ถ้าคุณเป็นคนกลางถึงแย่ในสถาบันการศึกษา เรียนรู้การศึกษาตามอัธยาศัย ทำให้เกิดความเป็นเลิศของคุณได้

การศึกษาตามอัธยาศัยพ้นไปจาก ความเหลื่อมล้ำของสถาบันการศึกษา

นับตั้งแต่มีการศึกษาในระบบของไทย  ก็มีมหาวิทยาลัยอย่างจำกัด
คัดบุคคลที่เป็นผู้ชนะในระบบการศึกษา ด้วยการสอบเข้าไปเรียน
ในระยะแรก มหาวิทยาลัย ก็จำกัดอยู่ในกรุงเทพพระมหานครเท่านั้น
ผู้เรียนที่จะเข้าเรียนได้ต้องมีความจำดีมาก ๆ คนที่เป็นช้างเผือกที่ได้รับ
การคัดเลือกเหล่านี้ก็จะไปดำรงตำแหน่งสำคัญของราชการ  และมหาวิทยาลัยที่ดำรงอยู่ในยุคแรก ๆ ก็ยังได้รับการอุดหนุนอย่างดีเยี่ยม
มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

นับตั้งแต่มีการศึกษาในระบบของไทย  การศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็เป็นดังเช่น
มหาวิทยาลัย ก็คือ มีโรงเรียนอยู่ไม่มาก เป็นโรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัดคนที่ได้เรียนก็คือคนที่สอบคัดเลือกเข้าไปเรียน  และได้รับอุปถัมป์
จากเจ้านายคหบดี  มีประวัติเก่าแก่  และได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม
และผลิตซ้ำจนตราบเท่าทุกวันนี้

แต่วาระต่อมา  ได้มีการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานออกไป
ไปยังชนบทที่ห่างไกล ในมหาวิทยาลัยก็มีการขยายออกไปยังส่วนภูมิภาค เช่นการก่อเกิดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จากการเรียกร้องของคนเชียงใหม่  และเกิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น   ตลอดจนได้มีการขยาย
การฝึกหัดครูออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ   แต่มหาวิทยาลัยหลัก ๆ ก็ยังคงจำกัดรับและกรองผู้เรียนเพื่อผลิตซ้ำชนชั้นนำ  โดยสังเกตได้จากเงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยหลัก ๆ นั้นมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล 
และพวกฝึกหัดครูเกิดใหม่จำนวนเกือบเจ็ดสิบมีงบประมาณรวมกัน
ยังไม่เท่ากับมหาวิทยาลัยหลัก ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 
ทำให้มหาวิทยาลัยหลัก ๆ สามารถนำเอาทรัพยากรต่าง ๆ นั้นไปสร้าง
องค์ความรู้  สร้างชนชั้นนำในสังคม ทำให้สถาบันนั้นมีชื่อเสียง

ส่วนสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เกิดตามที่ชนบทห่างไกล
ตามป่าตามเขา  เกิดจากประชาชน เขาสนใจที่จะมีสถาบันการศึกษาในหมู่บ้านของตนเอง  โดยใช้ทรัพยากรจากชุมชน  และไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าไรนัก  โรงเรียนที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีได้แก่โรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งแต่ก่อนได้จำกัดรับ  ไว้แต่คนที่สอบคัดเลือกได้
คหบดี  ข้ารัฐการ ที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ได้อุปถัมป์อย่างต่อเนื่อง 
ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงแข็งแรง  ส่วนคณะที่มีการฝึกหัดครูก็ได้จัดตั้ง โรงเรียนสาธิต แห่ง มหาวิทยาลัยขึ้นวิธีคิดของโรงเรียนสาธิต คือ สอบคัดเลือก เอาความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านตรรกะวิทยาศาสตร์ นำเอามาผลิตซ้ำ ให้เป็น ชนชั้นนำไทย

