ถ้าคนเรากินเนื้อเสือ (หรือแมวก็ได้) ระบบย่อยอาหารเราจะยิ่งสกัดยอดของยอดของยอดมาเป็นอาหาร ซึ่งมันจะมีความเข้มข้นมากที่สุด น่าจะกลายเป็นสารอาหารชั้นดี และเป็นยารักษาโรคได้ด้วย

 

กินสัตว์ที่กินเนื้อเพื่อเป็นยารักษาโรค

 

สองวันก่อน (๒๗ ตค. ๒๕๕๕) ทั้งที่อยู่ในเทศกาลกินเจ  แต่ผมเกิดความคิดเพี้ยนๆ (ตามฟอร์ม) ไปว่า คนเราน่าจะรักษาโรค หรือ บำรุงร่างกาย อย่างแรงได้ด้วย การกินเนื้อสัตว์ที่กินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร  เช่น เสือ หมี หมา แมว นกเหยี่ยว แมงปอ  ปลาฉลาม  ปลาช่อน  ตุ๊กแก เป็นต้น

 

เหตุผลของผมคือ เนื้อสัตว์พวกนี้จะมีความเข้มข้นด้านสารอาหาร และ ยา มาก เพราะได้สกัดสารต่างๆ จากเนื้อสัตว์อื่นที่กิน  ซึ่งได้สกัดสารต่างๆ จากพืชที่กิน

 

ยกตัวอย่างกวางกินหญ้า ซึ่งหญ้าเป็นสมุนไพรที่มีสารอาหาร (และยา) ที่มีความเข้มข้นต่ำ กวางเลยต้องและเล็มกินหญ้าทั้งวันเพื่อความพอเพียงของสารอาหาร  แล้วระบบย่อยของกวางก็สกัดสารอาหารมาเป็นเนื้อหนัง กระดูก เลือด  ซึ่งมีสารอาหารจากหญ้าเป็นส่วนประกอบ

 

...จากนั้นเสือกินกวางเป็นอาหาร เสือก็เลยได้ยอดอาหารจากหญ้ามาเป็นสารตั้งต้น  แล้วระบบย่อยของเสือก็กลั่นเนื้อกวางมาเป็นยอดของยอดอาหารเข้าไปอีก 

 

ดังนั้นถ้าคนเรากินเนื้อเสือ (หรือแมวก็ได้)  ระบบย่อยอาหารเราจะยิ่งสกัดยอดของยอดของยอดมาเป็นอาหาร   ซึ่งมันจะมีความเข้มข้นมากที่สุด น่าจะกลายเป็นสารอาหารชั้นดี และเป็นยารักษาโรคได้ด้วย 

 

สังเกตสิ พวกกวาง เก้ง วัว ควาย มักเป็นโรคบ่อย  เจ็บป่วยล้มตายกันระนาว แต่พวกเสือ สิงโต ไม่ค่อยป่วย ร่างกายแข็งแรงมาก  จนวิ่งเร็ว  หากวิ่งไม่เร็ว ก็ไปจับใครเขากินไม่ได้ ก็ต้องหิวตาย  ....ที่ไม่ป่วยนี้น่าเป็นเพราะว่าเขากินเนื้อสัตว์เป็นหลัก ทำให้ได้สารอาหารดี และมีภูมิคุ้มกันโรคสูงไปในตัว เรียกว่าได้สองต่อ  เอ้าสามต่อก็ได้ เพราะไม่ต้องหากินทั้งวัน  กินครั้งเดียวนอนเล่นไปได้เป็นสามสี่วัน 

 

แต่คนเรา หากกินเนื้อมากเกินไป อาจเป็นมะเร็งตายเสียก่อน เพราะระบบย่อยของเรา ที่วิวัฒน์ มานานหลายหมื่นปี ปรับตัวไม่ทัน 

 

แต่ถ้าเรากินนานๆ ที  แบบว่ากินเป็นยา แล้วกินเนื้อเสือ แมว อีกต่างหาก  อาจกลายเป็นสิ่งดีก็เป็นได้  (นี่ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยยังไม่เอาไปเกี่ยวพันกับศีลธรรม จรรยาใดๆ นะ  เรียกว่าเป็น pure science ก็แล้วกัน) 

 

ทีนี้มาดูกันว่ากินเนื้อสัตว์อะไรดีที่สุด    ...ทฤษฎีของผมคือ สัตว์ที่กินเนื้อหลายทอดที่สุดน่าจะดีที่สุด

 

เช่น เนื้อเสือ ที่ว่าดีนั้น กินเพียงสองทอดเท่านั้นคือ  กวาง เก้ง  ส่วนกวางก็กินหญ้า   ถ้าเป็นแมว จะกินสามทอด คือ แมวกินหนู  หนูกินแมลง  แมลงกินพืช ...แบบนี้ตามทฤษฎีผม เนื้อแมว จะดีกว่าเนื้อเสือ 

 

เนื้ออีแร้งน่าจะดีที่สุด เพราะอีแร้งกินเนื้อเน่า แม้แต่แมวเน่า อีแร้งก็กิน กลายเป็น สี่ทอด

 

นกเหยี่ยวก็น่าคิด เพราะมันกินกระทั่งงู ส่วนงูกินหนู ซึ่งกินแมลง ซึ่งกินหญ้า หรือ กินแมลงด้วยกัน 

 

แมงปอ กินแมลง ซึ่งกินแมลงด้วยกัน  ซึ่งกินพืช  ส่วนกบ กินแมลงอีกต่อ รวมทั้งแมลงปอ

 

ตุ๊กแก กินงู ตะขาบ จิ้งจก   ...มิน่าคนจีนเขาจึงเอาตุ๊กแกไปดองกินเป็นยา

 

พวกสัตว์น้ำ พวกปลาฉลามอาจหายาก แต่ก็มีปลาเพชฌฆาตน้ำจืดหลายสกุล เช่น ปลาช่อน ปลาไหล  (รายนี้ชอบกินปู หอย ปลา)  บางทีมันกินกบ เขียด  ที่กินแมลง ที่กินเกสรดอกไม้  ก็ยิ่งหลายต่อมาก  จากดิน สู่ อากาศ สู่น้ำ เรียกว่า อาหารบกเรืออากาศ บูรณาการกันหมดเลย  แล้วกลั่นมาเป็นสารอาหาร และยา ให้เรา

 

ทฤษฎีของผมที่ว่านี้ไปตรงกับเรื่องสมุนไพรโดยบังเอิญ กล่าวคือ ยาไทยเรามักนิยมเข้ายาด้วย “กาฝาก”  ต่างๆ เช่น กาฝากมะม่วง  กาฝากมะนาว  เพราะกาฝากนี้มันกลั่นสารอาหารมาจากต้นไม้ที่มันไปเกาะ  ก็เท่ากับว่ามันสกัดเอายอดอาหารที่ต้นไม้ได้สกัดไว้แล้วในชั้นแรกนั่นเอง

 

ถ้ากลัวบาปจากการฆ่าสัตว์ ก็รอให้มันตายเองโดยธรรมชาติ แล้วเอาเนื้อมันมาทำแห้ง เก็บไว้เป็นยา สมุนสัตว์ ธรรมชาติ ดีไหม

 

คิดในมุมกลับ ถ้าเรากินพืชที่กินสัตว์เป็นอาหารล่ะ จะเป็นอย่างไร เช่น  หม้อข้าวหม้อแกงลิง  หยาดน้ำค้าง  กาบหอยแครง  เราจะได้สารอาหารและยา แบบไหนกันหนอ  

 

...คนถางทาง (๒๙ ตค ๒๕๕๕)