วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
วันแรกที่ครูเมตตาให้กลับมาปรับข้อวัตรของตนเอง เมื่อวานก็หลับแบบโดนกิเลสน๊อค ยังไม่ทันจะแก้ไข วันนี้จึงตั้งแบบมีบทลงโทษกับตนเองคือ
ตอนเช้าทำวัตรเช้า
ภาวนา 1 ชั่วโมง (สวดมนต์/เดิน/วิ่ง/นั่ง)
เขียนบันทึก
ตอนเย็น
ภาวนา 1 ชั่วโมง (สวดมนต์/เดิน/วิ่ง/นั่ง)
ทำวัตรเย็น
เขียนบันทึก
หากมีการผิดข้อวัตรให้มีบทลงโทษคือ อดข้าว 1 วัน
วันนี้เร่งรีบทำอย่างอื่นจนไม่ได้เขียนบันทึกเช้า ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย ยังดีที่มีการทำวัตรเช้า ส่วนการภาวนายามเช้า 1 ชั่วโมงยังพร่องอยู่เจ้าค่ะ สารภาพว่า พอเมื่อวานไม่ได้เขียนบันทึกทั้ง ๆที่ กราบขอขมาครูและบอกว่า
“หนูจะตั้งใจภาวนา” เหมือนพอตั้งจิตอธิษฐาน มารก็มาทันที แล้วก็มีโทษเกิดขึ้นกับตนเองแล้วไม่เห็น ส่งงานครูแล้วครูเมตตาชี้ ครูเมตตาหนูมาก ๆ และก็ให้กำลังใจมาอีกว่า
“ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่มีกิเลสเลยหรอก เพราะยังมีกิเลสเลยต้องมาเกิด แต่มันต้องฝึกเอา”
แล้วครูก็เล่าว่า เวลาครูพ่ายแพ้ต่อกิเลส จะรู้สึกเจ็บใจและมีความละอายมาก แล้วก็รีบลงมือแก้ไข
หนูสำรวจเข้ามากับตนเอง เห็นแต่ความขุ่นมัว ความละอายไม่มี มันบางมาก เป็นจุดที่ครูชี้และกระตุ้นเสมอว่า ต้องฝึกให้มีความละอายต่อการทำความชั่ว
พอเข้ามาที่ทำงาน จัดแจงประสานเอกสาร ติดตามแก้ไข รวมถึงสรุปยอดจำนวนคนที่จะไปภาวนาที่วัด โดยมีครูคอยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำหนูตลอด เป็นความรู้สึกอุ่นใจมากเลยเจ้าค่ะ ยอมรับเลยว่า “ครูออกแรงช่วยเต็มที่”
ในรายละเอียดของโครงการพอครูเข้ามาช่วยชี้ ให้ทำแบบธรรม ไม่ใช่ทำแบบโลก เหมือนมาช่วยปรับกระบวนการคิดของหนูใหม่ เพิ่มความละเอียดรอบครอบเรื่องการวางแผน และฝึกการใช้ปัญญาดึงกุศโลบายมาปรับใช้ในการทำโครงการ ด้วยความที่หนูได้บกพร่องข้อวัตร จึงย้ำกับตนเองว่า “อย่าช้า อย่ารอพรุ่งนี้ค่อยลงโทษตนเอง วันนี้จึงอดข้าว”
เหตุปัจจัยเอื้อพอสมควรค่ะครู พี่ ๆที่ทานข้าวด้วยกันประจำประชุมประชุมเสร็จท่านก็ไปทานข้าวข้างนอก ส่วนหนูเองติดต่อประสานงานตลอด การทำงานทำให้ไม่มีเวลามามัวฟุ้งซ่านถึงของกิน การยั่วยุลดลง เหลือเพียงความคิดของตนเอง สภาวะนี้คล้ายกับการอดข้าวในวัดเจ้าค่ะ