ดังนั้นความเหลื่อมล้ำมากมายที่เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาของเรา
ที่มีส่วนได้เปรียบอยากใช้ศัพท์ว่า โรงเรียนอำมาตย์และโรงเรียนนายทุน  โรงเรียนชนิดนี้ได้รับการอุปถัมป์ด้วยทรัพย์สินและการลงทุน
เป็นอย่างดี นักเรียนได้รับ การคัดเลือกเอาส่วน หัวกระทิ  
คนเก่งทางวิทยาศาสตร์เข้าไปเรียน ตลอดจนโรงเรียนนายทุนศาสนา 
ที่เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ที่มีทุนและความพร้อมใน
การจัดการเรียน เป็นโรงเรียนสมัยใหม่ที่มีวิธีการเดียวกันคือ
คัดคนหัวกระทิเข้าไป  การที่คนหัวกะทิเข้าไปยังสถาบันเดียวกันก็ย่อมสร้างอะไรเป็นตัวอย่างได้มากมาย  ประกอบกับประวัติศาสตร์ที่บ่งบอก
ว่ามีระยะเวลายาวนาน  ได้รับการสนับสนุน และได้รับการอุปถัมป์จากเจ้านาย ข้ารัฐการ  ทำให้โรงเรียนชนิดนี้ ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ส่วนโรงเรียนของไพร่ ก็คือ โรงเรียนที่ประชาชน อุตสาห์สร้างขึ้นมา
ก็ได้รับการอุปถัมป์จากประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ  ไม่เป็นที่สนใจของบรรดาเจ้านาย และข้ารัฐการ  เพราะว่าท่านเจ้านายและข้ารัฐการ ซึ่งท่านเหล่านี้ทำงานก็เพื่อมุ่งหวังผลของงาน  ผลของงานไม่ใช่ว่าแต่ตั้งโรงเรียนขึ้นมา แต่ก็คือการดำเนินงานของโรงเรียน  โรงเรียนที่ทุกคนเห็นก็คือโรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัด การพัฒนาจึงกระจุกไปยังโรงเรียนเหล่านี้  เมื่อเทียบกับโรงเรียนจำนวนทั้งหมดเป็นร้อยละ ยังไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโรงเรียน
ทั้งหมด  ดังนั้นโรงเรียนกันดารต่าง ๆ ที่เป็นโรงเรียนจำนวนมาก เมื่อเปิดหมายเหตุรายวัน ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ของโรงเรียนก็จะพบว่า 
ไม่ค่อยได้มีการพัฒนาและสนับสนุนให้มีการพัฒนาเท่าไรนัก
ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่าจำนวนครูไม่สัมพันธ์กับจำนวนนักเรียน ครูขาดเท่ากับจำนวนวิกฤติ  การก่อสร้างมักเป็นการก่อสร้างแบบสร้างกันเอาเอง 
ตามความสามารถของผู้บริหาร ส่วนใหญ่ผู้บริหารก็มักจะอยู่โรงเรียนนี้อย่างมากก็ปีหนึ่ง สามเดือน หกเดือน  และไม่สามารถหาผลงาน
ตามนโยบายของเจ้านายและข้ารัฐการ ที่สั่งมาให้ทำได้ 
วิธีการก็คือย้ายไปโรงเรียนที่มีความพร้อม เพราะจะได้ก้าวหน้าจากผลงาน
โรงเรียนที่สร้างโดยไพร่เหล่านี้  ได้รับปัจจัยทางลบ มาตลอดทางประวัติศาสตร์ของความเหลื่อมล้ำ

ส่วนมหาวิทยาลัยเมื่อมีชั้นหนึ่งที่กรองคนเอาไว้แล้ว ก็เกิดมหาวิทยาลัยอีกหลายชั้นมหาวิทยาลัยเหล่านี้เกิดจากนักการเมืองระดับชาติที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น สร้างเพื่อประชาชนของเขาเองสร้างเพื่อจังหวัดของเขา  งบประมาณของเขาจึงได้น้อยกว่าเพื่อน  มีงบน้อยก็ทำอะไรได้น้อยดังนั้นมหาวิทยาลัยหลายชั้นในยุคนั้นจึงเอาคนจบบริหารการศึกษา ไปสอนวิทยาศาสตร์ ไปสอนการจัดการหรือไม่ก็เอาศิษย์เก่ามาสอนแทนตน เนื่องจากมีภาระงานมากมาย
จึงมีการเปิดการเรียนการสอนแบบการขยายโอกาสทางการศึกษา
เปิดการสอนเกือบทุกวัน  เปิดภาคค่ำ เปิดภาคเสาร์ อาทิตย์
เพื่อให้ได้เงินไปบริหารจัดการมหาวิทยาลัย  ส่วนผู้เรียนที่เปิดรับทั้งหมดทำให้เกิดความแตกต่าง กับมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งที่กรองคนชั้นเลิศไว้อยู่กับตนเอง

