถามอะไรๆที่ผิดๆ ถูกๆ ได้ตามที่อยากรู้อยากเห็น...แล้ว “หัวโขน” นี่นะ นอกจากทำให้อึดอัดแล้ว ยัง “หนัก” ด้วย เพราะใครไม่ใส่คำนำหน้าชื่อให้ถูกต้อง ก็มีการผิดใจกัน มีเรื่องมีราวทะเลาะกันใหญ่โต เห็นตัวอย่างมาหลายรายแล้ว...

               คิดอย่างเพลียๆ   มีอีกนะ...เราไม่แบก ยังมีคนเดือดร้อน “แบก” แทนเราอีกด้วยซี... ใครอยากแบก เราก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร (บางคนอาจไม่รู้สึกว่าต้องแบกอะไร ก็แล้วไป)  สำหรับคนที่บอกได้ ก็จะบอกว่า...อย่ามัวไปแบกเรื่อง “สมมุติ” กันให้มากนักเลย  เรื่อง “จริงๆ” ที่เราต้องแบกในชีวิตน่ะ มันมากพออยู่แล้ว แล้วไอ้เจ้า “หัวโขน” นี่น่ะ เขามีไว้ให้ใส่ตอนที่ต้อง “แสดง” นี่นา ขืนแบกใส่ไว้ตลอด ไม่รู้จักถอดให้ถูกที่ถูกเวลา...ก็ทั้งหนักทั้งทุกข์เลยน่ะซี...


หมายเหตุไว้ว่า ... ด้วยความเคารพ เรื่องนี้ไม่ตั้งใจพาดพิงถึง "ดอกเตอร์" ท่านใดค่ะ