กว่าเอกสารทุกอย่างจะเสร็จสิ้นก็ห้าโมงครึ่ง หนูต้องพับความตั้งใจที่จะเร่งไปส่งเอกสารเย็นนี้ตั้งใจจะออกเช้า
กับการเร่งประสานหนูได้เรียนรู้ว่า
“มีพี่ ๆหลายท่าน ที่ตัดสินใจไม่ไปในตอนแรก เพราะมีจุดติดบางอย่าง แต่พอเข้าไปคุยและเสนอมุมมองใหม่ท่านก็ไป”
ทำให้หนูเห็นว่า “หนูขาดความใส่ใจ ในการทำความเข้าใจอย่างเป็นวงกว้างในการจะพาพี่ ๆที่ทำงานมาภาวนารอบนี้ค่ะครู” หลาย ๆท่านก็ทำให้หนูทึ่ง อย่างเช่น ภรรยาของท่านผู้อำนวยการ ท่านอยู่กรุงเทพแต่ยินดีจะเดินทางมาร่วมสร้างกุศลในครั้งนี้ พอเสร็จก็จะเดินทางกลับ เป็นใจที่สุดยอดเลยค่ะครู สำหรับหนูประทับใจท่านมาก ๆ
พอเอกสารเสร็จหนูดำเนินการสแกนแล้วก็ส่งให้ครู แล้วหนูก็เปลี่ยนชุดรู้สึกว่าตนเองล้า จึงเลือกวิธีการวิ่ง 1 ชั่วโมง กำลังจะออกไปครูเมตตาโทรมาชี้ว่า “โครงการที่ทำยังดีได้อีก ให้ลองใช้กุศโลบาย และชี้ให้เห็นใจของหนูที่ไม่เห็นคุณค่าของโอกาสที่ครูบาอาจารย์ให้ ยังตีค่าธรรมะ แล้วก็ยังเปรียบเทียบ” เป็นจุดที่ต้องแก้ไขกับตนเอง
และครูก็ชี้เรื่องอาหาร ว่าหนูดำเนินการพลาด แทนที่จะปรึกษาครูก่อน
จิตโง่ ๆ ก็ยังแถเจ้าค่ะ กราบขอขมาครู แต่ก็จะปรับให้เหมาะสมตามที่ครูชี้แนะ
พอเข้าทางวิ่งทบทวนลู่ทางการปรับแก้ไข ทั้งโครงการและการจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะน้ำปานะ ที่ครูบอกว่า ไม่ต้องมากมายขนาดนั้น ซึ่งพอครูชี้ทางแบบให้ทำน้ำปานะเองก็ถึงเข้าใจว่า “หนูโง่มากที่คิดจะซื้อสำเร็จทั้ง ๆที่ก็ทำเองได้”
ระหว่างวิ่งเจอผู้อำนวยการมาเดินออกกำลังกาย รู้สึกว่าท่านคงจะล้าเหมือนหนู ทั้งๆที่สองทุ่มกว่าแล้ว หนูลงวิ่ง วิ่งเสร็จสามทุ่มกว่า กลับมา ทำวัตรเย็น กะว่าจะพักกับตนเองแล้วจะค่อยเขียนบันทึกค่ะครู วูบลงหลับไปตื่นขึ้นมาหกทุ่มกว่า จึงได้กระหืดกระหอบเขียนบันทึกเจ้าค่ะ
ตั้งใจกับตนเองวันแรกก็โดนดี เพียงบทลงโทษสำหรับหนูไม่พอ ต้องให้กลับไปแก้ไข งานที่ละเลยด้วยการเขียนย้อนหลังให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ จะได้รู้สำนึกว่า “พอทิ้งช่วงเวลาไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับการเขียนบันทึกเจ้าค่ะ”
กราบขอบพระคุณค่ะครู สู้ใหม่ได้รับกำลังใจจาก mail ตอบรับของครูแล้ว สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าค่ะ