กลับมาดูที่สถาบันการศึกษานายทุน อำมาตย์  อีกครั้ง  ซึ่งเป็นที่ของการผลิตชนชั้นนำไทย เป็นที่สร้างโลกทัศน์ของชนชั้นนำไทย  ซึ่งจะเห็นง่าย ๆ ว่าเวลาชนชั้นนำเหล่านี้ไปในที่ใด ก็มักจะบอกว่าตนเองจบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไหน  อยู่มหาวิทยาลัยไหน และจะเท่ห์มากถ้าหากมีภาษาอังกฤษต่อท้าย
ชีวิตของชนชั้นนำ อยู่ในสถานที่ตนเองได้เรียนรู้แบบคัดกรองคนมาแล้ว  มักจะมีวิสัยทัศน์เป็นเส้นตรงก็แน่นอนแล้วว่าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แข่งขันกันเรียน แข่งขันกับเพื่อน และตั้งแต่เขาเข้ามาอุปกรณ์การเรียน หรืออะไรก็ครบพร้อมแล้ว  การที่พร้อมจะเป็นที่หนึ่ง  การที่จะเป็นที่หนึ่งได้ต้องเหยียบ
หัวคนส่วนใหญ่ขึ้นไป  จะเห็นได้จากเอกสารต่าง ๆ ที่ชนชั้นนำวิเคราะห์  มักจะเป็นภาพที่ไปในทางเดียวภาพที่ตนเองเป็นหัว นำคนอื่นไป  แบบภาพที่ตนเองเป็นพระเอก คนที่เป็นอย่างอื่นนี่แย่หมด  หรือไม่ก็คิดสร้างโปรเจค โดยการสร้างความแตกตื่นทางตัวเลข เพื่อจะให้ตนเองได้ไปนั่งในเก้าอี้นั้น ๆ
นอกจากนั้นสภาพที่ตนเองเป็นหนึ่ง ก็มักจะดูแคลน ผู้ที่ด้อยกว่า เช่น คนที่จบโรงเรียนขั้นพื้นฐานในชนบทพวก เรียนมหาวิทยาลัยชั้นสอง

ตรรกะ และวิธีคิด ของพวกชนชั้นนำไทยโดยเฉพาะพวกสายการปฏิรูปการศึกษา เหมือนกับ การตีฆ้องร้องป่าว เพื่อจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  ตัวอย่างง่าย ๆ คือ การแปรรูป  ปตท.  ซึ่งมีตรรกะ ถ้าแปรรูปแล้ว น้ำมันจะลดมีประสิทธิภาพดีขึ้น แล้วก็ขายหุ้นอย่างรวดเร็ว  และมีความเป็นแดนสนธยา  และมีข้อมูลหลายอย่างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง   สายการปฏิรูปการศึกษา จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ต้องการแบ่งเค้กหรืองบประมาณทางการศึกษาไปให้ข้าราชการเกษียณ ได้หาเงินเข้ากระเป๋า ส่วนความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนนายทุนอำมาตย์  และ โรงเรียนไพร่  กลับยังคงเหลื่อมล้ำอีกต่อไป  เพราะชนชั้นนำไทยด้านการศึกษามาจากนายทุนอำมาตย์  ไม่ได้มาจากโรงเรียนไพร่ จึงไม่เข้าใจว่าคนยากจน คนชายขอบเป็นอย่างไร  เพราะหลับตาในห้องแอร์ก็เห็นแต่นักเรียนโรงเรียนสาธิตที่มีความพร้อมทั้งหมดแล้ว

เขียนเล่าไปเสียเยอะ ไม่ได้เข้าเรื่องเลย  อยากสรุปว่า ถ้าเราเรียนรู้ตามอัธยาศัย สถาบันของเราจะอยู่ที่ตัวเราไม่มีความเหลื่อมล้ำ  เพราะไม่ต้องก่อสร้าง  ไม่ต้องจ้างใคร  ไม่ต้องสร้างตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอะไรมากมาย
ตัวคุณคือสถาบัน  สถาบันการเรียนรู้ตามอัธยาศัย  ถ้าคุณเป็นคนกลางถึงแย่ในระบบการศึกษา คุณหันกลับมาเรียนรู้ตามอัธยาศัย  จะทำให้คุณพบความเป็นเลิศของคุณได้ โดยปราศจากสถาบันการศึกษา